เที่ยว “อียิปต์” แบบไม่ต้องกักตัว พร้อมแจกแพลนกับข้อควรรู้ที่ห้ามพลาด!!

เที่ยว “อียิปต์” แบบไม่ต้องกักตัว พร้อมแจกแพลนกับข้อควรรู้ที่ห้ามพลาด!!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.. ว่าโควิดกินเวลาชีวิตเราไปกว่า 2 ปีแล้ว บ้าจริง ทริปสุดท้ายที่ไปต่างประเทศล่าสุด คือจองตั๋วบินผ่าน Traveloka ไปรีวิวที่สิงคโปร์ กลับมาไทยต้องกักตัวต่ออีก 14 วัน ยังจำได้ดี แต่…..

ตอนนี้ มีหลายประเทศที่สามารถเดินทางไปได้แบบไม่ต้องกักตัว เข้าปึ้บ เช็กวัคซีนปั๊บ ก็เที่ยวต่อได้เลย ซึ่งหนึ่งในหลายประเทศที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากไทยไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องกักตัวได้นั้นก็คือ อียิปต์

ต้องบอกก่อนว่า อียิปต์ เป็นประเทศที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน และสถานที่แต่ละจุดคือ Amazing ทุกจุด จนหลายสำนักยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไปเลย และตอนไมไปช่วงขึ้นปีใหม่ของ 2018 ที่ได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเอง สัมผัสจากประสบการณ์จริง ก็ต้องบอกว่าไม่อยากให้พลาดเลย เพราะถ้าเราไม่ไปตอนนี้ ไม่รู้ว่าเราจะได้ไปอีกทีเมื่อไหร่นะ โลกทุกวันนี้แม่งคาดเดาอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ

วันนี้ไมก็เลยจะย้อนรอยทริปตัวเองด้วยการเริ่มจองตั๋ว แพลนการเที่ยวบวกกับแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ที่ห้ามพลาดให้เพื่อน ๆ ได้ลอกตามกันแบบ Step by Step เลย

STEP 1 – Check ตั๋วเครื่องบิน

ก็ยังคงเป็น Traveloka ที่ไมไว้ว่างใจ ถึงเค้าไม่จ้าง ก็ใช้เว็บนี้หากินในการเดินทางอยู่ดี เพราะหน้าจอสบายตา ใช้ง่าย มี filter กรองสิ่งจำเป็นที่ต้องการจะเห็น ไม่ว่าจะเป็น ราคา เวลา เที่ยวบิน คือสามรถกรองหาได้หมด

และถ้าเกิดว่าเราจะไปอียิปต์ช่วงนี้ ตั๋วบินไปกลับจะตกอยู่ที่ไปกลับราว ๆ 20,000 บาทเท่านั้น (search ผ่านลิ้งค์นี้ได้เลย: https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Cairo.CAI )

และสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ก็สามารถจองผ่าน https://www.traveloka.com/th-th/flight/safe-travel ทางนี้ได้เลย เพราะตอนนี้มีฟีสเจอร์ใหม่ของ TVLK ชื่อว่า Flight Upgrade ที่เวลาจองตั๋วเครื่องบิน ถ้าหากว่าทำการอัพเกรดตั๋วเครื่องบิน จะทำให้สามารถเลื่อนไฟลท์ได้ไม่จำกัด และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น น้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม และเช็คอินช่องพิเศษ แต่ต้องแล้วแต่เงื่อนไขของในแต่ละสายการบิน (ไม่ได้มี Flight Upgrade กับทุกสายการบิน depend on)

เป็นไงล่ะ… ราคาหน้าโดนมาก ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามีงานประจำอยู่ คงจองไป Road Trip สัก 14 วันแล้วล่ะ เอาล่ะ  STEP 1 ผ่านไป เรามาดู STEP 2 กันดีกว่า ว่าจะทำยังไงต่อดี

STEP 2 – วางแผนการเดินทาง

แผนการเดินทางที่ไมกำลังจะให้เพื่อน ๆ ใช้ในทริปนี้ บอกเลยว่า โคตรเด็ด และสามมารถลอกตามได้จริง หรือถ้าจะไม่ลอกทั้ง 100% ก็สามารถจับนั้นออก ดึงนี่เข้า ตาม life style ของเราได้เลย อ่ะ ไปดูกัน

DAY 1: ลงเครื่องที่ไคโร จากนั้นก็ขี่อูฐเที่ยวปิรามิด เที่ยวมิวเซียม เดินตลาดเก่า นอนค้าง 1 คืน  **เด่วบอกที่นอนวิวปิรามิดแจ่มๆ ให้ Chapter ถัดไป**

DAY 2 – DAY 3: ออกทริป White Desert  ณ จุดนี้บอกเลยคุ้มค่าสุดๆ เพราะคืนนี้เราจะนอนกลางทะเลทรายซาฮาร่า จะมีรถมารับ และกลับมาดึกวันที่ 3 เพื่อนั่งรถไฟไปอีกเมือง ** ตรงนี้เราไม่ได้ไป เพราะมีปัญหากับ ตม.สนามบิน ทำให้ถูกกักตัว 5 ชั่วโมง แผนเปลี่ยนหมด สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการจองทริปตรงนี้ ลองหาใน google เลยครับ ราคาทัวร์เฉลี่ย 2 วัน 1 คืน ตกอยู่ที่คนะล 10,000 บาท **

DAY 4: ให้มาโผล่ที่ Aswan //แนะนำให้นั่งรถไฟ ซึ่งจะมีอยู่ใน Day 2 ของรีวิวนี้ แล้วหารถไป Abu simbel กลับมาถึงช่วงบ่ายๆ ก็เก็บสถานที่สำคัญใน Aswan ให้หมด มีอยู่ 3-5 ที่ก็เลือกเอา จากนั้นก็จะ Classic หน่อยๆ คือจะให้นั่งเรือใบโบราณข้ามเมืองไปที่ Kawn Ombo รับรองประสบการณ์นี้พีคมาก แต่หากจะเอาแผนสองก็คือแล่นเรือใบโบราณตอนเย็น ไปหมู่บ้าน Nubia แล้วนอนค้าง Aswan จากนั้นเหมารถตอนเช้าวันที่ 5 ไปต่ออีกที

DAY 5: นั่งรถเที่ยวตลาด และวัดที่ Kawn Ombo จากนั้นแวะ Edfu แล้วลากยาวไปที่ Luxor

DAY 6: ตื่นเช้าตรู่ไปขึ้นบอลลูนตั้งแต่ตีห้า //อันนี้ไม่ได้ทำ เพราะจองไม่ทัน แนะนำให้จองผ่าน website ถึงจะได้รอบตี ๕ ไม่งั้นได้รอบ ๗ โมงเช้าเหมือนเรา เราเลยไม่ขึ้น เบ็ดเสร็จกลับมาก็เกือบเที่ยง ไล่เก็บสถานที่สำคัญต่างๆ ให้ได้เยอะที่สุด แต่คิดว่าวันเดียวไม่น่าพอ เพราะแค่ Karnak ก็กินเวลาสุดๆ แล้ว แนะนำให้วันนี้เที่ยวนอกเมืองไปเลย

DAY 7: เที่ยวในเมือง แล้วจอง Flight กลับ Cairo ช่วงเที่ยงหรือช่วงเย็นไปเลย จะปลอดภัยกว่าการนั่งรถจาก Luxor ไป Cairo ซึ่งไม่สามารถกะเวลาได้แน่นอน และส่วนวันนี้ใครจะกลับไทย ก็จอง Flight ดึกๆ กลับได้เลย ส่วนใครจะไปต่อ ก็…

DAY 8: บินต่อไปจอแดนสิ เหลือ DAY 9 DAY 10 ก็เก็บ เปรตา และก็เดดซี (ทะเลที่ลอยน้ำได้) ก่อนกลับบ้าน แพลนนี้เป็นไงบ้าง ได้ป้ะ!?

STEP 3 – จองที่พักและรถเช่า

เอาจริง… ถ้าเราไม่ใช่สาย Backpacker ตัวจริง หรือ Walk in จนชินชา ก็ควรจองที่พักไว้ เพราะจะทำให้เราสบายหายห่วงไปเปราะหนึ่ง แต่ความจำเป็นมันก็มี อย่างน้อย ๆ ยังไงก็ต้องจองไว้สักคืน เพราะเป็นใบเบิกทาง ตม. ก่อนเข้า ว่าเรามีที่พักแล้วนะยู

ทีพัก รถเช่า กิจกรรม หรืออะไรก็ตามแต่ อยู่ใน Traveloka ทั้งหมดแบบ One Stop Service ยูไม่จำเป็นต้องกด x เพื่อไปจองเว็บอื่นแอพฯ อื่นอีกแล้ว

STEP 4 – สิ่งที่จำเป็นสำหรับทริปนี้

แต่ละที่จะมีความจำเป็นต่างกันออกไป แต่อียิปต์ สิ่งที่จำเป็นและจะพลาดไม่ได้เลย ไมก็จะขอลิสต์ไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  1. Passport
  2. เงินสด
  3. บัตรเครดิท
  4. ใบอนุญาตบินโดรน (ต้องมี)
  5. International license สำหรับขับรถ
  6. กระเป๋าสะพายขนาดเล็กห้อยหน้าสำหรับเก็บเงิน
  7. กระเป๋าสะพายหลังใบเล็ก เก็บน้ำ หรือของจุกจิก
  8. กระเป๋าใบใหญ่สำหรับใส่ของทั้งหมด
  9. แว่นกันแดด
  10. แมสก์กันฝุ่น (ฝุ่นเยอะมาก)
  11. สเปรย์แอลกอฮอลล์ เตรียมไปเลย (เมืองไม่ค่อยสะอาด)
  12. Sim สำหรับ Roaming หรือจะไปซื้อที่นู่นก็ได้ (จำเป็น)
  13. แผนการเดินทาง พร้อมแผนที่เดินทาง
  14. กล้องถ่ายรูป + เมมโมรี่การ์ด (เอาไปเยอะ ๆ ทุกที่สวยมาก)
  15. อียิปต์เป็นเมืองเหมือนจะร้อน แต่เย็นนะ (เตรียมเสื้อกันหนาวไปหน่อยสักตัว)

นี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นหลักที่ห้ามพลาด เพราะถ้าพลาดจะกระทบกับเวลาในการเดินทางของเราด้วย ยังไงลองเช็กดี ๆ สามารถเพิ่มลิสต์ลงไปได้ แต่อย่าลดของจากลิสต์นี้โดยเด็ดขาด เชื่อพี่!!!

STEP 5 – ข้อมูลสถานที่และรีวิวก่อนหน้า

Step นี้ จะทำให้การเดินทางของเพื่อน ๆ มีความหมายสุด ๆ และอินไปกับประวัติของสถานที่นั้น ๆ ไม่ใช่ไปแค่ถ่ายรูป ถ้าแบบนั้นทุกที่ไม่มีความหมายเลย เดี๋ยวไมจะเหลาสถานที่สำคัญ ๆ ให้คร่าว ๆ รวมถึงกิจกรรมด้วย เริ่ม!!!

ทุ่งพีระมิด หรือ Garden Of Pyramids

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่มาอียิปต์กว่า 100% ก็คงมาเพื่อสิ่งนี้ และผมต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่าของจริงอลังกาลงานสร้างมาก แต่อาจจะแปลกใจนิดหน่อย ที่มันติดกับเมืองสุดๆ ซึ่งตอนแรก ผมคิดว่า จะต้องขับรถไปตามทะเลทรายสักหน่อย ถึงจะมีพีระมิด แต่ไม่เลยอิดอกกก อยู่ติดเมือง!!!

การเข้าไปชมพีระมิด เพื่อนๆ จะต้องจ่ายค่าเข้า 120 EGP อ่า นี่ก็ลืมแนะนำสกุลเงินอียิปต์ ที่นี่ใช้เงินสกุล Egyptian Pond มีสัญลักษณ์คือ EGP ซึ่ง 100 EGP ก็ประมาณ 200 บาทไทย คิดง่ายๆ คือคูณสองเข้าไปเลย

จ่ายค่าเข้า 240 บาทแล้วก็สามารถเดินเข้าไปดูได้เลย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ เลยว่าจะเดินทางกันไปแบบไหน เดินไปเองก็ได้ ถ้าหาที่พักใกล้ๆ หรือเหมารถไป Uber ไป แต่พอเข้าไปถึงข้างในก็อยากให้จอดรถแล้วเดินออกมาสัมผัสกับพีระมิดของจริงที่เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกกัน

พีระมิดของจริงแม่งว้าวมากนะ หินที่เค้าใช้มาเรียงต่อกันเนี่ยสูงเท่าหัวเราเลย หนักประมาณก้อนละ 2 ตัน แล้วคือเป็นหินที่ถูกตัดมาจากภูเขา ทะเลทราย หรืออะไรก็ตามแต่ที่อยู่ที่ตอนใต้เมืองหลวงเก่านามว่า Aswan ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะเดินทางไป แต่นั่นแหละ สมัยก่อน เค้าตัด เค้าขน เค้าย้ายกันมายังไง บระเจ้า

ซึ่งในจุดนี้เนี่ย เท่าที่ผมได้ฟังหรือมีความรู้เข้าหัวคร่าวๆ มา คือ เค้าสร้างมาเพื่อปิดผนึกฟาไรห์ ไม่อยากให้ไปเกิดที่ไหนอีก เหมือนประมาณว่าเค้ารักของเค้าและไม่อยากให้ไปผุดไปเกิดที่ไหนหรือเปล่า อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ความรู้ที่มัน Actual จริงๆ อ่ะ ไม่มีหรอก ขนาดตอนนี้พวกนักค้นหา นักนู่นนี่ต่างๆ ยังไม่รู้เลย ว่าทางเข้าพีระมิดของจริงแล้วแม่งอยู่ที่ไหน ที่เราเข้าได้จริงๆ ตอนนี้เกิดจากการกัดเซาะของดินน้ำลมทรายที่ทำให้เกิดโพรง และคนก็เจาะเข้าไปเพื่อเข้าไปดูข้างใน ซึ่งข้างในว่ากันว่า ใหญ่ยังกับสี่สนามฟุตบอลแหนะ เอื้อออ!!

ส่วนข้างในจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ไม่รู้อีกล่ะ ทางนี้ไม่ได้เข้า แนะนำให้ Google ต่อจากเรา ณ ตรงนี้ แต่เราจะขอเล่าต่อก่อนละกันว่า หลังจากที่เข้าไปใน Garden of Pyramids แห่งนี้ เพื่อนๆ จะเหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีพีระมิดหลายลูกที่อยู่ในทะเลทราย มีเรือด้วย และก็มี Sphinx ทีคอยปกปักษ์รักษา Garden of Pyramids แห่งนี้ เค้าเชื่อกันมาอย่างงั้น

และการที่จะชมพีระมิดอย่างจุดใจคือการขี่อูฐครับ อันนี้คือห้ามพลาดเลย แต่การขี่อูฐถ้าเราพูดภาษาอาระบิคไม่เป็นเนี่ย ก็จะต้องนอยด์แดกนิดหน่อย เพราะเค้าจะเสนอราคามาให้เรา 300-400 EGP แต่ต่อเหอะ ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ 200 EGP นะ เพราะเราได้ราคานี้มา

ราคานี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้เป็นชาวอียิปสามสิบนาที ขี่อูฐชมพีระมิดไปตามจุดต่างๆ รวมถึงวิวสุดยอดที่ห้ามพลาดที่ใครหลายคนเดินทางไปถ่ายกัน แต่เรา ไม่ได้ไป เพราะขี้เกียจ ๕๕๕ เลยไม่ได้เอารูปมาโชว์เลย แต่แค่นี้ที่เอามาโชว์ ก็น่าจะทำให้เพื่อนๆ อยากเก็บกระเป๋าออกจากบ้านแล้วล่ะ ใช่ไหมล่ะ สรุปเบ็ดเสร็จ กุฟาดไปชั่วโมงเต็มๆ กับการขี่อูฐและจอดถ่ายรูป เล่นเอาพี่บังแกคงเครียดเลย ฮาๆๆๆ

สถานที่ต่อไปคือ Step of Pyramids

ขับไปราวๆ เกือบ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงแล้วครับ ที่นี่คือ Pyramid of Djoser  ราคาเข้า 120 EGP ก็จะเป็นพีระมิดขั้นบันไดอีกแบบที่แปลกตา แต่ถามว่าสวยกว่าที่แรกไหม ตอบว่าไม่ และไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ถ้ามีเวลาน้อยตัดออกก็ได้ แต่เอาล่ะ ไหนๆ เราก็พามาดูแล้ว ยังไงลองไปชมบรรยากาศดูครับ

ถ้าย้อนกลับไปได้นะ จะไม่ไป Step of Pyramids แล้วไปดู Museum ในเมืองแทน เพราะเค้าบอกว่า ใน museum ที่ไคโร แม่งมีมัมมี่ตัวเป็นๆ รวมไปถึงพวกของเก่าแก่ที่หาดูไม่ได้แล้ว คือเค้าขุดค้นพบจากพีระมิดนั่นแหละ แล้วเอามาดูแลรักษาไว้ใน museum กลางเมืองไคโรแทน แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ได้มา ก็จะไม่ได้เจออะไรอย่างข้างล่างนี้

วิหารฟิเล

เป็นสิ่งก่อสร้างอันนึงที่ถูกย้ายทันหรือพูดง่ายๆ ว่าตอนที่เริ่มสร้างเขื่อนอัสวานนั้นทำให้หลาย ๆ ที่ในอียิปต์ถูกน้ำท่วมแต่ต้องบอกว่าต้องขอบคุณทางอิตาลีรวมทั้งองค์การยูเนสโก้ที่มีการไหวตัวทันทำให้ไม่เสียหายมากเท่าไหร่นัก เพราะมีการเร่งให้ย้ายวิหารด่วน จากเกาะฟิเลไปอยู่บนเกาะอากิลเกีย (Agilika Island)  ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์

การย้ายครั้งนี้ทำโดยการตัดหินของวิหารออกเป็น 40,000 ก้อนและนำมาต่อเป็นวิหารตามเดิมอีกครั้งซึ่งใช้เวลาร่วม 8 ปี เพราะตอนนี้วิหารตั้งอยู่บนเกาะนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปก็ต้องนั่งเรือไปเทียบท่าเรือแล้วก็พากันเดินขึ้นไปชมวิหาร ผนังวิหารบอกเรื่องราวต่างๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องของเทพฮอรัสที่เสียตาไปข้างนึง และได้รับดวงตาใหม่จากฟาโรห์ที่กลายเป็นที่มาของ ดวงตาของฮอรัส เครื่องรางที่มีชื่อเสียงมากๆ ของอียิปต์

จะบอกว่ายังไม่หมดนะ ข้อมูลแน่น ๆ มีอีกเพียบ แต่ทั้ง 5 Step นี้ จะทำให้เพื่อน ๆ เที่ยวอียิปต์ได้อย่าง สนุก ปลอดภัย และได้บรรยากาศที่ย้อนกลับไปในยุครุ่งโรจน์ของฟาโรเลยล่ะ

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจรีวิวฉบับเต็ม Backpack ไคโร – ลักซอร์ – อัสวัน 6 วัน 5 คืน ด้วยเงิน 20,000 บาท ได้ที่: https://www.palapilii.com/archives/10559 มาถึงตรงนี้ก็อยากให้เพื่อน ๆ เที่ยวให้สนุก เดินทางดี ๆ และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เฉพาะที่อียิปต์ แต่ทุกที่บนโลกที่ไป แม้แต่ในประเทศไทยของเราเอง Step สุดท้ายที่ 6 คือกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

ไม

แจกแพลนเที่ยว “นครนายก” 2 วัน 1 คืน พร้อมราคากิจกรรมทั้งหมด!!!

แจกแพลนเที่ยว “นครนายก” 2 วัน 1 คืน พร้อมราคากิจกรรมทั้งหมด!!!

ถ้าจะบอกว่านี่คือการมาเที่ยวนครนายกแบบจริง ๆ ครั้งแรก หลายคนก็คงไม่เชื่อ เพราะมันใกล้ กทม. แล้วราคาดีมาก ๆ ก็อย่างว่า คนเรามักจะเห็นของใกล้ตัวไม่มีความสำคัญเท่าอะไรที่มันอยู่ไกล ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ หรือแม้แต่เรื่องคนรักก็ตาม

วันนี้เดี๋ยวไมจะพาไปเที่ยวนครนายกแบบเต็มวันเอาให้มันอิ่ม ๆ ไปเลยนะ แต่ต้องบอกก่อนว่า ทริปนี้เราพยายามหากิจกรรม เปรียบเทียบราคา และจัดการแผนการเดินทางให้มันเปะ เปะ แบบไม่ต้องต่อคิวรอ ดีที่ได้เว็บ www.gotravel.in.th ที่รวบรวมทุกอย่างที่สามารถจองล่วงหน้าไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้น บางรายการคือถูกกว่าหน้างานด้วย ยังไงเพื่อน ๆ ลองไปเลือกซื้อกิจกรรมผ่านเว็บนี้ได้ด้วยตัวเองเลย

หรือถ้าไม่สันทัดการ Surfing website ก็สามารถ Two Way กับผู้ขาย สอบถามรายละเอียดกันก่อนซ้อได้ทางเพจ GoTravel Thailand – ขายตั๋วกิจกรรมทั่วไทย ได้เช่นกัน และบอกไว้ก่อนว่า เค้าไม่ได้มีแค่นครนายกนะ เค้ามีของดีเกือบทั่วทั้งไทยเลยล่ะ ฉะนั้น กดติดตามด่วน ๆ

แผนการท่องเที่ยวของเรา ก็ไม่มีอะไรมาก หลัก ๆ คือ อัดวันแรกแบบเต็มเหนี่ยวไปเลย แล้วตื่นสายวันที่สอง นอนสบาย ๆ หาอะไรทานก่อนกลับในช่วงบ่าย ๆ ของอีกวัน และกิจกรรมที่เราวางแผนไว้ มีดังนี้

DAY 1

07:00 – ถ่ายรูปบริเวณเขื่อนขุ่นด่านฯ ตรงท่าเรือ

08:00 – ล่องเรือชมน้ำตก 3 จุด (ผางามงอน คลองคราม เขาช่องลม) //จองผ่าน Gotravel คนละ 340 บาท

12:00 – แวะทานข้าว ร้านอะไรแล้วแต่เทสคุณเลย ของเราคือ ตรงไหนน่าเข้า ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลย

14:00 – ล่อง Tubing ที่วังตะไคร้ //ซื้อห่วงยางหน้างาน คนละ 30 บาท

17:00 – ขับ ATV ลุยคลองมะเดื่อ มันมาก //จองผ่าน Gotravel คนละ 440 บาท

18:30 – Check in บ้านคุณป้าตา //จองผ่าน Gotravel แบบเหมาหลังเพียง 6,000 บาท

DAY 2

10:00 – ตื่นสาย ๆ หาไรทาน แล้วขับกลับบ้านเลย

นี่ก็เป็นแพลนง่าย ๆ ที่เพื่อน ๆ สามารถลอกไปได้ เอาไปใช้ เราไม่หวง และที่สำคัญสิ่งที่อยากเน้นย้ำคือเรือชมน้ำตก แนะนำให้จองไปก่อนเลย เพราะถ้าไปซื้อหน้างาน แผนทุกอย่างที่เราวางไว้ จะเลื่อนออกไป จนบางทีหมดอารมณ์สนุกไปเลย

DAY 1

อย่างที่บอกว่าเรานัดเจอกันบริเวณท่าเรือ บอกไว้ตรงนี้ว่าช่วงเช้าสวยมาก เรายังเสียดายอยู่เลยที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ มัวแต่ทำธุระ ติดโทรศัพท์ ได้จับกล้องอีกทีก็ตอนจะลงเรือแล้ว อาจจะได้เห็นภาพบางส่วนจากเพจคนอื่นบ้าง ยังไงก็แนะนำให้ไปช่วงเช้านะ

พอลงเรือ ต้องบอกว่าเรือคือโอเคเลย จริง ๆ เค้าบอกว่า นั่งได้ 20 คนเลยนะ แต่เราว่า 10 คนกำลังพอดีอ่ะ ไม่แน่จนเกินไป เดินได้ เปลี่ยนที่ได้ เอาของมาทานบนเรือได้

ระหว่างที่เดินทางไปจุดแรก เราจะเห็นวิวเขื่อนฝั่งขวา ตรงหน้าจะเป็นป่าเขียว ๆ และมีน้ำใส ๆ อยู่ด้านล่าง เป็นอะไรที่ดูธรรมดาแต่ดีต่อใจมาก ๆ นานแล้วที่ไม่กล้าสูดอากาศแบบเข้าไปเต็มปอดสักที ครั้งนี้นี่แหละ มันดีจริง ๆ

เส้นทางของเรือมุ่งหน้าไปทางเดียวกันกับน้ำตกเหวนคร ใช่… น้ำที่เราเห็นอยู่ตรงนี้ คือน้ำที่หล่นมาจากน้ำตกเหวนครบนเขาใหญ่นั่นแหละ เป็นเส้นเดียวกันที่ไหลรวมมาเป็นอ่างกลางเรือเราแบบนี้ นึกแล้วก็แบบ โหหหห… มึงคงตกมาเยอะจริง ๆ อ่ะน้ำ ถึงได้กักเก็บเป็นเขื่อนได้เลย

ล่องเรือชมน้ำตก: จุดที่หนึ่ง (น้ำตกผางามงอน)

ไม่นานนักเราก็มาถึงจุดแรก จุดแรกจะเป็น #น้ำตกผางามงอน น้ำตกแห่งนี้ต้องเดินเข้าไป 200 เมตร ถึงจะเจอต้นน้ำตก จะบอกว่า ทุกที่ที่เรือพาไป เค้าจะจอดชิดริมฝั่ง ให้เรากระโดดลง หลังจากนั้นจะทิ้งเวลาให้เรา 45 นาทีต่อที่สำหรับการ Sightseeing น้ำตกแห่งนั้น ๆ

ถามถึงไกด์หรอ ไม่มีนะ เราไปกันเองเลย แต่เอาจริง ๆ ก็ควรมีมัคคุเทศก์น้อยหน่อยแหละ เผื่อนักท่องเที่ยวล้ม บาดเจ็บ เป็นอันตราย จะได้ช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงที ควรมีนะ เอาจริง ๆ

ระยะทาง 200 เมตร เป็นทางชัน 80% มีแค่บางช่วงที่เป็นพื้นราบ แต่ราบไปด้วยน้ำ ยังไงก็ตาม รองเท้ายูเปียกแน่ ๆ ละก็บางช่วงมีเชือกให้ไต่ด้วย แต่จุดสุดท้ายที่ยากที่สุดคือปีนหินขึ้นไปบนลานน้ำตก โหหหหห… แต่คุ้มบอกเลย

น้ำตกเป็นน้ำตกสายเดียวหล่นลงมาจากผาชันที่ความสูงราว ๆ 8 – 10 เมตรได้ รอบข้างละอองน้ำฟุ้งตลอดเวลาจนทำให้หินต่างๆ มีมอสเกาะอย่างน่าอัศจรรย์ จริง ๆ ก็คือเก๋ไปเลย ถ่ายรูปสวยด้วย ให้รูปอธิบายแทน น่าจะเป็นภาพได้ดีกว่าเราเยอะ

ล่องเรือชมน้ำตก: จุดที่สอง (น้ำตกคลองคราม)

จุดที่สองจะเป็นน้ำตกคลองคราม น้ำตกแห่งนี้ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรเลย แต่แกกก.. พอเดินไปถึงจุดหนึ่ง จะเห็นแอ่งลากูนที่น่านอนกางแขนกางขาแช่ในน้ำมาก ๆ จุดนี้เดินจากฝั่งเข้าไปเพียง 100 เมตร ก็จะได้เห็นตัวน้ำตกแล้ว

น้ำตกจุดนี้ สามารถเล่นได้ ไม่อันตรายมาก เพราะน้ำไม่แรง น้ำไม่ลึก เหมาะสำหรับทุกคน ทั้งว่ายน้ำเป็นและว่ายน้ำไม่เป็น ใช้เวลาที่จุดนี้ให้คุ้มค่าที่สุดล่ะ ละก็ทางเข้าน้ำตกสวยมาก ถ่ายรูปกลับมาเยอ ๆ

ล่องเรือชมน้ำตก: จุดที่สาม (น้ำตกเขาช่องลม)

จุดที่สาม เป็นจุดสุดท้ายของรูทนี้ ต้องบอกว่า ในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าแล้งที่น้ำในเขื่อนหดหายลดลงไป จุดนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแห่มาน้ำตกแห่งนี้กันเยอะมากกกก เพราะทางเข้าน้ำตกมันสวยสุด ๆ มันเป็น V-shape แล้วมีหญ้าเขียว ๆ ต้นสูง ๆ ลอยปลิวไปตามลม พร้อมีโขดหิน ให้ยืนถ่ายรูปเท่ ๆ อีกหนึ่งก้อน highlight เรียกได้ว่าจุดนี้ห้ามพลาดเลย

แต่ในช่วงที่เรามาเป็นหน้าฝน ก็ดีไปอีกแบบ เพราะน้ำตก ก็คือน้ำเต็มแอ่ง อาจจะเดินขึ้นไปลำบากในช่วงสุดท้าย แต่เชื่อเหอะว่า คุ้มค่าแน่นอน เพราะน้ำตกจุดสุดท้ายจุดนี้ เล่นน้ำสะใจมาก ๆ แต่ ๆๆๆๆ คนว่ายน้ำไม่เป็นรออยู่บนโขดหินดูเพื่อน ๆ เล่นก็พอนะครับ เพราะค่อนข้างอันตราย

ตัวน้ำตกสูง 5 เมตร แต่น้ำที่ไหล ไหลหล่นมาแรง และกว่า 60% คือขาแตะไม่ถึงพื้น น้ำลึกพอตัว จะมีช่วงท้าย ๆ ของน้ำตกที่มันเป็นคลื่นใต้น้ำ ระวังกันด้วย เพราะน้องที่ไปด้วย panic เกือบจมน้ำเลย

และจุด highlight ที่ไม่อยากให้พลาด คงจะเป็น สะพานไม้ไผ่ข้ามฝั่งมาน้ำตก จุดนี้เองทำไว้ดีมากเลย สะดวกกับนั่งท่องเที่ยวไม่ต้องปีนขึ้นปีนลง และยังถ่ายภาพบรรยากาศออกมาได้สวยอีกด้วย

Tubing วังตะไคร้

จบไปแล้วกับทริปล่องเรือชมน้ำตก จะบอกว่าคุ้มค่ามาก ๆ กับเงินที่เสียไป หลังจากนี้ก็ไปทานข้าวเที่ยง และไปลุยกันต่อกับกิจกรรม Tubing ที่วังตะไคร้

ต้องบอกว่า… เคยได้ยิน แต่ไม่เคยมาเลย ฮ่า ๆๆๆๆๆ แก… มันเปิดโลกอิชั้นมาก มันเหมือนน้องวังเวียงเลย แต่มันดูขวีกว่า เพราะไม่มีเขาหินปูน และ… ทรงแก่งมันเยอะและต่อเนื่องมากกว่า

พอเราขับรถผ่านไปจุดต่าง ๆ จะมีโซนให้เช่าห่วงยาง ซึ่ง….. ราคาถูกมากกกกกกกกกกกกกกกกก ค่าเช่าเพียงคนละ 30 บาท เท่านั้น คือแบบ โอเอ็มจี นี่กูไปอยู่ไหนมาวะเนี่ย

Highlight ล่องลงฝายสูง 1.5 เมตร

พอขับไปจนได้ที่ให้พ่อกับแม่นั่งรอ เราก็ไปเช่าห่วงยางและไม่รอช้าที่จะลองเล่นรอบแรก ต้องบอกว่ารอบแรกยังไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ เก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้ต้องนั่งยังไง ลงท่าไหน จนไปถึงฝายน้ำสูง 1.5 เมตร แกเอ้ยยยยย ไปอยู่จุดนั้นมันสูงมาก ไม่มีใครกล้าลง ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

ทีนี้มีเพื่อนชะนีชายคนหนึ่ง นางบอกนางมาเล่นกับเพื่อนนางตลอด ก็ลงตรงนี้ตลอด ไม่ต้งอกลัว ลงได้ แก คือไม่มีใครเชื่อ ก็เลยให้นางลงให้ดูก่อนรอบแรก สัส!!! This’s called A M A Z I N G thing in Thailand!!!! เชี่ยยยยย ลงไปได้ไง ไม่เป็นไรเลย ต่างจากสิ่งที่คิดในหัวมาก

หลังจากนั้นนะเหรอ ลงกันมาเป็นขบวนเลยแม่เจ้า ละก็คือแก่งสนุกมาก ได้แผนกันไปบางคน ปวดเมื่อยตัวกันไปยกใหญ่ เล่นกัน 2 รอบก็คือเหนื่อยแล้ว

จะบอกว่าขากลับเราต้องเดินแบกห่วงอย่างเป็นกิโลฯ เพื่อไปยังจุดปล่อยตัวด้วยนะ แต่นี่โบกรถเอาเลยจ่ะแม่ ไม่ไหว คิดว่ายังไงก็เดินไม่ไหว เพราะถ้าเดินคือมึงไม่ต้องเล่นอะไรแล้ววันนี้ โบกจ้าโบกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สนุกมาก!!!

ATV คลองมะเดื่อ

จริง ๆ ที่นี่มีกิจกรรมเยอะนะ ล่องแกง เพ้นท์บอล โรยตัว ซิปไลน์ แต่แค่นี้ก็เก็บจะไม่ครบแล้ว กิจกรรมสุดท้าย เป็นกิจกรรมอีกกิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อมานครนากยก นั่นก็คือ ขับ ATV ตะลุยคลองมะเดื่อนั่นเอง

จิจกรรมนี้ เราดีลมาได้ราคาดีกว่าทุกเจ้าเลย จองผ่าน Gotravel ได้มา 440 บาท จะมีรถสองแถวมารับเราบริเวณจุดนัดพบ และพาขับต่อไปอีก 15 นาที เข้าป่าไปจุดปล่อยตัว

จะบอกว่า สนุกมาก ทางคือลุยจริง ลงน้ำ เปื้อนโคลน ขับลุยคลอง และคือวิวดีมากด้วย ในจุดที่จอดพัก เตรียมซองกันน้ำใส่มือถือไปด้วย เพราะระหว่างทางจะได้ถ่ายรูปเยอะ ๆ แน่นอน

ตอนเราไป ก็ไม่ค่อยได้ถ่ายมาก แต่พนักงานเค้าจะถ่ายให้ พวกเธอก็แค่ทำหน้าเก๋ ๆ ขับรถเท่ ๆ ละรอให้เค้าส่งรูปให้หลังจากเล่นกิจกรรมเสร็จ ดี ห้ามพลาด!!!!

บ้านตากอากาศ (ป้าตา) เหมาหลัง

หมดไปแล้วกับกิจกรรมเต็มวันของพวกเรา มาดูที่พักของพวกเรากันบ้าง เป็นที่พักที่ต้องบอกว่าราคาดีเลย ที่สำคัญคืออยู่แบบปลีกวิเวกออกมา เสียงดังได้ตลอด 24 ชั่วโมง เหมาะกับคนมาสังสรรค์ ไม่เหมาะกับคนต้องการมาพักผ่อนและใช้ Facilities ของโรงแรมนะ

// ภาพบ้านพัก ไม่มี เนื่องจากว่า เมาเละ ๕๕๕๕ //

ราคา 6,000 บาท นอนได้ 10 คน หารกันตกคนะล 600 บาท แต่ได้ความเป็นส่วนตัว มีระเบียงให้นั่งดื่ม มีบาร์บีคิวให้ปิ้งย่าง แต่เราต้องเตรียมของมาเองนะ ที่สำคัญ มีสนามหญ้า เป็นลานกางเต้นท์ให้เราด้วย ยังไงข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามกับทาง Gotravel ได้เลย

และนี่ก็เป็นอีกทริปที่ไม่อยากให้พลาด ถึงแม้ว่าจะดูใกล้กรุง แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน คือบางทีเราไม่ต้องมองไปที่ไกล ๆ ก็ได้ ที่ใกล้ ๆ เผลอ ๆ จะสนุกกว่าที่ไกล ๆ ก็มี อย่างนครนายก จังหวัดนี้ นี่ขนาดว่าเล่นไม่หมดทุกกิจกรรมนะเนี่ย ถ้าเล่นทั้งหมด คงต้องนอนต่ออีกคืนแน่นอน เอาล่ะ ไว้เจอกันระหว่างทางครับ

รีวิว “พารามอเตอร์” เกาะล้าน ควรไปไหม!!?

รีวิว “พารามอเตอร์” เกาะล้าน ควรไปไหม!!?

สวัสดีครับ ผมไมจากเพจ PALAPILII นะครับ เชื่อว่าทุกคนเคยไปเกาะล้านกันมาแน่นอน เพราะที่นี่เป็นทะเลใกล้กรุงฯ ที่สวยและคุ้มค่ากับการเดินทางมาก ๆ ส่วนตัวเองไมก็ไปมาแล้วมากกว่า 5 ครั้ง และครั้งล่าสุดที่ไป ได้ไปลองกิจกรรมใหม่ที่ไมพึ่งได้ลองทำ นั่นก็คือ “พารามอเตอร์ เกาะล้าน” ขอบอกเลยว่าดีมากกกกก!!!

เอาล่ะ.. เข้าเรื่องเลย เดิมทีสำหรับคนที่จะไปเกาะล้านอยู่แล้ว ลองเอากิจกรรมนี้ไปพิจารณาดูนะ เพราะมันเปิดโลกมาก ๆ เพราะเราจะกลายเป็นนกที่โผบินอยู่กลางอากาศชมวิวเกาะล้านอย่างกับเหยี่ยวเลยละ ฉะนั้นแล้ว วิวที่เราเห็น จะแปลกใหม่ไปจากเดิมจริง ๆ

พารามอเตอร์เกาะล้าน ผมไม่มั่นใจนะว่ามีกี่เจ้า แต่เจ้าที่เราไปบินเนี่ย เราจองผ่าน Gotravel ซึ่งก็ไปเจอพี่สาเข้า ซึ่งไม่รู้จับพลัดจับถูอีท่าไหน พี่สาแกได้ทหารเรือเนี่ย มาเป็นลูกมือสำหรับกิจการนี้ ฉะนั้นเรื่องความปลอดภัยและประสบการณ์คือไม่ต้องห่วงเลย พี่ ๆ แต่ละคนบินเป็นพัน ๆ ไฟลท์ บวกกับทุกคนมีบัตรนักบนและใบอนุญาตครบ หายหวง

ซึ่งราคาเนี่ย ถ้าบอกแล้วจะต้องตกใจแน่นอน เพราะจากประสบการณ์ที่ผมไปบินมาหลาย ๆ ที่นะ ที่นี่ถูกสุด เคยเจอตอนช่วงจัดโปรผ่านทาง Gotravel เพียง 1,999 บาทเองแหนะ แต่ปกติราคาเต็มก็จะอยู่ที่ 4,500 บาท ยังไงลองเข้าไปติดตามในเพจหรือเว็บไซต์ของ Gotravel ดูนะ เค้าจัดโปรอยู่บ่อย ๆ หรือจะแอดไลน์ไปสอบถามก่อนก็ได้ที่ line: @gotravel

ปกติแล้วพารามอเตอร์เนี่ย มันจะต้องอาศัยลมต้านในช่วง Take off ครับ ฉะนั้นจุดขึ้นในแต่ละวันจะไม่ซ้ำกันเลย แต่หลัก ๆ จะมีอยู่สองที่ นั่นก็คือ หาดแสม และหาดตาแหวนนั่นเอง บางวันมีไปหาดนวลบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ ซึ่งทั้งสองหาดนี้ เป็นหาดที่สวยเป็นอันดับต้น ๆ บนเกาะด้วยล่ะ

ถามว่าต้องเตรียมตัวอะไรไปบ้าง  จะบอกว่าไม่ต้องเลย ใส่ชุดอะไรก็ได้ เอาที่เราถนัดอ่ะ รองเท้าก็ตามสบาย จะใส่ไม่ใส่ก็ได้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ทางพี่สาเค้ามีให้หมด โดยการบินจะใช้เวลาราว 10-20 นาที แล้วแต่แรงลม และจำนวนคนต่อคิว แต่ปกติแล้ว STD timing จะอยู่ช่วง 15 นาทีครับ ถ้านานกว่านี้ไม่ไหว เมื่อยตูดมากกกก!!!

รูทบิน เค้าก็จะพาเราบินวนรอบเกาะด้านใดด้านหนึ่งครับ อย่างรอบนี้เราไป Take off ที่หาดแสม พี่ ๆ เค้าก็จะบินโซนฝั่งนั้นแบบเก็บหมดเลย วิวต่าง ๆ แปลกตา ที่เราไม่เคยได้เห็น ก็ได้เห็น อย่างหลังคาปลากระเบน หรือจะเป็นผาหน้ายักษ์ ที่หลาย ๆ คน แทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่บนเกาะล้านด้วยซ้ำ

เอาล่ะ… ถ้ามีโอกาส อย่าลืมลองกิจกรรมใหม่ ๆ ให้ชีวิตได้มีสีสันดูบ้างนะครับ และมากไปกว่านั้น นอกจากกิจกรรมพารามอเตอร์ เกาะล้านยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ทีน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น paragliding, snorkeling, fishing, banana boat, jet ski โหยย.. เยอะอ่ะ ทั้งหมดนี้ สามารถติดต่อไปที่ Gotravel ที่เดียวจบได้เลย สุดท้ายถามว่า “พารามอเตอร์เกาะล้าน…​ควรมาไหม? ” บอกไว้ตรงนี้เลยว่า ห้ามพลาด!! แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

แบกเป้เที่ยว “เกาะหมาก” 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 3,500 บาท

แบกเป้เที่ยว “เกาะหมาก” 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 3,500 บาท

เอาจริงง… ได้ยินคนพูดถึงเกาะหมากว่าสวยอย่างงั้นสวยอย่างงี้เยอะมาก แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองสักที ครั้งนี้เลยตั้งใจที่จะไปเกาะหมากเอาให้เห็นกับตาสัก 3 วัน 2 คืน โดยทริปนี้ก็ไม่ได้ฟิกซ์คอร์สอะไรมาก แต่ถ้าไปแล้วเจอที่พักราคาถูกหรือเหมาะสม ก็ดีไป…

แผนการเดินทางคร่าว ๆ ของเราค่อนข้างที่จะต้องเก็บให้หมดโดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืนนี่แหละ ซึ่งจุดแต่ละจุดที่เราวางหมากไว้ มีดังนี้

DAY 1

  • เรือข้ามฟากไปเกาะหมาก
  • เช่ามอไซต์แล้ววนหาที่พัก
  • Check in
  • แหลมตุ๊กตา
  • ถ่ายสะพานสู่ฝัน
  • The Mak Cafe
  • นั่งชิลที่ Blue Pearl Bar

DAY 2

  • ข้ามฝั่งไปเกาะขามแต่เช้า
  • กลับมาเกาะระยั้งนอก
  • ถ่ายภาพทางเข้า The Lazy Resort
  • Banana Sunset Bar

DAY 3

  • เดินทางกลับ

แผนวางไว้อย่างสวย ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า มาเริ่มกันเลย ทริปนี้ เราติดต่อจองเรือ เรือข้ามฟาก และที่พักต่าง ๆ ผ่าน GoTravel เจ้านี้เค้าดูแลเกาะหมากแทบจะทั้งหมดเลย เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมในเว็บ https://gotravel.in.th หรือจะไลน์ไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไลน์: @gotravel

DAY 1

ค่าเรือไปกลับคนละ 900 บาท ใช้เวลาเพียง 50 นาที ก็เดินทางถึงเกาะหมากแล้ว ระหว่างทางเพื่อน ๆ จะได้เห็นเกาะช้าง และเกาะอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าดูในแผนที่ จะเห็นว่า เกาะพวกนี้อยู่ใกล้กันมาก ที่นี่เค้าใช้เรือ Speed Boat เน้อ ไม่ใช่เรือเฟอร์รี่ลำใหญ่ ฉะนั้นเลยทำให้เราสามารถย่นระยะเวลาการเดินทางได้เกือบครึ่งชั่วโมงเลย

พอไปถึงที่พัก จริง ๆ ถ้าเกิดเพื่อน ๆ จองที่พักมาก่อนหน้า ก็จะมีรถของที่พัก มารอรับเราที่ท่าเรือ แต่ขอบอกก่อนว่า ครั้งนี้เราไปแบบอยาก walk in คือถ้ามีที่ไหนว่าง ก็นอนที่นั่น อะไรประมาณนั้น

หลังจากไปถึง ผมกับแฟนก็ Backpack แล้วเดินหาร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ครับ โชคดีที่อยู่ไม่ไกลมาก และด้วยสัญชาตญาณ Backpacker เราพอจะเดาได้ ว่าของพวกนี้ บนเกาะ มันต้องมีใกล้ ๆ ท่าเรือแน่นอน มอไซต์ เราเช่าวันละ 250 บาท 2 วันก็ 500 ครับ เติมน้ำมันไปอีก 1 ขวด ขวดละ 50 บาท แค่นี้ก็น่าจะพอ หลังจากนั้น ก็ฝากกระเป๋าไว้กับพี่เจ้าของร้าน เพื่อที่จะขับ Survey หาที่พัก เชื่อไหมว่าขับไปราว ๆ เกือบ 1 ชั่วโมงเลย กว่าจะเจอที่ที่ถูกใจ และด้วยความที่เราอยากจะไปหลายที่ เรารู้ว่าเราไม่ค่อยใช้ Facilities ของที่พักเยอะ เราก็เลยเลือกที่พักที่ไม่แพง เอาแค่พอนอนได้ก็พอ

ที่นี่คือ Hanoii House ครับ 2 คืน ตกคืนละ 800 บาทเท่านั้น ที่พักอยู่ใกล้ท่าเรือ อยู่ใกล้ Coco Cape อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวของเกาะเลย จริง ๆ ก็แนะนำที่นี่เลยนะ ที่พักโอเคเลย ไม่แย่ เหมาะสมกับราคา หลังงจาก Check in เสร็จ เราก็ไปเก็บสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ที่ได้แพลนไว้ทันที ไปดูกัน!!

แหลมตุ๊กตา

แหลมตุ๊กตาเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปกันครับ เพราะดูจากภาพรีวิวก่อนหน้า เหมือนจะไม่มีอะไรที่น่าดึงดูด แต่ไม่หรอกน้า เราไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่ามันจะไม่มีจุดที่สวย เราขับรถไปทางปลายสุดของฝั่งตะวันตก เออว่ะ… เอาเข้าจริง ๆ หรือมันเหมาะที่จะมาดูพระอาทิตย์ตกดิน แต่ก็ไม่ได้อีกแหละ เพราะทางที่มาอ่ะ อันตรายมาก

ระหว่างขับรถมาเรื่อย ๆ เราจะสังเกตุเห็นได้เลยว่าทางเค้าแย่มาก พื้นทรุด ต้นไม้โผล่มากินพื้นที่ของถนน บวกกับที่ตะไคร่ลื่น ๆ บางจุด นี่เองเป็นตัวแทนที่บอกได้ว่า คนมาที่นี่น้อยมาก

และพอรถจอด สิ่งที่เราตกใจคือ แม่งจะต้องเดินขึ้นเขาไปอีก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเดินไปไกลไหม ไม่มีป้ายบอกทางหรืออะไรทั้งนั้น เราเลยตีรถกลับเลย ถุย!! ไม่ครับ เรายิ่งอยากรู้และตัดสินใจเดินขึ้นเนินเขาไปอย่างด่วนจี๋เลย ไม่นานนัก เราก็เจอทางลง ระหว่างทางสิ่งที่พบเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้นไม้ที่นี่ค่อนข้างแปลกครับ แต่สวยนะ และพอเราไปถึงบริเวณแหลมตั๊กตานั้น…

โหหห.. ขยะ พระเจ้า คือถ้าจะไม่ให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็อยากให้คนที่ดูแลพื้นที่สั่งห้ามเข้าที่นี่เลย ดูแย่มาก ๆ อันนี้ขอติ ถ้ามีหน่วยงานไหนบนเกาะผ่านมาเห็นบทความนี้ รบกวนจัดการกับสิ่งเหล่านี้ด้วยครับ มันทำให้เกาะหมากดูแย่ มาก ๆ

เราพยายามช่างมันกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า และเดินเลยลงไปในทะเลเพื่อไปเก็บภมพ เอออ.. มันก็สวย มันไม่แย่  แถมยังมีคนมาตกปลาแถวนี้ด้วย ถ้าเกิดไม่มีขยะ มันคงจะดีกว่านี้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ แนะนำว่าอย่าพึ่งมาที่นี่ จนกว่าคนที่มีความเกี่ยวข้องบนเกาะ จะจัดการกับปัญหานี้ให้แล้วเสร็จได้ครับ เพราะนอกจากทางมาจะอันตรายแล้ว ยังต้องมาเจอกับเศษขยะไม่พึงประสงค์พวกนี้ด้วย เหนื่อยใจ

สะพานสู่ฝัน

สะพานสู่ฝันจะอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือครับ เป็นพื้นที่ของโรงแรม Cinamon Art มีค่าเข้า 50 บาท จะอยู่ทั้งวันเลยก็ได้ ตัวสะพานเองทำจากไม้ ยื่นออกไปทะเลยาว 800 เมตร ช่วงที่ไปเจอคุณน้าผู้ดูแลท่านหนึ่ง เราจึงสอบถามเค้าว่าทำไมถึงชื่อสะพานสู่ฝัน น้าแกก็บอกว่า หนูลองเดินไปดูเองสิ

โหหหห… แอบขายนะ แต่รู้สึกว่าได้ impact มาก พอได้เข้าไปเดินอยู่บนสะพานจริง ๆ ต้องบอกว่า ไกลมาก มันสุดลูกหูลูกตา มันคงเหมือนการเดินทางไปตามความฝันที่แม่งก็เห็นตรงหน้าว่ามันสวย แต่ระยะทางกว่าจะไปถึงเนี่ย ไม่ใช่ย่อยเลย 800 เมตร กับสะพานไม้ที่มีร่องมีรูเห็นทะเลด้านล่าง และแดดร้อน ๆ ที่แผดเผาเราตลอดเวลาที่เดิน

โชคดีหน่อย ที่ระหว่างทางเดินมีศาลาให้พัก มีเปลให้นั่ง มีแคร่ให้นอน ได้พักถ่ายรูปให้พอลืมร้อนลืมหนาวไปบ้าง แต่เอ้อเว้ย ภาพที่ออกมาก็สวยไม่เบา แล้วตอนที่เราไป ช่วงนั้นน้ำมันลดพอดี พอน้ำลดก็ทำให้เราได้เห็นสันหลังมังกร คือไม่ต้องไปถึงสตูล ก็เห็นสันหลังมังกรหลายคลื่นสวย ๆ แบบนี้เลย

The Mak Café

ที่แวะมาที่นี่ เพราะช่วงที่กินข้าวอยู่ถามแม่ค้าว่ามีที่ไหนแนะนำไหม เค้าก็บอกลองมาที่นี่ดูสิ พึ่งเปิดใหม่ ใช่ เพราะยังไม่เคยเห็นมีคนรีวิวเลย อีกอย่างมันเป็นทางผ่านพอดี เราเลยเลี้ยวขวาก่อนกลับ และเข้าไปแวะดูสักหน่อย จริง ๆ The Mak Trad เป็นที่พักราคาดีวิวกู้ดนะครับ แต่ก็มีคาเฟ่ให้ขาจรเข้าไปชิลเอ้าท์ได้

ต้องบอกว่าครัวซองต์อร่อยมาก แล้วพวก Cocktail ก็สร้างบรรยากาศได้ดี เสียอย่างเดียวที่เก็บค่าลงสระสำหรับขาจร 200 บาท ถ้าไม่เก็บนะ จะบอกว่าได้เงินจากผมไปหลายแก้วเลย เสียดายจริง ๆ

และนี่เป็นบรรยากาศของ The Mak Café ครับ ไปรอบหน้าผมคงจะพักที่นี่แหละ ไม่ต้องสืบเลย แต่เอาน้า รอบนี้ถือว่ามา Survey ไง จบจากตรงนี้ เดี๋ยวเราไป Highlight Point จุดสำคัญของเกาะหมากกันดีกว่า

Blue Pearl Bar

จริง ๆ มันไม่ได้ชื่อ Coco Cape บาร์นะ มันชื่อ Blue Pearl Bar แต่ที่เรียกแบบนี้เพราะคนน่าจะคุ้นหูมากกว่า เนื่องจากว่าบาร์ตัวนี้เป็นของโรงแรม Coco Cape Resort Koh Mak นั่นเอง เป็นที่พักที่เก่าแก่มาก ๆ มาเกาะหมาก ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็จะมาพักกันที่นี่แหละ

Highlight ของที่นี่คือบาร์จะยื่นออกไปที่ทะเลครับ มีกิจกรรม Paddle Board, Kayak, Snorkeling ให้นักท่องเที่ยวได้เช่าทำกิจกรรม รวมไปถึงตัวบาร์เองก็มี Cocktail signature และเบียร์เย็น ๆ ดับร้อนในช่วงที่ดูดวงอาทิตย์ตกด้วย

แต่ ๆ ไม่จำเป็นต้องมาช่วง Sunset Time นะ ช่วงกลางวันก็มาได้ และอาจจะสวยคนละแบบ เนื่องจากน้ำทะเลจะฟ้า ใส มาก ๆ เลย ถ้ามาตอนกลางวันเค้าจะตกปลากัน ได้ปลาก็ทำ Sashimi ทานกันตรงบาร์นี่แหละ ปลาดิบ ทานกับเบียย์เย็น ๆ นะ ฟินสุด ๆ

และนี่คือ Mood ของ Sunset Time ช่วงที่พวกเราไปครับ ดูเหงา แต่ก็ปนสุขสุด ๆ แนะนำว่าที่นี่ มาคนเดียว มากับเพื่อน หรือมากับครอบครัว ได้หมดเลยไม่เกี่ยง

เกาะหมากซีฟู้ด (ไม่มีภาพประกอบ)

ช่วงเย็นแนะนำที่นี่เลย เกาะหมากซีฟู้ด เป็นร้านอาหารชื่อดังบนเกาะหมากที่อาหารทุกจานอร่อยมาก อร่อยจนไม่ได้ถ่ายรูป เอาล่ะ… วันแรก พอแค่นี้ วันที่สองต้องลุยรอบเกาะไกล ๆ ทั้งนั้นเลย

DAY 2

วันนี้เราตื่นมาพร้อมกับฝนตกครับ แม่งเอ้ยยยยย นี่ภาวนาให้รีบหยุดตกเพราะกลัวน้ำขุ่น ประมาณ 1 ชั่วโมง ฝนหยุดตกพอดี สำหรับวันนี้เราจะไป 2 ที่หลัก ๆ ห้ามพลาด นั่นก็คือ เกาะขาม และระยั้งนอก ส่วนที่อื่น ๆ หลังจากนี้ค่อยว่ากันแล้วกัน

เกาะขาม

เกาะขาม เพื่อน ๆ สามารถติดต่อสอบถามกับ Gotravel ได้เช่นเคย เกี่ยวกับการซื้อตั๋วเรือล่วงหน้า เพราะการซื้อตั๋วเรือล่วงหน้ากับทาง Gotravel ราคาเพียงคนละ 300 บาท จะไปตอนไหน กลับกี่โมงก็ได้ ไม่มีเวลามาฟิกซ์ครับ

รอบนี้เราเดินทางตอน 9:00 น. จะกลับก็ค่อยโทรหาเค้า บริเวณขึ้นเรือคือแถว ๆ พรมภักดีรีสอร์ท จากจุดขึ้น ไปยังเกาะขามใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น โอ้วแม่เจ้า คือใกล้มาก แล้วเชื่อไหมว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักอยู่บริเวณหาดแถวนี้ เค้าพายคายัคไปกันเลย เรียกว่าชิลสุด ๆ

อ่อ… จะบอกว่า อีตั๋วเรือ 300 บาทเนี่ย รวมค่าขึ้นเกาะ 250 บาทแล้วเรียบร้อย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าพายคายัคไปเอง จะต้องเสียค่าขึ้นเกาะอีก 250 บาทด้วยนะ ยังไงลองพิจารณาดูอีกที

บนเกาะมีบาร์นั่งชิลครับ แต่ไม่ขายอาหารนะ เพื่อน ๆ สามารถซื้อเครื่องดื่มดับร้อนชิลได้ตลอดทั้งวัน มีพร็อพ Surfboard ให้ถ่ายรูป มีต้นมะพร้าวให้อิงบรรกยาศว่าอยู่เมืองนอกเมืองนาหาว่าไป เอาเป็นว่า ลงตัว ลงตัวสุด ๆ

แล้วรู้ไหมว่า จริง ๆ แล้วที่นี่เนี่ย กำลังจะทำรีสอร์ทนะครับ แต่บังเอิญ คนที่สัมปทานรีสอร์ทเนี่ย ดันเอาทรายไปกั้นทางน้ำทะเลหรืออะไรสักอย่าง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สร้างรีสอร์ทต่อ ไม่งั้นนะ จุดนี่เองคือโคตรดี เสียดายมาก ๆ ไม่น่าเลย ที่สำคัญ บริเวณเกาะขามมีท่าเรือส่วนตัวที่สวยงามมาก ๆ

ท่าเรือส่วนตัวที่ว่าก็คือสะพานที่ยื่นออกทะเลนี่แหละ สวยสุด ๆสำหรับผมผมว่ามันสวยกว่าตรงสะพานสู่ฝัน เพราะน้ำมันใสกว่า ฟีลลิ้งเกาะนี่คือมัลดีฟชัด ๆ และจะบอกอะไรให้นะ จุด Highlight อีกจุดของที่นี่ก็คือ Sandbank ที่พอน้ำทะเลมันลงเนี่ย จะโผล่มาให้เราสามารถเดินเล่นได้เลย

นี่ถ้าถ่ายจากมุมสูงก็จะเห็นภาพชัดขึ้นมาก สวยมาก ๆ อยากกลับไปอีกขณะที่กำลังนั่งปั่นรีวิวอยู่ คิดดูเองละกัน แนะนำให้มาตั้งแต่ช่วง 10:00 – 14:00 น.นะครับ จะสวยสุด ๆ ไปเลย บวกกับน้ำทะเลที่ใสมาก ๆ อีกด้วย แต่สำหรับผมนะ ผมว่าช่วงหลัง 12:00 น. ไปคือดี ด้วยทิศของาดวงอาทิตย์กับวิวที่จะปล่อยโดรนมุมสูงแล้วนะ ช่วง 13:00 – 14:00 เนี่ยดีสุดเลย

เราใช้เวลาที่นี่เยอะมากครับ เยอะจนเหนื่อย และอิ่มกับวิวสวย ๆ จนตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไประยั้งนอกในทันที และขอกลับห้องไปนอนพัก ออกเที่ยวอีกทีตอนหลัง 17:00 น.เลย ๕๕๕๕๕

The Lazy Day Resort Koh Mak

เอาจริง ๆ ที่นี่คือที่พักนะ แต่เราไม่ได้เข้าไปพัก เราไปแค่เพื่อไปถ่ายกับทางเข้าของรีสอร์ทเค้าเฉย ๆ ซึ่งผมมองว่า ใครเห็น ใครก็ชอบครับ เพราะมันสวยงามมากจริง ๆ

อารมณ์มันประมาณว่าขับเข้าไปในดงมะพร้าวสูงสุดลูกหูลูกตาเป็นร้อยต้น แล้วมีทางเล็ก ๆ บนเนิน แต่ตัวอะไรใส่ชุดไหนไปถ่าย ก็สวยครับ รูปที่เราได้เลยจะได้มาประมาณนี้ สวยไหม…

ต้นมะพร้าวตัวแอล

แก… จริง ๆ อ่ะ เกาะหมากมีต้นมะพร้าวตัวแอลประมาณ 2 จุด แต่จุดที่เราจะพาไป ต้องบอกว่ามันเป็นจุดที่น้อยคนจะรู้จัก แม้แต่คนเกาะเองบางทีถามทางก็ยังไม่รู้เลย เพราะที่นี่ เดินทางค่อนข้างลำบาก และเต้องเดินเลาะหาดไปประมาณหนึ่ง

เหมือนว่าจุดนี้จะเป็นจุดที่ห่างไกลจากตัวชุมชนมากที่สุดแล้ว ช่วงที่เดินไประวังแมลงด้วย เพราะตอนไปโดนกัดเยอะมาก แนะนำให้ทาน้ำมันมะพร้าวชะโลมตัวไปหน่อยนะ เพื่อป้องกันการกัดต่อย การเดินทางคือต้องไปทาง Hidden Beach Resort ขับไปจอด แล้วเดินมาทางซ้ายมือเรื่อย ๆ (หันหน้าออกทะเล) แล้วเดี๋ยวจะเจอเอง

ไม่แนะนำให้ไปคนเดียวนะครับ อันตราย ทั้งสถานที่ และอะไรหลาย ๆ อย่างเลย แต่รับรองความดิบครับ เพราะที่นั่น แทบจะไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเรา แต่หลังจากทำรีวิวตัวนี้จบก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ๕๕๕๕

เอาเป็นว่า เป็นอีกหนึ่งจุดที่จะไปหรือไม่ไปก็ได้ มันเป็นแค่สถานที่ที่เราอยากได้ภาพเฉย ๆ เราจึงตามหา ก็แค่นั้น ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไปเพื่อเล่นน้ำ และถ่ายภาพอย่างเดียวเลย

Banana Sunset Bar

เอาจริง ผมจำชื่อบาร์ไม่ได้อ่ะ คือบาร์มันเหมือนไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเลย มันไปจนสุดขอบของฝั่งตะวันออก แล้วทางไปก็เบี่ยงออกจากทางหลัก เป็นทางลูกรัง รับรองว่าถ้าไปกันคนสองคนจะต้องกลัวแน่ ๆ ดูรก รุงรังกับป่าข้างทาง สักพักก็ขับไปจนขับไปต่อไม่ได้

เราจอดรถแล้วเดินเข้าไปที่บาร์ เห้ยยยย… มันเป็นแหลมเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่จุดชมวิวอะไร มีสะพานที่ถูกคลื่นซัดพังยับเยินด้วยอีกหนึ่ง ดูเหมือนว่าช่วงเย็นจะมีดนตรีสดด้วย บาร์เป็นบาร์เล็ก ๆ เครื่องดื่มราคาไม่ได้แรงมาก และมีอาหารให้สั่งทานด้วย เราสั่งตัว Blue Hawaii มาลองดูท่าหน่อย

โหหห… นี่สิ เค้าถึงเรียกว่า Cocktail คือดีมาก รสดี เทสต์ได้ เข้าถึงลิ้นเราสุด ๆ นอกจากนั้นเราก็สั่งอาหารทานกัน คือวิวดี ดนตรีดี คนดี ถ่ายรูปสวยมาก และที่สำคัญ คนไทยไม่ค่อยมากันหรอ มีแต่ต่างชาติ นี่ชอบใหญ่เลยทีนี้

ระหว่างที่ดวงอาทิตย์อัสดงไป จู่ ๆ ฟ้าก็ระเบิดครับ หยุดทานข้าว แล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแทบไม่ทัน วันนั้นเป็นคืนสุดท้ายบนเกาะที่งดงามจริง ๆ เรากะว่าจะกินให้เมาแปร๋ แต่ด้วยความเหนื่อยหล้าจากการเดินทางและเพลียแดดตอนถ่ายรูปที่เกาะขาม ทำให้เราหมดแรงจริง ๆ

DAY 3

วันที่สามาเราเดินทางกลับด้วยความอิ่มอกอิ่มใจครับ เราได้มิตรภาพใหม่ที่หาไม่ได้จากพี่เจ้าของ Hanoii House และก็เอ่ยปากบอกไปแล้วว่าถ้ากลับมา จะกลับมาเยี่ยมแกอีกแน่นอน และใช่ครับ ผมจะกลับไปที่นี่แน่นอน เพราะยังมีอีกหลายจุดที่ผลัดวันไปก่อน เหนื่อยเด้อ ๕๕๕๕

สุดท้ายนี้ ทริปนี้ผมขาดกิจกรรมที่จะต้องไป ระยั้งนอก เกาะกระดาด และทริปดำน้ำดูปะการัง รวมถึงพายคายัคไปเกาะขาม และตกปลาที่แหลมของ Coco Cape Resort รอบหน้าไม่พลาดแน่

สำหรับใครที่สนใจทริปเกาะหมากอ่ะนะ เราแนะนำให้ติดต่อ Gotravel เลย รอบรองว่าจะได้ที่พักดี ๆ ที่มาพร้อมกับกิจกรรมแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

สรุปค่าใช้จ่าย

  1. ค่าเรือไปกลับคนละ 900 บาท
  2. ค่าเรือข้ามเกาะขาม คนละ 300 บาท (รวมค่าขึ้นเกาะ)
  3. ค่าที่พัก 2 คืน 1,600 บาท (ไปกัน 2 คน หารสองตกคนละ 800 บาท)
  4. ค่าเช่ามอไซต์ 2 วัน + น้ำมัน 600 บาท (หาร 2 ตกคนละ 300 บาท)
  5. ค่าเข้า Blue Pearl Bar คนละ 200 บาท
  6. ค่ากิน ดื่ม เฉลี่ยคนละ 1,000 บาท

รวมใช้ไปคนละประมาณ 3,500 บาท

เหมารถ 3,000 บาท ขึ้น “สวนยาหลวง” จังหวัดน่าน 1 คืน

เหมารถ 3,000 บาท ขึ้น “สวนยาหลวง” จังหวัดน่าน 1 คืน

เคยมี moment นี้ป้ะ แบบกำลังเลื่อน feed อยู่ แล้วเห็นเพื่อนประกาศหาคนไปหารทริปด้วย คือฟีลแบบไม่รู้ว่าไปไหน แต่

เออกูว่าง กูไปไหนก็ได้… ใช่ครับ ทริปนี้แม่ง แบบนั้นเลย จู่ ๆ ก็มาโผล่ จ.น่าน ซะงั้น ๕๕๕๕๕

อย่างที่บอกครับ ว่าตามเค้ามา ผู้ร่วมเดินทางทั้งหมดมี 4 คน  ผม แฟนผม แล้วก็พี่อีกสองคน ซึ่งพี่สองคนนี้เป็นลูกเพจมาก่อนครับ หลัง ๆ เที่ยวด้วยกันบ่อย เลยสนิทกัน ประเด็นคือ พี่แกลงทุนขับรถกระบะมาจากกรุงเทพฯ เลย เพื่อที่จะมาตระเวรเที่ยวรอบ จังหวัดน่าน 4-5 วัน แต่สุดท้าย ก็มาตายที่สวนยาหลวงนี่แหละ เพราะไม่สามารถเอารถตัวเองขึ้นไปได้ ทำไมนะหรอ เดี๋ยวรู้เลย

สวนยาหลวงอยู่ตรงไหน ของน่าน ตรงไหนของไทย และจะเดินทางไปได้อย่างไร อันนี้ต้องบอกก่อนว่า แนะนำให้หารถเช่าหรือรถส่วนตัวขับมาจะดีที่สุดครับ เพราะดูจากทางแล้ว ไม่น่าจะมีรถประจำทางเข้ามาที่นี่

ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา ห่างจากตัวเมือง 77 กิโลเมตร สมัยก่อนเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของไทย ต่อมา ร.๙ ทรงเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของราษฏร เลยนำเอาเมล็ดกาแฟ และพยายามหาวิชาชีพต่าง ๆ มาเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตของคนในหมู่บ้านแห่งนี้

ฉะนั้น สวนยาหลวง ก็จะมีความหมายนัย ๆ ประมาณว่า สวน คือไร่หรือฟาร์ม ยา คือฝิ่น และหลวง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั่นเอง

เอาล่ะ พอทราบข้อมูลคร่าว ๆ ของสวนยาหลวงแล้วใช่ไหม เรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า ก็หลังจากที่เราขับรถมาถึงหมู่บ้านสันเจริญใช่ป้ะ เราก็ถ่ายของเลย ขนอะไรมาได้ ก็ขน เพราะข้างบนหนาวมาก และมีลมตลอดเวลา ไม่มีต้นไม้บังลมให้

การติดต่อขึ้นสวนยาหลวง ไม่ว่าคุณจะเดินขึ้น หรือนั่งรถขึ้นไป สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนหมู่บ้านได้ที่คุณกริช เบอร์ 086-390-7731 แนะนำให้ติดต่อไปที่คุณกริชคนเดียวนะครับ เพราะถ้าติดต่อไปที่คนอื่น เดี๋ยวการดูแลนักท่องเที่ยวของหมู่บ้านเค้าจะไม่เป็นระบบ และอาจเกิดปัญหาในชุมชนคนกันเองได้

ถามว่ามี Home Stay ด้านบนไหม ขอบอกว่าไม่มีครับ จะมีก็แค่ระหว่างทางขึ้นไป ก่อนถึงดอยประมาณ 2 กิโลเมตร เห็นจะได้ แต่นั่นแหละ มันก็คนละฟีลเนอะ แล้วผมก็ไม่มีข้อมูล Home Stay จะมาขายให้ด้วย เพราะเราเหมารถ 3,000 บาท ขนข้าว ขนน้ำ ขนเต้น ขนของกิน แล้วขึ้นไปข้างบนกัน 4 คนเลย

ประเด็นคือทางครับ ทาง ห. มาก คือแย่ที่สุดเท่าที่เคยเดินทางมาเลย ตับ ไต ไส้ พุง นี่แทบจะกองรวมกัน แหกปากจนเสียงเหี่ยวหมด ของที่อยู่หลังรถ แตกหักกระจายก็มี อีกอนึ่งคือเรามาสาย ก็รีบขึ้นไปให้ทันพระอาทิตย์ตกด้วย

พี่คนขับบอกว่า ปีหนึ่ง เปลี่ยนยางครั้งหนึ่ง หน้ายางไปไวมาก แล้วคือสงสารรถตัวเอง แต่ก็อยากให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปเห็นวิวของหมู่บ้านตัวเองแบบสบาย ๆ หน่อย แกขึ้นไปพร้อมเรา แล้วก็อยู่กับเราด้านบนเลยนะ ไม่ขับลงมาด้านล่าง แกบอก แกมีที่นอนของแกด้านบน

ผ่านไปราว ๆ 45 นาที แบบเร่งฝีเท้าสุด ๆ ก็มาถึงจุดสูงสุดของสวนยาหลวงครับ เกือบไม่ทัน ช่วงนี้คือต้องให้ภาพเล่าเรื่องเลย สวยมาก ๆ

ข้างบนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่า ไม่เหมาะกับนักการเต้นท์มือใหม่ครับ นี่พูดกันตรง ๆ เลย ถ้าของไม่ดี เหมือนเอาตัวเองไปทรมานด้านบนชัด ๆ ฉะนั้น ถ้าจะมาที่นี่ เตรียมตัวมาดี ๆ

ช่วงที่เราไป มีแค่เรากับน้องอีกกลุ่มที่แว๊นซ์มอไซต์ขึ้นมาด้านบน โหดเกิ้นนนน น่าจะคนในพื้นที่ น้อง ๆ เค้ากางเต้นท์กันบนยอดดอยเลย ส่วนเราลงมาหลบอยู่ตรงศาลาครับ ตรงนี้แม้ว่าจะไม่ช่วยกันลมอะไรมาก แต่ก็รู้สึกปลอดภัยกว่ากางกลางแจ้งแน่นอน

ระหว่างนี้ก็เอาวัตถุดิบที่ได้มาปรุงอาหาร แบ่งกันกางเต้น และจัดสถานที่ ไม่นานครับ เต้นท์ก็กางจนเสร็จ ได้เก็บของและเตรียมนอน อาหารก็พร้อมทานกัน มื้อนี้ทานกันง่าย ๆ เป็นชาบูซอสแจ๋วครับ เก๋ ๆ อร่อยมาก

เวลาอยู่ที่หนาว ๆ หรือมากางเต้นท์ ทำอะไรมันก็อร่อยไปหมดครับ ระหว่างที่ทานอยู่ เราเดินออกมาดูด้านนอก ขอบอกว่า ดาวชัดมาก ดาวล้านดวง ดาวอีพ่ออีแม่ ดาวไม่เกรงใจ ดาวโจนส์ ดาวซินโดรม ดาวใ…สัส!!! เยอะไป อ่า ๆๆๆ

เราถ่ายดาวกันครับ ไม่ถ่ายไม่ได้แล้ว ดาวสวยมาก และต้องเข้าใจด้วย ว่าการถ่ายดาว ไม่ใช่ถ่ายครั้งเดียวแล้วได้เลยนะ ต้องถ่ายหลาย ๆ ใบ หลาย ๆ แสง หลาย ๆ แบบ วัดแสง วัดไฟ วาดไฟฉาย เห้อออ แล้วอากาศโคราหนาว แต่ภาพที่ออกมาก็ดูคุ้มดีนะ

DAY 2

ตื่นแต่เช้า เกือบไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นครับ คือตื่นปึ้บ พระอาทิตย์ขึ้นทันที เมื่อคืนเราเห็นวิวตอนเย็นไปแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูวิวตอนเช้าครับ และที่พลาดไม่ได้คือ ก่อนมาที่นี่เราไปห้วยโทนมาครับ แล้วคือซื้อกาแฟ Arabica กับผู้ใหญ่หนึ่งไว้ ก็ได้ใช้งานนี้เลย

ฟีลลิ้งกู้ดสุด ๆ อากาศดี แสงได้ เย็นสบาย อยากนอนอีกคืน แต่ก็ต้องกลับไปทำงานที่เรารักกัน แนะนำว่าหลังจากถ่ายรูปอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รีบลงจากดอยนะครับ เพราะจะร้อนมาก ๆ ช่วง 9:30 น. เป็นต้นไป ยังไงออกมาให้ทัน

เรากลับไปเก็บเต้น และทำอาหารเช้าทานกันเบา ๆ เรียกได้ว่าจะกลับบ้านแล้ว เอาของทุกอยางที่เหลือ เทใส่รวมกันแล้วทำออกมากินให้ได้ว่างั้นเถอะ แม่งอร่อยเฉยเลย

ถึงเวลาต้องลาจากกัน ระหว่างทางแวะสวดมนต์ และแผ่ส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่นี่ครับ ที่นี่มีพระพุทธรูปปางห้ามญาติตั้งตระหง่าอยู่ ผมไม่มั่นใจว่าหันไปทางทิศไหน อาจจะเป็นทิศตะวันออก แต่นั่นแหละ นี่คือจุดสุดท้ายของการอยู่บนดอย ขาลง กับขาขึ้น ทางเหมือนเดิมครับ เหี้ยเหมือนเดิม ขอตัดลงไปที่หมู่บ้านเลยแล้วกัน

หลังหมู่บ้านจะมีน้ำตกอยู่ครับ น้ำเย็นมาก สบายด้วย เหมาะสำหรับการไม่ได้อาบน้ำเมื่อคืนสุด ๆ ลงไปแช่น้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนเดินทางไกลยาว ๆ เข้าตัวเมือง เป็นอะไรที่ดีมาก ๆ

โทษทีที่จำชื่อน้ำตกไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสได้ไป ถามเค้าแค่ว่า น้ำตกไปทางไหน รับรองว่าทุกคนรู้ชัวร์ และนี่คือการเดินทางแบบงง ๆ ของทริปน่านปี 2020 นี้ครับ และคิดว่าคงจะตระเวรหาที่เที่ยวแปลก ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ตามรอยอีกแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

รีวิวบ้านห้วยโทน จังหวัดน่าน 2 วัน 1 คืน 

รีวิวบ้านห้วยโทน จังหวัดน่าน 2 วัน 1 คืน 

ถ้าจะให้พูดถึงจังหวัดที่มาแรงแซงทางโค้งขอบทุก ๆ จังหวัดก็คงจะหนีไม่พ้นจังหวัดน่านนี่แหละครับ ขนาดชาวบ้านคนพื้นที่เองยังพูดถึงเลยว่า เดี๋ยวนี้เดินตลาดหรือทานอาหารตามร้านแยกไม่ออกแล้ว คนไหนคนน่าน คนไหนนักท่องเที่ยว เพราะมีปริมาณที่พอ ๆ กันเลย

ทริปนี้ จะพาไปดูเรื่องราวหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนภูเขาเหนือสะปันครับ เป็นหมู่บ้านที่คนเดินทางไปกันน้อยมาก ขับผ่านสะปันมาแค่ 10 กิโลเมตรก็ถึงแล้ว อยากให้มากัน ที่นี่คือ หมู่บ้านห้วยโทน หมู่บ้านกลางเขาที่มีเพียง 6 ตระกูลอาศัยอยู่ที่นี่ บนนั้นไม่มีโรงเรียน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีตลาดเหมือนอย่างเรา ๆ เค้าใช้ชีวิตอยู่กันยังไง เอ้อ….

บทความนี้เลยขออาสาเดินทางไปเยือนหมู่บ้านห้วยโทนสักหนึ่งคืนกึ่งเที่ยวกึ่งเรียนรู้ แต่เน้นเที่ยวเสียมากกว่า ฮา ๆๆ โดยการเดินทางครั้งนี้เราเช็กตั๋วเครื่องบินง่าย ๆ ผ่าน Traveloka เว็บไซต์ที่ทำให้การจองที่พัก รถเช่า และตั๋วเครื่องบินของเราง่ายขึ้น

เจ้า Traveloka นอกจากจะมี Website แล้ว เค้ายังมี Application ที่ติดตั้งคาไว้ในมือถือเราด้วยเลยนะ ใครยังไม่มีรีบโหลดเรย รับรองความสะดวกในการเดินทาง ที่สำคัญ มีช่องทางสำหรับการชำระค่าตั๋วหลายช่องทางมาก ๆ

นอกจากนั้นทาง Traveloka เค้ายังจัดโปรและแจกส่วนลดอยู่บ่อย ๆ เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหน้าตาเว็บไซต์ หรือเข้าไปจองตั๋วได้ผ่านทางช่องทางนี้เลย https://www.traveloka.com/th-th/flight   เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปกันเลยครับ

DAY 1

ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้ ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับตัวหมู่บ้านห้วยโทน ไม่รู้ว่ามีร้านอาหารไหม มีห้องอาบน้ำหรือเปล่า อากาศหนาวเย็นสักแค่ไหน ด้วยความไม่รู้ในหลาย ๆ อย่าง เราก็เลยต้องเตรียมตัวพอสมควร อนึ่งเค้าว่าที่นี่เป็นจุดกางเต้นท์สำหรับมือใหม่ ฉะนั้นแล้วมือใหม่อย่างเราก็ลองเสียหน่อย

หลังจากเดินทางมาถึงตัวเมืองน่าน เราก็นั่งรถส่วนตัวต่อไปที่บ้านสะปันเลย (จริง ๆ ก็แวะคาเฟ่ริมทาง รวมถึงจุด highlight ต่าง ๆ ด้วย แต่ขอตัดออกแล้วกัน) ใช้เวลาราวในการเดินทางจริง ๆ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าแวะริมทางเรื่อย ๆ เก็บไปเลย 4 – 5 ชั่วโมงแน่นอน

หมู่บ้านสะปัน เป็นอีกจุดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวตามรีวิวเยอะมาก แต่คือ มันเยอะไปครับ ตอนนี้หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สะปันที่ผมเคยเห็นกับตอนนี้ ต่างกันราวกับฟ้าดิน เพราะแม่น้ำว้าตอนนี้ แทนที่จะมีแค่ต้นไม้ กิ่งไม้ยื่นออกมาจากริมน้ำ กลายเป็นสะพานไม้ไผ่ โคมไฟ อะไรเต็มไปหมด จะสวยก็ว่าสวย แต่เหมือนเราเริ่มลุกล้ำธรรมชาติมากเกินไปแล้ว

ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นประเด็นเอา หลังจากที่เดินทางมาถึงสะปัน บอกเลยว่าเหลืออีกเพียง 10 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านห้วยโทนแล้ว… แต่ ๆๆๆๆๆๆ เป็น 10 กิโลเมตร ที่ต้องใช้เวลาในการเดินทาง 40-60 นาทีนะครับ สั้น ๆ ทางเหี้ยมาก!!!!

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราลุยกันเลย… ช่วงแรกเป็นพื้นซีเมนต์แบบไม่ดีเท่าไหร่ ช๊อตต่อไปของจริง ขรุขระ ดินแดง หินกรวด ดิน หญ้า สลับไปมา แบบมาหมด โค้งเยอะ ขึ้นลงเนิน เล่นเอาลำไส้เล็กใหญ่ปั่นรวมกันจนแยกไม่ออก

ถามว่าทางแย่มากไหม เราว่าแย่ แต่ยังไม่ที่สุดเท่าที่เคยไปเจอมา พอได้ครับ รถที่ใช้สามารถใช้รถส่วนตัวได้สบาย ไม่ถึงกับขั้นต้องเป็นขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ถ้าเก๋ง คำเดียวว่าไม่ควรอย่างยิ่ง

ระหว่างทางเจอจุดสวย ๆ เราก็แวะจอด อย่างเช่นจุดนี้ครับ จุดกระท่อมสามหลัง เป็นจุดที่จริง ๆ แล้วเราต้องมาดูหมอกกันตอนเช้า แต่ไหน ๆ ผ่าน ก็แวะหน่อย นึกไม่ออกเลยว่า ถ้ามาตอนเช้าจะสวยขนาดไหน หมอกคงไล่ระดับตามเราขึ้นมาบนกระท่อมแน่นอน

ระหว่างทางสังเกตุเห็นชาวบ้านขับมอไซต์ เหมือนรับลูกจากโรงเรียนที่อยู่กลางหมู่บ้านสะปัน และมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งแบกของเต็มหลังไปหมดกำลังเดินกลับหมู่บ้าน ขับไปไม่นาน เราก็เห็นหมู่บ้านกลางเขาแต่ไกล คงไม่ใช่หมู่บ้านอื่นอ่ะ ต้องห้วยโทนเท่านั้นแล้วจังหวะนี้

เราเดินทางมาถึงที่นี่เกือบ 5 โมงเย็นครับ เกือบไม่ทันอาทิตย์อัสดง ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่นี่ดูแลเราดีครับ ติดต่อได้ตลอดเวลา ยกเว้น DTAC เพื่อทุกคนที่ไปมีสัญญาณหมด ยกเว้นผมครับ แบบนี้ต้องย้ายค่ายไหม ถามจริง!!!!!

ลานกลางเต้นจะอยู่สูงที่สุดของหมู่บ้านครับ ขับรถข้ามสะพานขึ้นมา ลุยทางชันหน่อยก็ถึงเลย ลานกางเต้นท์คือทำไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเลย ชาวบ้านช่วยกันทำ เกลี่ยดิน ต่อไฟ เอาน้ำประปามารอง และที่สำคัญสำหรับคนไม่มีเต้นท์ ที่นี่มีเต้นท์และชุดเครื่องนอนให้เช่านะครับ ราคาเพียง 300 บาท

คนที่เอาเต้นท์มาเอง ก็จะเสียค่ากางเต้นท์ละ 200 บาทเท่านั้น กลางไปเลยครับ สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือที่นี่รับนักท่องเที่ยวแค่ 50 คนต่อวัน ขีดเส้นใต้สีแดงเน้น ๆ ว่า 50 คนเท่านั้นครับ ผู้ใหญ่บ้านที่นี่หัวอนุรักษ์มากบอกเลย และหน้าฝน ไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวให้ค้างคืน มาได้ แต่ให้ลงไปนอนด้านล่าง

เอาล่ะ ระหว่างเรากางเต้น ก็ดูวิวยาวเย็นของหมู่บ้านห้วยโทนไปก่อน แล้วหลังจากนี้ จะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้

  1. ที่นี่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,500 เมตร
  2. อากาศหนาวตลอดปี แต่หนาวบรรลัยช่วงหน้าฝน
  3. หน้าฝนคือหน้าที่สวยที่สุด แต่หน้าหนาวก็ชิลอีกแบบ
  4. ที่นี่นับถือผีบรรพบุรุษ ศาสสนาพุทธ และก็คริสต์
  5. หมู่บ้านมี 6 ตระกูล แต่ละตระกูลห้ามแต่งงานกัน ต้องต่างตระกูลเท่านั้น
  6. ที่นี่เป็นพื้นที่ไม่มีโฉนด มักจะไม่ได้งบประมาณมาพัฒนาหมู่บ้าน ต้องใช้งบทหาร
  7. ถนนที่เห็นตอนเดินทางมา คือชาวบ้านช่วยกันทำครึ่ง ๆ เลย
  8. ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีโรงเรียน ไม่มีตลาดนัด
  9. อาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ ชาวสวน และปลูกกาแฟ
  10. รายได้เฉลี่ยต่อคนตกคนละ 5,000 – 20,000 บาท/ปี ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ต่อปี!!!!

จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านคร่าว ๆ แกบอกว่า อุปกรณ์การเรียน เครื่องนุ่งห่มตอนนี้ ไม่จำเป็นเท่ากับเงินที่จะมาใช้ทำถนนเข้าหมู่บ้าน เพราะหน้าฝนทีไหร่ เดินทางลำบากทุกที ไอ่เดินทางลำบากไม่เท่าไหร่ อุบัติเหติจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นมานี่แหละ อันดับหนึ่งเลย

อ่ะ… ใครกำลังหาที่บริจาคของ หรืออะไรพวกนี้ ก็สามารถติดต่อไปที่บ้านห้วยโทนได้โดยตรงเลยที่เบอร์ 082-190-0491 (ผู้ใหญ่หนึง) และในส่วนของค่ำคืนนี้ หลังจากแบ่งหน้าที่กันกางเต้นท์ และทำอาหาร เราทุกคนก็พร้อมกันที่แคมป์ครับ ทำชาบูน้ำดำทานกัน อร่อยมาก อากาศมันเย็น กินอะไรร้อน ๆ นั่นหมายความว่าดีสุด ๆ

จะไม่เน้นอาหารที่กินมาก เพราะดาวบนหัวเราฟินกว่าครับ หลังจากทานอาหารเสร็จ ล้างจานเก็บของอะไรเรียบร้อย ก็ถึงคราวมาล่าดาวกันละที่นี้ ต้องบอกก่อนเลยว่ามองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นล้านดวง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าบางคนยังถ่ายดาวไม่เป็น ผมจะสรุปให้ทำความเข้าใจง่าย ๆ สั้น ๆ นะครับ เพราะผมก็ไม่ใช่เซียนกล้องหรืออะไรขนาดนั้น หลักการง่าย ๆ มีแค่นี้ครับ

  1. ตั้ง Focus เป็น infinities ไปเลย หรือเอาให้เลขเยอะที่สุดอ่ะ
  2. ISO ควรตั้งให้อยู่ในช่วง 4,000 กำลังงามครับ แต่หากอยากได้ภาพเว่อร์ ก็เอาให้สุดไปเลย ยิ่งสูง แสงยิ่งดี
  3. รูรับแสง (shutte) แนะนำให้ไม่เกิน 30 นะครับ สัก 20 กำลังพอดี เพราะถ้านานกว่านี้ ดาวจะเลื่อนครับ

มี 3 ข้อง่าย ๆ ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าถูกหรือเปล่า เพราะผมแม่งก็มั่วหน้างานเหมือนกัน ปรับไปเรื่อยจนกว่าจะได้ภาพที่ถูกใจเอางั้นเถอะ ไม่ Perfect เท่าไหร่ แต่ก็ทำให้นอนหลับสบายได้เลยคืนนี้ สวยสุด ๆ ราตรีสวัสดิ์ครับ

DAY 2

น่าเสียดายที่จุดกางเต้นท์บ้านห้วยโทนไม่มีจุดชม Sunrise / Sunset ที่พีคครับ เนื่องด้วยว่าเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขา เลยทำให้ถูกปิดล้อมไปด้วยเขาที่ร่ายล้อมทุกอนาเขต เหมือนอยู่ในหลุมอ่ะ แต่เวิวตอนเช้าก็ไม่ได้แย่ ขนาดมาหน้าหนาวยังเห็นทะเลหมอกเลยเอาสิ

  

จะให้ที ต้องขับรถลงไปที่กระท่อม 3 หลังครับ แต่เราตื่นกันสาย เลยตัดตอนขึ้นไปชมวิวตรงระเบียงจุดอ้อนรักด้านบนเลย //ชื่อน่ารักเนอะ “อ้อนรัก” หุ้ยยยยยย

ที่นี่ชาวบ้านเค้ามีรถรับส่งให้ฟรีนะครับ หรือเราจะให้สินน้ำใจก็ได้ เค้าไม่ได้ว่าอะไร เค้ามาบริการครับ จะด้วยใจหรืออะไรก็ตามแต่ การให้สินน้ำใจกับคนที่นี่เพื่อเป็นกำลังใจต่อไป ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

บนจุดอ้อนรัก ทุกเช้าในทุกวัน ผู้ใหญ่บ้านแกจะไป Standby รอดริปกาแฟของหมู่บ้านให้เราจิบกันครับ ราคาประมาณ 40 บาทต่อแก้ว และหากชอบใจ สามารถซื้อเมล็ดกาแฟกลับบ้านไปได้เพียงถุงละ 100 บาทเท่านั้น

กาแฟที่ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ฯ ให้ข้อมูลว่าเป็นพันธุ์ Arabica เนื่องจากว่าพันธุ์นี้ ปลูกง่าย ปลูกที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวเราจิบกาแฟ ทุกรสกันเสร็จแล้ว จะพาไปดูไร่กาแฟบนเขาของที่นี่กันครับ

 

สำหรับผม ผมชอบคั่วกลางครับ ถึงแม้จะไม่ใช่คอกาแฟเท่าไหร่ แต่กาแฟที่นี่ก็หอมและรสดีใช้ได้เลย จากจุดอ้อนรัก นั่งรถต่อไปบนเขาครับ ห่างไปประมาณ 10 นาทีเท่านั้น ทางก็จะโหด ๆ หน่อย ไม่นานก็ถึงไร่กาแฟครับ

    

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า ตกใจ… ไร่กาแฟ เหมือนไม่ใช่ไร่กาแฟครับ เพราะเหมือนเรามาเดินป่าเลย มันคงปลูกง่ายจริง ๆ ง่ายจนไม่ต้องมาดูแล ที่สำคัญ งงกับความสะอาดของใบกาแฟมาก เหมือนไม่มีดิน มีฝุ่นมาเกาะ มันวาววับจับตา ต้นกาแฟตั้งอยู่ริมเขาสองข้างทางเดิน ฟีลลิ้งดีมาก ๆ

ตัวกาแฟ Arabica ของที่นี่เอง ก็ไม่ใช่ย่อย ตอนเราไปกำลังทยอยแดง คือเริ่มสุกนั่นเอง และถ้าสุกทั้งหมด ชาวบ้านก็จะเด็ดเอาไปตากแห้ง หรือเอาไป Process ตามหลักการของคนที่นี่ ซึ่งระหว่างทางเราก็ได้ชิมลูกกาแฟสุกสีแดงด้วย รสชาติคือเหมือนกระถินเลย ๕๕๕๕๕๕๕ เฉพาะเนื้อมันนะ เมล็ดมันแข็งมาก กัดไม่เข้า

สดชื่น ชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก หนึ่งวันที่อยู่ที่นี่ได้รับพลังงานบวกไปเยอะพอสมควร ถ้ามีเวลาอีกวันกะว่าจะเดินไปตามหมู่บ้าน แล้วดูวิถีชีวิตชาวบ้านเสียหน่อย กะแบบเข้าไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันเลยอะไรประมาณนั้น แต่ก็นั่นแหละนะ เวลาเราไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถามว่าที่นี่น่ากลับไปไหม ตอบแบบสั้น ๆ เลยว่า “ ได้ “ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย

หมู่บ้านห้วยโทนถือเป็นอีกที่ที่รอนักท่องเที่ยวมาสัมผัสความรัก ความอบอุ่น และบรรยากาศหลังเขาแบบไม่อายปากอยู่ ใครจะหาว่าเราเป็นคนหลังเขาก็ช่าง แต่หลังเขาแบบนี้ ก็น่าอิจฉากว่าหน้าเขาแล้วมีฝุ่นเยอะ ๆ การจารจรติดขัด รถติดแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ 

Pin It on Pinterest