รีวิว “ดอยโจ๊ะโค๊ะ” 2 วัน 1 คืน [ฉบับเดินทางสะดวก]

รีวิว “ดอยโจ๊ะโค๊ะ” 2 วัน 1 คืน [ฉบับเดินทางสะดวก]

ต้องบอกว่าช่วงนี้ สถานที่เที่ยวในไทยที่เคยมีอยู่ตามอุทยาน เราก็ไปกันมาเกือบหมดแล้ว จึงไม่แปลกที่ชื่อใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ ๆ จะเป็นที่ต้องตาของเหล่านักเดินทงอย่างเรา ซึ่งในทริปนี้ เราจะพาเพื่อน ๆ ทุกคน ไป “ดอยโจ๊ะโค๊ะ” กันครับ

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนเลยว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านบุญเลอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ครับ ถ้าจะเอาให้ฟังดูพอรู้จักเข้าไปอีก เห็นจะเป็น “กลอเซโล” นั่นแหละ ที่เค้าว่า มายังไงก็เห็นทะเลหมอก จริง ๆ แล้ว ขับเลยไปอีกนิดเดียว เราก็จะถึง “ดอยโจ๊ะโค๊ะ” ซึ่งส่วนตัวจากประสบการณ์ของผมแล้ว ดอยโจ๊ะโค๊ะ มีโอกาสเห็นทะเลหมอกมากกว่ากลอเซโลเสียอีก ถึงจะเป็นทะเลหมอกผืนแผ่นเดียวกันก็เถอะ

การเดินทาง

ขอขมวดให้เข้าใจง่าย ๆ เลยคือ เราต้องมาที่ อ.สบเมย แล้วขับมาโซนสี่แยกทางขึ้นดอยพุยโค กับทางขึ้นไปทางหมู่บ้าน จุดนัดพบคือร้าน 24/7 กาแฟ : Twenty-Four Seven Coffee จริง ๆ มันมีทางขึ้นสองทาง จะขึ้นทางแม่ตะควนก็ได้ จะขึ้นทางสามแลบก็ได้ จากจุดนี้ ระยะทางราว ๆ 18-22 กิโลเมตร ต้องใช้รถ 4×4 ขึ้นไป แต่ถามเรา เราว่าไม่จำเป็นนะ ถ้าถนนวันนั้นฝนไม่ตก เพราะเราเอารถเก๋งขึ้น สรุปก็คือ

  1. เดินทางไปยังจุดนัดพบ ที่นัดรถ 4×4 ส่วนเบอร์คนขับ แนะนำให้หาหน้างาน จะได้ราคาถูกกว่า เพราะถ้าจองกับคนที่ผมมีเบอร์ เค้าคิด 5,000 บาท ซึ่งผมมองว่าแพงไป หน้างานมีรับแค่ 3,500-4,000 บาท
  2. กรณีขับรถมาเอง ก็ให้ตั้งหมุดว่าบ้านบุญเลอได้เลย
  3. รถเก๋งขับขึ้นไปได้ แต่เสี่ยงรถพัง แต่ผมก็ยังมองว่าขับไปได้อยู่ ว่าสนิทกับรถ
  4. ไม่จำเป็นต้องเป็น 4×4 แค่รถกระบะก็ขึ้นไปได้

ว่าแต่ เข้าใจแล้วล่ะ ว่าจะต้องไปเจอกันที่จุดนัดพบอย่างที่ว่า แต่ว่าการจะไปที่นั่นได้ เราจะขับจาก กทม.ไป หรือนั่งเครื่องไปลงเชียงใหม่ แล้วค่อยเหมารถ หรือเช่ารถขับมาที่จุดนัดพบ อันนี้คำถามดีเลย ส่วนตัวผม ถ้าคุณมีเวลา ก็ขับรถมาเรื่อย ๆ แวะเที่ยวเรื่อย ๆ จาก กทม. นั่นแหละ เพราะที่เที่ยวเยอะ แล้วค่อยมายังจุดนัดพบ

กรณีที่เวลาน้อย แนะนำให้บินมาลงเชียงใหม่ แล้วเช่ารถขับมา หรือมากันเยอะ ก็เหมารถตู้มา ระยะทางจะใกล้กว่า เพราะขับแค่ 3-4 ชั่วโมงก็ถึง ที่สำคัญ ประหยัดเวลาและดูปลอดภัยกว่าด้วย อีกอย่าง ตอนนี้ รูทเชียงใหม่ VietJet เค้าก็มีตั๋วราคาถูกตลอด และมีเที่ยวบินเยอะที่สุดในขณะนี้แล้วมั้ง

พนักงานดูแลดี ที่นั่งสบายเข่าไม่ชน แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ดีเลย์เยอะเหมือนแต่ก่อนแล้วด้วยนะ ส่วนตัวผม ยังไงก็แนะนำรูทนี้ครับ สำหรับคนทำงานประจำอย่างเรา ๆ สุดท้าย จาก กทม. บินไป เชียงใหม่ ใช้เวลาชั่วโมงแป๊บ ๆ ก็ถึงแล้ว และยังมีเวลาเที่ยวในตัวเมือง เก็บที่ชิค ๆ สวย ๆ เพิ่มในเมืองอีกด้วย ยังไงลองหาตั๋วบินผ่านทาง Traveloka ได้เลยนะ เว็บนี้ เรียกได้ว่าเป็นเว็บโปรดสำหรับภูมิภาคบ้านเราเลยล่ะ

ต้องบอกว่าทาง Traveloka เค้าออกเว็บมาสะอาดหูสะอาดตามาก ใช้งานง่าย แล้วก็มี Support หลังบ้านดี ที่ชอบคือมีตัว Filter กรองสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการเรียงตาม Piority ได้ ยังไงลองเช็กตั๋วก่อนบินผ่านเว็บไซต์นี้เลย!!!

ข้อควรรู้ก่อนไป

  1. สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีนะครับ
  2. แต่มี wifi ภูธรขาย ให้ User ละ 20 บาท นาน 24 ชั่วโมง
  3. มีร้านอาหารตามสั่ง 1 ร้าน
  4. มีร้านก๋วยเตี๋ยว 1 ร้าน
  5. ร้านขายของชำ 2 ร้าน
  6. ถนนไม่มีลาดยาง มีแต่ดินกับฝุ่น
  7. เตรียมแมสและแว่นกันฝุ่นไปด้วยก็ดี เผื่อ ๆ ไว้
  8. อากาศไม่หนาว เย็น ๆ
  9. จุดกางเต็นท์ เก็บแค่คนละ. 100 บาท
  10. เอาชุดไปเล่นน้ำด้วย ด้านล่างมีสาละวิน

สุดท้ายก็คือ ที่เค้าบอกว่าเห็นทะเลหมอกตลอดปีคือไม่จริงนะครับ ตั้งแต่ปลาย ม.ค จนถึง ปลายเมษา อย่าหามา ไม่เจอหมอกเด้อ ส่วนหน้าฝนคือทางเหี้ยสุด ๆ อยากลำบากมาได้เลย ไม่ห้าม แนะนำหน้าหนาว ดีที่สุดสำหรับสถานที่แห่งนี้

ข้อมูลประมาณนี้ น่าจะพอเห็นภาพแล้วนะครับ เอาเป็นว่า ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป จะเป็นภาพบรรยากาศ พร้อมอธิบายเหตุการณ์ระหว่างทางให้ได้เห็นภาพกันนะ ไปกันเลย!!

ช่วงเริ่มเดินทางจากเชียงใหม่มาสบเมย เราจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก แต่มีอยู่ 2 ที่ที่อยากให้แวะ เพราะไม่ได้ใช้เวลาในการแวะนานเท่าไหร่ เนื่องจากติดกับถนนเลย และลงเดินไม่เยอะ นั่นก็คือ ออบหลวง และสวนสนบ่อแก้ว

สอนสนบ่อแก้ว ถือเป็นอีกหนึ่งที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมจัดพร๊อพเต็มที่มาถ่ายรูปมาก ๆ เพราเป็นป่าสนที่มีเป็นร้อยเป็นพันต้นประกอบวิวฉากหลังในภาพของเรา ยังไงเตรียมพร๊อพไปให้ดี ๆ

ขับไม่นานเราจะถึงสบเมย หลัก ๆ คือปักหมุดไปที่ ร้าน 24/7 กาแฟ : Twenty-Four Seven Coffee จากนั้นให้นั่งทำใจและหาข้อมูลประกอบการเดินทางของวันนั้น ๆ ก่อน เช่น เมื่อวานมีอุบัติเหตุไหม มีรถติดไหม ด้านบนตอนนี้มีปัญหาอะไรไหม หากทางสะดวกค่อยโดนทางต่อครับ เพราะถ้าขึ้นไปแบบ No info เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็อาจจะเกิดขึ้น และก่อนเดินทาง ผมได้ถ่ายรถของตัวเองไว้ก่อนด้วย ว่ากันว่า ทางฝุ่นเยอะมาก ๆ

รอบนี้ผมขึ้นทาง 22 กิโลเมตร ครับ เป็นอีกทางที่ไม่ใช่ขึ้นจากสามแลบ เหตุผลเพราะเอารถเก๋วขึ้นเลย และเค้าว่ากันว่า ทางเส้นนี้ดีกว่าเส้น 18 กิโลเมตร ถ้าดูจากทางเริ่มต้น ก็พอไปได้นะครับ

แต่เอาจริง ๆ แล้ว ทางโหดพอตัว ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือ จะเป็นดินหลวม ๆ ครับ คือฝุ่นมันเยอะมาก แล้วมันเป็นฝุ่นละเอียดดูดล้อรถเรา พอมันเป็นแบบนั้นบวกกับทางชัน ทำให้ขับลำบากมาก คิดไม่ออกเลยว่าถ้าฝนตก ขาลับจะกลับยังไง แต่เอาขาขึ้นให้รอดก่อนตอนนี้

ระหว่างทางเราจะเจอกับน้อง ๆ ชุมชนมายืนรออยู่หน้าบ้านตัวเองครับ น้องเค้ามาขอของฝาก หรือขนม ที่พี่ ๆ ชุมชนในเมืองอย่างเราเตรียมไปให้ ฝากไว้ตรงนี้เลย ใครไป รบกวนเตรียมเครื่องใช้ อาหาร หรือสิ่งของจำเป็นที่ตัวเองสามารถ Support ได้ ขึ้นไปฝากน้อง ๆ ด้วย คิดว่า น้อง ๆ ต้องการมาก ๆ ดูจากสภาพแวดล้อมแล้ว ลำบากกว่าเรา แต่อากาศดีกว่าเราแน่นอน ๕๕๕๕

ขับรถไปก็จะเจอชุมชนริมทางแบบนี้ครับ ประมาณ 30 นาทีเจอครั้งหนึ่ง ซึ่งจากต้นทางที่ขึ้นจากสบเมย มาถึงด้านบน ก็ใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง แล้วแต่จำนวนรถ แล้วแต่สถานการณ์ตอนนั้น และ Skill การขับของแต่ละคนเลย จัดนี้เองเป็นจุดที่คิดในใจว่า ขากลับ ตอนขึ้นจะขับขึันได้ไหม ดูจากภาพเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าดูดี ๆ คือดินหร่อยมากแม่ และชันด้วย!!!

และแล้วก็มาถึงอย่างปลอดภัยครับ นี่คือร้านก๋วยเตี๋ยวน้องนัด ที่ถือเป็นจุดพักรถได้อย่างดี ว่ากันว่า ตอนเช้า วิวดีมาก และแน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะพักตัวเอง โดยการสั่งก๋วยเตี๋ยวมาชิมสักชาม อื้อ!! อร่อยเลย

ต้องบอกว่า ระหว่างการเดินทาง เราไม่มั่นใจเรื่องรถเลยครับ โชคดีที่ได้กัลยามิตรที่ดี พามอเตอร์ไซต์คันเก่งนำทางเราขึ้นมา และไม่แปลกที่ตกเย็น เราจะแคมปื้งนั่งชิล หารือคุยกันตามประสาคนแรกพบที่เคยเห็นหน้ากันครั้งแรก

บรรยากาศดีมาก และน้องเตรียมของมาเยอะมาก สำคัญไปกว่านั้นคือ เราเอง ที่ไม่ได้เอาอะไรมาเลย ทั้งอาหาร (แจกน้อง ๆ ริมทางไปหมด) รวมถึงเต้น บริเวณแถวนี้คิดค่ากางเต้นท์และค่าดูแลสถานที่ ค่าเข้าต่าง ๆ ตกคนละ 100 บาทครับ แต่เราแบบ ไม่มีอะไรเลย จึงตัดสินใจจอดข้างทาง แล้วนอนในรถเอา

เป็นการนอนที่หลับ ๆ ตื่น ๆ แต่บอกกับตัวเองว่า เอาน่า… เดี๋ยวตื่นเช้ามาก็ได้เห็นอะไรดี ๆ แล้ว ช่วงตี 3 ผมตื่นมาทำธุระส่วนตัว ผมดีใจมากที่เห็นหมอก เพราะว่ากันว่า ที่นี่ไม่ได้มีหมอกทุกวัน การที่เราขึ้นมาครั้งนี้ ก็คือ 50/50 เลย

นี่คือสภาพเต้นท์ของน้อง ๆ ที่กางริมทางเป็นเพื่อนเรา

และนี่คือรถเรา ที่จอดนอนหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวไปเลย แย่มาก แต่ทำอะไรไม่ได้ ลืมทุกสิ่ง ใจมันอยากมา แต่ไม่ได้วางแผนไว้ เอาล่ะ… หลังจากตื่นล้างหน้า เก็บภาพบริเวณนี้เป็นที่ระลึกว่าตอนนั้นนอนยังไง ก็ขับรถมุ่งหน้าไปก่อน้อง ๆ เพราะน้อง ๆ เคยมากันแล้ว ดูไม่ตื่นเต้นอะไรกันเลย

ขับห่างออกมาจากบริเวณจุดพักของเราไม่นาน ก็เจอป้าย “ทะเลหมอกสองแผ่นดิน” ซึ่งมีระเบียงยื่นออกไปริมผาด้วย ไม่แปลกที่เราจะจอดรูปและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

ช่วงที่ขับรถไป ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นพอดี แสงมันสะท้อน บวกกระทบกับสิ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดท้องฟ้าสีวนิลาสวย ๆ เราขับรถช้าลงเพื่อใช้ตามองอย่างอิ่มเอมใจ

มันสวยงาจริง ๆ ครับ ช่วงนี้ แนะนำให้มาจริง ๆ ผมถึงกับอดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไม่ได้ ต้องบันทึกไว้สักหน่อย เพราะสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้ามันสวยมาก และเชื่อว่า ถึงผมจะถ่ายภาพเก็บไว้ ก็ไม่สวยเท่ากับตาตัวเองที่เห็นอยู่ตอนนั้น

โหหหหหหหหหหหหหหหหหหห……. นี่คือดอยโจ๊ะโค๊ะครับ มีคนมาก่อนเราแล้ว บอกเลยว่าอลังการธรรมชาติมาก ๆ ใครมากางเต้นท์นอนตรงนี้คืออิจฉาไปเลย 100 กระโหลก สวยมาก ๆ

ที่นี่มีมุมถ่ายรูปเยอะมาก ๆ เค้าทำเพิงไม้ยื่นออกไปเป็นเรือโจรสลัดให้นักท่องเที่ยวได้ไปยืนปลายหัวเรือแล้วถ่ายรูปคู่กับหมอกด้วย รวมไปถึงมีระเบียงให้นั่งชิล ๆ เพลิน ๆ สัมผัสบรรยากาศไปแบบสบาย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ดื่มด่ำกับสถานที่ให้สุดก่อนกลับบ้าน

และนี่คือภาพวิวบางส่วนที่ผมเก็บมาฝากทุกคนครับ ซึ่งใช้เวลาอยู่ที่นี่ราว ๆ 1 ชั่วโมงเลย ผมชอบมาก ๆ ไม่ใช่แค่เก็บภาพอย่างเดียว แต่เรานั่งคุยกันเพลิน ๆ ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ ทุกอย่างมันก็ดูจะเร็วกว่าปกติไปเลย เอาล่ะ ก่อนกลับ ไปกินเตี๋ยวน้องนัดกันอีกรอบ

ต้องบอกว่าก๋วยเตี๋ยวของน้องนัดนี่ก็ทำเป็น Highlight ได้เลยเหมือนกันนะ เพราะบรรยากาศดีมาก แล้วคือเป็นร้านที่ทำอร่อยแบบบ้าน ๆ นั่งคุยกัน คือพ่อน้องต้องตื่นมาตีสามเพื่อต้มซุปรอนักท่องเที่ยว กะเอาให้เคี้ยว ให้หวาน ให้หอมติดใจก่อนลงกันไปเลย

ก๋วยเตี๋ยวกับวิวแบบนี้อดใจไหวหรอ

ดูวิวเสียก่อน

และนี่คือน้องนัด น่ารักใช่ไหม น้องยังเรียนไม่จบเลย แต่ช่วยที่บ้านทำงานหาเงินเตรียมส่งน้องตัวเล็กเรียน

และนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ท่องเที่ยวจุดหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้มาสัมผัสหากมีโอกาส ทริปนี้เป็นทริปบังเอิญ แต่ตั้งใจ ทริปที่อยากมา แต่ไม่มีความพร้อม เออ… มันก็ดีแฮะ เอาเป็นว่า ไว้เจอกันระหว่างทางครับ

40 ข้อควรรู้ ก่อนไป “จอร์เจีย” [ควรอ่านก่อนไป]

40 ข้อควรรู้ ก่อนไป “จอร์เจีย” [ควรอ่านก่อนไป]

ข้อควรรู้ก่อนไปจอร์เจีย สำคัญมาก ๆ อยากให้อ่านให้ครบทุกข้อ

  1. จอร์เจีย หรือ Georgia เวลาหาข้อมูลท่องเที่ยวให้ตรวจสอบดี ๆ เพราะชื่อนี้ นอกจากจะเป็นประเทศแล้ว ยังเป็นชื่อของรัฐหนึ่งใน United Sate อีกด้วย กลัวว่าจะบินไปลงเมกา แทนที่จะได้เที่ยวจอร์เจียกัน
  2. เป็นประเทศที่ No Visa Requirement สำหรับคนไทย ฉะนั้น ลุยได้ยาว ๆ
  3. ตอนนี้ยังไม่มีบินตรงนะ ต้อง Transit ทุกสายการบิน
  4. การไปจอร์เจีย จริง ๆ แล้วเราสามารถทำทริปใหญ่ได้ 3 ประเทศ นั่นก็คือ อามาเนีย จอร์เจีย ตุรกี ถ้ามีเวลา มัดรวมด่วน
  5. เวลาช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมง
  6. หลายคนเข้าใจผิดว่าได้เที่ยวยุโรป แต่เปล่า จอร์เจียอยู่ในเอเชียวุ้ยยยย
  7. เป็นประเทศที่ติดกับทะเลดำ ที่เคยได้ยินสมัยเรืยนวิชาภูมิศาสตร์ตอนเด็ก ๆ นั่นแหละ ซึ่งอยากให้ศึกษาเรื่องทะเลดำด้วย ว่าเกิดจากอะไร และถ้าเป็นไปได้ เอาตัวเองไปให้เห็นและสัมผัสกับทะเลดำให้ได้
  8. ค่าตั๋วถูกสุดจากการบันทึกคือ 15,000 บาท ใครเจอ รีบกดด่วน!!!
  9. ที่นั่นใช้ภาษาจอร์เจียในการสื่อสาร และไม่ใช่ทุกคนจะพูดภาษาอังกฤษได้
  10. Mother of a Georgian มือข้างหนึ่งถือดาบ อีกข้างถือไวน์ เป็นตัวแทนของคำพูดว่าถ้ามึงมารบกับกู มึงเจอฟันหัวแตก แต่ถ้ามีงมาดี รินไวน์แล้วรีบมาชนกัน
  11. เป็นประเทศเล็ก ๆ แต่เที่ยวได้ทุกฤดู อยู่สัก 1 เดือน คิดว่าน่าจะเก็บทุกจุดสำคัญหมด
  12. ไวน์ถูกมาก ตาม Super Market คือเริ่มต้นที่ขวดละ 80 บาท
  13. ที่นี่นับถือคริสต์นิกายออโทด็อกซ์ และโบสถ์จะตั้งอยู่บนภูเขาสูงแทบทุกเมือง จริง ๆ คือโบสถ์สวยทุกที่ ถ่ายไม่เบื่อ
  14. ที่นี่มีประวัติศาสต์เก่าแก่กว่า 3,000 ปี ใครอ่านประวัติศาสตร์ไปเยอะ ๆ จะอินกับทุกสถานที่ที่ไป แนะนำให้อ่านก่อนไปเยอะ ๆ รับรองอินกว่าเก่าแน่นอน
  15. เคยเป็นสมาชิกสหภาพโซเวียต ใครไปเมือง Gori แนะนำให้เข้าไปพิพิธภัณฑ์สตาร์ลิน ขอบอกว่าสุด ๆ อารมณ์ไม่ต่างจากยุครุ่งเรืองของนาซีจึงไม่แปลกที่แทบทุกเมืองจะมีป้อมปราการณ์ (Fortress)
  16. พูดถึงป้อมปราการณื ห้ามพลาดเมือง Ushguli เลย อยู่ทางตอนเหนือ เป็นชุมชนที่สูงที่สุดในโลก ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นชุมชนมรดกโลกด้วย สมัยมีสงคราม ที่นี่คือป้อมปราการณ์ด่านหน้า
  17. ว่ากันว่า Russia – Georgia Friendship นั้นเป็น Fake Monument อันนี้ขอไม่พูดต่อ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปอ้างอิง แต่ต่างชาติที่กำลังเกลียดรัสเซียอยู่ตอนนี้คือ แบน!!!
  18. ทั้งประเทศตอนนี้ ปักธง Support Ukraine
  19. Road Trip ถือเป็นอีกกิจกรรมในจอร์เจียร์ ระยะเวลาในการใช้อย่างต่ำควรมี 7 วัน (จะได้เต็ม ๆ 3 เมืองหลัก) ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละคนด้วย
  20. ถ้าบ้านเราเริ่มทำงาน 8 โมงเช้า ที่นั่นเค้าจะเริ่ม 10:00 น. ฉะนั้นเตรียมใจไว้เลย ร้านอาหารก็เหมือนกัน เรียกได้ว่า ตื่นมาคือแดกข้าวเที่ยงไปเลย
  21. ค่าครองชีพถูกมาก และบางเมืองก็เท่าไทย อีกจุดสนใจที่ทำให้เราไปเที่ยวแล้วรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
  22. ไฟฟ้าที่นั่นใช้ 220 V และเป็นรูปเสียบ Type F แนะนำให้พก Universal Adapter ไปด้วย
  23. สกุลเงินใช้ Georgian Lari เรียกสั้น ๆ ว่า Lari หรือบางที่ใช้ Gel ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งเวลาไปเที่ยวให้คิดง่าย ๆ ว่า 1 Gel = 1 THB
  24. สถานที่แลกเงินมีทั่วเมือง แนะนำให้แลกที่สนามบินให้พอเดินทางออกไปในเมืองได้ จากนั้นค่อยแลกเต็ม เพราะจะได้เรทที่ดีกว่า
  25. Internet Sim ของประเทศนี้คือถูกแบบมาก ๆ ใช้ของ Magticom นะ ซือได้ตามร้านสะดวกซื้อ ซึ่งครั้งแรกจ่าย 5 Gel จากนั้นเราสามารถเติมเน็ตได้เรื่อย ๆ ในราคาที่โคตรถูก ล่าสุดที่เติมไปคือ 7 Gel ได้ 7 วันแบบ Unlimited
  26. การเช่ารถที่นี่ ราคาถูกกว่าไทย แต่หากคิดจะขับไปนอกเมือง แนะนำให้เอา 4×4 เท่านั้น
  27. ที่นี่มี 4 ฤดู ใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.) ร้อน (มิ.ย. – ส.ค.) ร่อง (ก.ย. – พ.ย.) และหนาว (ธ.ค. – ก.พ.)
  28. คนที่มา Tbilisi ที่เป็นเมืองหลวง มักจะไป Sulfur Baht เพื่อไปขัดตัว อันนี้ Recommend
  29. ส่วนใหญ่ที่นี่กินแป้งกันนะ รับรองท้องอืดแน่นอน
  30. ที่นี่ใช้ทิชชู่เช็ดก้น ไม่ได้ใช้สายน้ำฉีดเหมือนบ้านเรา
  31. ถ้าบ้านเราเป็นข้าว ที่นั่นคือ Khachapuri, Choti และ Khinkali ที่ใช้กินแทนข้าว ลองสั่งดู
  32. นอกจากไวน์ที่ห้ามพลาด เบียร์ที่ห้ามขาด ก็มี Lemonade ที่อยากให้ลอง ที่นี่มีหลายรสชาติมาก ลองหาดู
  33. ขับรถไป หรือมองตามข้างทาง หรือร้านข้างที่พัก เพื่อน ๆ จะเห็นคล้าย ๆ ไส้อั่ว หรือเนื้อตากแห้ง แต่เปล่า นั่นเป็นขนม เรียกว่า Churchkhela เป็นขนมโบราณที่เอาแป้งรสต่าง ๆ มาเคลือบกับธัญพ์ช ลองดู แปลก แต่อร่อยดี
  34. ไม่ต้องสงสัยว่าคนจอร์เจียนิยมทำอาชีพอะไรเป็นส่วนใหญ่ ที่นี้เหมือนบ้านเราเลย เกษตรกรรม จะเห็นว่าผลไม้ที่นี่เยอะและราคาดีมาก ๆ เยอะจนเอาไปทำไวน์อ่ะ คิดดู
  35. หน้าหนาวมี Ski Resort ให้เล่นด้วยนะ มีดัง ๆ อยู่ 2 ที่ นั่นคือ Gudauri และ Mestia
  36. หน้าร้อน นิยม Trekking และจะบอกว่าสวยมาก ๆ ประเทศนี้
  37.  ไม่ว่าจะเป็น Juta Valley, Truso Valley, Abudelauri Lakes และน้ำตกต่าง ๆ อีกเพียบเลย
  38. สถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ ดีทั้งหมด ไม่มีเมืองไหนที่น่ากลัวหรือไม่ดีเลย
  39. การเดินทางแต่ละครั้ง หากขับรถเอง ให้เช็กเส้นทางดี ๆ โดยเฉพาะทางไป Ushguli น่าจะหนักสุด ไปได้ 2 ทาง แต่ต้อง เช็กก่อนไปทุกครั้ง ย้ำว่าเช็กก่อนไปทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาขับย้อนกลับมา
  40. เป็นเมืองที่ขับรถแล้วล้อแตกบ่อยมาก ยางแตกบ่อยสุด ฉะนั้น คนที่ Road Trip ประเทศนี้ แนะนำว่าต้องขับแข็งนะครับ ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ และสุดท้าย คนที่นี่ขับรถแย่มาก

ไปจอร์เจียเดือนไหนดี!? – ฤดูกาลในประเทศจอร์เจีย

ไปจอร์เจียเดือนไหนดี!? – ฤดูกาลในประเทศจอร์เจีย

หลายคนเห็นผมลงภาพผ่านเพจ เลยอยากรีบหนีร้อนมาพึ่งเย็น เห็นหิมะในภาพแล้วอยากนอนบนหิมะปุย ๆ สีขาว ๆ สบายตา แต่บอกก่อน จอร์เจียหิมะไม่ได้มีทั้งปีนะเว้ย!!!

มา มาฟังทางนี้ แล้ววางผานการเดินทางใหม่ เดี๋ยวไปแล้วกลับมาด่าไมว่าภาพหลอกลวง ไปแล้วไม่เห็นเป็นเหมือนในภาพรีวิวเลย ก็แหงล่ะ ถ้ายูไปกันผิดเดือน รับรอง ร้อนตับแตก ทีนี้ก็รู้ไว้แต่วันนี้เลยนะว่า จอร์เจียเนี่ย มี 3 ฤดู

ฤดูหนาว (ธันวาคม กุมภาพันธ์) 

บอกเลยว่าเดือนนี้พีคสุด หนาวแบบติดลบบนยอดดอย ใครอยากมาเจอหิมะแบบกำลังตกอยู่ หรือพึ่งตกใหม่ ๆ ก็คือแนะนำฤดูนี้เลย

ข้อดี: ได้ภาพสวยแปลกตา ได้หนาวจับใจคนไทย ได้เล่นกิจกรรมหิมะ

ข้อเสีย: หนาวเกินไป บางวันติดลบ เดินทางลำบาก หิมะทับทาง บางวันฝนตก 

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม พฤษภาคม)

ผมว่าคนไทยชอบฤดูนี้นะ และจากการพูดคุยกับสาว ๆ จอร์เจีย เค้าบอกว่า ใครจะมาเล่นสกีหรือสโนบอร์ด แนะนำเดือนนี้เลย เพราะหิมะตกจนอิ่มฟู แดดดี ดอกไม้กำลังผลิบาน ที่สำคัญ เรียกได้ว่า ช่วงนี้คือ High Season ของจอร์เจีย และตรงกับหยุดยาวของไทยอย่างสงกรานต์นั่นเอง

ข้อดี: ไม่เจอหิมะถล่ม ไม่เจอฝน ได้ภาพสวยงาม หิมะไม่ตกบ่อย เริ่มมีสีเขียว 

ข้อเสีย: ของราคาแพงขึ้น

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน พฤศจิกายน)

ต้องบอกว่าฤดูนี้กำลังเข้าทางเย็น คล้าย ๆ กับใบไม้ผลิ แต่จะกลับกันคือใบไม้กำลังจะร่วง ฉะนั้นบางโซนจะเห็นใบไม้เหลืองอร่ามทั้งต้นทั้งทางพร้อมที่จะหล่นลงจากต้น ตอนกลางวันเย็น แต่กลางคืนคือเย็นมาก ช่วงนี้ฉลากหลังบนเขาเริ่มมีหิมะปกคลุมบนยอดแล้ว ได้ภาพสวยงามอีกแบบ

ข้อดี: เดินทางสะดวก ราคาของถูก หาที่พักง่าย ภาพถ่ายหลายโทนสวยงาม

ข้อเสีย: สวยไม่สุด เล่นกิจกรรมได้ครบไม่สุด เป็นฤดูกัก ๆ

อย่างไรก็ตาม ไมจะบอกว่า ข้อดี ข้อเสีย แต่ละข้อไม่ใช่อุปสรรคใด ๆ ของการวางแผนการเดินทางเลย เพราะจริตความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนไม่ชอบหนาว ก็มาร้อน บางคนไม่ชอบร้อน ก็ไปหนาว เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นเก็บข้อมูลไว้แต่พอดี ไม่ต้องเอามาเป็นบรรทัดฐานในการเดินทางของเราในลำดับที่หนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางคือ เราอยากทำอะไร เจออะไร และไปกับใครพอ แค่นั้น แล้วเจอกันระหว่างทางครับ 

Uplistsikhe เมืองโบราณอายุกว่า 600 ปี สมบัติเก่าแก่ของจอร์เจีย [The Lord’s Fortress]

Uplistsikhe เมืองโบราณอายุกว่า 600 ปี สมบัติเก่าแก่ของจอร์เจีย [The Lord’s Fortress]

Uplistsikhe ชื่ออ่านยากมาก ๆ อีกเรืองต้องห้ามพลาดหากผ่านไปแถว Gori ครับ ที่นี่เป็นเมืองถ้ำที่เป็น Highligh ของประเทศจอร์เจียเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นโบราณสถานที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนานมาก ๆ

จริง ๆ สถานที่นี่เป็นป้อมปราการณ์สำหรับขุนนางในยุคก่อน ตั้งอยู่บนหินผา ใช้การขุดเจาะให้เป็นถ้ำ เพื่อทำเป็นหลุมหลบภัยและที่อยู่อาศัย

ว่ากันว่าสร้างมาตั้งแต่ช่วงปลายของยุคสำริด ก่อน ค.ศ 1000 ปีเลย ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนจนถึงศตวรรษที่ 13 ถ้าพูดถึงสมัยก่อนก็คือมีความสำคัญมาก ๆ เลยล่ะ เพราะไม่มีสถานที่ไหน จะน่าอยู่เท่า Uplistsikhe แล้วเน้อ

เนื้อที่ของจุดนี้ครอบคลุมกว้างถึง 40,000 ตารางเมตร และสมัยก่อนมีการบันทึกว่า ที่นี่มีประชากรอาศัยอยู่ถึง 20,000 คนเลยทีเดียว ก็ใช้ทั้งทางการเมือง อาศัย ศาสนา การปกครอง และยังเป็นป้อมปราการณ์ที่ดีอีกด้วย พอเราเดินขึ้นไปก็จะเห็นวิวแม่น้ำและภูเขาสุดลูกหูลูกตาเลย

และถ้าสังเกตุดี ๆ ช่องแต่ละช่องจะเป็นแค่หินธรรมดา ไม่มีการตกแต่งอะไร แต่เชื่อว่าสมัยก่อนเป็นที่หลับภายจากเหตุการณ์รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ได้อย่างดีเลย

ใด ๆ คือมีค่าเข้าชมเด้อ 15 Gel แบบไม่รวม Wine Testing และ 20 Gel สำหรับพาไป Test Wine รอบนี้เราเลือกไปเทศไวน์ด้วยเลย เพราะว่ากันว่า การผลิตไวน์ที่นี่ เค้าใช้เท้าเหยียบและหมักในหลุม ก็เลยอยากดู

เดินไปจนสุดนู่นแหละ เราถึงจะเจอจุด Wine Testing เค้าจะเล่าถึงกระบวนการผลิตคร่าว ๆ ให้ฟัง ก็เอาองุ่นไปบ่มในถัง แล้วมักไว้ใต้ดิน 100 วัน จากนั้นเอาขึ้นมาแล้วใช้เท้าสะอาดเหยียบเพื่อให้น้ำไวน์ ถ้าผมฟังไม่ผิดนะ

ตัวเทสมี 4 แบบ ลองไปเทสดูครับ ส่วนตัวชอบขวดแรกเลย สุดท้ายแล้ว จะซื้อก็ได้ ไม่ซื้อไม่ได้ ยังไงอยากให้เพื่อน ๆ ได้มาเมืองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก UNESCO ที่นี่อีกที่นะครับ เพราะใกล้กับ Tbilisi เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วเจอกันระหว่างทาง 

Russia – Georgia Friendship Monument: Gudauri View Point [ภาพรีวิวเดือนเมษายน]

Russia – Georgia Friendship Monument: Gudauri View Point [ภาพรีวิวเดือนเมษายน]

หนึ่ง Highlight สำคัญสำหรับประเทศจอร์เจียก็คือ The Russia – Gerogia Freindship Monument ครับ ซึ่งอยู่ระหว่างทางจาก Gudauri – Kazbegi ห่างจาก Maintown Gudauri ประมาณ 5 กิโลเมตร สามารถไปกฃับได้สบาย ๆ เดินทางไม่ลำบากด้วย หน้าร้อนจะเป็นทางเดินไปสะดวกหน่อย แต่หน้าหนาวตอนช่วงผมไป อาจต้องเดินลุยหิมะนิดหนึ่ง

เจ้า Monument นี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1983 เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการครบรอบสองร้อยปีของสนธิสัญญาจอร์จีฟสค์ และมิตรภาพที่มีมาต่อเนื่องระหว่างโซเวียตจอร์เจียและรัสเซียโซเวียต พอเข้าไปจะเห็นสถาปัตยกรรมภาพเซรามิคบอกเล่าเรื่องราวบันทึกประวัติศาสตร์อย่างงดงาม

และด้วยความที่ Location ของ Monument แห่งนี้ ตั้งอยู่ปลายผืนดิน และมีฉลากหลังเป็นหุบเขา Devil’s Valley หนึ่งในเทือกเขา Caucasus ทำให้เวลาเรามองจากมุมสูงนั้นสวยมาก ๆ หรือแม้กระทั้งมองจากระดับพื้นดินปกติก็ดูยิ่งใหญ่อลังกาล

จุดนี้เอง มี Paragliding บริการร่อนลงไปจากเหวด้านบน Devil’s Valley ลงมาด้านล่าง ในราคา 3,000 บาทไทย ด้วย พอลงไปถึงจะมีรถขับขึ้นมาส่งที่จุดปล่อยตัว ใครมีโอกาสได้ไปแถวนี้ ห้ามพลาด และที่นี่ เปิดตลอด 24 ชั่วโมงครับ ว่างตอนไปก็ไปได้เลย 

ท้ายสุดสุดท้าย… ที่นี่มีบาร์เล็ก ๆ บริการเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น ถ้าอยากได้ฟีล แนะนำให้มาตอน Sunset แล้วนั่งจิบชมวิวไปพราง ๆ รับรองว่าฟินแน่ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

Pin It on Pinterest