รีวิว “พารามอเตอร์” เกาะล้าน ควรไปไหม!!?

รีวิว “พารามอเตอร์” เกาะล้าน ควรไปไหม!!?

สวัสดีครับ ผมไมจากเพจ PALAPILII นะครับ เชื่อว่าทุกคนเคยไปเกาะล้านกันมาแน่นอน เพราะที่นี่เป็นทะเลใกล้กรุงฯ ที่สวยและคุ้มค่ากับการเดินทางมาก ๆ ส่วนตัวเองไมก็ไปมาแล้วมากกว่า 5 ครั้ง และครั้งล่าสุดที่ไป ได้ไปลองกิจกรรมใหม่ที่ไมพึ่งได้ลองทำ นั่นก็คือ “พารามอเตอร์ เกาะล้าน” ขอบอกเลยว่าดีมากกกกก!!!

เอาล่ะ.. เข้าเรื่องเลย เดิมทีสำหรับคนที่จะไปเกาะล้านอยู่แล้ว ลองเอากิจกรรมนี้ไปพิจารณาดูนะ เพราะมันเปิดโลกมาก ๆ เพราะเราจะกลายเป็นนกที่โผบินอยู่กลางอากาศชมวิวเกาะล้านอย่างกับเหยี่ยวเลยละ ฉะนั้นแล้ว วิวที่เราเห็น จะแปลกใหม่ไปจากเดิมจริง ๆ

พารามอเตอร์เกาะล้าน ผมไม่มั่นใจนะว่ามีกี่เจ้า แต่เจ้าที่เราไปบินเนี่ย เราจองผ่าน Gotravel ซึ่งก็ไปเจอพี่สาเข้า ซึ่งไม่รู้จับพลัดจับถูอีท่าไหน พี่สาแกได้ทหารเรือเนี่ย มาเป็นลูกมือสำหรับกิจการนี้ ฉะนั้นเรื่องความปลอดภัยและประสบการณ์คือไม่ต้องห่วงเลย พี่ ๆ แต่ละคนบินเป็นพัน ๆ ไฟลท์ บวกกับทุกคนมีบัตรนักบนและใบอนุญาตครบ หายหวง

ซึ่งราคาเนี่ย ถ้าบอกแล้วจะต้องตกใจแน่นอน เพราะจากประสบการณ์ที่ผมไปบินมาหลาย ๆ ที่นะ ที่นี่ถูกสุด เคยเจอตอนช่วงจัดโปรผ่านทาง Gotravel เพียง 1,999 บาทเองแหนะ แต่ปกติราคาเต็มก็จะอยู่ที่ 4,500 บาท ยังไงลองเข้าไปติดตามในเพจหรือเว็บไซต์ของ Gotravel ดูนะ เค้าจัดโปรอยู่บ่อย ๆ หรือจะแอดไลน์ไปสอบถามก่อนก็ได้ที่ line: @gotravel

ปกติแล้วพารามอเตอร์เนี่ย มันจะต้องอาศัยลมต้านในช่วง Take off ครับ ฉะนั้นจุดขึ้นในแต่ละวันจะไม่ซ้ำกันเลย แต่หลัก ๆ จะมีอยู่สองที่ นั่นก็คือ หาดแสม และหาดตาแหวนนั่นเอง บางวันมีไปหาดนวลบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ ซึ่งทั้งสองหาดนี้ เป็นหาดที่สวยเป็นอันดับต้น ๆ บนเกาะด้วยล่ะ

ถามว่าต้องเตรียมตัวอะไรไปบ้าง  จะบอกว่าไม่ต้องเลย ใส่ชุดอะไรก็ได้ เอาที่เราถนัดอ่ะ รองเท้าก็ตามสบาย จะใส่ไม่ใส่ก็ได้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ทางพี่สาเค้ามีให้หมด โดยการบินจะใช้เวลาราว 10-20 นาที แล้วแต่แรงลม และจำนวนคนต่อคิว แต่ปกติแล้ว STD timing จะอยู่ช่วง 15 นาทีครับ ถ้านานกว่านี้ไม่ไหว เมื่อยตูดมากกกก!!!

รูทบิน เค้าก็จะพาเราบินวนรอบเกาะด้านใดด้านหนึ่งครับ อย่างรอบนี้เราไป Take off ที่หาดแสม พี่ ๆ เค้าก็จะบินโซนฝั่งนั้นแบบเก็บหมดเลย วิวต่าง ๆ แปลกตา ที่เราไม่เคยได้เห็น ก็ได้เห็น อย่างหลังคาปลากระเบน หรือจะเป็นผาหน้ายักษ์ ที่หลาย ๆ คน แทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่บนเกาะล้านด้วยซ้ำ

เอาล่ะ… ถ้ามีโอกาส อย่าลืมลองกิจกรรมใหม่ ๆ ให้ชีวิตได้มีสีสันดูบ้างนะครับ และมากไปกว่านั้น นอกจากกิจกรรมพารามอเตอร์ เกาะล้านยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ทีน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น paragliding, snorkeling, fishing, banana boat, jet ski โหยย.. เยอะอ่ะ ทั้งหมดนี้ สามารถติดต่อไปที่ Gotravel ที่เดียวจบได้เลย สุดท้ายถามว่า “พารามอเตอร์เกาะล้าน…​ควรมาไหม? ” บอกไว้ตรงนี้เลยว่า ห้ามพลาด!! แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

แบกเป้เที่ยว “เกาะหมาก” 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 3,500 บาท

แบกเป้เที่ยว “เกาะหมาก” 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 3,500 บาท

เอาจริงง… ได้ยินคนพูดถึงเกาะหมากว่าสวยอย่างงั้นสวยอย่างงี้เยอะมาก แต่ไม่มีโอกาสได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองสักที ครั้งนี้เลยตั้งใจที่จะไปเกาะหมากเอาให้เห็นกับตาสัก 3 วัน 2 คืน โดยทริปนี้ก็ไม่ได้ฟิกซ์คอร์สอะไรมาก แต่ถ้าไปแล้วเจอที่พักราคาถูกหรือเหมาะสม ก็ดีไป…

แผนการเดินทางคร่าว ๆ ของเราค่อนข้างที่จะต้องเก็บให้หมดโดยใช้เวลา 3 วัน 2 คืนนี่แหละ ซึ่งจุดแต่ละจุดที่เราวางหมากไว้ มีดังนี้

DAY 1

  • เรือข้ามฟากไปเกาะหมาก
  • เช่ามอไซต์แล้ววนหาที่พัก
  • Check in
  • แหลมตุ๊กตา
  • ถ่ายสะพานสู่ฝัน
  • The Mak Cafe
  • นั่งชิลที่ Blue Pearl Bar

DAY 2

  • ข้ามฝั่งไปเกาะขามแต่เช้า
  • กลับมาเกาะระยั้งนอก
  • ถ่ายภาพทางเข้า The Lazy Resort
  • Banana Sunset Bar

DAY 3

  • เดินทางกลับ

แผนวางไว้อย่างสวย ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า มาเริ่มกันเลย ทริปนี้ เราติดต่อจองเรือ เรือข้ามฟาก และที่พักต่าง ๆ ผ่าน GoTravel เจ้านี้เค้าดูแลเกาะหมากแทบจะทั้งหมดเลย เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมในเว็บ https://gotravel.in.th หรือจะไลน์ไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไลน์: @gotravel

DAY 1

ค่าเรือไปกลับคนละ 900 บาท ใช้เวลาเพียง 50 นาที ก็เดินทางถึงเกาะหมากแล้ว ระหว่างทางเพื่อน ๆ จะได้เห็นเกาะช้าง และเกาะอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าดูในแผนที่ จะเห็นว่า เกาะพวกนี้อยู่ใกล้กันมาก ที่นี่เค้าใช้เรือ Speed Boat เน้อ ไม่ใช่เรือเฟอร์รี่ลำใหญ่ ฉะนั้นเลยทำให้เราสามารถย่นระยะเวลาการเดินทางได้เกือบครึ่งชั่วโมงเลย

พอไปถึงที่พัก จริง ๆ ถ้าเกิดเพื่อน ๆ จองที่พักมาก่อนหน้า ก็จะมีรถของที่พัก มารอรับเราที่ท่าเรือ แต่ขอบอกก่อนว่า ครั้งนี้เราไปแบบอยาก walk in คือถ้ามีที่ไหนว่าง ก็นอนที่นั่น อะไรประมาณนั้น

หลังจากไปถึง ผมกับแฟนก็ Backpack แล้วเดินหาร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ครับ โชคดีที่อยู่ไม่ไกลมาก และด้วยสัญชาตญาณ Backpacker เราพอจะเดาได้ ว่าของพวกนี้ บนเกาะ มันต้องมีใกล้ ๆ ท่าเรือแน่นอน มอไซต์ เราเช่าวันละ 250 บาท 2 วันก็ 500 ครับ เติมน้ำมันไปอีก 1 ขวด ขวดละ 50 บาท แค่นี้ก็น่าจะพอ หลังจากนั้น ก็ฝากกระเป๋าไว้กับพี่เจ้าของร้าน เพื่อที่จะขับ Survey หาที่พัก เชื่อไหมว่าขับไปราว ๆ เกือบ 1 ชั่วโมงเลย กว่าจะเจอที่ที่ถูกใจ และด้วยความที่เราอยากจะไปหลายที่ เรารู้ว่าเราไม่ค่อยใช้ Facilities ของที่พักเยอะ เราก็เลยเลือกที่พักที่ไม่แพง เอาแค่พอนอนได้ก็พอ

ที่นี่คือ Hanoii House ครับ 2 คืน ตกคืนละ 800 บาทเท่านั้น ที่พักอยู่ใกล้ท่าเรือ อยู่ใกล้ Coco Cape อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวของเกาะเลย จริง ๆ ก็แนะนำที่นี่เลยนะ ที่พักโอเคเลย ไม่แย่ เหมาะสมกับราคา หลังงจาก Check in เสร็จ เราก็ไปเก็บสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ที่ได้แพลนไว้ทันที ไปดูกัน!!

แหลมตุ๊กตา

แหลมตุ๊กตาเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปกันครับ เพราะดูจากภาพรีวิวก่อนหน้า เหมือนจะไม่มีอะไรที่น่าดึงดูด แต่ไม่หรอกน้า เราไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่ามันจะไม่มีจุดที่สวย เราขับรถไปทางปลายสุดของฝั่งตะวันตก เออว่ะ… เอาเข้าจริง ๆ หรือมันเหมาะที่จะมาดูพระอาทิตย์ตกดิน แต่ก็ไม่ได้อีกแหละ เพราะทางที่มาอ่ะ อันตรายมาก

ระหว่างขับรถมาเรื่อย ๆ เราจะสังเกตุเห็นได้เลยว่าทางเค้าแย่มาก พื้นทรุด ต้นไม้โผล่มากินพื้นที่ของถนน บวกกับที่ตะไคร่ลื่น ๆ บางจุด นี่เองเป็นตัวแทนที่บอกได้ว่า คนมาที่นี่น้อยมาก

และพอรถจอด สิ่งที่เราตกใจคือ แม่งจะต้องเดินขึ้นเขาไปอีก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเดินไปไกลไหม ไม่มีป้ายบอกทางหรืออะไรทั้งนั้น เราเลยตีรถกลับเลย ถุย!! ไม่ครับ เรายิ่งอยากรู้และตัดสินใจเดินขึ้นเนินเขาไปอย่างด่วนจี๋เลย ไม่นานนัก เราก็เจอทางลง ระหว่างทางสิ่งที่พบเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้นไม้ที่นี่ค่อนข้างแปลกครับ แต่สวยนะ และพอเราไปถึงบริเวณแหลมตั๊กตานั้น…

โหหห.. ขยะ พระเจ้า คือถ้าจะไม่ให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็อยากให้คนที่ดูแลพื้นที่สั่งห้ามเข้าที่นี่เลย ดูแย่มาก ๆ อันนี้ขอติ ถ้ามีหน่วยงานไหนบนเกาะผ่านมาเห็นบทความนี้ รบกวนจัดการกับสิ่งเหล่านี้ด้วยครับ มันทำให้เกาะหมากดูแย่ มาก ๆ

เราพยายามช่างมันกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า และเดินเลยลงไปในทะเลเพื่อไปเก็บภมพ เอออ.. มันก็สวย มันไม่แย่  แถมยังมีคนมาตกปลาแถวนี้ด้วย ถ้าเกิดไม่มีขยะ มันคงจะดีกว่านี้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ แนะนำว่าอย่าพึ่งมาที่นี่ จนกว่าคนที่มีความเกี่ยวข้องบนเกาะ จะจัดการกับปัญหานี้ให้แล้วเสร็จได้ครับ เพราะนอกจากทางมาจะอันตรายแล้ว ยังต้องมาเจอกับเศษขยะไม่พึงประสงค์พวกนี้ด้วย เหนื่อยใจ

สะพานสู่ฝัน

สะพานสู่ฝันจะอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือครับ เป็นพื้นที่ของโรงแรม Cinamon Art มีค่าเข้า 50 บาท จะอยู่ทั้งวันเลยก็ได้ ตัวสะพานเองทำจากไม้ ยื่นออกไปทะเลยาว 800 เมตร ช่วงที่ไปเจอคุณน้าผู้ดูแลท่านหนึ่ง เราจึงสอบถามเค้าว่าทำไมถึงชื่อสะพานสู่ฝัน น้าแกก็บอกว่า หนูลองเดินไปดูเองสิ

โหหหห… แอบขายนะ แต่รู้สึกว่าได้ impact มาก พอได้เข้าไปเดินอยู่บนสะพานจริง ๆ ต้องบอกว่า ไกลมาก มันสุดลูกหูลูกตา มันคงเหมือนการเดินทางไปตามความฝันที่แม่งก็เห็นตรงหน้าว่ามันสวย แต่ระยะทางกว่าจะไปถึงเนี่ย ไม่ใช่ย่อยเลย 800 เมตร กับสะพานไม้ที่มีร่องมีรูเห็นทะเลด้านล่าง และแดดร้อน ๆ ที่แผดเผาเราตลอดเวลาที่เดิน

โชคดีหน่อย ที่ระหว่างทางเดินมีศาลาให้พัก มีเปลให้นั่ง มีแคร่ให้นอน ได้พักถ่ายรูปให้พอลืมร้อนลืมหนาวไปบ้าง แต่เอ้อเว้ย ภาพที่ออกมาก็สวยไม่เบา แล้วตอนที่เราไป ช่วงนั้นน้ำมันลดพอดี พอน้ำลดก็ทำให้เราได้เห็นสันหลังมังกร คือไม่ต้องไปถึงสตูล ก็เห็นสันหลังมังกรหลายคลื่นสวย ๆ แบบนี้เลย

The Mak Café

ที่แวะมาที่นี่ เพราะช่วงที่กินข้าวอยู่ถามแม่ค้าว่ามีที่ไหนแนะนำไหม เค้าก็บอกลองมาที่นี่ดูสิ พึ่งเปิดใหม่ ใช่ เพราะยังไม่เคยเห็นมีคนรีวิวเลย อีกอย่างมันเป็นทางผ่านพอดี เราเลยเลี้ยวขวาก่อนกลับ และเข้าไปแวะดูสักหน่อย จริง ๆ The Mak Trad เป็นที่พักราคาดีวิวกู้ดนะครับ แต่ก็มีคาเฟ่ให้ขาจรเข้าไปชิลเอ้าท์ได้

ต้องบอกว่าครัวซองต์อร่อยมาก แล้วพวก Cocktail ก็สร้างบรรยากาศได้ดี เสียอย่างเดียวที่เก็บค่าลงสระสำหรับขาจร 200 บาท ถ้าไม่เก็บนะ จะบอกว่าได้เงินจากผมไปหลายแก้วเลย เสียดายจริง ๆ

และนี่เป็นบรรยากาศของ The Mak Café ครับ ไปรอบหน้าผมคงจะพักที่นี่แหละ ไม่ต้องสืบเลย แต่เอาน้า รอบนี้ถือว่ามา Survey ไง จบจากตรงนี้ เดี๋ยวเราไป Highlight Point จุดสำคัญของเกาะหมากกันดีกว่า

Blue Pearl Bar

จริง ๆ มันไม่ได้ชื่อ Coco Cape บาร์นะ มันชื่อ Blue Pearl Bar แต่ที่เรียกแบบนี้เพราะคนน่าจะคุ้นหูมากกว่า เนื่องจากว่าบาร์ตัวนี้เป็นของโรงแรม Coco Cape Resort Koh Mak นั่นเอง เป็นที่พักที่เก่าแก่มาก ๆ มาเกาะหมาก ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็จะมาพักกันที่นี่แหละ

Highlight ของที่นี่คือบาร์จะยื่นออกไปที่ทะเลครับ มีกิจกรรม Paddle Board, Kayak, Snorkeling ให้นักท่องเที่ยวได้เช่าทำกิจกรรม รวมไปถึงตัวบาร์เองก็มี Cocktail signature และเบียร์เย็น ๆ ดับร้อนในช่วงที่ดูดวงอาทิตย์ตกด้วย

แต่ ๆ ไม่จำเป็นต้องมาช่วง Sunset Time นะ ช่วงกลางวันก็มาได้ และอาจจะสวยคนละแบบ เนื่องจากน้ำทะเลจะฟ้า ใส มาก ๆ เลย ถ้ามาตอนกลางวันเค้าจะตกปลากัน ได้ปลาก็ทำ Sashimi ทานกันตรงบาร์นี่แหละ ปลาดิบ ทานกับเบียย์เย็น ๆ นะ ฟินสุด ๆ

และนี่คือ Mood ของ Sunset Time ช่วงที่พวกเราไปครับ ดูเหงา แต่ก็ปนสุขสุด ๆ แนะนำว่าที่นี่ มาคนเดียว มากับเพื่อน หรือมากับครอบครัว ได้หมดเลยไม่เกี่ยง

เกาะหมากซีฟู้ด (ไม่มีภาพประกอบ)

ช่วงเย็นแนะนำที่นี่เลย เกาะหมากซีฟู้ด เป็นร้านอาหารชื่อดังบนเกาะหมากที่อาหารทุกจานอร่อยมาก อร่อยจนไม่ได้ถ่ายรูป เอาล่ะ… วันแรก พอแค่นี้ วันที่สองต้องลุยรอบเกาะไกล ๆ ทั้งนั้นเลย

DAY 2

วันนี้เราตื่นมาพร้อมกับฝนตกครับ แม่งเอ้ยยยยย นี่ภาวนาให้รีบหยุดตกเพราะกลัวน้ำขุ่น ประมาณ 1 ชั่วโมง ฝนหยุดตกพอดี สำหรับวันนี้เราจะไป 2 ที่หลัก ๆ ห้ามพลาด นั่นก็คือ เกาะขาม และระยั้งนอก ส่วนที่อื่น ๆ หลังจากนี้ค่อยว่ากันแล้วกัน

เกาะขาม

เกาะขาม เพื่อน ๆ สามารถติดต่อสอบถามกับ Gotravel ได้เช่นเคย เกี่ยวกับการซื้อตั๋วเรือล่วงหน้า เพราะการซื้อตั๋วเรือล่วงหน้ากับทาง Gotravel ราคาเพียงคนละ 300 บาท จะไปตอนไหน กลับกี่โมงก็ได้ ไม่มีเวลามาฟิกซ์ครับ

รอบนี้เราเดินทางตอน 9:00 น. จะกลับก็ค่อยโทรหาเค้า บริเวณขึ้นเรือคือแถว ๆ พรมภักดีรีสอร์ท จากจุดขึ้น ไปยังเกาะขามใช้เวลาเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น โอ้วแม่เจ้า คือใกล้มาก แล้วเชื่อไหมว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักอยู่บริเวณหาดแถวนี้ เค้าพายคายัคไปกันเลย เรียกว่าชิลสุด ๆ

อ่อ… จะบอกว่า อีตั๋วเรือ 300 บาทเนี่ย รวมค่าขึ้นเกาะ 250 บาทแล้วเรียบร้อย ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าพายคายัคไปเอง จะต้องเสียค่าขึ้นเกาะอีก 250 บาทด้วยนะ ยังไงลองพิจารณาดูอีกที

บนเกาะมีบาร์นั่งชิลครับ แต่ไม่ขายอาหารนะ เพื่อน ๆ สามารถซื้อเครื่องดื่มดับร้อนชิลได้ตลอดทั้งวัน มีพร็อพ Surfboard ให้ถ่ายรูป มีต้นมะพร้าวให้อิงบรรกยาศว่าอยู่เมืองนอกเมืองนาหาว่าไป เอาเป็นว่า ลงตัว ลงตัวสุด ๆ

แล้วรู้ไหมว่า จริง ๆ แล้วที่นี่เนี่ย กำลังจะทำรีสอร์ทนะครับ แต่บังเอิญ คนที่สัมปทานรีสอร์ทเนี่ย ดันเอาทรายไปกั้นทางน้ำทะเลหรืออะไรสักอย่าง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สร้างรีสอร์ทต่อ ไม่งั้นนะ จุดนี่เองคือโคตรดี เสียดายมาก ๆ ไม่น่าเลย ที่สำคัญ บริเวณเกาะขามมีท่าเรือส่วนตัวที่สวยงามมาก ๆ

ท่าเรือส่วนตัวที่ว่าก็คือสะพานที่ยื่นออกทะเลนี่แหละ สวยสุด ๆสำหรับผมผมว่ามันสวยกว่าตรงสะพานสู่ฝัน เพราะน้ำมันใสกว่า ฟีลลิ้งเกาะนี่คือมัลดีฟชัด ๆ และจะบอกอะไรให้นะ จุด Highlight อีกจุดของที่นี่ก็คือ Sandbank ที่พอน้ำทะเลมันลงเนี่ย จะโผล่มาให้เราสามารถเดินเล่นได้เลย

นี่ถ้าถ่ายจากมุมสูงก็จะเห็นภาพชัดขึ้นมาก สวยมาก ๆ อยากกลับไปอีกขณะที่กำลังนั่งปั่นรีวิวอยู่ คิดดูเองละกัน แนะนำให้มาตั้งแต่ช่วง 10:00 – 14:00 น.นะครับ จะสวยสุด ๆ ไปเลย บวกกับน้ำทะเลที่ใสมาก ๆ อีกด้วย แต่สำหรับผมนะ ผมว่าช่วงหลัง 12:00 น. ไปคือดี ด้วยทิศของาดวงอาทิตย์กับวิวที่จะปล่อยโดรนมุมสูงแล้วนะ ช่วง 13:00 – 14:00 เนี่ยดีสุดเลย

เราใช้เวลาที่นี่เยอะมากครับ เยอะจนเหนื่อย และอิ่มกับวิวสวย ๆ จนตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไประยั้งนอกในทันที และขอกลับห้องไปนอนพัก ออกเที่ยวอีกทีตอนหลัง 17:00 น.เลย ๕๕๕๕๕

The Lazy Day Resort Koh Mak

เอาจริง ๆ ที่นี่คือที่พักนะ แต่เราไม่ได้เข้าไปพัก เราไปแค่เพื่อไปถ่ายกับทางเข้าของรีสอร์ทเค้าเฉย ๆ ซึ่งผมมองว่า ใครเห็น ใครก็ชอบครับ เพราะมันสวยงามมากจริง ๆ

อารมณ์มันประมาณว่าขับเข้าไปในดงมะพร้าวสูงสุดลูกหูลูกตาเป็นร้อยต้น แล้วมีทางเล็ก ๆ บนเนิน แต่ตัวอะไรใส่ชุดไหนไปถ่าย ก็สวยครับ รูปที่เราได้เลยจะได้มาประมาณนี้ สวยไหม…

ต้นมะพร้าวตัวแอล

แก… จริง ๆ อ่ะ เกาะหมากมีต้นมะพร้าวตัวแอลประมาณ 2 จุด แต่จุดที่เราจะพาไป ต้องบอกว่ามันเป็นจุดที่น้อยคนจะรู้จัก แม้แต่คนเกาะเองบางทีถามทางก็ยังไม่รู้เลย เพราะที่นี่ เดินทางค่อนข้างลำบาก และเต้องเดินเลาะหาดไปประมาณหนึ่ง

เหมือนว่าจุดนี้จะเป็นจุดที่ห่างไกลจากตัวชุมชนมากที่สุดแล้ว ช่วงที่เดินไประวังแมลงด้วย เพราะตอนไปโดนกัดเยอะมาก แนะนำให้ทาน้ำมันมะพร้าวชะโลมตัวไปหน่อยนะ เพื่อป้องกันการกัดต่อย การเดินทางคือต้องไปทาง Hidden Beach Resort ขับไปจอด แล้วเดินมาทางซ้ายมือเรื่อย ๆ (หันหน้าออกทะเล) แล้วเดี๋ยวจะเจอเอง

ไม่แนะนำให้ไปคนเดียวนะครับ อันตราย ทั้งสถานที่ และอะไรหลาย ๆ อย่างเลย แต่รับรองความดิบครับ เพราะที่นั่น แทบจะไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเรา แต่หลังจากทำรีวิวตัวนี้จบก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ๕๕๕๕

เอาเป็นว่า เป็นอีกหนึ่งจุดที่จะไปหรือไม่ไปก็ได้ มันเป็นแค่สถานที่ที่เราอยากได้ภาพเฉย ๆ เราจึงตามหา ก็แค่นั้น ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไปเพื่อเล่นน้ำ และถ่ายภาพอย่างเดียวเลย

Banana Sunset Bar

เอาจริง ผมจำชื่อบาร์ไม่ได้อ่ะ คือบาร์มันเหมือนไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเลย มันไปจนสุดขอบของฝั่งตะวันออก แล้วทางไปก็เบี่ยงออกจากทางหลัก เป็นทางลูกรัง รับรองว่าถ้าไปกันคนสองคนจะต้องกลัวแน่ ๆ ดูรก รุงรังกับป่าข้างทาง สักพักก็ขับไปจนขับไปต่อไม่ได้

เราจอดรถแล้วเดินเข้าไปที่บาร์ เห้ยยยย… มันเป็นแหลมเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่จุดชมวิวอะไร มีสะพานที่ถูกคลื่นซัดพังยับเยินด้วยอีกหนึ่ง ดูเหมือนว่าช่วงเย็นจะมีดนตรีสดด้วย บาร์เป็นบาร์เล็ก ๆ เครื่องดื่มราคาไม่ได้แรงมาก และมีอาหารให้สั่งทานด้วย เราสั่งตัว Blue Hawaii มาลองดูท่าหน่อย

โหหห… นี่สิ เค้าถึงเรียกว่า Cocktail คือดีมาก รสดี เทสต์ได้ เข้าถึงลิ้นเราสุด ๆ นอกจากนั้นเราก็สั่งอาหารทานกัน คือวิวดี ดนตรีดี คนดี ถ่ายรูปสวยมาก และที่สำคัญ คนไทยไม่ค่อยมากันหรอ มีแต่ต่างชาติ นี่ชอบใหญ่เลยทีนี้

ระหว่างที่ดวงอาทิตย์อัสดงไป จู่ ๆ ฟ้าก็ระเบิดครับ หยุดทานข้าว แล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแทบไม่ทัน วันนั้นเป็นคืนสุดท้ายบนเกาะที่งดงามจริง ๆ เรากะว่าจะกินให้เมาแปร๋ แต่ด้วยความเหนื่อยหล้าจากการเดินทางและเพลียแดดตอนถ่ายรูปที่เกาะขาม ทำให้เราหมดแรงจริง ๆ

DAY 3

วันที่สามาเราเดินทางกลับด้วยความอิ่มอกอิ่มใจครับ เราได้มิตรภาพใหม่ที่หาไม่ได้จากพี่เจ้าของ Hanoii House และก็เอ่ยปากบอกไปแล้วว่าถ้ากลับมา จะกลับมาเยี่ยมแกอีกแน่นอน และใช่ครับ ผมจะกลับไปที่นี่แน่นอน เพราะยังมีอีกหลายจุดที่ผลัดวันไปก่อน เหนื่อยเด้อ ๕๕๕๕

สุดท้ายนี้ ทริปนี้ผมขาดกิจกรรมที่จะต้องไป ระยั้งนอก เกาะกระดาด และทริปดำน้ำดูปะการัง รวมถึงพายคายัคไปเกาะขาม และตกปลาที่แหลมของ Coco Cape Resort รอบหน้าไม่พลาดแน่

สำหรับใครที่สนใจทริปเกาะหมากอ่ะนะ เราแนะนำให้ติดต่อ Gotravel เลย รอบรองว่าจะได้ที่พักดี ๆ ที่มาพร้อมกับกิจกรรมแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

สรุปค่าใช้จ่าย

  1. ค่าเรือไปกลับคนละ 900 บาท
  2. ค่าเรือข้ามเกาะขาม คนละ 300 บาท (รวมค่าขึ้นเกาะ)
  3. ค่าที่พัก 2 คืน 1,600 บาท (ไปกัน 2 คน หารสองตกคนละ 800 บาท)
  4. ค่าเช่ามอไซต์ 2 วัน + น้ำมัน 600 บาท (หาร 2 ตกคนละ 300 บาท)
  5. ค่าเข้า Blue Pearl Bar คนละ 200 บาท
  6. ค่ากิน ดื่ม เฉลี่ยคนละ 1,000 บาท

รวมใช้ไปคนละประมาณ 3,500 บาท

รีวิว “ตูบน้ำปัว” ที่พักริมน้ำ อ.ปัว จ.น่าน [โคตรดีย์]

รีวิว “ตูบน้ำปัว” ที่พักริมน้ำ อ.ปัว จ.น่าน [โคตรดีย์]

ปกติก็ไม่ได้ชอบ Camping อะไรมากนักหรอก แต่ช่วงหลังที่กลับมาจากบ้านห้วยโทนและสวนยาหลวง ก็หลงเสน่ห์การไร้คลื่นอับสัญญาณ รวมถึงความเงียบสงบ มีกลิ่นไอดินไอหมอกมาแตะจมูกเบา ๆ ว่าจริง ๆ มนุษย์ทุกคนก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการได้อยู่กับที่กับตัวเองหรอก

การไปน่านครั้งนี้เลยทำให้ไมหาสถานที่แนวนั้นอีกครั้งหนึ่ง และก็ไปเจออยู่ที่หนึ่งที่น่าสนใจมาก ภาพแรกที่เห็นคือเต้นท์ขาว ๆ ริมน้ำ พอให้ทีมงานลองค้นดูชื่อก็ได้รู้จักชื่อของสถานที่นี้ และพอทีมงานสอบถามราคาไปถึงกับต้องอึ้งครับ เอาเป็นว่าขอเก็บไว้ก่อนแล้วกัน กลัวว่าผู้อ่านหลายคนจะไม่เลื่อนไปดูภาพบรรยากาศกัน มาเริ่มกันเลย

ทริปนี้เราเดินทางกับสายการบิน Thai Smile ครับ คือรอบที่แล้วก็บินกับ Thai Smile รอบนี้ก็บินอีกครับ เพราะติดใจปาท่องโก๋บนเครื่อง แฮร่!! เปล่าเลย อันนั้นก็ติดใจ แต่ที่ติดใจไม่แพ้กันคือการบริการของพี่ ๆ น้อง ๆ บนเครื่องนี่แหละ ดูแลยิ่งกว่าญาติชิดมิตรสหายกันเสียอีก ที่สำคัญน้อง ๆ ทุกคนน่ารักมาก

สำหรับ Thai smile ในช่วงโควิดแบบนี้ก็ยังเปิดบริการอยู่นะครับ แต่ปกติรูท กทม. – น่าน จะมีอยู่ รอบ ก็จำเป็นต้องลดรอบลงมาเหลือวันละรอบคือช่วง 12:05 น. ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงสนามบินน่านแล้ว ดูดิ… เฟิร์นหลับปุ๋ยเลย ๕๕๕๕

อ่า… ตอนนี้ Thai smile ถ้าเราจองผ่านเว็บ Booking ต่าง ๆ หรือกับทาง Official Website เองเนี่ย จะได้ Full Service ไปโดยปริยายนะครับ คือจะได้เครื่องดื่มกับอาหารทานบนเครื่อง บวกกับเก็บสัมภาระน้ำหนักไม่เกิน 20 kgอีกด้วย นี่ถือเป็นอีกตัวเลือกสายการบินที่ห้ามพลาดเลยนะครับ

เอาล่ะ … ด้วยความที่น่านเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างจะต้องใช้รถส่วนตัวอ่ะเนอะ ถ้าเกิดไปรถประจำทาง บาทที่คงไปส่งไม่ถึงแน่เลย แล้วยิ่งตูบนาบัวแล้วเนี่ย ยังไงก็จำเป็นจะต้องเช่ารถครับ ซึ่งทริปนี้ เราใช้บริการของ AVIS 

AVIS ที่น่านพอลงเครื่องปึ้บมองทางซ้ายเลยนะ เจอเลย ราคารถเช่าก็อยู่ที่หลักร้อย ถึงหลักพัน สำหรับทริปนี้เราแนะนำรถคันเล็ก ๆ ธรรมดาหลักร้อย ถึงพันต้น ๆ ก็พอครับ ยังไงก็ไปถึง ไม่จำเป็นต้องมีแรงม้าเยอะ แต่หากใครอยากได้ห้องโดยสารที่กว้าง นั่งสบาย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและความพร้อมส่วนบุคคลเลย

การจองรถกับ AVIS เพื่อน ๆ สามารถจองผ่านเว็บนี้ได้เลย AVIS ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมรับรถ หลัก ๆ จะเป็นใบขับขี่ และบัตรประจำตัวประชาชนครับ สุดท้ายห้ามพลาด บัตรเครดิทสำหรับประกันรถด้วยนะครับ

ผมว่าทุกอย่างน่าจะพร้อมแล้วล่ะ รบกวนเพื่อน ๆ ปักหมุด “ตูบนาปัว” แล้วเดินทางกันเลยดีกว่า จากตัวเมืองไปตูบนาปัว ใช้เวลาราว ๆ 1.ชั่วโมงเท่านั้นเอง

ตัดภาพมาที่ซอยทางเข้าตัว Camping ครับ ต้องบอกว่าเหมือนหลุดไปอยู่อีกเมืองเลย ตอนแรกขับมาทางดี ๆ ตอนนี้แค่เลี้ยวซ้ายก็เจอทางลูกรัง และแคบลงเรื่อย ๆ เพียงสวนทางเลนส์เดียว 

ระหว่างที่ไปต้องบอกว่าอึ้งกับป่าไผ่ที่กำลังเหลืองอร่าม เมืองไปกลาย ๆ เห็นชมพูภูคาบานสะพรั่งเต็มเขา โหหหห… นี่เรามาในช่วงที่มันกำลังบานพอดี

ขวาสุดท้ายตรงทางเข้าต้องบอกว่าเหยียบเบรคแล้วเปิดประตูลงจากรถแทบไม่ทันครับ ข้างหน้าผมสวยมาก ๆ ไม่เชื่อลองดูภาพด้านล่างเลย เป็นภาพที่เดินออกไปถ่ายอย่างตั้งใจ บวกกับทำท่าว่ามองใบไผ่ด้านบน ๕๕๕๕๕๕

แค่ทางเข้าก็สวยแล้วล่ะ เอาล่ะ และแล้ว เราก็มาถึงจุด Camping ตูบน้ำปัวของเราคืนนี้ครับ เป็นที่พักติดแม่น้ำปัว ที่พิเศษไปกว่านั้นคือโซนที่เราพักแรมนั้น สามารถเข้าพักแรมได้แค่ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนเท่านั้น เนื่องจากเราพักกันกลางน้ำเลย

ในส่วนของหน้าฝน แคมป์ปิ้งที่เพื่อน ๆ เห็นในภาพ จะถูกยกขึ้นบกทั้งหมด เนื่องจากว่าจะมีน้ำจากป่าจากเขา ที่เอ่อล้นจากการตกของฝน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนั่นเอง

เอาล่ะ ที่พักครั้งนี้ของเราต้องบอกว่าราคาดีมาก ๆ เต็นท์สีขาวที่เพื่อน ๆ เห็นที่กางไว้ให้อยู่แล้ว ราคาตกคนละ 450 บาท ทุกโซน ขึ้นอยู่กับว่าใครจองโซนไหนได้ก่อนก็เอา แต่จะบอกว่าดีทุกโซนแหละ และส่วนคนที่เอาเต๊นท์มาเองอยากกางเอง ทางเจ้าของที่พักเค้าเก็บแค่คนละ 170 บาทเท่านั้น ราคานี้ รวมอาหารเช้าอร่อย ๆ และกาแฟคั่วสดบดถี่ ๆ จากมือเจ้าของเองด้วย รับรองได้ว่าฟินสุด ๆ

ในหน้าหนาวที่นี่จะเต็มไปด้วยใบไผ่สีทอง และดอกชมภูเต็มทุ่งของชมพูภูคา แนะนำให้มากันครบ แล้วก็ต้องบอกว่า ที่นี่เนี่ย มองเห็นดาวชัดมากเลยนะ ยังไงอยากให้เอาเพื่อน ๆ นำขาตั้งกล้องมาถ่ายดาวกันด้วย

และนี่ก็เป็นอีกที่พักหนึ่งใน จ.น่าน ที่ผมอยากจะแนะนำมาก ๆ เลยล่ะ นอนฟังเสียงน้ำตลอดทั้งคืน ดมกลิ่นไอน้ำไอดินตลอดทั้งวันและมารับแดดยามเช้ากับเอาหมอก พร้อมกาแฟดิบเบา ๆ สักแก้ว และโจ๊กร้อน ๆ สักชาม รับรองว่าฟิน ก็ขอจบการรีวิวสั้น ๆ เพียงเท่านี้ละกันเนอะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

ปล.ขอแนบกิจกรรมบริเวณนั้นได้ไหม ที่นี่นมีพารามอเตอร์อยู่นะ เพื่อน ๆ สามารถบินชมวิวนาข้าวเขียว ๆ ได้ในราคา 3,500 บาท แต่หากจองผ่านลิ้งค์ที่ให้ไปนี้ เพื่อน ๆ จะได้ราคาจองเพียง 2,899 บาทเท่านั้น ยังไงลองติดต่อไปที่ Line id: @gotrave นะครับ และเดี๋ยวเราจะลงในรีวิวทริปถัดไป

รีวิว “เขาล่องเรือตาหมื่น” บ้านมุง อ.เนินมะปราง [Tsingy Thailand]

รีวิว “เขาล่องเรือตาหมื่น” บ้านมุง อ.เนินมะปราง [Tsingy Thailand]

โห…. ต้องบอกเลยว่าไมเองเป็นคนที่ไปเนินมะปรางมาแล้วด้วยนะ แต่ไม่เคยคิดสงสัย หรือตั้งคำถามที่จะขึ้นเขาลูกนั้นที่เห็นริมฝั่งทางตอนเข้าไปพักที่บ้านมุง เนินมะปรางเลยสักครั้ง ล่าสุดเลื่อน Feed Facebook ก็ต้องตกใจ เพราะเขาหินปูนที่เราเห็นตอนนั้น เค้าพากันขึ้นไปถ่ายรูปสวย ๆ กันเต็มบ้านเต็มเมืองเลย

เอาล่ะ… บทความนี้เลยจะขอรีวิวสั้น ๆ เอาพอสังเขป ให้เพื่อน ๆ ได้เห็นมุมมองของคนคนหนึ่งที่อยากจะเห็นหนทางในการที่จะขึ้นไปบนเขาลูกนี้ ขอไม่ใช้คำว่าพิชิตละกันเนอะ มันดูยิ่งใหญ่เกินไป เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย

สิ่งแรกที่ควรรู้คือเขาหินปูนแห่งนี้อยู่ที่บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลกครับ ทางชุมชนเล็งเห็นว่าเขาลูกนี้น่าจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ เลยจัดตั้งชุมชนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อดูแลและจัดทริปขึ้นเขาลูกนี้ โดยมีนายพรานที่เป็นชาวบ้านบ้านมุงเป็นคนนำทางนั่นเอง

ซึ่งการเดินทางขึ้นไปข้างบน เพื่อน ๆ สามารถค้างแรมหรือจะขึ้นลงวันเดียวเลยก็ได้ ในส่วนของการขึ้นลง จะเป็นช่วงเช้า และช่วงบ่าน สำหรับรอบพระอาทิตย์ตก แต่ก็นะ ยังไงหากมีเวลา ไมก็แนะนำให้นอนค้างข้างบนไปเลยสักหนึ่งคืน ข้อมูลตรงนี้เอง เพื่อน ๆ สามารถสอบถามได้จากทางคุณอังได้ทางนี้เลย Line: https://lin.ee/11op689

และส่วนของค่าใช้จ่ายราคาเริ่มต้นจะเริ่มต้นที่ 1,500 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ร่วมทริปกับเราครับ ยิ่งเยอะ ยิ่งถูก และข้างบนนั้นมีโซนให้นอน 3 โซนด้วยกัน ได้แก่ โซนแคร่ โซนหมูกระทะ และโซนหน่อแรด เรียงจากระยะใกล้ไปไกล ในบทความนี้เราจะพูดถึงเพียงแค่โซนแคร่เท่านั้น

การเดินทางเพื่อน ๆ จะต้องนำรถไปจอดที่ศูนย์บริเวณถ้ำเดือนถ้ำดาวหลังหมู่บ้านครับ หลังจากนั้นพี่ ๆ เค้าจะแจกหมวดกันน๊อคและถึงมือสำหรับปีนไต่ ให้น้ำคนละ 6 ขวดเล็ก มีข้าวเหนียวหมูทอดห่อใบตองให้คนละหนึ่งห่อ และมีโจ๊กคัพให้ทานสำหรับมื้อเช้าอีกวัน เรียกได้ว่า ไปง่าย ๆ กินง่าย ๆ และรีบกลับลงมาแบบง่าย ๆ ด้วยเลยนะ

แน่นอนว่าข้างบนไม่มีน้ำอาบ แนะนำว่าทิชชู่เปียกจำเป็นมาก ไฟฉายคาดหัวก็สำคัญ รองเท้าคือต้องเป็นสำหรับเดินป่าเท่านั้น เสื้อผ้าถ้าเป็นแขนขายาวได้ยิ่งดี เพราะหากผิวหนังขุดไปกับหินมีเลือดซิบแน่นอน เรื่องห้องน้ำไม่มีนะครับด้านบน แต่ทางชมชนเค้าก็ซื้อโถส้วมพลาสติกพกพาขึ้นไว้ให้แล้ว ใช้ถุงดำรอง จากนั้นทำธุระเสร็จก็ปิดปากถุงของตัวเอง แล้วมัดให้มิดชิดเลย

เริ่มต้นเดินจากศูนย์ไปยังจุดขึ้นเขา ระยะราว ๆ 1 กิโลเมตร จะผ่านสวนมะม่วง สวนยางพารา ตรงนี้เองถือว่าเป็นการวอร์มร่างกายอย่างดีเลยนะ แต่สำหรับบางคนบางกลุ่มจะมีรถอีแต็กบริการครับ จะเอาแบบนั้นก็ได้ แต่คือต้องบอกงี้ว่า ทางเดินหลังจากจุด Start จะไม่มีทางราบเลยอีก 1 กิโลเมตร ฉะนั้นการเดินทางราบ 1 กิโลเมตร ผ่านสวนผลไม้ต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องราวที่ดี

ทำไมถึงชื่อล่องเรือตาหมื่น ก็เพราะว่าทางขึ้น มันเป็นล่องเขาครับ เขาสองลูกมันเหมือนถล่มแหละ แล้วก็มีล่องให้สามารถเดินขึ้นไปได้ ตาหมื่นแกขึ้นไปตัดต้นตะเคียน แล้วเวลาแกจะเอาไม้ลงมาจากเขา แกก็ใช้เส้นทางนี้นั่นเอง เรียกได้ว่าแกเป็นคนค้นพบล่องเขานี้เป็นคนแรกเลยว่าไปแบบนั้น เลยตั้งชื่อเป็นเกียรติให้แกไปเสียเลย ปัจจุบันแกน่าจะเสียไปแล้วละ

อ่อ ละก็ เขาหินปูนที่นี่แหลมคมมาก เชื่อกันว่าแถวนี้สมัยก่อนเป็นทะเลนะครับ แล้วก็มีเขาลูกนี้เป็นเกาะโผล่ขึ้นมา เพราะเวลาที่เราขึ้นไปบนเขา เราจะเห็นพวกซากหอย ซากกลางปลาอะไรพวกนี้ระหว่างทางด้วย อันนี้ก็เป็นการสันนิษฐานเบื้องต้นจากชาวบ้านเท่านั้น

พอเริ่มขึ้นเขาจะไม่มีจุดพักเลยนะ จนกว่าจะถึง 500 เมตรแรก จุดแรกจะเป็นหินปนดิน มีต้นไม้เถาวัลย์ให้เกี่ยวบ้าง แล้วก็เชือกแทบจะตลอดทั้งทาง ความชันผมให้70 องศาเลยบ้างจุด รองเท้าดอกลึก ๆ คือสำคัญมากจริง ๆ ระหว่างที่เราเดินขึ้น ด้านหลังของเราก็จะเป็นช่องแสงลอดระหว่างเขาสองลูก มองไปเป็นวิวของบ้านมุง สวยงามมาก ๆ

หลังจากจบจุดพักช่วงแรก จะเป็นช่วงที่ชันมาก ๆ ขึ้นอย่างเดียว บางช่วงต้องใช้บันไดลิง เรื่องเชือกนี่ไม่ต้องพูดถึง มีให้ดึงตลอดทั้งทาน จากดิน หิน ต้นไม้ จะเหลือแต่หินปูนแหลม ๆ ถ้าเผลอก้าวพลาดท่าไป หล่นหรือร่วง รับรองมีเนื้อถูกหินคม ๆ ปาดออกมาเป็นแผ่นเบคอนแน่ ๆ

ช่วงนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ จริงอยู่ที่ทางไม่ไกล แต่ก็หินไม่ใช่ย่อย เดินปีนบันไดรัว ๆ ขึ้นมาจนถึงชั้นพักจุดที่ 2 จุดนี้สามารถไปต่อได้สองทาง ทางแรกคือปีนบันไดลิงชัน ๆ ราว ๆ 4-5 ตอน ส่วนอีกโซนคือเลาะหินผาไต่เชือกขึ้นไปทางขวาของหุบเขา อันนี้เลือกกันเองเอง…

ใช่… ทีมเราเลือกเลาะหินหน้าผา ไต่ไปตามเส้นเชือก ความอันตราย อันตรายกว่าปีนบันไดลิงแน่นอน แต่สิ่งที่ได้มาก็คือวิวระหว่างทางสวยมาก แต่สุดท้ายทั้งสองทางก็จะไปบรรจบพบกันเหมือนเดิม ซึ่งจุดนี้เอง จะมีต้นไม้ดอกส้ม พร้อมกับวิวหน้าผาและดวงอาทิตย์ตกดินอยู่ เพื่อน ๆ สามารถถ่ายภาพมุมนี้ได้

จากจุดนั้นก็ไม่ได้ไกลเกินกว่าที่จะไปถึงจุด Camping ของเราแล้วล่ะ เดินไปอีกราว ๆ 30-50 เมตร ก็ถึงเลย และนี่ คือโซนแคร่ จุดค้างแรมของเราในค่ำคืนนี้

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าที่นี่ไม่มีอะไรเลย ต้องขอบคุณพี่ ๆ นายพราน ที่แบกไม้ไผ่ขึ้นมาทำแคร่สำหรับพักผ่อนให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ เอาเป็นว่ามันดีมาก และมุมแคร่คืออยู่ตรงกับจุดอาทิตย์อัสดงพอดี ให้ภาพเล่าเรื่องเลยดีกว่า

จุดนี้เองเพื่อน ๆ จะกางเต้นท์นอนก็ได้ แต่เรามากันห้าคน พื้นที่ไม่พอ จึงนอนถุงนอนกันครับ และอีกอย่าง ด้านบนไม่ได้หนาวขนาดนั้น การนอนถุงนอน จึงถือเป็นอะไรที่เหมาะสมมาก ๆ ระหว่างนี้อยากให้ดูวิวจากที่พักของเราครับ อลังกาลมาก!!!

จำไม่ได้ว่าเล่าเรื่องของกินให้ฟังยัง จะบอกว่าแพ็คเกจขึ้นเขาที่ซื้อจากทางพี่อัง (ติดต่อได้ที่ Line: @gotravel) นั้นจะรวมน้ำหกขวด ข้าวเหนียวหมูทอด และโจ๊กคัพคนละหนึ่งคัพครับ ส่วนใครจะแบกหมูกระทะจากด้านล่างขึ้นมา ก็ได้นะ ยิ่งดีเลยถ้าแบกไหว บรรยกาศคงฟินน่าดู

ในส่วนของห้องน้ำก็จะเป็นเหมือนรูปด้านล่างเลยครับ เอาที่นั่งพลาสติกมาให้ละก็มีถุงดำใช้ไว้ห่อถ่ายหนักถ่ายเบา จัดการเสร็จก็มัดปากถุงไว้ในนั้นเลย เดี๋ยวพี่ ๆ เค้าจะเก็บลงไปเอง แนะนำให้ดูแลให้สะอาดนะครับ จะได้ไม่ลำบากพี่ ๆ เค้า

ถามว่าข้างบนมียุงไหม ผมไม่โดนยุงกัดเลยนะ แต่กับคนอื่นไม่รู้เลยว่าโดนไหม  ช่วงที่เราไปเป็นช่วงจันทร์เต็มดวงครับ บนเขาสว่างมาก ๆ และแน่นอนว่าถ่ายดาวไม่ค่อยติดเลย เราเลยคิดว่าจะมาใหม่กันอีกรอบ นี่เป็นบรรยากาศช่วงดึกวันนั้นครับ ฟีลลิ้งกำลังดีเลยสำหรับคนชอบอาบแสงจันทร์

เอาล่ะ ตอนนอนมีสิ่งหนึ่งที่เพื่อน ๆ ควรรู้ นั่นก็คือกลางวันแดดจะเลียจะเผาหินปูนตลอดทั้งวัน ฉะนั้นตอนกลางคืนไม่ต้องพูดถึงครับ เค้าคายความร้อนตลอดเวลา ใครที่คิดว่าข้างบนจะหนาวเลิกคิดเลยครับ พวกเราถอดเสื้อนอนกันเลย อบอ้าวมาก ๆ เตรียมตัวให้ดีนะครับ แต่ถ้าหน้าหนาวก็ไม่แน่น้าาาาา…

เอาล่ะครับ จากบทความนี้ เราเล่าเพียงการเตรียมตัว และการเดินทางจนมาถึงโซนแคร่เท่านั้น ยังมีโซนหน้าเมือง หมูกระทะ และหน่อแรดที่ให้เพื่อน ๆ ไป Explore กัน หวังว่าบทความนี้ จะเป็นน้ำจิ้มชั้นดี เรียกน้ำลายความอยากเดินทางให้เพื่อน ๆ ได้เก็บกระเป๋าไปที่นี่กัน

และสำหรับคนที่สนใจทริปนี้ สามารถติดต่อกับ Go Travel ได้โดยตรงที่ Line: https://lin.ee/11op689 อ่อ… สุดท้าย ขอย้ำอีกครั้งสำหรับใครอยากแบกหมูกระทะขึ้นไปทานด้านบน ที่นี่มีลูกหาบราคา 500 บาทให้เพื่อน ๆ ใช้บริการด้วย รายละเอียดน้ำหนักยังไง ก็ลองไปคุยกันเอาเองครับ แล้วเจอกันระหว่างทาง… 

เหมารถ 3,000 บาท ขึ้น “สวนยาหลวง” จังหวัดน่าน 1 คืน

เหมารถ 3,000 บาท ขึ้น “สวนยาหลวง” จังหวัดน่าน 1 คืน

เคยมี moment นี้ป้ะ แบบกำลังเลื่อน feed อยู่ แล้วเห็นเพื่อนประกาศหาคนไปหารทริปด้วย คือฟีลแบบไม่รู้ว่าไปไหน แต่

เออกูว่าง กูไปไหนก็ได้… ใช่ครับ ทริปนี้แม่ง แบบนั้นเลย จู่ ๆ ก็มาโผล่ จ.น่าน ซะงั้น ๕๕๕๕๕

อย่างที่บอกครับ ว่าตามเค้ามา ผู้ร่วมเดินทางทั้งหมดมี 4 คน  ผม แฟนผม แล้วก็พี่อีกสองคน ซึ่งพี่สองคนนี้เป็นลูกเพจมาก่อนครับ หลัง ๆ เที่ยวด้วยกันบ่อย เลยสนิทกัน ประเด็นคือ พี่แกลงทุนขับรถกระบะมาจากกรุงเทพฯ เลย เพื่อที่จะมาตระเวรเที่ยวรอบ จังหวัดน่าน 4-5 วัน แต่สุดท้าย ก็มาตายที่สวนยาหลวงนี่แหละ เพราะไม่สามารถเอารถตัวเองขึ้นไปได้ ทำไมนะหรอ เดี๋ยวรู้เลย

สวนยาหลวงอยู่ตรงไหน ของน่าน ตรงไหนของไทย และจะเดินทางไปได้อย่างไร อันนี้ต้องบอกก่อนว่า แนะนำให้หารถเช่าหรือรถส่วนตัวขับมาจะดีที่สุดครับ เพราะดูจากทางแล้ว ไม่น่าจะมีรถประจำทางเข้ามาที่นี่

ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา ห่างจากตัวเมือง 77 กิโลเมตร สมัยก่อนเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของไทย ต่อมา ร.๙ ทรงเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของราษฏร เลยนำเอาเมล็ดกาแฟ และพยายามหาวิชาชีพต่าง ๆ มาเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตของคนในหมู่บ้านแห่งนี้

ฉะนั้น สวนยาหลวง ก็จะมีความหมายนัย ๆ ประมาณว่า สวน คือไร่หรือฟาร์ม ยา คือฝิ่น และหลวง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั่นเอง

เอาล่ะ พอทราบข้อมูลคร่าว ๆ ของสวนยาหลวงแล้วใช่ไหม เรามาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า ก็หลังจากที่เราขับรถมาถึงหมู่บ้านสันเจริญใช่ป้ะ เราก็ถ่ายของเลย ขนอะไรมาได้ ก็ขน เพราะข้างบนหนาวมาก และมีลมตลอดเวลา ไม่มีต้นไม้บังลมให้

การติดต่อขึ้นสวนยาหลวง ไม่ว่าคุณจะเดินขึ้น หรือนั่งรถขึ้นไป สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนหมู่บ้านได้ที่คุณกริช เบอร์ 086-390-7731 แนะนำให้ติดต่อไปที่คุณกริชคนเดียวนะครับ เพราะถ้าติดต่อไปที่คนอื่น เดี๋ยวการดูแลนักท่องเที่ยวของหมู่บ้านเค้าจะไม่เป็นระบบ และอาจเกิดปัญหาในชุมชนคนกันเองได้

ถามว่ามี Home Stay ด้านบนไหม ขอบอกว่าไม่มีครับ จะมีก็แค่ระหว่างทางขึ้นไป ก่อนถึงดอยประมาณ 2 กิโลเมตร เห็นจะได้ แต่นั่นแหละ มันก็คนละฟีลเนอะ แล้วผมก็ไม่มีข้อมูล Home Stay จะมาขายให้ด้วย เพราะเราเหมารถ 3,000 บาท ขนข้าว ขนน้ำ ขนเต้น ขนของกิน แล้วขึ้นไปข้างบนกัน 4 คนเลย

ประเด็นคือทางครับ ทาง ห. มาก คือแย่ที่สุดเท่าที่เคยเดินทางมาเลย ตับ ไต ไส้ พุง นี่แทบจะกองรวมกัน แหกปากจนเสียงเหี่ยวหมด ของที่อยู่หลังรถ แตกหักกระจายก็มี อีกอนึ่งคือเรามาสาย ก็รีบขึ้นไปให้ทันพระอาทิตย์ตกด้วย

พี่คนขับบอกว่า ปีหนึ่ง เปลี่ยนยางครั้งหนึ่ง หน้ายางไปไวมาก แล้วคือสงสารรถตัวเอง แต่ก็อยากให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปเห็นวิวของหมู่บ้านตัวเองแบบสบาย ๆ หน่อย แกขึ้นไปพร้อมเรา แล้วก็อยู่กับเราด้านบนเลยนะ ไม่ขับลงมาด้านล่าง แกบอก แกมีที่นอนของแกด้านบน

ผ่านไปราว ๆ 45 นาที แบบเร่งฝีเท้าสุด ๆ ก็มาถึงจุดสูงสุดของสวนยาหลวงครับ เกือบไม่ทัน ช่วงนี้คือต้องให้ภาพเล่าเรื่องเลย สวยมาก ๆ

ข้างบนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีต้นไม้ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่า ไม่เหมาะกับนักการเต้นท์มือใหม่ครับ นี่พูดกันตรง ๆ เลย ถ้าของไม่ดี เหมือนเอาตัวเองไปทรมานด้านบนชัด ๆ ฉะนั้น ถ้าจะมาที่นี่ เตรียมตัวมาดี ๆ

ช่วงที่เราไป มีแค่เรากับน้องอีกกลุ่มที่แว๊นซ์มอไซต์ขึ้นมาด้านบน โหดเกิ้นนนน น่าจะคนในพื้นที่ น้อง ๆ เค้ากางเต้นท์กันบนยอดดอยเลย ส่วนเราลงมาหลบอยู่ตรงศาลาครับ ตรงนี้แม้ว่าจะไม่ช่วยกันลมอะไรมาก แต่ก็รู้สึกปลอดภัยกว่ากางกลางแจ้งแน่นอน

ระหว่างนี้ก็เอาวัตถุดิบที่ได้มาปรุงอาหาร แบ่งกันกางเต้น และจัดสถานที่ ไม่นานครับ เต้นท์ก็กางจนเสร็จ ได้เก็บของและเตรียมนอน อาหารก็พร้อมทานกัน มื้อนี้ทานกันง่าย ๆ เป็นชาบูซอสแจ๋วครับ เก๋ ๆ อร่อยมาก

เวลาอยู่ที่หนาว ๆ หรือมากางเต้นท์ ทำอะไรมันก็อร่อยไปหมดครับ ระหว่างที่ทานอยู่ เราเดินออกมาดูด้านนอก ขอบอกว่า ดาวชัดมาก ดาวล้านดวง ดาวอีพ่ออีแม่ ดาวไม่เกรงใจ ดาวโจนส์ ดาวซินโดรม ดาวใ…สัส!!! เยอะไป อ่า ๆๆๆ

เราถ่ายดาวกันครับ ไม่ถ่ายไม่ได้แล้ว ดาวสวยมาก และต้องเข้าใจด้วย ว่าการถ่ายดาว ไม่ใช่ถ่ายครั้งเดียวแล้วได้เลยนะ ต้องถ่ายหลาย ๆ ใบ หลาย ๆ แสง หลาย ๆ แบบ วัดแสง วัดไฟ วาดไฟฉาย เห้อออ แล้วอากาศโคราหนาว แต่ภาพที่ออกมาก็ดูคุ้มดีนะ

DAY 2

ตื่นแต่เช้า เกือบไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นครับ คือตื่นปึ้บ พระอาทิตย์ขึ้นทันที เมื่อคืนเราเห็นวิวตอนเย็นไปแล้ว วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูวิวตอนเช้าครับ และที่พลาดไม่ได้คือ ก่อนมาที่นี่เราไปห้วยโทนมาครับ แล้วคือซื้อกาแฟ Arabica กับผู้ใหญ่หนึ่งไว้ ก็ได้ใช้งานนี้เลย

ฟีลลิ้งกู้ดสุด ๆ อากาศดี แสงได้ เย็นสบาย อยากนอนอีกคืน แต่ก็ต้องกลับไปทำงานที่เรารักกัน แนะนำว่าหลังจากถ่ายรูปอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รีบลงจากดอยนะครับ เพราะจะร้อนมาก ๆ ช่วง 9:30 น. เป็นต้นไป ยังไงออกมาให้ทัน

เรากลับไปเก็บเต้น และทำอาหารเช้าทานกันเบา ๆ เรียกได้ว่าจะกลับบ้านแล้ว เอาของทุกอยางที่เหลือ เทใส่รวมกันแล้วทำออกมากินให้ได้ว่างั้นเถอะ แม่งอร่อยเฉยเลย

ถึงเวลาต้องลาจากกัน ระหว่างทางแวะสวดมนต์ และแผ่ส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่นี่ครับ ที่นี่มีพระพุทธรูปปางห้ามญาติตั้งตระหง่าอยู่ ผมไม่มั่นใจว่าหันไปทางทิศไหน อาจจะเป็นทิศตะวันออก แต่นั่นแหละ นี่คือจุดสุดท้ายของการอยู่บนดอย ขาลง กับขาขึ้น ทางเหมือนเดิมครับ เหี้ยเหมือนเดิม ขอตัดลงไปที่หมู่บ้านเลยแล้วกัน

หลังหมู่บ้านจะมีน้ำตกอยู่ครับ น้ำเย็นมาก สบายด้วย เหมาะสำหรับการไม่ได้อาบน้ำเมื่อคืนสุด ๆ ลงไปแช่น้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนเดินทางไกลยาว ๆ เข้าตัวเมือง เป็นอะไรที่ดีมาก ๆ

โทษทีที่จำชื่อน้ำตกไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสได้ไป ถามเค้าแค่ว่า น้ำตกไปทางไหน รับรองว่าทุกคนรู้ชัวร์ และนี่คือการเดินทางแบบงง ๆ ของทริปน่านปี 2020 นี้ครับ และคิดว่าคงจะตระเวรหาที่เที่ยวแปลก ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ตามรอยอีกแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

Pin It on Pinterest