เหมารถ 3,000 บาท ขึ้น “สวนยาหลวง” จังหวัดน่าน 1 คืน

เหมารถ 3,000 บาท ขึ้น “สวนยาหลวง” จังหวัดน่าน 1 คืน

เคยมี moment นี้ป้ะ แบบกำลังเลื่อน feed อยู่ แล้วเห็นเพื่อนประกาศหาคนไปหารทริปด้วย คือฟีลแบบไม่รู้ว่าไปไหน แต่

เออกูว่าง กูไปไหนก็ได้… ใช่ครับ ทริปนี้แม่ง แบบนั้นเลย จู่ ๆ ก็มาโผล่ จ.น่าน ซะงั้น ๕๕๕๕๕

อย่างที่บอกครับ ว่าตามเค้ามา ผู้ร่วมเดินทางทั้งหมดมี 4 คน  ผม แฟนผม แล้วก็พี่อีกสองคน ซึ่งพี่สองคนนี้เป็นลูกเพจมาก่อนครับ หลัง ๆ เที่ยวด้วยกันบ่อย เลยสนิทกัน ประเด็นคือ พี่แกลงทุนขับรถกระบะมาจากกรุงเทพฯ เลย เพื่อที่จะมาตระเวรเที่ยวรอบ จังหวัดน่าน 4-5 วัน แต่สุดท้าย ก็มาตายที่สวนยาหลวงนี่แหละ เพราะไม่สามารถเอารถตัวเองขึ้นไปได้ ทำไมนะหรอ เดี๋ยวรู้เลย

สวนยาหลวงอยู่ตรงไหน ของน่าน ตรงไหนของไทย และจะเดินทางไปได้อย่างไร อันนี้ต้องบอกก่อนว่า แนะนำให้หารถเช่าหรือรถส่วนตัวขับมาจะดีที่สุดครับ เพราะดูจากทางแล้ว ไม่น่าจะมีรถประจำทางเข้ามาที่นี่

ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา ห่างจากตัวเมือง 77 กิโลเมตร สมัยก่อนเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของไทย ต่อมา ร.๙ ทรงเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของราษฏร เลยนำเอาเมล็ดกาแฟ และพยายามหาวิชาชีพต่าง ๆ มาเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตของคนในหมู่บ้านแห่งนี้

ฉะนั้น สวนยาหลวง ก็จะมีความหมายนัย ๆ ประมาณว่า สวน คือไร่หรือฟาร์ม ยา คือฝิ่น และหลวง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั่นเอง

เอาล่ะ พอทราบข้อมูลคร่าว ๆ ของสวนยาหลวงแล้วใช่ไหม เรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า ก็หลังจากที่เราขับรถมาถึงหมู่บ้านสันเจริญใช่ป้ะ เราก็ถ่ายของเลย ขนอะไรมาได้ ก็ขน เพราะข้างบนหนาวมาก และมีลมตลอดเวลา ไม่มีต้นไม้บังลมให้

การติดต่อขึ้นสวนยาหลวง ไม่ว่าคุณจะเดินขึ้น หรือนั่งรถขึ้นไป สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนหมู่บ้านได้ที่คุณกริช เบอร์ 086-390-7731 แนะนำให้ติดต่อไปที่คุณกริชคนเดียวนะครับ เพราะถ้าติดต่อไปที่คนอื่น เดี๋ยวการดูแลนักท่องเที่ยวของหมู่บ้านเค้าจะไม่เป็นระบบ และอาจเกิดปัญหาในชุมชนคนกันเองได้

ถามว่ามี Home Stay ด้านบนไหม ขอบอกว่าไม่มีครับ จะมีก็แค่ระหว่างทางขึ้นไป ก่อนถึงดอยประมาณ 2 กิโลเมตร เห็นจะได้ แต่นั่นแหละ มันก็คนละฟีลเนอะ แล้วผมก็ไม่มีข้อมูล Home Stay จะมาขายให้ด้วย เพราะเราเหมารถ 3,000 บาท ขนข้าว ขนน้ำ ขนเต้น ขนของกิน แล้วขึ้นไปข้างบนกัน 4 คนเลย

ประเด็นคือทางครับ ทาง ห. มาก คือแย่ที่สุดเท่าที่เคยเดินทางมาเลย ตับ ไต ไส้ พุง นี่แทบจะกองรวมกัน แหกปากจนเสียงเหี่ยวหมด ของที่อยู่หลังรถ แตกหักกระจายก็มี อีกอนึ่งคือเรามาสาย ก็รีบขึ้นไปให้ทันพระอาทิตย์ตกด้วย

พี่คนขับบอกว่า ปีหนึ่ง เปลี่ยนยางครั้งหนึ่ง หน้ายางไปไวมาก แล้วคือสงสารรถตัวเอง แต่ก็อยากให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปเห็นวิวของหมู่บ้านตัวเองแบบสบาย ๆ หน่อย แกขึ้นไปพร้อมเรา แล้วก็อยู่กับเราด้านบนเลยนะ ไม่ขับลงมาด้านล่าง แกบอก แกมีที่นอนของแกด้านบน

ผ่านไปราว ๆ 45 นาที แบบเร่งฝีเท้าสุด ๆ ก็มาถึงจุดสูงสุดของสวนยาหลวงครับ เกือบไม่ทัน ช่วงนี้คือต้องให้ภาพเล่าเรื่องเลย สวยมาก ๆ

ข้างบนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่า ไม่เหมาะกับนักการเต้นท์มือใหม่ครับ นี่พูดกันตรง ๆ เลย ถ้าของไม่ดี เหมือนเอาตัวเองไปทรมานด้านบนชัด ๆ ฉะนั้น ถ้าจะมาที่นี่ เตรียมตัวมาดี ๆ

ช่วงที่เราไป มีแค่เรากับน้องอีกกลุ่มที่แว๊นซ์มอไซต์ขึ้นมาด้านบน โหดเกิ้นนนน น่าจะคนในพื้นที่ น้อง ๆ เค้ากางเต้นท์กันบนยอดดอยเลย ส่วนเราลงมาหลบอยู่ตรงศาลาครับ ตรงนี้แม้ว่าจะไม่ช่วยกันลมอะไรมาก แต่ก็รู้สึกปลอดภัยกว่ากางกลางแจ้งแน่นอน

ระหว่างนี้ก็เอาวัตถุดิบที่ได้มาปรุงอาหาร แบ่งกันกางเต้น และจัดสถานที่ ไม่นานครับ เต้นท์ก็กางจนเสร็จ ได้เก็บของและเตรียมนอน อาหารก็พร้อมทานกัน มื้อนี้ทานกันง่าย ๆ เป็นชาบูซอสแจ๋วครับ เก๋ ๆ อร่อยมาก

เวลาอยู่ที่หนาว ๆ หรือมากางเต้นท์ ทำอะไรมันก็อร่อยไปหมดครับ ระหว่างที่ทานอยู่ เราเดินออกมาดูด้านนอก ขอบอกว่า ดาวชัดมาก ดาวล้านดวง ดาวอีพ่ออีแม่ ดาวไม่เกรงใจ ดาวโจนส์ ดาวซินโดรม ดาวใ…สัส!!! เยอะไป อ่า ๆๆๆ

เราถ่ายดาวกันครับ ไม่ถ่ายไม่ได้แล้ว ดาวสวยมาก และต้องเข้าใจด้วย ว่าการถ่ายดาว ไม่ใช่ถ่ายครั้งเดียวแล้วได้เลยนะ ต้องถ่ายหลาย ๆ ใบ หลาย ๆ แสง หลาย ๆ แบบ วัดแสง วัดไฟ วาดไฟฉาย เห้อออ แล้วอากาศโคราหนาว แต่ภาพที่ออกมาก็ดูคุ้มดีนะ

DAY 2

ตื่นแต่เช้า เกือบไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นครับ คือตื่นปึ้บ พระอาทิตย์ขึ้นทันที เมื่อคืนเราเห็นวิวตอนเย็นไปแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูวิวตอนเช้าครับ และที่พลาดไม่ได้คือ ก่อนมาที่นี่เราไปห้วยโทนมาครับ แล้วคือซื้อกาแฟ Arabica กับผู้ใหญ่หนึ่งไว้ ก็ได้ใช้งานนี้เลย

ฟีลลิ้งกู้ดสุด ๆ อากาศดี แสงได้ เย็นสบาย อยากนอนอีกคืน แต่ก็ต้องกลับไปทำงานที่เรารักกัน แนะนำว่าหลังจากถ่ายรูปอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รีบลงจากดอยนะครับ เพราะจะร้อนมาก ๆ ช่วง 9:30 น. เป็นต้นไป ยังไงออกมาให้ทัน

เรากลับไปเก็บเต้น และทำอาหารเช้าทานกันเบา ๆ เรียกได้ว่าจะกลับบ้านแล้ว เอาของทุกอยางที่เหลือ เทใส่รวมกันแล้วทำออกมากินให้ได้ว่างั้นเถอะ แม่งอร่อยเฉยเลย

ถึงเวลาต้องลาจากกัน ระหว่างทางแวะสวดมนต์ และแผ่ส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่นี่ครับ ที่นี่มีพระพุทธรูปปางห้ามญาติตั้งตระหง่าอยู่ ผมไม่มั่นใจว่าหันไปทางทิศไหน อาจจะเป็นทิศตะวันออก แต่นั่นแหละ นี่คือจุดสุดท้ายของการอยู่บนดอย ขาลง กับขาขึ้น ทางเหมือนเดิมครับ เหี้ยเหมือนเดิม ขอตัดลงไปที่หมู่บ้านเลยแล้วกัน

หลังหมู่บ้านจะมีน้ำตกอยู่ครับ น้ำเย็นมาก สบายด้วย เหมาะสำหรับการไม่ได้อาบน้ำเมื่อคืนสุด ๆ ลงไปแช่น้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนเดินทางไกลยาว ๆ เข้าตัวเมือง เป็นอะไรที่ดีมาก ๆ

โทษทีที่จำชื่อน้ำตกไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสได้ไป ถามเค้าแค่ว่า น้ำตกไปทางไหน รับรองว่าทุกคนรู้ชัวร์ และนี่คือการเดินทางแบบงง ๆ ของทริปน่านปี 2020 นี้ครับ และคิดว่าคงจะตระเวรหาที่เที่ยวแปลก ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ตามรอยอีกแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

รีวิวบ้านห้วยโทน จังหวัดน่าน 2 วัน 1 คืน 

รีวิวบ้านห้วยโทน จังหวัดน่าน 2 วัน 1 คืน 

ถ้าจะให้พูดถึงจังหวัดที่มาแรงแซงทางโค้งขอบทุก ๆ จังหวัดก็คงจะหนีไม่พ้นจังหวัดน่านนี่แหละครับ ขนาดชาวบ้านคนพื้นที่เองยังพูดถึงเลยว่า เดี๋ยวนี้เดินตลาดหรือทานอาหารตามร้านแยกไม่ออกแล้ว คนไหนคนน่าน คนไหนนักท่องเที่ยว เพราะมีปริมาณที่พอ ๆ กันเลย

ทริปนี้ จะพาไปดูเรื่องราวหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนภูเขาเหนือสะปันครับ เป็นหมู่บ้านที่คนเดินทางไปกันน้อยมาก ขับผ่านสะปันมาแค่ 10 กิโลเมตรก็ถึงแล้ว อยากให้มากัน ที่นี่คือ หมู่บ้านห้วยโทน หมู่บ้านกลางเขาที่มีเพียง 6 ตระกูลอาศัยอยู่ที่นี่ บนนั้นไม่มีโรงเรียน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีตลาดเหมือนอย่างเรา ๆ เค้าใช้ชีวิตอยู่กันยังไง เอ้อ….

บทความนี้เลยขออาสาเดินทางไปเยือนหมู่บ้านห้วยโทนสักหนึ่งคืนกึ่งเที่ยวกึ่งเรียนรู้ แต่เน้นเที่ยวเสียมากกว่า ฮา ๆๆ โดยการเดินทางครั้งนี้เราเช็กตั๋วเครื่องบินง่าย ๆ ผ่าน Traveloka เว็บไซต์ที่ทำให้การจองที่พัก รถเช่า และตั๋วเครื่องบินของเราง่ายขึ้น

เจ้า Traveloka นอกจากจะมี Website แล้ว เค้ายังมี Application ที่ติดตั้งคาไว้ในมือถือเราด้วยเลยนะ ใครยังไม่มีรีบโหลดเรย รับรองความสะดวกในการเดินทาง ที่สำคัญ มีช่องทางสำหรับการชำระค่าตั๋วหลายช่องทางมาก ๆ

นอกจากนั้นทาง Traveloka เค้ายังจัดโปรและแจกส่วนลดอยู่บ่อย ๆ เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมหน้าตาเว็บไซต์ หรือเข้าไปจองตั๋วได้ผ่านทางช่องทางนี้เลย https://www.traveloka.com/th-th/flight   เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปกันเลยครับ

DAY 1

ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้ ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับตัวหมู่บ้านห้วยโทน ไม่รู้ว่ามีร้านอาหารไหม มีห้องอาบน้ำหรือเปล่า อากาศหนาวเย็นสักแค่ไหน ด้วยความไม่รู้ในหลาย ๆ อย่าง เราก็เลยต้องเตรียมตัวพอสมควร อนึ่งเค้าว่าที่นี่เป็นจุดกางเต้นท์สำหรับมือใหม่ ฉะนั้นแล้วมือใหม่อย่างเราก็ลองเสียหน่อย

หลังจากเดินทางมาถึงตัวเมืองน่าน เราก็นั่งรถส่วนตัวต่อไปที่บ้านสะปันเลย (จริง ๆ ก็แวะคาเฟ่ริมทาง รวมถึงจุด highlight ต่าง ๆ ด้วย แต่ขอตัดออกแล้วกัน) ใช้เวลาราวในการเดินทางจริง ๆ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าแวะริมทางเรื่อย ๆ เก็บไปเลย 4 – 5 ชั่วโมงแน่นอน

หมู่บ้านสะปัน เป็นอีกจุดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวตามรีวิวเยอะมาก แต่คือ มันเยอะไปครับ ตอนนี้หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สะปันที่ผมเคยเห็นกับตอนนี้ ต่างกันราวกับฟ้าดิน เพราะแม่น้ำว้าตอนนี้ แทนที่จะมีแค่ต้นไม้ กิ่งไม้ยื่นออกมาจากริมน้ำ กลายเป็นสะพานไม้ไผ่ โคมไฟ อะไรเต็มไปหมด จะสวยก็ว่าสวย แต่เหมือนเราเริ่มลุกล้ำธรรมชาติมากเกินไปแล้ว

ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นประเด็นเอา หลังจากที่เดินทางมาถึงสะปัน บอกเลยว่าเหลืออีกเพียง 10 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านห้วยโทนแล้ว… แต่ ๆๆๆๆๆๆ เป็น 10 กิโลเมตร ที่ต้องใช้เวลาในการเดินทาง 40-60 นาทีนะครับ สั้น ๆ ทางเหี้ยมาก!!!!

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราลุยกันเลย… ช่วงแรกเป็นพื้นซีเมนต์แบบไม่ดีเท่าไหร่ ช๊อตต่อไปของจริง ขรุขระ ดินแดง หินกรวด ดิน หญ้า สลับไปมา แบบมาหมด โค้งเยอะ ขึ้นลงเนิน เล่นเอาลำไส้เล็กใหญ่ปั่นรวมกันจนแยกไม่ออก

ถามว่าทางแย่มากไหม เราว่าแย่ แต่ยังไม่ที่สุดเท่าที่เคยไปเจอมา พอได้ครับ รถที่ใช้สามารถใช้รถส่วนตัวได้สบาย ไม่ถึงกับขั้นต้องเป็นขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ถ้าเก๋ง คำเดียวว่าไม่ควรอย่างยิ่ง

ระหว่างทางเจอจุดสวย ๆ เราก็แวะจอด อย่างเช่นจุดนี้ครับ จุดกระท่อมสามหลัง เป็นจุดที่จริง ๆ แล้วเราต้องมาดูหมอกกันตอนเช้า แต่ไหน ๆ ผ่าน ก็แวะหน่อย นึกไม่ออกเลยว่า ถ้ามาตอนเช้าจะสวยขนาดไหน หมอกคงไล่ระดับตามเราขึ้นมาบนกระท่อมแน่นอน

ระหว่างทางสังเกตุเห็นชาวบ้านขับมอไซต์ เหมือนรับลูกจากโรงเรียนที่อยู่กลางหมู่บ้านสะปัน และมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งแบกของเต็มหลังไปหมดกำลังเดินกลับหมู่บ้าน ขับไปไม่นาน เราก็เห็นหมู่บ้านกลางเขาแต่ไกล คงไม่ใช่หมู่บ้านอื่นอ่ะ ต้องห้วยโทนเท่านั้นแล้วจังหวะนี้

เราเดินทางมาถึงที่นี่เกือบ 5 โมงเย็นครับ เกือบไม่ทันอาทิตย์อัสดง ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่นี่ดูแลเราดีครับ ติดต่อได้ตลอดเวลา ยกเว้น DTAC เพื่อทุกคนที่ไปมีสัญญาณหมด ยกเว้นผมครับ แบบนี้ต้องย้ายค่ายไหม ถามจริง!!!!!

ลานกลางเต้นจะอยู่สูงที่สุดของหมู่บ้านครับ ขับรถข้ามสะพานขึ้นมา ลุยทางชันหน่อยก็ถึงเลย ลานกางเต้นท์คือทำไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเลย ชาวบ้านช่วยกันทำ เกลี่ยดิน ต่อไฟ เอาน้ำประปามารอง และที่สำคัญสำหรับคนไม่มีเต้นท์ ที่นี่มีเต้นท์และชุดเครื่องนอนให้เช่านะครับ ราคาเพียง 300 บาท

คนที่เอาเต้นท์มาเอง ก็จะเสียค่ากางเต้นท์ละ 200 บาทเท่านั้น กลางไปเลยครับ สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือที่นี่รับนักท่องเที่ยวแค่ 50 คนต่อวัน ขีดเส้นใต้สีแดงเน้น ๆ ว่า 50 คนเท่านั้นครับ ผู้ใหญ่บ้านที่นี่หัวอนุรักษ์มากบอกเลย และหน้าฝน ไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวให้ค้างคืน มาได้ แต่ให้ลงไปนอนด้านล่าง

เอาล่ะ ระหว่างเรากางเต้น ก็ดูวิวยาวเย็นของหมู่บ้านห้วยโทนไปก่อน แล้วหลังจากนี้ จะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้

  1. ที่นี่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,500 เมตร
  2. อากาศหนาวตลอดปี แต่หนาวบรรลัยช่วงหน้าฝน
  3. หน้าฝนคือหน้าที่สวยที่สุด แต่หน้าหนาวก็ชิลอีกแบบ
  4. ที่นี่นับถือผีบรรพบุรุษ ศาสสนาพุทธ และก็คริสต์
  5. หมู่บ้านมี 6 ตระกูล แต่ละตระกูลห้ามแต่งงานกัน ต้องต่างตระกูลเท่านั้น
  6. ที่นี่เป็นพื้นที่ไม่มีโฉนด มักจะไม่ได้งบประมาณมาพัฒนาหมู่บ้าน ต้องใช้งบทหาร
  7. ถนนที่เห็นตอนเดินทางมา คือชาวบ้านช่วยกันทำครึ่ง ๆ เลย
  8. ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีโรงเรียน ไม่มีตลาดนัด
  9. อาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ ชาวสวน และปลูกกาแฟ
  10. รายได้เฉลี่ยต่อคนตกคนละ 5,000 – 20,000 บาท/ปี ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ต่อปี!!!!

จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านคร่าว ๆ แกบอกว่า อุปกรณ์การเรียน เครื่องนุ่งห่มตอนนี้ ไม่จำเป็นเท่ากับเงินที่จะมาใช้ทำถนนเข้าหมู่บ้าน เพราะหน้าฝนทีไหร่ เดินทางลำบากทุกที ไอ่เดินทางลำบากไม่เท่าไหร่ อุบัติเหติจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นมานี่แหละ อันดับหนึ่งเลย

อ่ะ… ใครกำลังหาที่บริจาคของ หรืออะไรพวกนี้ ก็สามารถติดต่อไปที่บ้านห้วยโทนได้โดยตรงเลยที่เบอร์ 082-190-0491 (ผู้ใหญ่หนึง) และในส่วนของค่ำคืนนี้ หลังจากแบ่งหน้าที่กันกางเต้นท์ และทำอาหาร เราทุกคนก็พร้อมกันที่แคมป์ครับ ทำชาบูน้ำดำทานกัน อร่อยมาก อากาศมันเย็น กินอะไรร้อน ๆ นั่นหมายความว่าดีสุด ๆ

จะไม่เน้นอาหารที่กินมาก เพราะดาวบนหัวเราฟินกว่าครับ หลังจากทานอาหารเสร็จ ล้างจานเก็บของอะไรเรียบร้อย ก็ถึงคราวมาล่าดาวกันละที่นี้ ต้องบอกก่อนเลยว่ามองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นล้านดวง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าบางคนยังถ่ายดาวไม่เป็น ผมจะสรุปให้ทำความเข้าใจง่าย ๆ สั้น ๆ นะครับ เพราะผมก็ไม่ใช่เซียนกล้องหรืออะไรขนาดนั้น หลักการง่าย ๆ มีแค่นี้ครับ

  1. ตั้ง Focus เป็น infinities ไปเลย หรือเอาให้เลขเยอะที่สุดอ่ะ
  2. ISO ควรตั้งให้อยู่ในช่วง 4,000 กำลังงามครับ แต่หากอยากได้ภาพเว่อร์ ก็เอาให้สุดไปเลย ยิ่งสูง แสงยิ่งดี
  3. รูรับแสง (shutte) แนะนำให้ไม่เกิน 30 นะครับ สัก 20 กำลังพอดี เพราะถ้านานกว่านี้ ดาวจะเลื่อนครับ

มี 3 ข้อง่าย ๆ ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าถูกหรือเปล่า เพราะผมแม่งก็มั่วหน้างานเหมือนกัน ปรับไปเรื่อยจนกว่าจะได้ภาพที่ถูกใจเอางั้นเถอะ ไม่ Perfect เท่าไหร่ แต่ก็ทำให้นอนหลับสบายได้เลยคืนนี้ สวยสุด ๆ ราตรีสวัสดิ์ครับ

DAY 2

น่าเสียดายที่จุดกางเต้นท์บ้านห้วยโทนไม่มีจุดชม Sunrise / Sunset ที่พีคครับ เนื่องด้วยว่าเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขา เลยทำให้ถูกปิดล้อมไปด้วยเขาที่ร่ายล้อมทุกอนาเขต เหมือนอยู่ในหลุมอ่ะ แต่เวิวตอนเช้าก็ไม่ได้แย่ ขนาดมาหน้าหนาวยังเห็นทะเลหมอกเลยเอาสิ

  

จะให้ที ต้องขับรถลงไปที่กระท่อม 3 หลังครับ แต่เราตื่นกันสาย เลยตัดตอนขึ้นไปชมวิวตรงระเบียงจุดอ้อนรักด้านบนเลย //ชื่อน่ารักเนอะ “อ้อนรัก” หุ้ยยยยยย

ที่นี่ชาวบ้านเค้ามีรถรับส่งให้ฟรีนะครับ หรือเราจะให้สินน้ำใจก็ได้ เค้าไม่ได้ว่าอะไร เค้ามาบริการครับ จะด้วยใจหรืออะไรก็ตามแต่ การให้สินน้ำใจกับคนที่นี่เพื่อเป็นกำลังใจต่อไป ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

บนจุดอ้อนรัก ทุกเช้าในทุกวัน ผู้ใหญ่บ้านแกจะไป Standby รอดริปกาแฟของหมู่บ้านให้เราจิบกันครับ ราคาประมาณ 40 บาทต่อแก้ว และหากชอบใจ สามารถซื้อเมล็ดกาแฟกลับบ้านไปได้เพียงถุงละ 100 บาทเท่านั้น

กาแฟที่ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ฯ ให้ข้อมูลว่าเป็นพันธุ์ Arabica เนื่องจากว่าพันธุ์นี้ ปลูกง่าย ปลูกที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวเราจิบกาแฟ ทุกรสกันเสร็จแล้ว จะพาไปดูไร่กาแฟบนเขาของที่นี่กันครับ

 

สำหรับผม ผมชอบคั่วกลางครับ ถึงแม้จะไม่ใช่คอกาแฟเท่าไหร่ แต่กาแฟที่นี่ก็หอมและรสดีใช้ได้เลย จากจุดอ้อนรัก นั่งรถต่อไปบนเขาครับ ห่างไปประมาณ 10 นาทีเท่านั้น ทางก็จะโหด ๆ หน่อย ไม่นานก็ถึงไร่กาแฟครับ

    

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า ตกใจ… ไร่กาแฟ เหมือนไม่ใช่ไร่กาแฟครับ เพราะเหมือนเรามาเดินป่าเลย มันคงปลูกง่ายจริง ๆ ง่ายจนไม่ต้องมาดูแล ที่สำคัญ งงกับความสะอาดของใบกาแฟมาก เหมือนไม่มีดิน มีฝุ่นมาเกาะ มันวาววับจับตา ต้นกาแฟตั้งอยู่ริมเขาสองข้างทางเดิน ฟีลลิ้งดีมาก ๆ

ตัวกาแฟ Arabica ของที่นี่เอง ก็ไม่ใช่ย่อย ตอนเราไปกำลังทยอยแดง คือเริ่มสุกนั่นเอง และถ้าสุกทั้งหมด ชาวบ้านก็จะเด็ดเอาไปตากแห้ง หรือเอาไป Process ตามหลักการของคนที่นี่ ซึ่งระหว่างทางเราก็ได้ชิมลูกกาแฟสุกสีแดงด้วย รสชาติคือเหมือนกระถินเลย ๕๕๕๕๕๕๕ เฉพาะเนื้อมันนะ เมล็ดมันแข็งมาก กัดไม่เข้า

สดชื่น ชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก หนึ่งวันที่อยู่ที่นี่ได้รับพลังงานบวกไปเยอะพอสมควร ถ้ามีเวลาอีกวันกะว่าจะเดินไปตามหมู่บ้าน แล้วดูวิถีชีวิตชาวบ้านเสียหน่อย กะแบบเข้าไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันเลยอะไรประมาณนั้น แต่ก็นั่นแหละนะ เวลาเราไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถามว่าที่นี่น่ากลับไปไหม ตอบแบบสั้น ๆ เลยว่า “ ได้ “ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย

หมู่บ้านห้วยโทนถือเป็นอีกที่ที่รอนักท่องเที่ยวมาสัมผัสความรัก ความอบอุ่น และบรรยากาศหลังเขาแบบไม่อายปากอยู่ ใครจะหาว่าเราเป็นคนหลังเขาก็ช่าง แต่หลังเขาแบบนี้ ก็น่าอิจฉากว่าหน้าเขาแล้วมีฝุ่นเยอะ ๆ การจารจรติดขัด รถติดแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ 

รีวิว “เขาค้อ” 2 วัน 1 คืน ฉบับคนทำงานประจำ [ ออกตอนค่ำไปเพื่อไปดูทะเลหมอกตอนเช้า ]

รีวิว “เขาค้อ” 2 วัน 1 คืน ฉบับคนทำงานประจำ [ ออกตอนค่ำไปเพื่อไปดูทะเลหมอกตอนเช้า ]

เค้าบอกว่านอนเขาค้อหนึ่งคืน อายุยืนหนึ่งปี บางทีคำพวกนี้ก็เป็นคำที่พูดขึ้นมาเก๋ ๆ ให้ดูน่าเที่ยวน่าไป และชวนให้เราไปสัมผัส แต่เชื่อไหมว่าการไปเขาค้อทุกครั้งของไม ไปทีไรก็ติดใจทุกที และการเดินทางไปเขาค้อของไม ไม่เคยไปแบบปกติเลย เพราะออกกลางดึกตลอด!!!!

ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุด การเดินทางไปเขาค้อคือออกห้าทุ่ม เที่ยงคืนของอีกวันตลอด พูดไปพูดมาก็อันตรายเหมือนกันนะ สมัยก่อนคือถ้าง่วงคือจอดนอนข้างทางเลย ตอนนี้อายุใกล้เข้าเลขสาม การได้รถเช่าพร้อมคนขับเก๋ ๆ สักคัน ก็คงทำให้ทริปของเราสบายขึ้น

อ่ะ ขายของเลย ทริปนี้เราใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับของ True Leasing เป็นรถ Benz รุ่น Sprinter ที่รองรับได้สูงสุดถึง 15 คน พวกเราไปกัน 7-8 คนคือสบายเลยอ่ะ ภายในตัวรถคือกว้างขวางมาก ใหญ่ โต มโหฬาร มีเบาะพร้อมโต๊ะนั่งพูดคุยธุรกิจกันชิล ๆ 

เดินทางตอนกลางคืน มีคนขับ คน เพื่อความปลอดภัย ภายในมีเครื่องดื่มบริการตลอด 24 ชั่วโมง น้ำเปล่านี่เบิกได้เรื่อย ๆ กาแฟก็ไปจัดการได้เองแบบสด ๆ มีชั้นวางของด้านบนที่พอเหมาะพอเจาะ มีเต้าเสียบชาร์จแบตฯ โทรศัพท์ ปลั๊กเสียบไฟสามตา คือมีพร้อมเหมือนอยู่บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม​ Call​ Center​ 1279 หรือ www.trueleasing.co.th ได้เลย

ซึ่งถ้ามองจากด้านนอกคือใช้คำว่าทุกคนต้องเหลียวตามองอ่ะ เพราะหรู หรา อลังกาลมากแม่ ในไทยไม่ค่อยมีคนใช้ คนข้างนอกมองไม่เห็นคนข้างในนะจะ บอกก่อน แล้วคือคนข้างในมองวิวได้แทบจะ 360 องศา เพราะกระจกกว้างรอบด้าน 

พูดถึงเรื่องราคาบอกเลยว่าคุ้มสุด ๆ​ One​ day trip เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ​ วันละประมาณ​ 14,000 รวมน้ำมัน​ ทางด่วน​ ที่จอดรถ​ วิ่งได้ 12​ชั่วโมงต่อวัน สิ่งอำนวยความสะดวกก็อย่างที่พูดมาทั้งหมดด้านบน การแต่งตัวของพนักงานและการบริการคือเหมือนอยู่โรงแรมบอกเลย และฟังทางนี้ ใครที่ใช้ Black Card หรือ Red Card ของ True รับส่วนลดสูงสุดไปเลย 25​% เราว่าเราขายพอละ อ่ะ ตัดไปที่ทริปต่อ

DAY 1: BKK – KHK

จาก กทม. มาถึงเขาค้อ ก็เช้าพอดีครับ ถนนหมายเลข 12 ยังเป็นถนนที่สวยที่สุด และขับสนุกที่สุดสำหรับผมในประเทศไทย วิวสวย โค้งเยอะ ถนนกว้าง ถ้าดริฟได้กูดริฟเลย ๕๕๕

อ่ะ ๆ จุดแรกห้ามพลาดก็คงหนีไม่พ้นสะพานชมวิวเขาค้อนี่แหละ และช่วงที่เราไปคือหมอกลงพอดี สวยงามมาก อิจฉาคนที่อยู่ที่นี่สุด ๆ

   

อาหารเช้าห้ามขาด ต้องบอกว่าคนที่มาที่นี่ห้ามลืมอุดหนุนพี่ป้าน้าอาที่มาตั้งร้านขายอาหารด้านหลังด้วยนะ การไปเที่ยวของเราจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมือ เงินมันหมุนเวียนเข้ามาสู่มือชุมชนโดยตรงนี่แหละ อร่อย ไม่อร่อย ดังไม่ดัง สิ่งนี้ก็คือการให้กำลังใจกัน 

และรสชาติอาหารมื้อนี้ ก็ไม่ได้แย่ ป้า ๆ น้า ๆ ใจดี กันทั้งหมด ยังไม่ทันไรทริปนี้ก็เปื้อนรอยยิ้มกันตั้งแต่เช้าเลย จะไม่ให้กลับมาที่เขาค้ออีกได้ยังไง ไหนพูด!!!!

จริง ๆ เขาค้อมีสถานที่ท่องเที่ยวด้านบนอีกเยอะเลยนะ แต่ก็ต้องเบรคตัวเองไว้ เพราะที่ที่เราไปพัก มีกิจกรรมภายในตัวรีสอร์ทเยอะกว่านนั่นเอง แต่ก่อนไปรีสอร์ทอยากจะพาเพื่อน ๆ ไปแวะทุ่งกังหันลมเขาค้อเสียหน่อย โดยส่วนตัวแล้วเราชอบ ๕๕๕๕

ก็ไม่ขนาดนั้น บังเอิญทริปนี้ชวนน้องมีน The Voice มาเที่ยวด้วย แล้วน้องบอกว่า ไม่เคยมาเขาค้อ ก็พาเก็บจุด Highlight กันหน่อย อ่ะ บรรยากาศที่นี่จะเป็นยังไง ไปดูกัน…

ต้องบอกว่า จากเขาค้อลงมาถึง ภูแก้วรีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค เพียงไม่กี่นาทีเอง คือเรียกได้ว่าอยู่ใกล้กันเลยล่ะ เห้ย… แป็บ เล่าข้าม ก่อนไปที่พัก เราไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกันมาก่อน อ่ะส่งตัวแทนเข้าไปดู คนเยอะเหลือเกินพี่น้อง

ก็ที่เรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว” ก็เพราะมีภูเขาสูงใหญ่ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม บนยอดเขาจะมีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ชาวบ้านเวลาสัญจรไปมาแล้วเห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา เลขเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” นั่นเองจ้าาา

 

อ่ะ ๆ กลับมา ๆ จริง ๆ วัดนี้ตอนเช้าสวยมากเลยนะ มันจะมีจุดชมวิวจุดหนึ่งที่มีคาเฟ่ด้านบน สามารถขึ้นไปดูวิวด้านบนได้ ถ้ามีโอกาสและเวลาเหมาะ ๆ ก็อยากจะไปจริง ๆ แต่ว่าที่พักเราก็มีจุดชมวิวที่เรียกว่า “ ภูแก้ว พีค “ ที่พีคสมชื่อเค้าอีกล่ะ อ่ะ ว่าแล้วก็เข้าไปดูที่พักกันเลย

ที่พักเหมือนเราหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่งของเขาค้อครับ เป็นหมู่บ้านตากอากาศที่ไม่ได้เหมือนอยู่ในประเทศไทยเลย บ้านจะเป็นหลัง ๆ ซ้อนกันตามหุบเขา มีแม่น้ำ หมอก ป่า ไม้ เสียงนกร้อง โหหหห… โคตรดีย์ อ่ะ ก่อนที่จะไปเล่นกิจกรรมของทางรีสอร์ท เราไปทานอาหารของที่นี่กันก่อนเลย

 

อาหารที่นี่ต้องบอกว่าหลากหลาย และรสชาติเลิศมาก ๆ คือจริง ๆ แวะคาเฟ่อื่มชากาแฟกันมาแล้วนะ แต่ที่นี่คืออร่อย จนต้องเรียกพ่อครัวมายกนิ้วให้เลย นิ้วไรอ่ะ นิ้วโป้งายยยยย ๕๕๕๕ เออ อร่อยจริงเว้ย ไปดูหน้าตาอาหารกัน

ซึ่งเมนูที่ผมชอบ ก็จะเป็นตัว หัวกุ้งเอามาผัดน้ำมะขาม ต้มยำทะเล ขาหมูเยอรมัน แกงเขียวหว… สัส!!! ที่มึงพูดนี่คือจะครบทุกเมนูละ นะ ก็เอออออ… แม่งอร่อยหมด ๕๕๕๕๕๕

กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่ อ่ะน้องมีน มานี่ พี่จะป้อนนนนนนนนน!!!!

กลับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สักแป็บ แล้วเรียกรถมารับไป Adventure Park เลย ต้องเกริ่นก่อนว่าที่นี่ เวลาจะไปไหนมาไหน จะมีรถสองแถวของที่พัก มารับเราตลอดครับ สบายมาก และแล้ว ก็มาถึง Adventure Park สักที

บอกก่อนเลยว่า Adventure Park ที่นี่ มีเครื่องเล่นเยอะมาก มีของเด็ก ๆ ด้วยนะ พ่อแม่ ปู่ย่า น้าอา สามารถมาหลาน ๆ มาพักที่นี่ได้เลย ห้องพักก็ราคากำลังดี เหมาะสมกับราคา แต่ส่วนของเราเด็กโต ขอไปเล่นอะไรที่ทำให้อะดีนาลีนมันหลั่งหน่อยแล้วกัน เริ่มจากตัวนี้เลย

Zip Line 150 meters บ้าบอมากกกกกกกก เคยเล่น Zip Line มาหลายที่ ขอดูถูกที่นี่ก่อนเลยว่าไม่สนุก ตอนแรกว่าจะไม่เล่น แต่พอได้เล่นเท่านั้นแหละ อีเหี้ยยยย!!! เร็วจัด ๕๕๕๕ ที่สำคัญคือโรยตัวเหนือน้ำด้วย อันนี้แนะนำเลย สนุกมาก ไม่น่ากลัวด้วย

อย่างที่สองจะพาเพื่อน ๆ มาเล่น Giant Swing กัน อันนี้ดูภายนอกธรรมดา แต่ก็ทำให้คนข้าง ๆ ผมฉี่ราดมาแล้วนะ ๕๕๕๕๕ บ้าบอ น้องมีนมันกลัว ร้องตะโกนจนตาแฉะเลย อันนี้ดี Recommend

มาต่อกันทีปีนผาจำลองแข่งกัน ใครตีระฆังด้านบนได้ก่อน ชนะ ซึ่ง ก็มีคนที่ปีนไปถึง และก็มีคนที่ไปไม่ถึงนั่นแหละ ต้องบอกว่าพนักงานที่นี่เค้า Safety ดีมากนะ ทำให้เราคลายกังวลได้ดีจริง ๆ และไม่ใช่เฉพาะพนักงาน แต่เครื่องเล่นของเค้าก็ผ่านมาตรฐาน และมีคุณภาพทุกฐานเลย

มาต่อกันที่ Slider ที่เหมือนจะเด็กน้อย แต่เปล่าเลย สนุกมาก เค้าทำช่อง Slider แล้วมีสารเคลือบที่ทำให้เมื่อผ้าที่เรานั่งมาสัมผัส มันลื่นไหลเร็วมาก เหมือนเราเล่นที่สวนน้ำเลย แต่ตัวนี้เราเล่นที่กลางป่า

อ่ะ ๆ ยังไม่จบ ยังมีแข่งธนูกันด้วย ซึ่งแต่ละคนนี่คือเซียน ๆ ทั้งนั้น เค้าให้ยิงโดนเป้า แต่ยิงล้นเป้ากันหมดเลย ถือว่าสุดยอด แถวบ้านเรียกพรสวรรค์ ก็แหม่คุณครับ มันเหมือนจะง่าย แต่ไม่เลย ขอบอก ตอนเล็งนี่มือสั่นเลยนะ ใครยังไม่เคย ลองมาดู

และตัวสุดท้าย Highlight ของที่นี่ Sky Fall เป็นการขึ้นไปบนหอคอย แล้วปล่อยตัวเองลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลกที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 15 เมตร อีเชี่ยยยย ตัวเลขมันดูน้อย แต่ตอนกูอยู่บนดอยนี่ขาสั่นเลยนะ อันนี้ Recommend อยากให้มากันครับ เสียวจริง ขาสั่นเลย เพื่อน ๆ สามารถดูราคาทุกกิจกรรมได้ตามตารางด้านล่างนี้เลยครับ

หลังจากเราไปสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ Adventure Park ก็กลับไปที่พักกันครับ เพราะมีนัด BBQ กัน หลังบ้าน ต้องบอกเลยว่าหลังบ้านเราบรรยากาศดีมาก ๆ จริง ๆ ที่นี่มีบ้านหลายแบบนะ ยังไงเพื่อน ๆ ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย ภูแก้ว รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ พาร์ค

ถึงเวลานัด พนักงานก็ยกเตาย่าง และชุด BBQ มาให้เราถึงที่ครับ พร้อมกับจะช่วยปิ้งย่างให้เรา แต่เราเกรงใจครับ ให้พนักงานไปพักเลย เดี๋ยวเราจัดการกันเอง บรรยากาศดีอ่ะ ชอบ ปิ้งย่างกันหรรษาเลย ราคาเป็น SET มี 2 SET ให้เลือก ที่สำคัญคือ… รสชาติดีเลยล่ะ….

คือต้องบอกว่าฟีลลิ่งมันได้นะ แล้วคือที่นี่พอเข้ามา อากาศเค้าเย็นตลอดเลย ไม่ร้อนอะไรทั้งนั้น อาจจะเพราะที่พักเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ปกคลุมแบบครึ่งต่อครึ่ง เอ้ออ.. ลืมบอกไปเลย ตัวบาบีคิวเซ็ท เค้าแถมน้ำพีชมาด้วยล่ะ ฮ่า ๆๆๆ

นี่ตั้งแต่มาถึงเขาค้อกัน เรายังไม่ได้พักกันเลยนะเนี่ย แถมยังกินตลอดเวลาอีกด้วย ฮ่า ๆๆๆๆ อ่ะ ๆๆๆ งั้นก็กลับไปอาบน้ำกันที่ห้อง แล้วเดี๋ยวไปดูบรรยากาศภายในห้องด้วย ว่าห้องน่าพักขนาดไหน….

ก็ต้องยอมรับว่า ห้องพักของเค้าคือตกแต่งดีเกินบ้านที่จะมาอยู่กลางป่าแบบนี้อ่ะ ที่สำคัญคือเนื้อที่กว้างขวางและมี Facilities ให้แบบครบครัน ทีวี แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น จาน แก้ว ระเบียง และเตาหลังบ้านสำหรับบาบีคิว ไหนจะเฟอร์นิเจอร์ที่แต่งสไตล์ Loft เอนไปทาง Modern อีก ไม่มาไม่ได้แล้วน้าาาา…

และสำหรับราคาห้องพักในแบบต่าง ๆ เพื่อนสามารถเช็กราคาได้ตามตารางด้านล่างที่เราได้ขอโรงแรมแนบไว้ให้ได้เลย

ก่อนจะลาจากกันไป เรานัดชาบูคอลลาเจนที่เดียวในไทยไว้ครับ ต้องบอกว่า ที่นี่ เค้ามีเมนูที่ชื่อว่า ชาบูคอลาเจนด้วยนะ ที่สำคัญคือ อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก เค้าจะมีน้ำซุปมาให้เรา แล้วจะมีก้อนคอลลาเจนที่ทางเชฟทำเอง ให้เราใส่ลงไปในน้ำซุม จุดนี้คือดีมาก

ที่สำคัญอาหารเย็นมื้อนี้ก็ดีอีกด้วย ภูแก้วรีสอร์ท ต้องยกนิ้วให้เรื่องอาหารจริง ๆ อร่อยทุกอย่าง กลับบ้านไปอ้วนแน่ และนี่ก็เป็นกิจกรรมวันแรกของพวกเราครับ กลับไปใช่ว่าจะนอนนะ ไปเม้ามอยกันต่อที่ห้องอีก จะทำไงได้ ก็ห้องสวย บรรยากาศดี และคนรอบข้างบางคนก็ไม่ได้เจอกันนานเป็นปีสองปีสามปีเลย อ่ะ มีน เพลงมา

DAY 2: ภูแก้วพีค

ตื่นเช้ามาอีกที่ ก็อยู่นี่แล้วครับ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ บ้าบอมาก หลอกเล่นนะ ที่นี่คือ ภูแก้วพีคครับทุกคน ที่เม้าท์ไปเมื่อวันก่อน เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยอีกจุดหนึ่งเลย แต่ตอนที่เราไป เมฆบังและคล้ายว่าฝนจะตกอีกด้วย

แต่ก็นะ ด้านบนมีจุดถ่ายรูปเพียบ ที่สำคัญยังมีภูแก้วคาเฟ่ ที่มีของทานเล่นและเครื่องดื่ม อร่อย ๆ ให้เราทาน อย่างจุด Combo Set Snack และ Strawberry Smoothies ที่ผมสั่งอยู่นี่ด้วย คือฟินสุด

พูดยังไม่ทันขาดคำ ฝนก็ตกลงมาจริง ๆ แต่การที่ฝนตก ก็ทำให้ที่นี่สวยงามไปอีกแบบ โห… สองวันหนึ่งคืนของเราสำหรับเขาค้อและภูแก้วรีสอร์ทก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ ยังไม่อยากกลับเลยเอาจริง ๆ อยากอยู่กินชาบูคอลาเจนต่อ ๕๕๕๕๕๕๕

และนี่ก็เป็นทริป กิน เที่ยว เล่น ง่าย ๆ วัน คืน ที่ทุกคนสามารถตามรอยได้จริง ไม่อิงนิยาย สำหรับเรารถของ True Leasing ทำให้เราประทับใจในการเดินทางครั้งนี้มาก ถือเป็นอีกประการณ์ใหม่เลย ที่ได้ลองใช้รถไสตล์นี้ คาดว่าจะมีทริปต่อไปชัวร์

และในส่วนของภูแก้วรีสอร์ท ที่แต่ก่อนได้แค่ขับผ่าน คงไม่ได้ใช้คำนั้นอีกต่อไป เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้เข้าไปพัก ก็จะเข้าไปทานอาหารเที่ยง หรืออาหารเย็นที่นี่แน่นอน เรามาพิสูจน์แล้วว่ารสชาติเยี่ยมจริง ๆ และถ้ามีเวลาก็คงจะไปเล่น Giant Swing หรือขึ้นไปชมวิวที่ “ภูแก้ว พีค” อีกเป็นแน่

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีแพลนจะมาเขาค้อ ถ้าไม่อยากกางเต้นท์น้อย ก็ลองมาพักที่ภูแก้วรีสอร์ทได้นะครับ ไมขอคอนเฟิร์มว่าเป็นอีกที่พัก ที่จะทำให้เพือนหลบหายไปจากสิ่งรบกวนจิตใจได้ไม่มากก็น้อย แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม

-ไม 

Road Trip อุดร – หนองคาย – บึงกาฬ 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 2,000 บาท (ไม่รวมตั๋วบินจาก กทม.)

Road Trip อุดร – หนองคาย – บึงกาฬ 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 2,000 บาท (ไม่รวมตั๋วบินจาก กทม.)

ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นกับภาพวิวหรือสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยมานานมากแล้ว จนกระทั่งทริปนี้แหละ ทริปที่เป็นจังหวัดที่ทำให้ข้อสอบสมัยประถมผมเปลี่ยนจากที่จะต้องกาข้อ ก. เป็น ข. เพราะจากคำถามที่ว่าประเทศไทยมีกี่จังหวัด คำตอบของคำถามมันเปลี่ยนไป จากที่จะตอบ 76 ตอนนี้ต้องเปลี่ยนไปเป็น 77 เสียแล้ว

ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงทริปบึงกาฬเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาของผม ทริปนี้สุด ๆ เลย เพราะเป็นทริปที่ค่ำไหนนอนนั่น แต่ก็จะสดแบบ 100% ไม่ได้ ก็ต้องมีการจองล่วงหน้าก่อนบ้าง แต่ก็จองแต่ของสำคัญ อย่างเช่น Flight บิน รถเช่า

แผนการเดินทางทริปนี้ของเราวางไว้ลวก ๆ ครับ

DAY 1

  • ถ้ำดินเพีย
  • วัดป่าภูก้อน
  • นอน อ.สังคม

DAY 2

  • วัดผาตากเสื้อ
  • ภูทอก
  • นอนนอกเมือง อ.บึงกาฬ

DAY 3

  • ภูสิงห์ (หินสามวาฬ)
  • น้ำตกเจ็ดสี
  • น้ำตกถ้ำพระ
  • น้ำตกตาดเนินสวรรค์
  • โบถส์บัวลอยน้ำ

นี่คือแผนที่วางไว้ง่าย ๆ ถ้ำฟีลได้ ก็อยู่ต่ออีกสักคืน แต่หากแรงเหลือ ก็บินกลับคืนที่ 3 ได้เลย เช็คเวลาแล้ว ยังไงก็ทัน เพราะช่วงหินสามวาฬ เราตั้งใจจะตื่นตีห้าไปดูทะเลหมอกตอนเช้า

สำหรับตั๋วเครื่องบิน ทริปนี้ต้องบอกว่า VietJet เค้าจัดหนักจริง มีโปรหลักสิบหลักร้อยบาทเอามาล่อจนเกิดทริปนี้จนได้ บวกลบค่าภาษีน้ำมันและสนามบิน ก็อยู่ในราคาหลักพันต้น ๆ ถือว่าดีเลยทีเดียว

จาก กทม. ไปบึงกาฬ ใช้เวลาไม่นานครับ ราว ๆ 1 ชม. พี่ ๆ พนักงาน VietJet บริการดีมาก ทั้งกราวน์ ทั้งบนเครื่องเลย รวมไปถึงที่นั่งของ VietJet ก็นั่งสบาย ภายในห้องโดยสารสะอาด ไม่มีกลิ่นรบกวนครับ

จริง ๆ VietJet ก็มีหลายรูทแล้วนะที่เปิดหลังเหตุการณ์โควิด ที่สำคัญจัดราคาโปรยาว ๆ เลยช่วงนี้ เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ https://www.vietjetair.com/Sites/Web/th-TH/Home เอาล่ะ จองตั๋วบินได้แล้ว ต่อไปก็ต้องเป็นรถเช่าสินะ

รถเช่าหลายคนน่าจะรู้ ว่าผมเดินทางกับ AVIS แทบจะทุกที่ทั่วโลกครับ จริง ๆ เป็นคนชอบสีเขียว แต่พอเป็นรถเช่า ฟีลมันบอกว่าสีแดงเหอะ อาจจะเพราะว่า หาง่ายด้วย เวลาลงเครื่องแล้วต้องหาที่สนามบิน

AVIS เป็นอีกแบรนด์ที่มาตรฐานสูง แต่ราคาย่อมเยา ที่สำคัญ มีรถหลากหลายประเภทให้บริการ และแทบจะมีรถเช่าให้ทุกพื้นที่ครับ อย่างทริปนี้ มากันสี่คน ราคาเริ่มต้นของ AVIS ต่อวันอยู่แคหลักร้อยไม่เกินพันบาท ใครจะอดใจไหว

ที่สำคัญ พนักงานดูแลดีครับ หลักการง่าย ๆ ที่ห้ามพลาดสำหรับจองรถเช่า คือห้ามลืมบัตรเครดิทเพื่อวางมัดจำรถนะครับ อันนี้สำคัญ ส่วนบัตรใบขับขี่อันนี้ก็ควรจะรู้กันดีนะครับว่าต้องนำติดตัวไปด้วย เอาล่ะ แค่ 2 อย่างที่ต้องจองสำหรับทริปนี้ ผมว่าโอเคแล้ว ที่เหลือ เราไปตายเอาอาบหน้ากัน

DAY 1: BKK – UDON

นี่คือครั้งแรกที่ผมบินมาลงอุดรครับ ผิดคาด เพราะผมคิดว่าอัดรธานี จะเป็นเมืองที่ใหญ่กว่านี้ พอบินลงมาปึ้บ ก็ไปรับรถ และขับเข้าเมืองไปทานข้าวเที่ยงเลย เพราะหิวมาก และพอทานข้าวเสร็จ ก็รีบขับรถต่อไปถ้ำดินเพียงทันที

ถ้ำดินเพียง

ถ้ำเดินเพียงคือถ้ำหินทรายใต้ดินครับ เป็นถ้ำที่มีเรื่องเล่าขานกันมาสองเรื่อง เรื่องแรกเล่าว่า เป็นช่องทางที่พระภิกษุผู้ฝึกตนจากเมืองเวียงจันทร์ ใช้ข้ามผ่านแดนใต้น้ำโขงมาฝั่งไทย และเรื่องที่สองเล่ากันว่า เป็นเส้นทางระหว่างโลกมนุษย์และโลกบาดาลของพญานาค (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)

หน้าถ้ำจะมีศาลให้กราบไหว้และบนบาน ซึ่งในส่วนนี้จะต้องจุดธูปตามดอกที่กำหนด และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอเข้าถ้ำก่อน และถ้ำดินเพียงแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัดถ้ำศรีมงคลครับ

ค่าบริการที่นี่คือการช่วยชุมชนครับ เราจะไปกี่คนก็ได้ เสียค่าบริการนำทางให้ชุมชนผู้อาสาเพียงกรุ๊ปละ 100 บาทเท่านั้น ซึ่งการนำทางของชุมชนลงถ้ำ จะใช้เวลาราว ๆ 30 นาที และภาพต่อจากนี้ คือถ้ำดินเพียง หวังว่าภาพที่ผมถ่ายจะอธิบายทุกอย่างให้ทุกคนได้เห็นภาพนะครับ

วัดป่าภูก้อน

วัดป่าภูก้อน เป็นอีกวัดหนึ่งที่ผมอยากจะไปมาก เห็นหลายคนไปได้รูปสวย ๆ มาเต็มเลย แต่อย่างว่าครับ GPS google map พาเราไปทางลัด ลัดจนหลงทาง จนต้องวนรถกลับแล้วกลับเล่าสองสามรอบ ผลที่ได้คือ ไปไม่ทัน วัดปิด

แต่เอาน่า… มารู้จักวัดป่าภูก้อนคร่าว ๆ กัน วัดป่าภูก้อนเนี่ย สร้างบนรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย เกิดขึ้นจากพุทธบริษัท ที่ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย และเพื่อตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการรักษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ต้นน้ำลำธาร สัตว์ป่า และพรรณไม้นานาพันธุ์ ให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยคู่กับแผ่นดินไทยนั่นเอง

เราขับลงมาจากวัดป่าภูก้อนด้วยกำลังที่อิดโรยครับ แตะระหว่างทางดันหันไปเจอคาเฟ่เก๋ ๆ ริมทางกลางทุ่งหน้า เลยแวะเข้าไปถ่ายภาพสวย ๆ และสั่งอาหารทานกันที่นี่เลย

ที่นี่คือ ” สถานนีปลายนา ” นะครับ นอกจากบรรยากาศจะสวยแล้ว รสชาติอาหารยังโอเคด้วยนะครับ เสียดายที่เรามีเวลาน้อย ไม่งั้นคงได้นั่งนอนยาวกว่านี้ เราบิลเสร็จก็ใช้ Booking.com ในการหาที่พักเดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งก็ได้ที่พักใน อ.สังคมในราคานอนรวมกันห้องเดียว 650 บาท เก๋ ๆ ไป เอาล่ะ พรุ่งนี้เดี๋ยวต้อนตื่นตีห้าไปชมทะเลหมอกกัน คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

DAY 2: หนองคาย สู่บึงกาฬ

เช้านี้เป็นอีกวันที่ผมตื่นเต้นมาก ๆ เพราะลุ้นว่าจะได้เจอทะเลหมอกไหม และด้วยความที่เคยไปเดินสะพานกระจกที่จางเจี่ยเจี้ย ประเทศจีน ก็อยากจะรู้ว่าที่ไทยเนี่ย มันสวยงามเท่าบ้านเค้าหรือเปล่า ว่าแล้วก็ปลุกเพื่อนก่อนเลย

มึงก็โม้ไป เพื่อนปลุกมึงเว้ยยยย ก็แหงล่ะ เมื่อคืนไปดื่มกันริมโขง ร้านหมูกระทะ แล้วต่อกันที่หม่าล่า กลับมาดึกเลย อ่ะ เอ่าเป็นว่า ตื่นปึบล้างหน้าหน่อย พอให้ตื่น ๆ แล้วขับออกจากที่พักเลย

โหหหห… นี่มันคล้ายเชียงคานเลยนะเนี่ยที่นี่ ระหว่างทางมีหมอกตลอดทางเลย ใช้เวลาราว ๆ 15-20 นาที ก็ถึงวัดผาตากเสื้อแล้วครับ ซึ่งวัดผาตากเสื้อจะมีจุด Highlight อยู่ 2 จุดด้วยกัน

จุดแรกจะเป็นลาดหินธรรมชาติข้างกุฏิ เป็นลานหินที่ยื่นออกไปตรงหน้าผา มองเห็นวิวทิวทัศน์ทั้งฝั่งไทย และฝั่งลาว เห็นแม่น้ำโขงที่ถูกไหลรวมกันจากแม่น้ำสองแห่งซึ่งไม่ทราบชื่อ หมอกลอยเบาขึ้นมากระทบหน้า ฟินสุด ๆ

ในจุดที่สองจะเป็นสะพานกระจกรูปตัวยูที่ใครหลายคนเคยเห็นผ่านมาแล้ว แม้ว่าของจริงจะดูเล็ก ๆ แต่พอได้สัมผัส ก็ทำเอาเสียวเหมือนกันนะ โดยรวมแล้วดูดีครับ ได้วิวสวย คุ้มค่าแก่การไปแวะเวียน

ในส่วนวัดผาตากเสื้อเนี่ย ก็จะเป็นวัดประจำ อ.สังคม จ.หนองคาย ที่เหล่าชาวพุทธล้วนเข้ามาทำบุญไหว้พระทุกวัน รวมถึงทุกวันสำคัญด้วย บนวัดสะอาดสะอ้าน สบายตา เหมาะสำหรับทำจิตใจให้ร่วมเย็น ใครอยากทำบุญรักษาศีล หรือจำวัดเจริญภาวนา แนะนำที่นี่อีกที่เลย

เช้านี้ต้องบอกว่าอิ่มมาก อิ่มบุญ? เปล่า นี่ยังไม่ได้เข้าวัดไปกราบไหว้เลย เมื่อแต่ถ่ายรูปหมอก พอดูเวลาอีกที เดี๋ยวจะเดินทางไม่ทันแล้ว เราต้องรีบเดินทางจาก หนองคาย ไปภูทอกครับ ซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงเศษเลย กลับที่พัก เก็บของ ร่ำลาเจ้าของห้องพัก แล้วล้อหมุนทันที

ระหว่างทางก็มีหิวบ้าง ใช้ Google Map Search ร้านอาหารที่ใกล้ฉันที่สุด ไปเจออยู่ร้านหนึ่งชื่อแปลกครับ “ ลาบเป็น Off Road “ บ้าบอกมากแม่ จอดอย่างเร็ว และรสชาติอาหารก็ไม่ทำให้เราผิดหวังครับ โคตรอร่ยอ กล้าใช้คำนี้เลย ไป 4 คน สั่งอาหารกินกัน 10 กว่าจาน ราคาเบ็ดเสร็จอยู่ที่พันต้น ๆ ตกจานละ 100 บาท อิ่มยาวไปมื้อนี้

คาดว่าคงถึงครึ่งทางแล้วล่ะ ตอนที่จอดแวะทานอาหาร และไม่นานนัก เราก็ได้เห็นเทือกเขาทรายที่ทอดยาวระหว่างทาง จนถึงจุด ๆ หนึ่งที่เขานั้นหายไป แต่โผลเขาอีกลูกก้อนใหญ่ที่ยืนอยู่โดดเดี่ยวขึ้นแทน

ใช่ละครับ เราเดินทางมาถึงภูทอก ในเวลาที่ทันเวลาพอดี นั่นก็คือ 4 โมงเย็น เอาล่ะ ในรีวิวที่อ่านมา จะต้องใช้เวลา 5 ชั่วโมงในการชมทุกจุดบนภูทอก แต่วัยรุ่นอย่างเรา ขอ 2 พอ แล้วก็ไม่รอช้าครับ ไปดูวิวแต่ละชั้นกันเลย

เบื้องต้นต้องแจ้งก่อนว่า ภูทอกเป็นวัดครับ และเป็นสถานี่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ ในจุดนี้เองที่ขึ้นชื่อว่าภูทอก เป็นเพราะว่า ทอก แปลว่า Alone ครับ แล้ว Alone แต่ว่าลำพังครับ นั่นหมายความว่า เป็นภูที่เสร่อขึ้นมาตัวคนเดียว โดยที่ไม่มีใครอยู่รอบข้างเลย

ทั้งภูมีอยู่ 7 ชั้น แตจ่ละชั้นก็จะแตกต่างกันไปในเรื่องของวิวครับ โดยจุดที่สวยเริ่มมีสะพานไม้ที่ขนาบไปกับหน้าผาจะเริ่มที่ชั้นสาม ไปดูภาพกัน

ชั้นสี่ก็จะมีฤาษี มีทางเดินริมผาและจุดชมวิวให้ได้หวาดเสียวกันครับ ซึ่งในจุดบางจุด ต้องบอกก่อนว่าค่อนข้างอันตราย ด้วยความว่าโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ มีบางจุดกระดก และไม่ถูกขันแน่นนะครับ จากชั้น 3 มาชั้น 4 มีสองทางขึ้น

พอชั้น 5 ก็จะเป็นจุดที่สวยงามอีกจุดที่ผมชอบเลย ซึ่งชั้น 5 จะมีกุฏิของพระสงฆ์อยู่ข้างบน และมีทางเดินริมผาที่สวยมาก ๆ ชั้น 5 เป็นชั้นเดียว ที่มี สะพานเดินริมผารอบภูครับ

ขึ้นมาชั้น 6 ชั้นนี้คือวิวสวยครับ เพราะจะเห็นภูน้อย ๆ ที่ยื่นออกไป มีโครงสร้างประมาณว่าเป็นที่ปฏิบัติธรรมด้วย สวยครับ เอาจริง ขึ้นมาชั้น 6 ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไปดูชั้น 7 กัน

ชั้น 7 จะเป็นจุดชมวิวที่ดูพระอาทิตย์ตกครับ ใครใคร่อยากขึ้น ขึ้น ใครไม่ไหว แนะนำให้รีบลงไปครับ เพราะพออาทิตย์ตกดิน ข้างบนจะมืดและอันตรายมาก จริง ๆ ภูทอก ก็เปิดให้เข้าชนได้ถึง 18:00 น. เท่านั้นครับ

ผมนี่อิ่มกับวิวที่นี่จริง ๆ เพราะที่นี่ เป็นอีกจุดที่ทำให้ผม พาตัวเองมาที่บึงกาฬแห่งนี้ ว่าแล้วก็ไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานในเมือ… เห้ย!!! ยังไม่ได้หาที่พักเลย เอาเป็นว่า ขออนุญาตไปหาที่พัก ทานข้าว แล้วรีบเข้านอนก่อนนะครับ เพราะพรุ่งนี้ เป็นอีกหนึ่ง Highlight ที่ไม่ควรพลาด แต่ต้องตื่นเช้าหน่อย นั่นก็คือ ตี 5 ครับ ๕๕๕๕๕

DAY 3 บึงกาฬคือโคตรพีค!!!

ตื่นตี 5 วุ่นวายไปหมด เพราะต้องรีบเก็บของออกไปพร้อม Check out เลย วันนี้ทั้งวันเรามีคิวเยอะมากครับ ซึ่งที่แรกที่จะไป ทุกคนจะต้องชอบแน่นอน จากที่พักเราเดินทางถึงอุทยานแห่งชาติภูสิงห์ ราว ๆ 30 นาทีเท่านั้น

พอถึงเขตที่ทำการ ก็ต้องเข้าไปลงทะเบียน ซึ่งกฏกติกามีอยู่ว่า ต้องนำรถ 4 Wheels ขึ้นเท่านั้น หากไม่มีรถ ก็ต้องเหมารถของชุมชนขั้นไปครับ 500 บาทต่อคัน นั่งได้ 10 คน เรามากัน 4 คน ก็เหมาคันเดียวขึ้นกันสบาย ๆ แบบบอย ๆ และที่สำคัญ เราเป็นคิวแรกของวันนี้ครับ

ภูสิงห์ผมพึ่งรู้ว่าข้างบนมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แค่หินสามวาฬครับ ข้างบนมีจุดแวะอีก 3 จุดด้วยกัน แต่เราไปเริ่มกันที่จุดแรก หินสามวาฬก่อนเลย

จากจุดเริ่มต้นมาถึงหินสามวาฬ ใช้เวลาราว ๆ 15 นาที จอดรถ แล้วเดินเข้าไปอีก 50 เมตร ก็จะถึงหินสามวาฬเลยครับ ซึ่งหินสามวาฬเนี่ย เห็นหินทรายนะครับ รูปร่างคล้ายวาฬ เลยได้ชื่อขนานนามมาแบบนั้น แต่บางคนก็นึกถึงมันเผาอย่างบอกไม่ถูก

จุดเด่นคือจะเป็นวาฬลูก วาฬพ่อ วาฬแม่ แหวกว่ายอยู่ในทะเลครับ แต่เป็นทะเลหมอก ได้ฟีลสุด ๆ เราโชคดีที่ขึ้นไปเป็นกรุ๊ปแรก เลยได้ภาพคูล ๆ มาสวยเชียว ไปดูกันครับ

สำหรับจุดท่องเที่ยวที่นี่ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็เพียงพอสำหรับทุกจุดครับ ซึ่งจบจากหินสามวาฬ เราก็พอใจแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายจุดที่อยากให้เพื่อน ๆ แวะลงไปถ่ายรูปเล่นหน่อย เดี๋ยวจุดอื่น ๆ จะน้อยใจครับ ซึ่งนอกจากหินสามวาฬ ก็จะมีมีลานฤาษีครับ หินรูปช้าง ช่องลม และลานร้อยโบก ตามลำดับ

หลังจากนี้เตรียมตัวเปียกกันยาว ๆ เลย เพราะเราจะตะลุยน้ำตกกันครับ ภูสิงห์ ไปน้ำตกแรก ใช้เวลาราว ๆ 30 นาที เราแวะทานข้าวเช้าระหว่างทางราว ๆ 45 นาที ไม่นานก็ไปถึงน้ำตกเจ็ดสีครับ

น้ำตกเจ็ดสีเป็นอีกหนึ่งน้ำตกที่ได้ยินมานานแล้ว ตั้งแต่เปิดจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งตัวน้ำตกดูใหญ่ กว้าง ยาว สูง คูณ ½ นั่นคือสูตรสี่เหลี่ยมคางหมูสำหรับหาพื้นที่ครับ แต่ก็ไม่เกี่ยวกัน เอาเป็นว่า จ่ายค่าบัตรผ่านทางของอุทยาน แล้วลงเดินกันเลย

น้ำตกมีระยะทางราว ๆ 2 กิโลแม้วไปกลับครับ ระหว่างทางจะเป็นทางขึ้นทางลง ลุยน้ำ เดินป่า ปีนเขา ขึ้นบันได จับเชือก บลา ๆ เรียกได้ว่า ไม่ได้เตรียมใจมาทำอะไรแบบนี้จริง ๆ และพอไปถึง โห… มีเรากลุ่มเดียวอีกแล้วครับ ๕๕๕๕๕๕

ซึ่งระห่วางทางก็ต้องทิ้งเพื่อนไว้ข้างทางสองคนครับ เพื่อนไม่สู้ มันค่อนข้างที่จะเปียกหน่อย ๆ ใครไม่ได้เตรียมรองเท้าสำหรับเปียกมา ก็ขอบอกไว้ตอนนี้เลยว่า มึงเปียกแน่นอน และนี่คือน้ำตกเจ็ดสี ที่ทำให้เราตระหนักได้ว่า เราเป็นเพียงแค่สิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้จริง ๆ

น้ำตกถ้ำพระ ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมชอบที่นี่สุด ๆ ปกติเรามักจะชอบสถานที่ธรรมชาติที่คนน้อย ๆ ใช่ ไหมครับ แต่สำหรับที่นี่ เปล่าเลย ลืมกฏทุกอย่างที่เคยมีทิ้งไปเลย สำหรับที่นี่ การมีคนเยอะ ๆ คือสนุกสุด ให้ดูภาพเปิดก่อนเลย อ่ะ…

อ่า มาเข้าเรื่องกันดีกว่า นี่ก็พึ่งรู้เหมือนกันว่าการไปน้ำตกถ้ำพระจะต้องนั่งเรือเข้าไป คือตัวน้ำตกมันอยู่ในป่าแก ค่านั่งเรือเข้าไปคนละ 20 บาท ใช้เวลาราว ๆ 5 – 10 นาที จากนั้นเดินเข้าไปต่อราว ๆ 300 เมตร ก็จะเจอสวนสยามกลางป่า

และที่พีคสุดคงจะปฏิเสธการสไลเดอร์ที่น้ำตกแห่งนี้ไม่ได้ครับ คือมันมาก เล่นจนกางเกงเป้าขาดไปเลย แนะนำให้เตรียมที่แค้มปิ้งมานะ เอาเสื่อแล้วซื้ออาหารมาด้วย คือจะดีมาก พวกไก่ย่าง ส้มตำอะไรแบบนี้ ถ้ามากันเยอะ ๆ อ่ะ คือดีสุดแม่

จริง ๆ เราว่าจะกลับกันแล้วล่ะ แต่ ๆๆๆๆ ระหว่างทาง ดันไปเห็นเพื่อนโพสต์น้ำตกที่อยู่บึงกาฬ เป็นภาพใช้โดรนบินเก๋ ๆ แล้วมีน้ำไหลหล่นมาเหมือนที่โบลาเว้น ผมนี่ขับต่อไปนครพนมเลย คือเค้าอยู่ตรงเหนือสุดของนครพนม ชื่อน้ำตกตาดเนินสวรรค์ ไปดูภาพกัน

ตัวน้ำตกตาดเนินสวรรค์จะเป็นน้ำตกที่แทรกตัวอยู่กลางป่า แล้วหล่นมาจากหน้าผาสูงชันราว 70 เมตร ครับ ทางขึ้นขอบอกว่าหินพอตัว แต่ขึ้นไปแล้วคงจะได้เห็นวิวสวย ๆ 180 องศาแน่นอน สำหรับที่นี่ เราขอเก็บภาพจาก Bird Eye View ก็พอ เพราะเหนื่อยมากพอแล้วจกน้ำตกถ้ำพระ

ก่อนเข้าตัวอุดรธานี เราปักหมุดไปเก็บโบถส์ลอยน้ำกันครับ เป็นอีกจุดที่ถือว่าถ้ามีเวลาก็ห้ามพลาดนะ ที่สำคัญ ถือเป็นจุดจบทริปที่ได้ทำบุญก่อนกลับบ้านอีกด้วย ยังไงเพื่อน ๆ ห้ามพลาดนะครับ

และนี่คือสถานที่ท่องเที่ยวคร่าว ๆ และเรื่องราวทั้งหมดในทริป หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี ของพวกเรา หวังว่าเพื่อน ๆ จะสามารถนำทริปตัวอย่างของเราไปตามรอยได้ ทริปเราเอามาเล่าแบบหลวม ๆ ครับ เพื่อน ๆ สามารถแทรกบางส่วน ตัดบางตอน เพิ่มบางอย่างได้ตามไสตล์เลย แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม : )

-ไม

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่าที่พัก 2 คืน 1300 บาท

ค่าเช่ารถ 2500 บาท (3 วัน)

น้ำมัน 2000 บาท

ค่าเข้าถ้ำ 100

ค่าเข้าอุทยาน 170 บาท

ค่าเรือเข้าน้ำตกถ้าพระ 120 บาท

ค่ากิน 2,000 บาท

รวม 8,190 บาท

หาร 4 ตกคนละ 2,050 บาท

ROAD TRIP HOKKAIDO: โอตารุ – นิเซโกะ – ชิโตเซะ 6 วัน 5 คืน ด้วยเงิน 35,000 บาท [ รวมตั๋วเครื่องบิน + เน้นเล่น Snowboard ]

ROAD TRIP HOKKAIDO: โอตารุ – นิเซโกะ – ชิโตเซะ 6 วัน 5 คืน ด้วยเงิน 35,000 บาท [ รวมตั๋วเครื่องบิน + เน้นเล่น Snowboard ]

หลังจากที่เล่น Snowboard ครั้งแรกที่ New Zealand บอกเลยว่าติดใจมาก ๆ เพราะเวลาขึ้นไปข้างบนยอดเขาก่อนปล่อยตัวลงมา วิวที่เราเห็นนั่นสวยแบบมาก ๆ แทบจะทุกที่ ซึ่งแต่ละที่ แต่ละประเทศที่ไป วิวมันก็ไม่เหมือนกันซะด้วยสิ นี่เลยพยายามพาตัวเองขึ้นไปเล่น Snowboard ทุกปี ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ได้เล่น

แต่ ๆๆๆๆ พอเที่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าเล่นคนเดียวมันก็จะไม่สนุกเท่าไปกับเดอะแก๊งค์ รวมถึงอาจจะไม่มีภาพคูล ๆ ด้วย ถ้ามีเพื่อนที่เล่นเป็นไปด้วย ก็คงจะดี เพราะเหตุผลนี้เอง จึงเกิดทริปนี้ขึ้นมา ทริปที่พาเพื่อน ๆ ไปเรียน Snowboard จะใครสอนนะหรอ… ก็กูนี่แหละ!!! ๕๕๕๕

การเดินทางครั้งนี้บอกเลยว่าจัดจ้านมาก เช็คปฏิทินตารางงานตัวเองแล้วเจอช่วงวันว่าง ๆ ติดกัน 3-4 วัน เลยลาทบไปอีก 2 วันช่วงต้นธันวา ทริปนี้เราใช้เวลา 6 วัน รวมเดินทาง พาเพื่อน ๆ กว่า 14 คน รวมเราเองด้วย ไปเล่น Snowboard ที่ Niseko ประเทศญี่ปุ่น ตั๋วเครื่องบินบอกเลยว่าจัดจ้านและเฟี้ยวฟ้าวมาก กดเล่นขำ ๆ ก่อนไปราว ๆ หนึ่งเดือน เจอไปกลับของสายการบินหนึ่ง 10,000 บาท แต่ต้องไป Transit ที่ฮ่องกง มีส่วนหนึ่งจองไปก่อน เพราะพอใจกับราคานี้ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กดดูอีกทีหลังเพื่อน ๆ จองไปหนึ่งอาทิตย์ ตั๋วของสายการบินเจ้าหนึ่งตกห๊วบลงมาที่ 7,000 ไปกลับแบบรวมน้ำหนักปลาเก๋า บ้าบอออ!!!

เรานี่ปล่อยให้เพื่อน ๆ จองไปกันก่อนเลยจ้า หวังว่าได้ราคาไหนก็ราคานั่น กะเสี่ยงดวงไปเลย ว่าจะหมู่หรือจ่า อ่า.. ลืมไปเลย เราหาตั๋วเครื่องบินผ่านทาง Traveloka นะครับ เพราะแอพพลิเคชั่น หรือเว็บไซต์นี้ เค้าใช้งานง่าย ดูสบายตา กรองเวลาบิน และราคาที่เราต้องการได้อย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญ สามารถจ่ายได้หลายช่องทางอีกด้วย ทุกคนจองกันเสร็จหมดแล้ว ราคาไล่ไปตั้งแต่ 10,000 จนถึง 17,000 บาท เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ได้ครับ ว่าเราจะโดนราคาที่เท่าไหร่ แต่หลังจากที่ทุกอย่างเหมือนจะพร้อม จู่ ๆ สายการบินต้นทาง ก็มาเลื่อนตารางบินเราซะงั้น นี่ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของไมเลย ที่ทางสายการบิน เลื่อนตารางบินแบบ เปลี่ยนวันเดินทางไปเลย

ใช่สิ แพลนเปลี่ยนไปตั้งหนึ่งวัน มันกระทบกับทริปเราแน่นอน นี่ก็เลยปรึกษากับทาง Traveloka เรื่องขอ Refund เงินคืน ให้ตายเถอะ โชคดีที่สายการบินเค้าดูแลให้ และทางพนักงาน Traveloka เองก็เป็นห่วงและอัพเดทสถานะการขอเงินคืนอย่างใกล้ชิด จนตอนนี้ กลับมาจากทริปกำลังเขียนรีวิวอยู่ ผมได้เงินคืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอาล่ะ ยังไงใครจะบินไปที่ไหน Traveloka ถือเป็นอีกหนึ่ง Booking เว็บไซต์ที่ดีงาม อยากให้ตามกันจริง ๆ และมากไปกว่าจองตั๋วเครื่องบิน เว็บ Booking นี้ยังมีจองที่พัก รถรับส่ง และตั๋วกิจกรรมต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ยังไงลองกดเข้าไปดูที่ลิ้งค์นี้ได้เลย https://www.traveloka.com/th-th/

DAY 1 – COME WITH BLIZZARD

ตัดมาที่ทริปของเรา รอบนี้บอกเลยว่าเบอร์แรงมาก การบินไป Hokkaido ครั้งนี้ ใช้เวลาเร็วกว่าปกติ 1 ชั่วโมง (ปกติถ้าบินไป Chitose จะต้องใช้เวลา 7 ชั่วโมง) เนื่องด้วยลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามารุนแรงพอดี ทำให้การเดินทางทริปนี้ของเราใช้เวลาเหมือนบินไปโตเกียวคือ 6 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ไม่อยากคิดถึงตอนบินขากลับเลย ฮ่า ๆๆๆ

เราจะเล่ากันเร็ว ๆ ไม่อีดออด ไม่เล้าหลือ พอขาแตะผืนดินญี่ปุ่นปึบ บอกเลยว่า ใครไปเตรียมเครื่องนุ่งห่มมาดี ๆ ในช่วงหน้าหนาวบ้านเขากระดอต้องหดจุ๋มจิ๋มต้องเก็บกดแน่นอน เพราะหนาวในแบบที่ต่อให้อยู่บนต้นไม้ต้นที่สูงที่สุดบนดอยอินทนนท์ก็ไม่หนาวเท่า แค่เดินออกไปนอกสนามบินก็เจออุณหภูมิติดลบแล้ว (ตอนเราไป -5 องศาเซลเซียส)

การเดินทางครั้งนี้ของเรา เราจองรถส่วนตัวแบบขับเองทั้งทริปผ่านทาง TOCOOL ครับ เป็นเว็บไซต์ที่รวมรถเช่าในพื้นที่ญี่ปุ่นแบบครบทุกร้านมาไว้ในเว็บเดียว ที่สำคัญราคาถูกมาก ๆ แต่เค้าก็เก็บค่าดูแลส่วนต่างของเค้าไปประมาณหนึ่งนะ บวกลบคูณหารแล้ว ก็ยังได้ราคาดีอยู่เหมือนเดิม เราเลือกรถมา 3 แบบ เช่าไป 6 วัน หารกัน 14 คน ตกคนละ 3,000 บาทตลอดทั้งทริป คือคุ้มเว่อร์

เอาจริงคือราคานี้ มันเทียบกับราคาตั๋วรถไฟ หรือบัสไม่ได้หรอก แต่เรื่องความสะดวกสบาย จะไปไหนก็ได้ บวกกับไม่ต้องยกกระเป๋าเวลาเปลี่ยนสถานี แล้วก็ไม่ต้องไปตากหิมะในหน้าหนาวแบบติดลบบ้านเค้า แม่งโคตรคุ้มเลย ที่สำคัญตอนนี้ เอา Code นี้ไปใช้ซะนะ “ F08YRO “ จองรถทุกอย่างตอนนี้ รบส่วนลดไปเลย 1,000 เยน ทางไปจอง >>> https://bit.ly/2sdLjRC

รถแต่ละคันที่เราเช่ามา ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นออฟฟิศรับรถจะอยู่ข้างนอกสนามบิน แบบห่างไปราว ๆ 5 กิโลเมตร แต่ไม่ต้องห่วงเลย เพราะเค้าจะมี Shuttle Bus มารับเรา คือพอเราจองเสร็จเค้าจะบอกจุดนัดพบเราเรียบร้อย ไม่ต้องห่วง ทุกวันนี้ติดต่อกันง่าย ๆ ผ่านแอพที่หลากหลาย ที่ไม่ก็โทรคุยกันไปเลย

จากสนามบินมาถึงจุดรับรถ ราว ๆ 5 นาทีก็ถึงแล้ว เอกสารที่ต้องเตรียมคือ Passport ใบขับขี่สากล และใบขับขี่ที่บ้านเรา พร้อมกับบัตรเครดิทที่ต้องวางเงินมัดจำไว้ ซึ่งเงินมัดจำก็แล้วแต่บริษัท ส่วนจะเอาประกันภัยรถไหม ก็แล้วแต่คนอีกล่ะ อย่างเรามาช่วงหิมะตก เรื่องยางหิมะ กับประกันรอยขูดขีดรอบรถคือยังไงก็ต้องเอา ฮ่า ๆๆๆๆ

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ตรวจรถ ตรวจรอย ทุกอย่างเรียบร้อย ก็เดินทางไปที่ Destination แรกของเรากันเลยครับ ซึ่งที่แรกของเราในทริปนี้ อยู่ห่างจาก Chitose ไม่ไกล ขึ้นไปตอนบนราว ๆ ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แต่ระหว่างทางนี่สิ หิมะตกตลอดเลย ทำให้รถไม่สามารถขับเร็วได้ และก็มีลื่นไหลบ้าง เป็นบ้างครั้ง

โอตารุ (Otaru) เป็นเมืองท่าในกิ่งจังหวัดชิริเบะชิ จังหวัดฮกไกโด ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครซัปโปะโระ ตัวเมืองหันหน้าออกสู่อ่าวอิชิกะริ และเป็นเมืองท่าหลักของอ่าวมาเป็นเวลานาน มีอาคารเก่าแก่ให้เราถ่ายรูปเก๋ ๆ เยอะมาก รวมถึงคลองในตำนานอีกด้วย

เอาจริง หน้าหนาวบ้านเค้า 4 โมงเย็นคือมืดฟ้าปิดสนิท บวกกับหิมะที่ตกแล้วละก็ มาถึงคือไม่อยากเดินลงไหนเลย แต่มาแล้วอ่ะนะ ก็ต้องเอาซะหน่อย อย่างน้อยไปถ่ายคู่กับแลนด์มาร์คบ้านเค้าก็ยังดี

ที่ญี่ปุ่นหาที่จอดรถข้างถนนเหมือนบ้านเรายากมาก นอกจากอยู่ในซอยแถวบ้านหรือนอกเมืองจริง ๆ ถ้าเข้ามาในเมืองเมื่อไหร่ ต้องหาที่จอดแบบเสียงเงินเท่านั้น แต่ละที่ราคาก็จะต่างกันออกไป อย่างบริเวณคอลงโอตารุนี่ก็ชั่วโมงละ 1,200 เยน ถ้าไม่เกิน 30 นาทีคิด 800 เยน

หลังจากที่ถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอจนปากแข็งเริ่มพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เดินทางไปที่พักคืนแรกของเราในค่ำคืนนี้ ซึ่งที่พักของเราจริง ๆ แล้ว มีลานสกีสำหรับเด็กอยู่ข้างหน้าที่พักเลย เอาจริง ใครที่อยากลองฝึกเล่นง่าย ๆ ก่อนมาพักที่นี่ ก็ถือว่าใช้ได้เลย เพราะราคาที่พักไม่ได้แรงมาก บวกกับรวมอาหารเช้าแล้วด้วย ถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ

ที่พักของเราชื่อ Sanroku Kan (Address: 047-0023, 小樽市, 最上2-16-18) จองไปคืนแรก 10 คน เพราะอีก 4 คนยังไม่มารวมกัน (แยกกันเดินทาง) รามเหมารวมทั้งหมด 34,000 เยน (รวม Tax 10%) ที่นอนก็เป็นแบบเรียวกัง (ปูที่นอนนอนเอง) รวมอาหาร ห้องน้ำรวม และที่พักทุกคืนของเราจองผ่าน Booking นะครับ  ลูกเพจที่น่ารักคนไหนต้องเดินทางหาที่พัก สามารถรับส่วนลด 1,000 บาทไปเลย เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท แค่นี้เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรแบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว แต่ใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้นนะ และยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป ยังไงลองดูครับ

เรามาเช็คอิน แล้วก็เอากระเป๋ามาลงไว้ที่พัก ก่อนที่จะไปร้าน Izagaya ในคืนแรก บอกก่อนว่าทริปนี้ นอกจากจะเป็นทริปเรียน Snowboard แล้ว ยังเป็นทริปเมาเบา ๆ อีกด้วย เพราะเราจะดื่มกันทุกคืนเลยครับ คืนแรกเราจะพาเพื่อน ๆ ไปเปิดตี้ที่นี่ Yakitori Daikichi (Address: 047-0023, 小樽市, 最上2-16-18)

เป็น Izagaya ที่มีพ่อลูกขายกันอยู่สองคน คุณลุงอายุ 74 ปีถ้าจำไม่ผิด เคยเป็นช่างไม้มาก่อน จนอายุเกือบเกษียณ เลยผันตัวเองมาเปิดร้าน Izagaya ซึ่งภายในร้านก็ตกแต่งด้วยตัวคุณลุงเองเลย เนื่องจากเป็นช่างไม้มาก่อน ขายกับลูกที่อายุ 42 ปี ทั้งสองคนน่ารักมาก ราคาอาหารกลาง ๆ ไม่ถูกไม่แพง แต่รถชาตินี่สิ พิถีพิถัน อร่อยสุด ๆ ไปเลย

ร้านเปิดมา 25 ปี น่าจะเป็นที่รู้จักในแถบนี้ไม่มากก็น้อย เมนูปิ้งย่างบังคับสั่งเป็นเซ็ท เซ็ทละ 3 ไม้ ราคาเริ่มต้นที่ 200 – 500 เยน เบียร์สดแก้วละ 500 เยน ดื่มกันไปพราง ๆ

เมนูเด็ดสำหรับผม คงจะเป็นเครื่องในไก่ และหนังไก่ปิ้ง รวมไปถึงเมนูหมูที่เค้าพิถีพิถันปิ้งย่างกันสุด ๆ บรรจงโรยเกลือให้ทุกไม้ เนื้อไก่และหมูทุกชิ้นถูกเสียบมาราวกับใช้เครื่องเสียบอัติโนมัติมาเสียบให้ เพราะเป็นระเบียบมาก ๆ บวกกับเบียร์ที่เสิร์ฟราวกับเอาไม้บรรทัดมาวัด ฟองเบียร์ของเบียร์ทุกแก้ว จะอยู่ที่บาร์ดาวของ Sapporo ทุกดอกไม่มีพลาด

แต่ดื่มไปดื่มมา บอกเลยว่า หมดกันไปราว ๆ คนละ 7 แก้ว พร้อมกับ ราคาปิ้งย่างที่เช็คบิลมาได้ในราคาคร่าว ๆ ที่ 2x,xxx เยน ให้ตายสิพับพา นี่มันเกือบ 10,000 บาทเลยนะเว้ย ฮ่า ๆๆๆ เอาล่ะ กลับไปคงนอนหลับปุ๋ยไม่ต้องอาบน้ำกันแน่นอน ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ

DAY 2 – I AM BACK!!! NISEKO

ตื่นเช้าด้วยความงัวเงีย เช้านี้ต้องรีบเดินทางไปที่ Niseko เพื่อที่จะไป Fitting ชุด และอุปกรณ์สำหรับเล่น Snowboard ที่จองผ่านเว็บไซต์ไว้ ซึ่งจากตัว Otaru ไป Niseko ก็ใช้เวลาราว ๆ ชั่วโมงครึ่ง แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเลย เพราะหิมะตกหนักทุกวัน

ระหว่างทางคือขาวไปหมด บางช่วงเบรคแข็ง รถเบรคไม่ได้ ทำเอาตกใจไปตาม ๆ กัน มองไปทางไหนก็ไม่เห็นวิว หิมะสีขาวถูกทาไปทั้งเมือง ซึ่งก่อนที่เราจะไปร้าน Fitting อุปกรณ์ เราจะต้องเอาของไปวางทิ้งไว้ในที่พัก่อน เพราะจะต้องเคลียพื้นที่เก็บบอร์ด และอุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่องที่พักไว้ค่อยพูดถึงตอนเย็นแล้วกัน ตอนนี้ ไป Fitting แล้วเด่วไปเรียนกันเลย!!!

ร้านเช่าอุปกรณ์สำหรับเล่น Snowboard ในเมือง Niseko จริง ๆ แล้วมีหลายร้านมากครับ มีทั้งเกรดดี เกรดไม่ดี อันนี้ก็ต้องใช้ประสบการณ์กันเอาเอง เราก็เดากันมั่ว ๆ และมาจบที่ Good Sport เพราะเป็นราคาที่คิดว่าสามารถจับต้องได้ ตีเป็นราคาไทยคร่าว ๆ ต่อวันแค่คนละ 1,000 กว่าบาทเท่านั้น

ราคาดังกล่าวเป็นแบบ Standard นะ แต่เค้าก็มีแบบ Premium ราคาก็จะแพงขึ้นไปอีก ซึ่งนี่คิดว่าลูกทีมยังไม่จำเป็น เอาให้แค่ยืนได้ ทรงตัวได้ก่อนแล้วกันในทริปนี้ ไปถึง เราก็ไปแจ้งชื่อ เพราะจองผ่านเว็บไซต์มาแล้ว เค้าจัดเตรียมทุกอย่างมาให้เราเรียบร้อยเป็นกระเป๋า ๆ คนละใบพร้อมติด tag name ของใครของมัน ซึ่งแต่ละคนความต้องการต่าง ๆ ก็จะไม่เหมือนกัน มีสิ่งแนะนำที่ไมอยากจะนำนำไม่กี่อย่างสำหรับ Snowboard นั่นก็คือ

  • ควรมีแว่นตากันแดด กันลม เพราะพอไปอยู่ในหิมะจริง จะแสบตามาก และหากหิมะตก หิมะคนเทห่าเข้ามาที่เบ้าตาเราอย่างไม่ขาดสาย เอาแว่นกันแดดส่วนตัวมาก่อนได้ หรือถ้าดีหน่อยก็เป็น Goggle
  • หมวกกันน๊อคควรมีไหม อันนี้แล้วแต่เราเลย จริง ๆ ก็มีไว้ดีกว่าแหละ เพราะเราไม่รู้ว่าตอนล้มเราจะล้มท่าไหน ป้องกันไว้ก่อน
  • ถุงมือกันน้ำกันหิมะ ต้องมี!!!

  • บูท ของสวมใส่แล้วแน่นพอดี ไม่หลวมเกินไป และแน่นเกินไป ต้องเอาไปพอดีแบบเป๊ะ ๆ สำคัญขนาดไหน สำคัญขนาดที่ไซส์รองเท้าบูทมีจุดทศนิยมอ่ะ เช่นถ้าซื้อรองเท้าบ้านเราเบอร์ 42 เค้าจะมีเบอร์ 42.5 หรือ 41.5 ประมาณนั้นเลย เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ
  • บอร์ด การวางเท้าของเราก็สำคัญ ให้เอาเท้าที่ถนัดไว้ด้านหลัง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง เท้าไม่ถนัดไว้ด้านหน้า (ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้)
  • ชุดกันหิมะ สำหรับเล่น Snowboard จำเป็นมาก ๆ อย่าเสร่อใส่แค่ถ่ายรูปสวย เพราะถ้าเล่นทั้งวัน รับรอง ร่างกายจะไม่สวยแน่

หลัก ๆ ก็จะมีแค่นี้ เพิ่มเติมอีกนิดคือ ถ้าซ้ายนำเรียก Regular ขวานำเรียก Goofy พอทุกคนโอเค ไม่ปรับเปลี่ยนอะไร ก็ไปกันเลย เพราะครึ่งวันแรกในช่วงบ่าย ไมจะสอนวิธีการใช้ทุกอย่าง การใส่ การถอดบอร์ด การลุก การเดิน คือทุกอย่างที่เป็นขั้นต้นนั่นเอง ซึ่งสำหรับวันแรกภาพเราไม่ได้ถ่ายกันเลย เพราะคิดว่าคงยังไม่ได้อะไรมาก เอาให้ทุกคนรู้ทุกอย่างก่อน ซึ่งลานสกีวันแรก คืออยู่ข้างบ้านเราเลย ขับรถไป 2 นาทีถึง นั่นก็คือ Niseko Village Area

สอนพอไปวัดไปวาครับ เพราะลานสกียังไม่เปิด ทุกคนต้องแบกบอร์ดขึ้นไป แล้วไถลงมา ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ ประมาณ หนึ่งชั่วโมง เพราะช่วงหน้าหนาวที่นั่น สี่โมงเย็นก็มืดแล้ว แต่แค่นี้ทุกคนก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน ก็พากันกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บอุปกรณ์ และไปทานมื้อเย็นกันก่อน

สำหรับมื้อแรกใน Niseko ไม่สิ จริง ๆ เป็นมื้อที่สองแล้ว แต่มื้อเที่ยงเราแวะ Lawson จัดอะไรที่มันง่าย ๆ กัน พอมามื้อใหญ่มื้อนี้ เราจัด Shabu กันเลยฮ้ะ เป็นร้านที่พึ่งเปิดใหม่เมื่อ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ชื่อ Kanpai Shabu Shabu Buffet บอกเลยว่าร้านสวยมาก แต่พนักงานยังงง ๆ เอ๋อ ๆ อยู่ และที่สำคัญ พูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้

น้ำซุปเองมีให้เลือกหลายแบบ เราเลือกเป็น Sukiyaki กับ Hot Spicy หรือแถวบ้านเรียกหมาล่านั่นเอง แต่กลิ่นก็ไม่ค่อยหม่าล่าเท่าไหร่ ทุกอย่างโอเคดีครับ ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ร้องว้าว เนื้อดี แซลมอนดี แล้วก็สามารถตักอาหารในไลน์ Buffet ทานได้

ราคา All you can eat ต่อคนตกคนละ 5,000 เยน ทานได้ชั่วโมงครึ่ง และถ้าเป็น All you can drink จะต้องจ่ายแยกที่คนละ 2,500 เยน แต่คิดว่าไม่น่าไหว เลยเอาแค่ Soft Drink หัวละ 500 เยนเท่านั้น

กินกันเต็มอิ่มก็แวะ Lawson แล้วซื้อของกลับบ้านมากินกันครับ อย่างที่รู้ว่าเอาจริง ๆ ของใน Lawson ก็ไม่แย่เลย คืนแรกเรายังมากันไม่ครบครับ มี 11 คน ที่มาถึงก่อน อีก 2 คนบินตามมาและถึงตอนดึก ๆ ส่วนอีกหนึ่งคน จะขับรถตามมากจาก Hakodate ในวันพรุ่งนี้

คืนนี้บอกเลยว่าถือเป็นการ Re-skill ตัวเอง และสอนเพื่อน ๆ ไปในตัวได้อย่างราบรื่นเลยทีเดียว แต่พรุ่งนี้แหละ ที่เราจะไปพื้นที่จริง หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น และทุกคนสามารถทรงตัวได้ สำหรับคืนนี้ ราคตรีสวัสดิ์ครับผม หิมะตกแรงมาก!!!

DAY 3 – 1st DAY OPEN SKI AREA IN NISEKO

วันนี้ขอมาพูดถึงเรื่องที่พักกันบ้าง เพราะเราต้องอยู่ที่นี่ถึง 3 คืนด้วยกัน ที่พักของเราอยู่ในโซน Niseko Village ชื่อ Higashiyama  เป็นบ้านหนึ่งหลังที่มีกว่าสิบห้องนอน เราพักกัน 4 ห้องนอน นอนกัน 14 คน ตัวบ้านมีห้องอาบน้ำ ห้องเก็บอุปกรณ์ ครัว และก็ห้องสำหรับทานข้าว มีโถวใหญ่ให้ได้นั่งคุยชิลเอ้าท์กัน ที่พักรวมอาหารเช้าอย่างง่ายอย่างคอนเฟล็กซ์ และขนมปัง

เป็นที่พักที่โดยส่วนตัวผมชอบนะ เพราะเหมือนได้มาอาศัยเป็นคนเมืองนี้จริง ๆ ทุกเช้าตื่นมาจะเห็นรถตัวเองถูกหิมะถมจนจำไม่ได้ ต้นสนจากสีเขียวก็ถูกปกคลุมด้วยสีขาวจากหิมะทั้งต้น เป็นการใช้ชีวิตอยู่ใน Niseko ที่สมกับซื้อตั๋วเครื่องบินหนีร้านมาที่นี่จริง ๆ

สำหรับที่พักที่นี่ราคาถือว่าถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับโซน Yamada เพราะเราอยู่กัน 14 คน 3 คืน จ่ายไปเพียง 130,000 เยน เท่านั้น ตีเป็นเงินไทย หารกันแบบหลวม ๆ ตกต่อคืน คนละ 1,000 บาท เท่านั้นเอง ให้ตายเถอะ ถ้าเทียบกับไทยเหมือนไปพัก Hostel คืนละ 300 บาท อะไรประมาณนั้น

จากที่พัก เข้าไป Hirafu ก็ไม่ได้ไกลหรือใช้เวลานานเลย ราว ๆ 10 นาที ก็ถึงแล้ว และเช้าวันนี้ เราจะมา Re-Skill และสอนเพื่อน ๆ กันต่อที่ลานสกี Grand Hirafu ครับผม

วันนี้ต้องบอกก่อนว่า เป็นวันเปิดวันแรกของลานสกีที่นี่ รถจอดกันพรึ้บ!!! พร้อมกับหิมะที่ตกมาอย่างไม่ขาดสาย จริง ๆ ที่นี่มีโรงเรียนสอนด้วยนะ แต่ขอกระซิบไว้ก่อนเลยว่าแพงมาก แล้วก็มีอัปกรณ์ให้เช่าถึงที่ด้วย เรื่องราคาไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ถือว่าโอเคพอตัว สำหรับมือใหม่

เราซื้อ 5 Hours for Lift ครับ ราคา 3,600 เยน ต่อคน ขึ้นลิฟท์ได้ 5 ชั่วโมง แต่หากต้องการจะซื้อแยก ก็ต้องยอมจ่ายจุดละ 900 เยน พอคิดดูแล้ว เซื้อแบบ 5 Hours ไปเลยถูกกว่าครับ

หรือหากเพื่อน ๆ จะซื้อแบบเต็มวันเลย ก็มี ราคาบวกขึ้นไปอีกไม่เท่าไหร่ แต่อย่าลืมดูฤดูกาลด้วยว่า พระอาทิตย์เค้าตกกันกี่โมง เพราะช่วงหน้าหนาว ลานสกีจะไม่เปิดตอนกลางคืน เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยนั่นเอง

ช่วงเช้าเราก็ Re-Skill กันครับ ส่วนใครเริ่มขยับ Level หน่อย ผมก็ปล่อยเลย ล้มเยอะ ๆ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนหัดเล่นครับ สำหรับ Snowboard ใจเท่านั้นครับ ถ้าใจได้ สติมา ค่อย ๆ สังเกตุสรีระตัวเองให้มันสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของบอร์ด แค่นี้ก็จะทำให้เราทรงตัวได้แล้ว

หิมะที่ Hokkaido ขอบอกว่า นุ่ม ติดอันดับโลกเลยนะครับ คือการันตีเบา ๆ เลยว่าล้มแล้วไม่เจ็บเท่าที่อื่นแน่นอน แล้วยิ่งมาช่วงที่มันกำลังตกอยู่เหมือนตอนนี้แล้วนี่นะ โหวววว เหมือนกระโดดลงไปบนอะไรที่นุ่มกว่าทรายอ่ะ เอาเป็นเม็ดโฟมแล้วกัน น่าจะเข้ามากที่สุด

เรื่องเล่น Snowboard ก็ปล่อยตัวใครตัวมันไปครับ เราจะมาแนะนำร้านอาหารเที่ยงตอนที่เล่นมาเหนื่อย ๆ ดีกว่า ร้านนี้อยู่ไม่ไกลครับ เดินลงมาจากลานสกีราว ๆ 5 นาทีถึงเลย เป็นร้านอาหารตามสั่งที่จานใหญ่มาก ๆ ถ้าเป็นราเมนสั่งมาคนเดียวกินไม่หมดแน่นอน ร้านชื่อ Tozanken Ramen (Address: 〒044-0081 北海道虻田郡倶知安町字山田191-31)

เมนูคือถ้าเทียบกับ Location ที่ตั้งอยู่เรียกได้ว่าถูก และคนจะต่อคิวเยอะมาก เยอะแบบยืนต่อแถวยาวขึ้นไปชั้นสองของร้านเลย เมนูเด็ด เห็นจะเป็นราเมนครับ แล้วก็อีกอย่างที่ผมชอบคือข้าวแกงกระหรี่ที่นี่คือสุดจริง ๆ

ช่วงบ่ายก็ไปเล่นกันต่อ และแน่นอนว่ามีทั้งคนไหว และไม่ไหว คนไหวก็เล่นต่อ คนไม่ไหวก็นั่งพักรออยู่ด้านล่าง

สำหรับการเล่น Snowboard กีฬาชนิดนี้ ค่อยข้างที่จะยากพอตัวครับ ไม่ง่ายเลย ร่างกายต้องแข็งแรง ต้องควบคุมสรีระตัวเอง และเคลื่อนไหวตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องทนหนาวด้วย จึงไม่แปลกหากใครที่ล้มบ่อย ๆ ล้มถี่ ๆ จะถอดใจ เพราะนอกจากจะเจ็บตัวแล้ว ยังเจ็บใจด้วยที่ยืนและควบคุมบอร์ดไม่ได้

วันนี้จบกันไปในสภาพที่พังยับเยิน ปากแตก น้ำหูน้ำตาไหลกันไป เมื่อเย็นเราจัดชาบูกันไปแล้ว เย็นนี้ต้องปิ้งย่างบ้างแล้วล่ะ ซึ่งต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าแถบนี้ร้านอาหารราคาแรงมากครับ ซึ่งก็ถ้ามาคนเดียวหรือมาน้อยคนก็อาจจะพุ่งเข้าใส่ แต่มากันหลายคนไม่รู้ว่าทุกคนต้องการแบบไหน เลยเอาราคาที่ถูกไว้ก่อน เลยไปหยุดอยู่ที่ร้านนี้ Niseko SOAN (Address: 〒044-0081 北海道虻田郡倶知安町字山田170-160)

ร้านนี้เป็นร้านที่เราเช็คราคามาแล้วว่าถูกที่สุดในเมืองนี้ครับ ราคาคือไม่แพงมาก ตกต่อหัวราว ๆ 3,000 กว่าเยน แบบ All You Can Eat แต่ไม่มีเนื้อวัว แล้วจะเสิร์ฟเป็นเนื้อแกะแทน หากจะสั่งเนื้อวัวต้องสั่งเพิ่มที่ 150g ต่อ 1,400 เยน

บรรยากาศในร้านคือ Local มาก ๆ กระทะดูแข็งแรง เมื่อสั่งแบบ All You Can Eat เราจะได้ทานไอติมฟรีด้วย มีข้าวให้ มีน้ำเปล่าที่บริการตัวเอง สามารถทานได้ 60 นาที แต่นั่งได้ 90 นาที รสชาติและคุณภาพอาหารถือว่าสมกับราคานี้แล้วครับ

ซึ่งเมื่อเราทานไปจนจบก็พบว่า สั่งแบบ A La Carte ถูกกว่าว่ะ ฮ่า ๆๆๆๆๆ ยังไงใครมา แนะนำให้สั่งเป็นจาน ๆ ไปครับ เพราะพอกินแบบบุฟฟเฟ่ต์แล้วไม่คุ้มจริง ๆ หมูทีให้จะเป็นหมูติดมัน ไม่มีหมูชนิดอื่น ส่วนเนื้อแกะถือว่าหอมกำลังดีเลยทีเดียว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เนื้อวัวพอใช้ได้ ยังไงถ้าไม่มีที่ลงก็ลองไปร้านนี้ดูนะครับ : )

วันนี้เป็นวันที่พวกเรามาครบ 14 คนแล้ว ไม่แปลกเลยที่คืนนี้เราจะมีปาร์ตี้ใหญ่และทุกคนจะได้รู้จักกันครบทุกคน แต่ละคนบอกก่อนเลยว่าไม่รู้จักกันมาก่อน หรือหลายคนมาคนเดียวแบบไม่รู้จักใครเลย กิจกรรมยามเย็นวันนั้นจึงเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำสำหรับสายดื่มคือที่นี่ ไวน์ถูกกว่าเบียร์ราว ๆ 3 เท่า เอาเงินซื้อไวน์ราคาถูกกินกันยาว ๆ ก็น่าจะต่อเวลาให้กับค่ำคืนนั้นได้ยาวนานกว่าเก่าพอสมควร ถ้างั้นคืนนี้ ตัวใครตัวมันครับ

DAY 4 – DOWNTOWN SIGHTSEEING

วันนี้คือปล่อยตัวใครตัวมันเลยครับ ให้เล่นกันเต็ม ๆ หนึ่งวัน ซึ่งคิดว่านี่คงไม่ต้องให้เห็นภาพมาก ก็แล้วแต่ร่างกายของใครของมัน แต่วันนี้จะขอพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองกันหน่อย ว่าหากเราไปแล้วไม่เล่น มีร้านอะไรน่านั่งน่าเข้าบ้าง ไปเริ่มที่ร้านแรกกันเลย

ร้านแรกแนะนำเลย อยู่ใกล้ลานสกี Hirafu ที่สุด ที่นี่คือ  Base Mountain Kiosk ( Address: 〒044-0081 北海道虻田郡倶知安町字山田204-30 MOUNTAIN KIOSK COFFEE )

คือถ้าไม่มีรถแล้วไม่รู้จะไปนั่งรอเพื่อนที่ไหน ร้านนี้ถือเป็นอีกหนึ่งัวเลือกที่ดี เพราะบรรยากาศสวย ถ่ายรูปงาม ออกโทนเทาดำ มืด ๆ แต่ตัดกับสีขายสไนด้านนอกคูล ๆ

ด้านนอกริมถนนก็มีกาแฟร้านหนึ่งสีชมพูเก๋ ๆ ตั้งท้าความหนาวอยู่ อันนี้ก็ถือว่าได้นะ ถ่ายรูปสวย รสชาติลาเต้ที่สั่งมาชิมคือนัวมากแม่ ร้านนี้ชื่อ Morning Owl Cofee แต่โทษทีไม่มีใครปัก Location ไว้ใน google เลย ฮ่า ๆๆๆๆ

ถ้ามีรถก็ขับออกมาหน่อย ออกมาทาง Niseko Village พอเจอสี่แยกแทนที่จะเลี้ยวขวาก็ออกซ้ายไปห่าง ๆ บ้านพักเลย มีอยู่หลายร้านให้เลือกนั่งเลือกนอนเหมือนกัน

ที่นี่คือ Cafe White Birch ( Address: 〒048-1502 北海道虻田郡ニセコ町字本通106番地3 ) เป็นอีกร้านที่สวยเลยนะ

มีค้งมีเค้กให้ได้สั่งมาจิบกับของร้อนด้วย อ่ะ ไปกันต่อ บอกเลยว่ามีหลายร้านมาก แต่ก็จะเก็บมาให้เท่าที่ไปเก็บมาได้นะ ๕๕๕๕

ร้านนี้เป็นร้าน Sandwich และขายพวกอาหารแนวอเมริกัน เป็นตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งไว้แบบนี้เลย แล้วตกแต่งภายในเอา

ร้านชื่อ Niseko 36 Parlour ( Address: 19-19Higashiyama.Niseko ニセコ町字東山19-19, Abuta-gun, Hokkaido, Japan 048-1521 ) ยังไงก็ไปตำกันล่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นตาฟ้าด้วย

สุดท้ายมีอยู่ร้านหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นร้านขายซูครีมชื่อดัง อยู่ติดบ้านพักเราเลย และก็มีวิวภูเขาไฟโยเตอยู่ด้านหลังด้วย ผมจำชื่อร้านไม่ได้ แต่ก็ copy address มาไว้ให้เพื่อน ๆ แล้ว ตามนี้เลย >>> 日本、〒048-1522 北海道虻田郡ニセコ町字曽我888−1

นี่เอามาไม่หมด Niseko นะ ที่นั่นมีอะไรทำนองนี้อีกเยอะ คิดว่าพวก Cafe Hoping พวกรักแนวสถาปัต หรือพวก Minimalist คงจะชอบเมืองนี้มาก ๆ และแนะนำเลยว่า เอากล้องฟิล์มมาถ่ายที่นี่สิ สวยยย!!!!

DAY 5 – GOODBYE NISEKO

วันนี้เป็นวันที่พยากรณ์บอกว่าอากาศจะดีที่สุดในทริปเราครับ คือท้องฟ้าเปิดและมีแดดออก เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นวิวภูเขาไฟโยเตที่อยู่ตรงข้ามกับลานสกี เราเล่นที่ Grand Hirafu จนจำไลน์ได้หมดแล้ว วันนี้เลยคุยกันว่าจะไปอีกลานสกีหนึ่ง นั่นก็คือ Niseko Annupuri Kokusai Ski Area (Address: 〒048-1511 北海道虻田郡字ニセコニセコ485)

อ่อ…. แต่ก่อนที่เราจะไปลานสกีอันใหม่ ลูกเพจเราได้เซอร์ไพรส์ขอแต่งงานกันที่หน้าบ้านด้วย เป็นโมเม้นท์ที่อบอุ่นจริง ๆ จริง ๆ พี่ชายคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่ตอยที่ไปกับผมแทบจะทุกที่เลย น่าจะคุ้นหน้ากันบ้าง หากใครตามอ่านรีวิวของไมตลอด ยังไงก็ยินดีกับพี่ ๆ ทั้งสองด้วย

กลับมาที่การเล่น Snowboard ของเรากันต่อ ที่นี่คือลานสกีดีมาก เหมาะสำหรับมือใหม่มากกว่า Grand Hirafu อีก ที่สำคัญคือ ข้างบนสุดเปิดให้เล่นแล้ว แล้ววิวดีมาก ๆ หิมะนุ่น และมีไลน์ให้เล่นหลายไลน์ ถ่ายรูปสวยประมาณหนึ่ง ยังไงไปดูภาพบรรยากาศกัน

และนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ดี ๆ สำหรับเพื่อนใหม่ทุกคนที่บางคนถือว่าเป็นครั้งแรกในการเล่น Snowboard คาดว่าเจ็บตัวระบมไปยันหัวจรดเท้าเลยล่ะ หลังจากที่พวกเราเคลียทุกอย่างกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาร่ำลา Niseko เพื่อเข้าสู่ Chitose เตรียมตัวกลับบ้านกัน

ที่ Chitose เราพักกันที่ Air LCC Hostel ครับ เป็น Hostel ที่ผมเคยมาพักแล้วครั้งหนึ่งแล้วติดใจมาก เพราะห้องสะอาด พนักงานดูแลดี รวมถึงมี Living Room และ Dinning Room ที่เปิดให้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ ราคาถูกมาก ๆ อีกด้วย แต่ที่นี่หากเอารถมาจะต้องจ่ายค่าที่จอดรถคันละ 500 เยนต่อคืน ไม่มีแปรงฟันและผ้าเช็ดตัวให้ ต้องเช่าเอง แต่ราคาก็ไม่ได้แรงมาก ตกอย่างละ 50 เยน เท่านั้น ตัวห้องนอนก็จะมีหลายแบบ มีเป็นเตียงเหมือนโรงแรม เป็นเตียงสองชั้น สลับกับที่นอนแบบเรียวกัง มีห้องน้ำในตัวไม่ต้องห่วง มีลิฟท์ให้ใข้ ไม่ต้องยกกระเป๋าให้หนัก ถือเป็นอีกที่พักหนึ่งที่แนะเลยเลยครับ เพราะห่างจากสนามบินเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

เก็บกระเป๋ากันเสร็จแล้ว ก็จะพาเพื่อน ๆ ไป Izagaya ปิดท้ายทริปกันหน่อย คือต้องบอกว่าช่วงที่เราอยู่ Chitose คือวันเสาร์ ร้านดัง ๆ คือถูกจองเต็มหมดเลย ร้านที่เราพอจะหาได้ก็เป็นร้านที่ไม่ดังมากเลยไม่อยากแนะนำ แต่เอาเป็นว่าบริเวณนี้ ร้านเพียบ!!! พอตื่นเช้าขึ้นมาวันที่ 6 เราก็ Check Out แวะ Shopping ที่ AEON Plaza คืนรถ และไปสนามบินบินกลับไทยกันเลยครับ อย่างที่บอกว่าขามาใช้เวลา 6 ชั่วโมง ฉะนั้นขากลับนะหรอ กินเวลาไป 8 ชั่วโมง เล่นเอาทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว ทริปนี้จบลงด้วยดีครับ ไว้เจอกันระหว่างทางนะ

สรุปค่าใช้จ่าย!!!!!

  • เช่าอุปกรณ์ 3 วัน 126,900 JPY
  • เช่ารถยนต์ตลอดทริป 6 วัน 121,000 JPY
  • ค่าน้ำมันทั้งทริป 16,412 JPY
  • จอดรถ 2,100 JPY
  • ที่พัก Niseko 3 คืน 157,000 JPY
  • ที่พัก Otaru 1 คืน 31,500 JPY
  • ที่พัก Chitose 1 คืน 26,256 JPY
  • ค่าลิฟท์เฉลี่ย 14 คน 120,000 JPY
  • ตั๋วเครื่องบินเฉลี่ยทั้ง 14 คน 500,000 JPY
  • ค่าอาหาร เหล้ายาปาปิ้ง ตลอดทริป 250,000 JPY
  • อื่น ๆ ราว ๆ 100,000 JPY

รวมทั้งทริปราว ๆ 1,450,000 JPY

ไปกัน 15 คน แต่ขอหาร 14 คน หารที่เรท 0.3

ทั้งทริปตกคนละ 34,523 THB

 

เรื่องเล่าจากทริป “ซิงยี่” ความลับแห่งขุนเขาและมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

เรื่องเล่าจากทริป “ซิงยี่” ความลับแห่งขุนเขาและมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

ประเทศจีน ดินแดนแห่งมังกร เมืองใหญ่ขนาดที่ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะเที่ยวยังไงให้หมด แต่สำหรับคนที่รักการท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติคงจะต้องอยากมาที่นี่สักครั้ง เมืองซิงยี่… เมืองเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา และวิวที่เรียกได้ว่าหลักล้านกันเลยทีเดียว และจากชื่อเสียงของธรรมชาติที่นี่ ทำให้เราต้องมาเยือนกันสักครั้ง สัมผัสกับธรรมชาติ และวัฒนธรรมชนเผ่าที่น่ารักที่สุดอีกแห่งหนึ่งกันเถอะ!!!

วันที่ 1 (28 ต.ค.62)

วันแรกของการเดินทางวันนี้เราเดินทางกันด้วยสายการบิน Lucky Air บินตรงสู่คุนหมิงไม่ต้องต่อเครื่องให้เสียเวลา แถมมีบินทุกวัน สะดวกสุด ๆ ไปเลยล่ะ บินกลางคืน ตีตั๋วนอนไปได้เลยคร้าบบบบ และใครที่คิดจะว่าจะเลิกงานแล้วเดินทางเลยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางนึงด้วยนะ

// photo is coming //

วันที่ 2 (29 ต.ค.62)

วันนี้เราจะเดินทางออกจาคุนหมิงมุ่งหน้าสู่เมืองซิงยี่ด้วยรถบัส ใช้เวลาประมาณ 4 ชม.นิด ๆ เรียกได้ว่านั่งกันไปยาว ๆ เลย หลังจากหลับและตื่น สลับกันไปหลายรอบ ในที่สุดก็มาถึงเมืองซิงยี่ ในเขตมนฑลกุ้ยโจว ถ้าจะให้บรรยายก็คงต้องบอกว่าเป็นเมืองที่สะอาดมาก ไม่ได้อวยนะ คือสะอาดกว่าถนนเราบ้านเราซะอีก

// photo is coming //

// photo is coming //

และใกล้ ๆ โรงแรมที่พักมีการเปิดงานแสดงบอลลูนด้วยเลยต้องแวะมาดูสักหน่อย สีสันสดใสตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นอีกของแถมที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาเจอเลย โชคดีมาก ๆ

// photo is coming //

ส่วนนี้คืน จะขอพาทุกคนไปชมหมู่บ้าน Suang Seng เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมแบบผสมผสานที่จำลองขึ้นมาใหม่ มีการแสดงของชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกันด้วย งดงามมากจริง ๆ และการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตนเองก็ถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างเราไม่น้อยเลยทีเดียว

และภายในหมู่บ้านยังมีเกสเฮ้าด้วยนะ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ พร้อมกับมีการชงชาให้ดื่มกันด้วย ชาหอมร้อน ๆ ก็ช่างเหมาะกับอากาศหนาว ๆ แบบนี้จริง ๆ แถมช่วยให้คืนนี้หลับสบายกันไปเลย

// photo is coming //

วันที่ 3 (30 ต.ค.62)

ในวันนี้พวกเราได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน  2019   INVITATION LETTER TO THE INTERNATIONAL CONFERENCE OF   MOUNTAIN TOURISM AND OUTDOOR SPORTS 2019 เป็นการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองซิงยี่ “ร้อยเรียงความมหัศจรรย์  แบ่งปันความงดงาม” ได้รับการต้อนรับจากทีมงานดีมาก ๆ

// photo is coming //

จากนั้นก็เหมารถออกไปเที่ยวนอกเมืองกัน มาทั้งทีก็ต้องขอชมธรรมชาติกันสักหน่อย ที่แรกที่ไปกันวันนี้ก็คือ หุบเขา Bei pan jiang ซึ่งไกด์ได้บอกว่าแม่น้ำได้ไหลผ่าน 4 เมือง ในลักษณะของวงกลม คล้ายกับจาน ซึ่งคำว่า pan ก็แปลว่าจาน ส่วนคำว่า jiang แปลว่า แม่น้ำ นั่นเอง สวยแค่ไหนก็ลองชมภาพดูเอาเองเลยนะ ไม่พูดเยอะ เจ็บคอ ><

แล้วเราก็ไปต่อกันที่สะพานแขวน Bei pan jiang Bridge ซึ่งเป็นสะพานที่ใหญ่มากกกก ส่วนวิวน่ะเหรอ มองไปก็จะเห็นหุบเขาเป่ยผันเจียงเหมือนกัน

ที่ต่อไปที่จะพากันก็คือ ภูเขาเต้านม แค่ประตูทางเข้าก็อลังการงานสร้างไปแล้ว ที่นี่เปิด 8.30-18.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 50 หยวน รถลาก 30 หยวน และไกด์อีก 100 หยวน บวกลบคูณหารเป็นเงินไเทยกันเอาเองนะคร้าบบ ซึ่งข้างในก็ร่มรื่น ลมพัดเรื่อยๆ มีการจำลองบ้านของเผ่าปู้ยีที่นี่ด้วย

และก็มาถึงไฮไลท์กันแล้วล่ะ ภูเขาเต้านม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 4A ที่มีความสำคัญต่อจิตใจของชนเผาปู้ยี เพราะว่าเต้านมนั้นแสดงให้เห็นถึงความรักที่แม่มีต่อลูก ที่นี่จึงนับถือและศรัทธาว่าเป็นเป็นพระเจ้าแห่งมารดา

ส่วนตรงนี้ก็คืออุทยานอันหลงด้านในเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่อยู่ติดกับหน้าผา! ซึ่งในตอนที่มาถึงเป็นช่วงเย็นแล้ว อากาศก็กำลังหนาวกว่าเมื่อตอนกลางวัน และพระอาทิตย์กำลังตกดิน เลยได้ภาพสวยๆมาฝากจ้า

วันที่ 4 (31 ต.ค.62)

เช้าวันที่ 4 ของการมาเที่ยว วันนี้จะพาทุกคนสัมผัสกับธรรมชาติอีกเหมือนเดิม แต่สวยไม่แพ้กันแน่นอน เริ่มต้นด้วยที่แรกที่เราไปกันวันนี้เลย นั่นก็คือ “ป่าหมื่นยอด WANFENGLIN” ซึ่งที่นี่มีจุดไฮไลท์เยอะมาก และแต่ละจุดถ่ายรูปออกมานั้นเรียกได้ว่า วิวหลักล้านกันเลยทีเดียว ส่วนค่าเข้าที่ก็คนละ 70 หยวน ค่ารถ 50 หยวน

// photo is coming //

// photo is coming //

แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากแนะนำให้ทุกคนมาเที่ยวช่วง เดือนก.พ. ซึ่งนาข้าวจะเป็นสีเขียว และช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงนาข้าวกำลังเป็นสีทอง สวยอลังการดาวล้านดวงแน่นอน แต่เรามาผิดช่วงเอง เก๊าขอโทษ……

// photo is coming //

ส่วนใครที่อยากจะมาพักที่เลยก็สามารถทำได้นะ เพราะที่นี่มีที่พักมากพอสมควรเลย เลือกพักได้ตามใจชอบ แถมที่พักก็ดีซะด้วย วิวก็อย่างที่เห็น คุ้มสุดไปเลย

// photo is coming //

หลังจากทานอาหารกลางวันกันอย่างอิ่มหนำแล้วเราก็มีแรงเหลือพอที่จะพาทุกคนไปนั่งเรือชมทะเลสาบ ว่านฟงหู และปราสาทหงส์ หรือ  จี๋ หลง เป่า ซี่งในส่วนของการเดินทางก็จะใช้ระยะเวลาพอสมควรเพราะทั้ง 2 ที่นี้นั้นอยู่หุบเขานั่นเอง! ของดีก็ต้องมีความลำบากกันนิดนึงเนอะ

ระหว่างล่องเรือก็อดไม่ได้ที่จะแชะคุณตาที่กำลังชมวิวอยู่ด้วยกันไม่ได้เลยจริง ๆ

// photo is coming //

หลังจากนั่งเรือมาร่วม 50 นาที เราก็จะมองเห็นปราสาทหงส์ และแสงตบกระทบ คล้ายกับเทพนิยายเลยนะ ส่วนตัวปราสาทก็จำลองมาจากดิสนีย์นั่นแหละจ้า

ซึ่งที่นี่เคยเป็นคาสิโนมาก่อน แต่ตอนนี้กำลังปรับปรุงให้เป็นโรงแรมที่พักแล้วนะ คงสวยไม่น้อยเลยหากเปิดให้เข้าพัก อ้อ ลืมบอกไปข้างบนมีสะพานกระจกด้วยนะ

// photo is coming //

วันที่ 5 (1 พ.ย.62)

เช้าวันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการลุยธรรมชาติแบบใกล้ชิดที่ยิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมาเลย เพราะวันนี้เราจะพาไปเที่ยวน้ำตกหม่าหลิงเหอ หรือน้ำตกร้อยสาย บอกเลยว่าของจริงสวยกว่าในภาพมากกกกก อยากให้ทุคนได้มาสักครั้ง

// photo is coming //

// photo is coming //

// photo is coming //

และถ้ามากับคนรู้ใจบอกเลยว่าได้ภาพคู่น่ารักๆ กลับไปนอนดูต่อที่ไทยแน่นอน

หลังจากเดินเที่ยวชมกันมาในระยะทางที่เรียกได้หลายกิโลเมตรนั้น ขากลับเราก็จะขึ้นลิฟต์แก้วกลับนั่นเอง ใช้เวลาเพียงนิดเดียวก็จะขึ้นมาถึงลานจอดรถข้างบนแล้ว

หลังจากเที่ยวธรรมชาติแล้ว ต่อไปจะพาทุกคนไปช้อปแหล่งซื้อของฝาก “เหล่าเฉิงชวี” ซึ่งอยู่ในเขตเมืองเก่า ซึ่งของขายเยอะแยะมากมายเลย ทั้งเสื้อผ้า ขนม ชา เยอะไปหมดเลย เลือกซื้อไม่ถูกแล้ววววว

// photo is coming //

ช้อปเสร็จแล้ววันนี้เราก็ได้รับเชิญให้ไปชมการแสดง XUNMENGWANFENGLIN แปลว่า ตามฝันป่าหมื่นยอด เป็นการแสดงที่สื่อถึงความเป็นอยู่ของชนเผ่าปู้ยี สะท้อนให้เห็นถึงการนับถือและศรัทธาป่าเขาและธรรมชาติ ขยันในการทำเกษตร ซื่อสัตย์ต่อความรัก รักคู่ชีวิตและครอบครัว กตัญญูต่อบรรพบุรุษ และยังแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของหลากหลายวัฒนธรรม ใครที่ชอบการดูละครเวทีบอกเลยว่าถูกใจแน่ๆ

// photo is coming //

// photo is coming //

วันที่ 6 (2 พ.ย.62)

และแล้ววันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับไทยแล้ว แต่ก็อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นว่าขากลับเราจะพาทุกคนนั่งรถไฟความเร็วสูงของจีนกัน ดูซิว่าจะเร็วสมคำร่ำลือหรือเปล่า ซึ่งเราเป็นชาวต่างชาติต้องใช้ Passport คู่กับตั๋วรถไฟ ส่วนราคาก็คนละ 97.5 หยวน

และในที่สุดเราก็มาถึงคุนหมิงในเวลาเพียงแค่ 50 นาทีเท่านั้นเอง โอ้โห ยอมแล้ว ขามาใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมงเลย T^T มาทางนี้ตั้งแต่แรกก็คงดี

แล้วก็ต้องมาแวะเชคอินกับแลนด์มาร์คที่ ประตูม้าทองและไก่มรกต ที่เมื่อมาคุนหมิงใครๆก็มากันสักหน่อยปิดการส่งท้ายทริปสุดแสนจะ Unseen กันเลยทีเดียว บอกเลยว่าหากคุณเป็นสายธรรมชาติ คุณควรมา!! แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า อยากรู้ว่าจะพาไปเที่ยวไหนก็ต้องคอยติดตามกันนะคร้าบบ

// photo is coming //

// photo is coming //

Pin It on Pinterest