รีวิว “ตูบนาปัว” ที่พักริมน้ำ อ.ปัว จ.น่าน [โคตรดีย์]

รีวิว “ตูบนาปัว” ที่พักริมน้ำ อ.ปัว จ.น่าน [โคตรดีย์]

ปกติก็ไม่ได้ชอบ Camping อะไรมากนักหรอก แต่ช่วงหลังที่กลับมาจากบ้านห้วยโทนและสวนยาหลวง ก็หลงเสน่ห์การไร้คลื่นอับสัญญาณ รวมถึงความเงียบสงบ มีกลิ่นไอดินไอหมอกมาแตะจมูกเบา ๆ ว่าจริง ๆ มนุษย์ทุกคนก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการได้อยู่กับที่กับตัวเองหรอก

การไปน่านครั้งนี้เลยทำให้ไมหาสถานที่แนวนั้นอีกครั้งหนึ่ง และก็ไปเจออยู่ที่หนึ่งที่น่าสนใจมาก ภาพแรกที่เห็นคือเต้นท์ขาว ๆ ริมน้ำ พอให้ทีมงานลองค้นดูชื่อก็ได้รู้จักชื่อของสถานที่นี้ และพอทีมงานสอบถามราคาไปถึงกับต้องอึ้งครับ เอาเป็นว่าขอเก็บไว้ก่อนแล้วกัน กลัวว่าผู้อ่านหลายคนจะไม่เลื่อนไปดูภาพบรรยากาศกัน มาเริ่มกันเลย

ทริปนี้เราเดินทางกับสายการบิน Thai Smile ครับ คือรอบที่แล้วก็บินกับ Thai Smile รอบนี้ก็บินอีกครับ เพราะติดใจปาท่องโก๋บนเครื่อง แฮร่!! เปล่าเลย อันนั้นก็ติดใจ แต่ที่ติดใจไม่แพ้กันคือการบริการของพี่ ๆ น้อง ๆ บนเครื่องนี่แหละ ดูแลยิ่งกว่าญาติชิดมิตรสหายกันเสียอีก ที่สำคัญน้อง ๆ ทุกคนน่ารักมาก

สำหรับ Thai smile ในช่วงโควิดแบบนี้ก็ยังเปิดบริการอยู่นะครับ แต่ปกติรูท กทม. – น่าน จะมีอยู่ รอบ ก็จำเป็นต้องลดรอบลงมาเหลือวันละรอบคือช่วง 12:05 น. ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงสนามบินน่านแล้ว ดูดิ… เฟิร์นหลับปุ๋ยเลย ๕๕๕๕

อ่า… ตอนนี้ Thai smile ถ้าเราจองผ่านเว็บ Booking ต่าง ๆ หรือกับทาง Official Website เองเนี่ย จะได้ Full Service ไปโดยปริยายนะครับ คือจะได้เครื่องดื่มกับอาหารทานบนเครื่อง บวกกับเก็บสัมภาระน้ำหนักไม่เกิน 20 kgอีกด้วย นี่ถือเป็นอีกตัวเลือกสายการบินที่ห้ามพลาดเลยนะครับ

เอาล่ะ … ด้วยความที่น่านเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างจะต้องใช้รถส่วนตัวอ่ะเนอะ ถ้าเกิดไปรถประจำทาง บาทที่คงไปส่งไม่ถึงแน่เลย แล้วยิ่งตูบนาบัวแล้วเนี่ย ยังไงก็จำเป็นจะต้องเช่ารถครับ ซึ่งทริปนี้ เราใช้บริการของ AVIS 

AVIS ที่น่านพอลงเครื่องปึ้บมองทางซ้ายเลยนะ เจอเลย ราคารถเช่าก็อยู่ที่หลักร้อย ถึงหลักพัน สำหรับทริปนี้เราแนะนำรถคันเล็ก ๆ ธรรมดาหลักร้อย ถึงพันต้น ๆ ก็พอครับ ยังไงก็ไปถึง ไม่จำเป็นต้องมีแรงม้าเยอะ แต่หากใครอยากได้ห้องโดยสารที่กว้าง นั่งสบาย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและความพร้อมส่วนบุคคลเลย

การจองรถกับ AVIS เพื่อน ๆ สามารถจองผ่านเว็บนี้ได้เลย AVIS ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมรับรถ หลัก ๆ จะเป็นใบขับขี่ และบัตรประจำตัวประชาชนครับ สุดท้ายห้ามพลาด บัตรเครดิทสำหรับประกันรถด้วยนะครับ

ผมว่าทุกอย่างน่าจะพร้อมแล้วล่ะ รบกวนเพื่อน ๆ ปักหมุด “ตูบนาปัว” แล้วเดินทางกันเลยดีกว่า จากตัวเมืองไปตูบนาปัว ใช้เวลาราว ๆ 1.ชั่วโมงเท่านั้นเอง

ตัดภาพมาที่ซอยทางเข้าตัว Camping ครับ ต้องบอกว่าเหมือนหลุดไปอยู่อีกเมืองเลย ตอนแรกขับมาทางดี ๆ ตอนนี้แค่เลี้ยวซ้ายก็เจอทางลูกรัง และแคบลงเรื่อย ๆ เพียงสวนทางเลนส์เดียว 

ระหว่างที่ไปต้องบอกว่าอึ้งกับป่าไผ่ที่กำลังเหลืองอร่าม เมืองไปกลาย ๆ เห็นชมพูภูคาบานสะพรั่งเต็มเขา โหหหห… นี่เรามาในช่วงที่มันกำลังบานพอดี

ขวาสุดท้ายตรงทางเข้าต้องบอกว่าเหยียบเบรคแล้วเปิดประตูลงจากรถแทบไม่ทันครับ ข้างหน้าผมสวยมาก ๆ ไม่เชื่อลองดูภาพด้านล่างเลย เป็นภาพที่เดินออกไปถ่ายอย่างตั้งใจ บวกกับทำท่าว่ามองใบไผ่ด้านบน ๕๕๕๕๕๕

แค่ทางเข้าก็สวยแล้วล่ะ เอาล่ะ และแล้ว เราก็มาถึงจุด Camping ตูบน้ำปัวของเราคืนนี้ครับ เป็นที่พักติดแม่น้ำปัว ที่พิเศษไปกว่านั้นคือโซนที่เราพักแรมนั้น สามารถเข้าพักแรมได้แค่ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนเท่านั้น เนื่องจากเราพักกันกลางน้ำเลย

ในส่วนของหน้าฝน แคมป์ปิ้งที่เพื่อน ๆ เห็นในภาพ จะถูกยกขึ้นบกทั้งหมด เนื่องจากว่าจะมีน้ำจากป่าจากเขา ที่เอ่อล้นจากการตกของฝน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนั่นเอง

เอาล่ะ ที่พักครั้งนี้ของเราต้องบอกว่าราคาดีมาก ๆ เต็นท์สีขาวที่เพื่อน ๆ เห็นที่กางไว้ให้อยู่แล้ว ราคาตกคนละ 450 บาท ทุกโซน ขึ้นอยู่กับว่าใครจองโซนไหนได้ก่อนก็เอา แต่จะบอกว่าดีทุกโซนแหละ และส่วนคนที่เอาเต๊นท์มาเองอยากกางเอง ทางเจ้าของที่พักเค้าเก็บแค่คนละ 170 บาทเท่านั้น ราคานี้ รวมอาหารเช้าอร่อย ๆ และกาแฟคั่วสดบดถี่ ๆ จากมือเจ้าของเองด้วย รับรองได้ว่าฟินสุด ๆ

ในหน้าหนาวที่นี่จะเต็มไปด้วยใบไผ่สีทอง และดอกชมภูเต็มทุ่งของชมพูภูคา แนะนำให้มากันครบ แล้วก็ต้องบอกว่า ที่นี่เนี่ย มองเห็นดาวชัดมากเลยนะ ยังไงอยากให้เอาเพื่อน ๆ นำขาตั้งกล้องมาถ่ายดาวกันด้วย

และนี่ก็เป็นอีกที่พักหนึ่งใน จ.น่าน ที่ผมอยากจะแนะนำมาก ๆ เลยล่ะ นอนฟังเสียงน้ำตลอดทั้งคืน ดมกลิ่นไอน้ำไอดินตลอดทั้งวันและมารับแดดยามเช้ากับเอาหมอก พร้อมกาแฟดิบเบา ๆ สักแก้ว และโจ๊กร้อน ๆ สักชาม รับรองว่าฟิน ก็ขอจบการรีวิวสั้น ๆ เพียงเท่านี้ละกันเนอะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

ปล.ขอแนบกิจกรรมบริเวณนั้นได้ไหม ที่นี่นมีพารามอเตอร์อยู่นะ เพื่อน ๆ สามารถบินชมวิวนาข้าวเขียว ๆ ได้ในราคา 3,500 บาท แต่หากจองผ่านลิ้งค์ที่ให้ไปนี้ เพื่อน ๆ จะได้ราคาจองเพียง 2,899 บาทเท่านั้น ยังไงลองติดต่อไปที่ Line id: @gotrave นะครับ และเดี๋ยวเราจะลงในรีวิวทริปถัดไป

รีวิว “เขาค้อ” 2 วัน 1 คืน ฉบับคนทำงานประจำ [ ออกตอนค่ำไปเพื่อไปดูทะเลหมอกตอนเช้า ]

รีวิว “เขาค้อ” 2 วัน 1 คืน ฉบับคนทำงานประจำ [ ออกตอนค่ำไปเพื่อไปดูทะเลหมอกตอนเช้า ]

เค้าบอกว่านอนเขาค้อหนึ่งคืน อายุยืนหนึ่งปี บางทีคำพวกนี้ก็เป็นคำที่พูดขึ้นมาเก๋ ๆ ให้ดูน่าเที่ยวน่าไป และชวนให้เราไปสัมผัส แต่เชื่อไหมว่าการไปเขาค้อทุกครั้งของไม ไปทีไรก็ติดใจทุกที และการเดินทางไปเขาค้อของไม ไม่เคยไปแบบปกติเลย เพราะออกกลางดึกตลอด!!!!

ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งล่าสุด การเดินทางไปเขาค้อคือออกห้าทุ่ม เที่ยงคืนของอีกวันตลอด พูดไปพูดมาก็อันตรายเหมือนกันนะ สมัยก่อนคือถ้าง่วงคือจอดนอนข้างทางเลย ตอนนี้อายุใกล้เข้าเลขสาม การได้รถเช่าพร้อมคนขับเก๋ ๆ สักคัน ก็คงทำให้ทริปของเราสบายขึ้น

อ่ะ ขายของเลย ทริปนี้เราใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับของ True Leasing เป็นรถ Benz รุ่น Sprinter ที่รองรับได้สูงสุดถึง 15 คน พวกเราไปกัน 7-8 คนคือสบายเลยอ่ะ ภายในตัวรถคือกว้างขวางมาก ใหญ่ โต มโหฬาร มีเบาะพร้อมโต๊ะนั่งพูดคุยธุรกิจกันชิล ๆ 

เดินทางตอนกลางคืน มีคนขับ คน เพื่อความปลอดภัย ภายในมีเครื่องดื่มบริการตลอด 24 ชั่วโมง น้ำเปล่านี่เบิกได้เรื่อย ๆ กาแฟก็ไปจัดการได้เองแบบสด ๆ มีชั้นวางของด้านบนที่พอเหมาะพอเจาะ มีเต้าเสียบชาร์จแบตฯ โทรศัพท์ ปลั๊กเสียบไฟสามตา คือมีพร้อมเหมือนอยู่บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม​ Call​ Center​ 1279 หรือ www.trueleasing.co.th ได้เลย

ซึ่งถ้ามองจากด้านนอกคือใช้คำว่าทุกคนต้องเหลียวตามองอ่ะ เพราะหรู หรา อลังกาลมากแม่ ในไทยไม่ค่อยมีคนใช้ คนข้างนอกมองไม่เห็นคนข้างในนะจะ บอกก่อน แล้วคือคนข้างในมองวิวได้แทบจะ 360 องศา เพราะกระจกกว้างรอบด้าน 

พูดถึงเรื่องราคาบอกเลยว่าคุ้มสุด ๆ​ One​ day trip เริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ​ วันละประมาณ​ 14,000 รวมน้ำมัน​ ทางด่วน​ ที่จอดรถ​ วิ่งได้ 12​ชั่วโมงต่อวัน สิ่งอำนวยความสะดวกก็อย่างที่พูดมาทั้งหมดด้านบน การแต่งตัวของพนักงานและการบริการคือเหมือนอยู่โรงแรมบอกเลย และฟังทางนี้ ใครที่ใช้ Black Card หรือ Red Card ของ True รับส่วนลดสูงสุดไปเลย 25​% เราว่าเราขายพอละ อ่ะ ตัดไปที่ทริปต่อ

DAY 1: BKK – KHK

จาก กทม. มาถึงเขาค้อ ก็เช้าพอดีครับ ถนนหมายเลข 12 ยังเป็นถนนที่สวยที่สุด และขับสนุกที่สุดสำหรับผมในประเทศไทย วิวสวย โค้งเยอะ ถนนกว้าง ถ้าดริฟได้กูดริฟเลย ๕๕๕

อ่ะ ๆ จุดแรกห้ามพลาดก็คงหนีไม่พ้นสะพานชมวิวเขาค้อนี่แหละ และช่วงที่เราไปคือหมอกลงพอดี สวยงามมาก อิจฉาคนที่อยู่ที่นี่สุด ๆ

   

อาหารเช้าห้ามขาด ต้องบอกว่าคนที่มาที่นี่ห้ามลืมอุดหนุนพี่ป้าน้าอาที่มาตั้งร้านขายอาหารด้านหลังด้วยนะ การไปเที่ยวของเราจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมือ เงินมันหมุนเวียนเข้ามาสู่มือชุมชนโดยตรงนี่แหละ อร่อย ไม่อร่อย ดังไม่ดัง สิ่งนี้ก็คือการให้กำลังใจกัน 

และรสชาติอาหารมื้อนี้ ก็ไม่ได้แย่ ป้า ๆ น้า ๆ ใจดี กันทั้งหมด ยังไม่ทันไรทริปนี้ก็เปื้อนรอยยิ้มกันตั้งแต่เช้าเลย จะไม่ให้กลับมาที่เขาค้ออีกได้ยังไง ไหนพูด!!!!

จริง ๆ เขาค้อมีสถานที่ท่องเที่ยวด้านบนอีกเยอะเลยนะ แต่ก็ต้องเบรคตัวเองไว้ เพราะที่ที่เราไปพัก มีกิจกรรมภายในตัวรีสอร์ทเยอะกว่านนั่นเอง แต่ก่อนไปรีสอร์ทอยากจะพาเพื่อน ๆ ไปแวะทุ่งกังหันลมเขาค้อเสียหน่อย โดยส่วนตัวแล้วเราชอบ ๕๕๕๕

ก็ไม่ขนาดนั้น บังเอิญทริปนี้ชวนน้องมีน The Voice มาเที่ยวด้วย แล้วน้องบอกว่า ไม่เคยมาเขาค้อ ก็พาเก็บจุด Highlight กันหน่อย อ่ะ บรรยากาศที่นี่จะเป็นยังไง ไปดูกัน…

ต้องบอกว่า จากเขาค้อลงมาถึง ภูแก้วรีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค เพียงไม่กี่นาทีเอง คือเรียกได้ว่าอยู่ใกล้กันเลยล่ะ เห้ย… แป็บ เล่าข้าม ก่อนไปที่พัก เราไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกันมาก่อน อ่ะส่งตัวแทนเข้าไปดู คนเยอะเหลือเกินพี่น้อง

ก็ที่เรียกกันว่า “ผาซ่อนแก้ว” ก็เพราะมีภูเขาสูงใหญ่ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายโอบรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม บนยอดเขาจะมีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา ชาวบ้านเวลาสัญจรไปมาแล้วเห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา เลขเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามๆ กันว่า “ผาซ่อนแก้ว” นั่นเองจ้าาา

 

อ่ะ ๆ กลับมา ๆ จริง ๆ วัดนี้ตอนเช้าสวยมากเลยนะ มันจะมีจุดชมวิวจุดหนึ่งที่มีคาเฟ่ด้านบน สามารถขึ้นไปดูวิวด้านบนได้ ถ้ามีโอกาสและเวลาเหมาะ ๆ ก็อยากจะไปจริง ๆ แต่ว่าที่พักเราก็มีจุดชมวิวที่เรียกว่า “ ภูแก้ว พีค “ ที่พีคสมชื่อเค้าอีกล่ะ อ่ะ ว่าแล้วก็เข้าไปดูที่พักกันเลย

ที่พักเหมือนเราหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่งของเขาค้อครับ เป็นหมู่บ้านตากอากาศที่ไม่ได้เหมือนอยู่ในประเทศไทยเลย บ้านจะเป็นหลัง ๆ ซ้อนกันตามหุบเขา มีแม่น้ำ หมอก ป่า ไม้ เสียงนกร้อง โหหหห… โคตรดีย์ อ่ะ ก่อนที่จะไปเล่นกิจกรรมของทางรีสอร์ท เราไปทานอาหารของที่นี่กันก่อนเลย

 

อาหารที่นี่ต้องบอกว่าหลากหลาย และรสชาติเลิศมาก ๆ คือจริง ๆ แวะคาเฟ่อื่มชากาแฟกันมาแล้วนะ แต่ที่นี่คืออร่อย จนต้องเรียกพ่อครัวมายกนิ้วให้เลย นิ้วไรอ่ะ นิ้วโป้งายยยยย ๕๕๕๕ เออ อร่อยจริงเว้ย ไปดูหน้าตาอาหารกัน

ซึ่งเมนูที่ผมชอบ ก็จะเป็นตัว หัวกุ้งเอามาผัดน้ำมะขาม ต้มยำทะเล ขาหมูเยอรมัน แกงเขียวหว… สัส!!! ที่มึงพูดนี่คือจะครบทุกเมนูละ นะ ก็เอออออ… แม่งอร่อยหมด ๕๕๕๕๕๕

กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่ อ่ะน้องมีน มานี่ พี่จะป้อนนนนนนนนน!!!!

กลับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สักแป็บ แล้วเรียกรถมารับไป Adventure Park เลย ต้องเกริ่นก่อนว่าที่นี่ เวลาจะไปไหนมาไหน จะมีรถสองแถวของที่พัก มารับเราตลอดครับ สบายมาก และแล้ว ก็มาถึง Adventure Park สักที

บอกก่อนเลยว่า Adventure Park ที่นี่ มีเครื่องเล่นเยอะมาก มีของเด็ก ๆ ด้วยนะ พ่อแม่ ปู่ย่า น้าอา สามารถมาหลาน ๆ มาพักที่นี่ได้เลย ห้องพักก็ราคากำลังดี เหมาะสมกับราคา แต่ส่วนของเราเด็กโต ขอไปเล่นอะไรที่ทำให้อะดีนาลีนมันหลั่งหน่อยแล้วกัน เริ่มจากตัวนี้เลย

Zip Line 150 meters บ้าบอมากกกกกกกก เคยเล่น Zip Line มาหลายที่ ขอดูถูกที่นี่ก่อนเลยว่าไม่สนุก ตอนแรกว่าจะไม่เล่น แต่พอได้เล่นเท่านั้นแหละ อีเหี้ยยยย!!! เร็วจัด ๕๕๕๕ ที่สำคัญคือโรยตัวเหนือน้ำด้วย อันนี้แนะนำเลย สนุกมาก ไม่น่ากลัวด้วย

อย่างที่สองจะพาเพื่อน ๆ มาเล่น Giant Swing กัน อันนี้ดูภายนอกธรรมดา แต่ก็ทำให้คนข้าง ๆ ผมฉี่ราดมาแล้วนะ ๕๕๕๕๕ บ้าบอ น้องมีนมันกลัว ร้องตะโกนจนตาแฉะเลย อันนี้ดี Recommend

มาต่อกันทีปีนผาจำลองแข่งกัน ใครตีระฆังด้านบนได้ก่อน ชนะ ซึ่ง ก็มีคนที่ปีนไปถึง และก็มีคนที่ไปไม่ถึงนั่นแหละ ต้องบอกว่าพนักงานที่นี่เค้า Safety ดีมากนะ ทำให้เราคลายกังวลได้ดีจริง ๆ และไม่ใช่เฉพาะพนักงาน แต่เครื่องเล่นของเค้าก็ผ่านมาตรฐาน และมีคุณภาพทุกฐานเลย

มาต่อกันที่ Slider ที่เหมือนจะเด็กน้อย แต่เปล่าเลย สนุกมาก เค้าทำช่อง Slider แล้วมีสารเคลือบที่ทำให้เมื่อผ้าที่เรานั่งมาสัมผัส มันลื่นไหลเร็วมาก เหมือนเราเล่นที่สวนน้ำเลย แต่ตัวนี้เราเล่นที่กลางป่า

อ่ะ ๆ ยังไม่จบ ยังมีแข่งธนูกันด้วย ซึ่งแต่ละคนนี่คือเซียน ๆ ทั้งนั้น เค้าให้ยิงโดนเป้า แต่ยิงล้นเป้ากันหมดเลย ถือว่าสุดยอด แถวบ้านเรียกพรสวรรค์ ก็แหม่คุณครับ มันเหมือนจะง่าย แต่ไม่เลย ขอบอก ตอนเล็งนี่มือสั่นเลยนะ ใครยังไม่เคย ลองมาดู

และตัวสุดท้าย Highlight ของที่นี่ Sky Fall เป็นการขึ้นไปบนหอคอย แล้วปล่อยตัวเองลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลกที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 15 เมตร อีเชี่ยยยย ตัวเลขมันดูน้อย แต่ตอนกูอยู่บนดอยนี่ขาสั่นเลยนะ อันนี้ Recommend อยากให้มากันครับ เสียวจริง ขาสั่นเลย เพื่อน ๆ สามารถดูราคาทุกกิจกรรมได้ตามตารางด้านล่างนี้เลยครับ

หลังจากเราไปสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ Adventure Park ก็กลับไปที่พักกันครับ เพราะมีนัด BBQ กัน หลังบ้าน ต้องบอกเลยว่าหลังบ้านเราบรรยากาศดีมาก ๆ จริง ๆ ที่นี่มีบ้านหลายแบบนะ ยังไงเพื่อน ๆ ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย ภูแก้ว รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ พาร์ค

ถึงเวลานัด พนักงานก็ยกเตาย่าง และชุด BBQ มาให้เราถึงที่ครับ พร้อมกับจะช่วยปิ้งย่างให้เรา แต่เราเกรงใจครับ ให้พนักงานไปพักเลย เดี๋ยวเราจัดการกันเอง บรรยากาศดีอ่ะ ชอบ ปิ้งย่างกันหรรษาเลย ราคาเป็น SET มี 2 SET ให้เลือก ที่สำคัญคือ… รสชาติดีเลยล่ะ….

คือต้องบอกว่าฟีลลิ่งมันได้นะ แล้วคือที่นี่พอเข้ามา อากาศเค้าเย็นตลอดเลย ไม่ร้อนอะไรทั้งนั้น อาจจะเพราะที่พักเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ปกคลุมแบบครึ่งต่อครึ่ง เอ้ออ.. ลืมบอกไปเลย ตัวบาบีคิวเซ็ท เค้าแถมน้ำพีชมาด้วยล่ะ ฮ่า ๆๆๆ

นี่ตั้งแต่มาถึงเขาค้อกัน เรายังไม่ได้พักกันเลยนะเนี่ย แถมยังกินตลอดเวลาอีกด้วย ฮ่า ๆๆๆๆ อ่ะ ๆๆๆ งั้นก็กลับไปอาบน้ำกันที่ห้อง แล้วเดี๋ยวไปดูบรรยากาศภายในห้องด้วย ว่าห้องน่าพักขนาดไหน….

ก็ต้องยอมรับว่า ห้องพักของเค้าคือตกแต่งดีเกินบ้านที่จะมาอยู่กลางป่าแบบนี้อ่ะ ที่สำคัญคือเนื้อที่กว้างขวางและมี Facilities ให้แบบครบครัน ทีวี แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น จาน แก้ว ระเบียง และเตาหลังบ้านสำหรับบาบีคิว ไหนจะเฟอร์นิเจอร์ที่แต่งสไตล์ Loft เอนไปทาง Modern อีก ไม่มาไม่ได้แล้วน้าาาา…

และสำหรับราคาห้องพักในแบบต่าง ๆ เพื่อนสามารถเช็กราคาได้ตามตารางด้านล่างที่เราได้ขอโรงแรมแนบไว้ให้ได้เลย

ก่อนจะลาจากกันไป เรานัดชาบูคอลลาเจนที่เดียวในไทยไว้ครับ ต้องบอกว่า ที่นี่ เค้ามีเมนูที่ชื่อว่า ชาบูคอลาเจนด้วยนะ ที่สำคัญคือ อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก เค้าจะมีน้ำซุปมาให้เรา แล้วจะมีก้อนคอลลาเจนที่ทางเชฟทำเอง ให้เราใส่ลงไปในน้ำซุม จุดนี้คือดีมาก

ที่สำคัญอาหารเย็นมื้อนี้ก็ดีอีกด้วย ภูแก้วรีสอร์ท ต้องยกนิ้วให้เรื่องอาหารจริง ๆ อร่อยทุกอย่าง กลับบ้านไปอ้วนแน่ และนี่ก็เป็นกิจกรรมวันแรกของพวกเราครับ กลับไปใช่ว่าจะนอนนะ ไปเม้ามอยกันต่อที่ห้องอีก จะทำไงได้ ก็ห้องสวย บรรยากาศดี และคนรอบข้างบางคนก็ไม่ได้เจอกันนานเป็นปีสองปีสามปีเลย อ่ะ มีน เพลงมา

DAY 2: ภูแก้วพีค

ตื่นเช้ามาอีกที่ ก็อยู่นี่แล้วครับ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ บ้าบอมาก หลอกเล่นนะ ที่นี่คือ ภูแก้วพีคครับทุกคน ที่เม้าท์ไปเมื่อวันก่อน เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยอีกจุดหนึ่งเลย แต่ตอนที่เราไป เมฆบังและคล้ายว่าฝนจะตกอีกด้วย

แต่ก็นะ ด้านบนมีจุดถ่ายรูปเพียบ ที่สำคัญยังมีภูแก้วคาเฟ่ ที่มีของทานเล่นและเครื่องดื่ม อร่อย ๆ ให้เราทาน อย่างจุด Combo Set Snack และ Strawberry Smoothies ที่ผมสั่งอยู่นี่ด้วย คือฟินสุด

พูดยังไม่ทันขาดคำ ฝนก็ตกลงมาจริง ๆ แต่การที่ฝนตก ก็ทำให้ที่นี่สวยงามไปอีกแบบ โห… สองวันหนึ่งคืนของเราสำหรับเขาค้อและภูแก้วรีสอร์ทก็เอาเรื่องเหมือนกันนะ ยังไม่อยากกลับเลยเอาจริง ๆ อยากอยู่กินชาบูคอลาเจนต่อ ๕๕๕๕๕๕๕

และนี่ก็เป็นทริป กิน เที่ยว เล่น ง่าย ๆ วัน คืน ที่ทุกคนสามารถตามรอยได้จริง ไม่อิงนิยาย สำหรับเรารถของ True Leasing ทำให้เราประทับใจในการเดินทางครั้งนี้มาก ถือเป็นอีกประการณ์ใหม่เลย ที่ได้ลองใช้รถไสตล์นี้ คาดว่าจะมีทริปต่อไปชัวร์

และในส่วนของภูแก้วรีสอร์ท ที่แต่ก่อนได้แค่ขับผ่าน คงไม่ได้ใช้คำนั้นอีกต่อไป เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้เข้าไปพัก ก็จะเข้าไปทานอาหารเที่ยง หรืออาหารเย็นที่นี่แน่นอน เรามาพิสูจน์แล้วว่ารสชาติเยี่ยมจริง ๆ และถ้ามีเวลาก็คงจะไปเล่น Giant Swing หรือขึ้นไปชมวิวที่ “ภูแก้ว พีค” อีกเป็นแน่

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีแพลนจะมาเขาค้อ ถ้าไม่อยากกางเต้นท์น้อย ก็ลองมาพักที่ภูแก้วรีสอร์ทได้นะครับ ไมขอคอนเฟิร์มว่าเป็นอีกที่พัก ที่จะทำให้เพือนหลบหายไปจากสิ่งรบกวนจิตใจได้ไม่มากก็น้อย แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม

-ไม 

PALAPILII รีวิวที่พัก: ดุสิต ดีทู เขาใหญ่ [ ที่พักร่มรื่นติดป่า ติดภูเขา ไม่ไกลกรุงเทพฯ ]

PALAPILII รีวิวที่พัก: ดุสิต ดีทู เขาใหญ่ [ ที่พักร่มรื่นติดป่า ติดภูเขา ไม่ไกลกรุงเทพฯ ]

ใครกำลังหาที่พักสุดชิค​ที่เขาใหญ่อยู่​ เรามีโรงแรมแบรนด์​ระดับอินเตอร์​ บรรยากาศดี​ อาหารอร่อย​ activities ล้นหลาม​ ครบจบในที่เดียว​… พร้อมอ่างตีฟองครบทุกห้องที่ต้องร้องว้าววว… 

ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวอากาศเริ่มเย็นสบาย​เขาใหญ่ทริป​ก็ฮอตฮิต​มาก… เต็มไปด้วยรีสอร์ท​และคาเฟ่ต์มากมาย… เลือกกันไม่ถูกเล้ยยย​ แต่จะบอกว่าที่นี่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆนะ​ คือมันดีทั้งห้องพักดีลักซ์ขนาดกว้างขวางพร้อมอ่างแช่ตีฟองบุ๋งๆฟูๆ​ โรแมนติก​สวยหรูมีระดับ​ วิวทิวเขาเขียวๆกลิ่นดอกไม้ใบหญ้าอ่อนๆ​ สุดยอด!!!  แช่เสร็จใครเบื่อๆความชิวเป็นสาย Active ก็ไปเล่นฟิตเนส​ พายเรือคายัก​ ปืนผาจำลอง​ ร้องคาราโอเกะ​ โอ้ยยยมีครบจบในที่เดียวไปอีก​ สายมุ้งมิ้งก็ยังมี cooking คลาสที่เชฟมืออาชีพเป็นคนลงมือสอนเอง​ และๆๆๆสายรักสัตว์​ก็มีน้องอัลปาก้าคู่​ น้องต่าย น้องไก่ฟูๆคอยตอนรับอย่างอบอุ่น​ เห็นมะกิจกรรมแน่นจนไม่มีเวลาว่างเลยทีเดียว

ที่พักของที่นี่ก็จะมีห้อง 3 ประเภทด้วยกัน ห้องแรกที่เราได้มาพักกันคือ ห้อง Duluxe ห้องนี้เหมาะกับทุกคนตั้งแต่ คนที่มาทำธุรกิจ มาเที่ยวกับเพื่อน ครอบครัว แต่ที่เหมาะสุดๆน่าจะเป็นคู่รัก  เพราะ ว่าในห้องมีอ่างอาบน้ำอยู่ตรงกลางห้องที่เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียงนอนแล้ว!! ที่สำคัญคือ เตียงกับอ่างมีแค่ผ้าม่านกันเท่านั้น!!!! ซึ่งจริงๆแล้วทุกห้องในโรงแรม ดุสิต D2 นั้นก็มีอ่างอยู่กลางห้องทุกห้องครับ ไม่ได้มีเฉพาะห้องนี้ห้องเดียว แล้วอีกอย่างนึงที่โรงแรมภูมิใจนำเสนอมากก็คือที่นอน เค้าบอกว่าที่นอนของที่โรงแรมเจ้าของเป็นคยเลือกและสั่งผลิตพิเศษด้วยตัวเอง เค้าเคลมว่าเป็นที่นอนดูดวิญญานที่แท้จริงความรู้สึกเหมือนที่นอนราคาเป็นแสน บวกกับผ้าม่านที่เป็นผ้าม่านกรองแสง UV 100% คือถ้าคุณปิดผ้าม่านแส่งจะไม่ลอดเข้ามาเลย ถ้าบวกกันสองอย่างทั้งมืดทั้งนุ่มแอร์เย็นๆ หลับไปตื่นมาอาจจะต้องเช็คเอ้าได้เลยระวังกันดีๆไม่ได้พูดเล่น Haaaaaa ขนาดของห้อง Desluxe ก็จะอยู่ที่ 36 ตารางเมตร กำลังพอดีไม่ใหญ่ไม่เล็กไปสำหรับสองคน

ห้องที่สองห้อง ห้อง Sweet Deluxe เป็นห้องที่เอาไว้ให้ผ่อนคลายกับคนรักและครอบครัวครับ โดยจะเป็นเป็นชั้นล่างชั้นบน ก็จะมีโซฟาและห้องนั่งเปล่น แต่เมือ่ขึ้นบันไดไปอีกชั้นหนึ่ง ก็จะกลายเป็นห้องนอนที่สะดวกสบายอีกห้องหนึ่งเลยหมอนบุด้วยขนนก ผ้าปูที่นอนเป็นลินินเนื้อดี นุ่มมาก ผ้านวมก็นุ้มมมนุ่ม ห้องนี้ก็จะมีห้องน้ำสองห้อง ชั้นบนจะมีอ่างอาบน้ำด้วย ขนาดห้องอยู่ที่ 69 ตารางเมตร เก๋ๆ ไป

ส่วนห้องสุดท้ายก็จะเป็นห้อง Sweet D’Corner  ความโดดเด่นของห้องนี้คือทิวิวแบบพาโนรามาของเทือกเขาใหญ่จากหน้าต่างแบบพื้นจรดเพดาน ซึ่งยาวสุดขอบของห้องพัก ภายในห้อง จะประกอบไปด้วย ห้องนอนขนาดใหญ่และอุปกรณ์เครื่องใช้อำนวยความสะดวกสบายเหมือนกันหมด แต่ที่เพิ่มเติมมาอย่างโดดเด่นก็เห็นจะเป็นโต๊ะกาแฟ เก้าอี้และโต๊ะทำงาน พร้อมห้องแต่งตัว ที่มันมองเห็นวิวแบบพาโนรามานี่แหละ เพราะห้องนี้จะเน้นวิวที่สุดโต่ง สามารถแช่อ่างพร้อม ๆ กับชมวิวเทือกเขาได้จากห้องนอน เพิ่มระดับความผ่อนคลายได้อีกเท่าตัว ขนาดห้องอยู่ที่ 72 ตารางเมตร

ไฮไลต์​อีกอย่างนึงเลยคือสระว่ายน้ำ​สาวๆต้องชอบมากแน่ๆเพราะถ่ายรูปสวยทุกมุมเหมือนหลุดมาจากปกนิตยสาร สาวหลายคคน่าจะชอบหนุ่มๆอย่างเราก็ต้องตามถ่ายภาพพวกเธอกันไป!! แต่ถ้าใครมากับเพื่อนกับครอบครัวก็เอ็นจอยได้ถ่ายรูปเป็นกรุ๊ปชิคๆลงเฟสบุคชิลๆก็จะเก๋ๆให้เพื่อนๆอิจฉาเล่นๆ ถ่ายมุมไหนก็สวยจริงๆเพราะสระว่ายน้ำเค้าออกแบบมาให้วิวนั้นต่อเนื่องกับภูเขาที่เป็นฉากหลังได้อย่างลงตัวเลย

แล้วถ้าใครเป็นคนรักสัตว์ที่นี่สามารถนำสุนัขเข้าพักได้โดย+ค่าห้องเพิ่มอีก1500 และในโรงแรมยังมีน้องๆหลายชนิดมาให้เราได้เล่นอีกด้วย  ตั้งแต่  แมว!!!คือน้องรับแขกมากไม่รู้ใครฝึกมาสมเป็นแมนโรงแรมจริงๆบริการดีคลอเคลียตลอด555  กระต่าย ไก่ อันนี้อยู่ในคอกสามารถไปให้อาหารและจับเล่นได้เลยจะมีพี่พนักงานใจดีคอยดูแลอยู่ และ”ฮไลท์ของที่นี่คือ อาปาก้าหน้ามึนๆ มีอยู่สองตัว สีขาวกับสีน้ำตาลเชื่องมากมึนๆขนนุ่มๆไอ้ตัวสีขาวถ้าสาวๆเข้าไปใกล้มันจะหอมแก้ม แต่ถถ้าหนุ่มๆเข้าไปไม่หอม!!!

สาวๆได้ถ่ายรูปไปแล้วมาถึงกิจกรรมหนุ่มๆฟิตๆแบบเรากันบ้างที่นี่ มีกิจกรรมปีนหน้าผาจำลอง ที่เค้าได้ออกแบบผนังด้านหนึ่งของโรงแรมให้เป็นหน้าผากันเลยทีเดียว ซึ่งก็แบ่งความยากเป็น 3ระดับง่ายสุดอยู่ฝั่งซ้าย ยากสุดจำไม่ได้อยู่ฝั่งไหน 555 ลองไปปีนกันได้เลยจ้าโดยเค้าจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใหล้ชิดเลยไม่ค้องกลัวอันตราย โดย ราคา จะอยู่ที่ 300 บาท/ชม

และกิจกรรมที่มีให้ทำอีกอย่าคือพายเรือ KAYAK เราว่าอันนี้เหมาะกับครอบครัวมากๆลูกๆหลานๆน่าจะสนุกเลยทีเดียวหรือคู่รักหนุ่มสาวอาจจะได้กระนุ้งกระนิ่งเล็กๆก็โรแมนติกดีครับ ราคาอยู่ที่ 300บาท/ครึ่ง ชม

ในเรื่องรสชาติอาหารไม่ต้องพูดถึงระดับดุสิตธานี​ อิ่มอร่อยอ้วนสุด​ อาหารมีหลายstyleทั้งไทยและเทศ​ พิซซ่ามีเตาอบแบบจริงจังแค่เห็นเตาก็รู้แล้วว่าอร่อยชัวร์​ 555​ อาหารไทยยืนหนึ่งมากๆ​ รสจัดจ้านเกิดความคาดหมายว่าจะเป็นสไตล์​รร.ขายฝรั่ง​ แม่เจ้ารสชาติไทยแท้รับรองกินแล้วจะติดลมบนไปอีก แนะนำมัสมั่น แกงเผ็ดเป็ดย่าง  แซบหลายๆ ถ้าแนวฝรั่งๆซุปกุ้งกับพิซซ่าเด็ดมากๆ

แล้วถ้าพูดถึงเรื่องอาหารสาวๆคนไหนอยากโชว์ฝีมือที่นี่เค้ามี cooking class ให้ทำอาหารแบบชิลๆที่เราได้ทำกันคือพิซซ่า ซึ่งเวลากินตามร้ายชนใส่ชีสไม่สะใจเหมือนเก็บกดอ่ะ พอได้ทำเองเท่านั้นแหละสนองตัณหาเลยจ้า ใส่เข้าไปชีสล้นเท่าไหร่ก็ได้ เชฟอาจมองหน้านิดนึงแต่เชฟใจดีไม่ว่าอะไรเราได้แต่ด่าในใจไป5555 ราคา cooking class จะอยู่ที่ 2500 / อาหาร 3 เมนู/ท่าน

กินข้าวเสร็จบ่ายๆใครอยากจิบ อาฟเตอร์นูนที เกร๋ๆก็ติดต่อทางโรงแรมได้เลยเค้าจะจัดที่เกร๋ๆให้ตรงNest desk  จิบชาชิลๆกินขนมกรุปกริปดูผู้ดีๆกับวิวภูเขาอากาศเย็นๆ ราคาจะอยู่ที่ ชุดละ 390 บาท

พอจิบชาเกร๋ๆเสร็จเราสามารถไปจิบไวด์กันต่อได้ที่ไร่ Granmonte Granmonte Vineyard and Winery ซึ่งเค้าจะพาชมไร่องุ่นที่มีขนาด 100 ไร่ และจบด้วยการชิมไวด์ที่ขึ้นชื่อของทางไร่ พร้อมกับชีสที่ทางไรทำขึ้นมาเอง อร่อยไปอีกแบบ แต่ถ้าใครจะมาแนะนำช่วง ธันวาคม มกราคม แถวๆนี้ เพราะเป็นช่วงที่องุ่นออกลูกน่าจะสวยมากกกก

อีกอย่างคือถ้ามาเป็นแก็งแล้วแก็งไหนที่ชอบร้องเพลง คาราโอเกะ ที่นี่ก็ยังมีบริการห้อง คาราโอเกาะอีกด้วย !!! คืออยากทำกิจกรรมอะไรลองถามทางโรงแรมมาก่อนเลย เค้าเตรียมกิจกรรมไว้ให้เลือกเยอะจริงๆ

ออลืมบอก​ ตอนกลางคืนอุทยาน​แห่ง​ชาติ​เขาใหญ่เค้าก็มีกิจกรรมส่องสัตว์​ด้วยแหละ​ มีรถพาไปชมดื่มด่ำบรรยากาศป่าเขายามดึก​เปลี่ยนบรรยากาศ​ พกเสื้อหนาวมาเลยนะหน้าชามากๆ555​ ลมโกรกรัวๆหนาวเลยแหละ​ ยิ่งดึกยิ่งหนาว​ เจอสัตว์หลายอย่างตื่นเต้นดี​ เจอเม่น​ เจอกวาง​ เจอเก้ง​ ตัวที่หายากๆก็ยังเจอนะแมวดาวที่เจ้าหน้าที่อุทยานว่าหายาก​ ดีใจสุด!!! ใครดวงดีก็จะเจอช้างด้วยนะ​… 🐘🐘🐘🐘สามารถติดต่อผ่านโรงแรมได้เลยครบจบในที่เดียวเลยจ้า

ก่อนจากกันไปเนี่ยขอแจ้งอะไรสักเล็กน้อย ว่าโรงแรมดุสิต ดีทูเนี่ย ห้องพักเริ่มต้นจะอยู่ที่ 2-3 พันบาทครับ จนไปถึงหลักหมื่นเลย มีห้องสัมมนา และสามารถจัดงานรื่นเริงได้นะ สามารถเข้าไปสูบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dusit.com/dusitd2/khaoyai/th/

!!! และที่อยากจะบอกดังๆเลยส่วนลด!!! คือตอนที่โรงแรมดุสิตเค้ามีให้สมัครสมาชิคฟรี!!!คือไม่เสียอะไรเลยแล้วได้ส่วนลดค่าโรงแรมในเครือดุสิตไปเลย 15%อาหาร20%ฟรี!!! โดยสามารถเข้าไปสมัครได้ที่ https://www.dusitgold.com/th/ ไปไม่ไปไม่รู้เข้าไปสมัครไว้ก่อนเลยจ้า!!! ยังไม่หมด!!! ทางโรงแรมบอกว่าถ้าใครเข้าพักแล้วติดต่อมาจากเพจ  Palapilii ได้ไปเลยส่วนลดค่าอาหาร 2oo บาท!!!

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

 

กิน เที่ยว “เมืองคอง” นอน “บ้านอาชิ” จังหวัดเชียงใหม่ 2 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 6,000 บาท [รวมตั๋วเครื่องบิน]

กิน เที่ยว “เมืองคอง” นอน “บ้านอาชิ” จังหวัดเชียงใหม่ 2 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 6,000 บาท [รวมตั๋วเครื่องบิน]

แว่ว ๆ มาว่าปี 2019 ดอยหลวงเชียงดาว จะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวสายเขา ขึ้นไปเดินเล่นชมธรรมชาติด้านบน คงเป็นข่าวที่น่าเสียดาย หากเรื่องลือเล่าอ้างที่ว่านี้ เป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่วางแผน และเตรียมตัวจะเก็บยอดเขาลูกนี้ในปีนี้…

เหตุก็เป็นเพราะ เมื่อช่วง ก.ค. – ส.ค. ที่ผ่านมา มีเพลิงไหม้บางส่วนของดอยหลวง ทางเขตฯ จึงอยากปิดพื้นฟู และให้ธรรมชาติฟื้นกลับตัวมาโดยเร็ว ซึ่งเรื่องนี้เองนี่แหละ เลยเป็นเหตุผลหลักที่ไมเดินทางมาที่นี่ เพื่อมาที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใกล้เชียงดาว และก็ได้พบว่า… สถานที่แห่งนี้ มีน้ำตกลับซ่อนอยู่ในหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง

เรามีเวลาไม่มาก แต่อยากเที่ยวเสาร์อาทิตย์ไง โปรแกรมเลยดูรีบหน่อย แต่ก็ไม่ได้แน่นจนหายใจไม่ออก คือจริง ๆ ไมเดินทางตั้งแต่คืนวันศุกร์เลยนะ แล้วกลับเย็นวันอาทิตย์ ให้นับช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวจริง ๆ ก็คือ เสาร์เต็มวัน นอกนั้น เป็นวันเละเทะเองทั้งนั้น ฮ่า ๆๆๆ

MUANG KOKG

มารู้จักเมืองคองกันก่อนเลยดีกว่า จะไปกันแล้วหนิ ยังไม่รู้เลยว่าเมืองคองอยู่ส่วนไหนของเชียงใหม่ เอาจริง ๆ แล้วหากใครเคยไปบ้านระเบียงดาวมาเนี่ย ไปอีกครึ่งทางราว ๆ 24 กิโลเมตร ก็จะถึงเมืองคองแล้วนะ ขับต่อไปอีกสักชั่วโมงคือถึงเลยอ่ะ ภาพแรกที่เห็นเมืองคองคือบ้านนอกอ่ะ ก็เหมือนต่างจังหวัดทั่วไป มีบ้านตึกบ้าง ไม้บ้าง ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว มีทุ่งนามองไปสุดลูกหูลูกตาที่ Background เป็นภูเขาซ้อนกันเยอะ ๆ หน่อย

มีแม่น้ำไหลผ่าน มีโฮมสเตย์ขึ้นเรียงราย บรรยากาศดีนะ มีร้านกาแฟชิค ๆ มีร้านขายของแบบบ้าน ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวแบบแปะได้ (ติดไว้ก่อน) คือเหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อนทำนองนั้น ถ้าถามหาความตื่นเต้นตอนที่ไปถึงหรอ บอกเลยว่าดูภายนอกไม่น่าตื่นเต้น แต่รู้สึกว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ เกริ่นมาขนาดนี้ เรามาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า…

ทริปนี้เราเดินทางโดย Viet Jet Air ครับ เนื่องจากว่า ผมทำงานประจำ จึงจำเป็นที่จะต้องเดินทางในช่วงเย็นวันศุกร์ แล้วกลับเย็นวันอาทิตย์ พอเช็คเวลา Viet Jet Air ตอบโจทย์ช่วงเวลานี้ของผมมากที่สุด และราคาก็เหมือนจะถูกกว่าเจ้าอื่นด้วย ซึ่ง Flight ที่เราบิน คือ 20:25 น. แล้วไปถึงเชียงใหม่ 21:45 น. ตีไปง่าย ๆ คือชั่วโมงครึ่ง

พนักงาน Viet Jet ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวครับ หน้าตาน่ารักต้อนรับทริปนี้ตั้งแต่ตอนเช็คอินละ อีกอย่างที่ประทับใจสำหรับการเดินทางกับ Viet Jet Air คือที่นั่ง ใช่.. ที่นั่งคือสบาย และมีช่องว่างระหว่างแถวไม่แน่นจนเกินไปแบบเข่าไม่ติด จริง ๆ มีหลาย Flight ให้เลือกเลยนะ ยังไงเพื่อน ๆ ลองเข้าไปเช็ค Flight บินได้ที่ https://www.vietjetair.com/Sites/Web/th-TH/Home

อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการเดินทางครั้งนี้คือรถเช่าครับ ถ้าเป็นสมัยวัยรุ่น เดินทางยังไงก็ได้ ไม่เกี่ยงเลย จะเหมาสองแถว เช่ามอไซต์แว๊นไป อันนั้นก็เคยทำมาหมด แต่โตมา ขอเป็นรถเช่าส่วนบุคคลขับสบาย ๆ หน่อยเถอะนะ และเจ้านี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก เพราะทุกคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว AVIS

จริง ๆ เรากับ AVIS นี่คือไปด้วยกันหลายทริปแล้วนะ เอาจริงคือชอบโทนสีที่แบบ พอลงเครื่อง เดินออกมาโซน Arrival แล้วไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกล หาแค่บูธสีแดง ๆ ก็เจอแล้ว AVIS คือหาง่าย แล้วตัว LOGO คือชัดเจน ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย เพื่อน ๆ สามารถหารถเช่าได้ทั่วเอเชียผ่านทาง http://www.avisthailand.com/EN/index.php

อย่างครั้งนี้เราไปกันหลายคน ก็เลือกรถแบบ SUV ได้มาเป็น TOYOTA CH-R ในราคาเพียงวันละ 1,000 บาท เช่าสองวันเพียง 2,000 บาท เท่านั้น หลักการง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่เคยจอง สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำและต้องมีง่ายนิดเดียว คือ

  1. ต้องใช้ Credit Card ในการค้ำประกัน
  2. ตอนไปรับรถต้องมีบัตรประชาชน และใบขับขี่
  3. ขับรถอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดร่องรอยหรืออุบัติเหตุ (ในส่วนนี้เราสามารถซื้อประกันเพิ่มเติมได้นะ)
  4. คืนรถด้วยน้ำมันที่เต็มถังเหมือนเดิม

เห็นไหม ง่ายนิดเดียว ไม่มีอะไรยากเลยทีนี้พอลงจากเครื่อง เราก็พร้อมที่จะเดินทางไปไหนต่อไหนกันแล้วล่ะ และอย่างที่บอก ว่าขอข้ามไปเช้าวันเสาร์เลยนะ เพราะคืนวันศุกร์ เละมาก แต่หากใครมาถึงดึก ๆ เหมือนพวกเราแล้วอยากหาร้านนั่งชิล บอกเลยครับว่ายากหน่อย ถ้าไม่ได้จองมา เพราะเชียงใหม่ ร้านเหล้า ผับ บาร์ คนจะเต็มตั้งแต่ห้าโมงเย็นเลยล่ะ อันนี้ไม่ได้โม้นะ เป็นเรื่องจริง

คืนนั้นเราไปเละกันที่ ตั้ง หวัง เจ๊ง ครับ เป็นร้านเหล้าชื่อดังของเชียงใหม่เลยนะ และหากใครจะหาของกินมื้อดึกหลังผับปิดในเชียงใหม่ คงปฏิเสธไก่ทอดเที่ยงคืนไม่ได้ ลาบบังเกอร์ก็ดี ไหนจะขนมจีนแถวกาดหลวงอีก และหม่าล่าริมถนนประปราย คือบอกเลยว่า ถ้าใครไม่เคยนะ ลองดูสักร้านที่ผมเอ่ยไปดู และจะรู้ว่า ถึงไม่เมาไปกินก็อร่อย ๕๕๕๕๕

SATURDAY’s MORNING

ทริปนี้เราซื้อผ่านบ้านอาชินะ คือซื้อเหมาทริปไปเลย เป็นทริปตะลุยเมืองคอง พร้อมที่พัก และอาหารสามมื้อ รายละเอียดคร่าว ๆ คือให้ไปเจอกันที่บ้านอาชิก่อน 9 โมงเช้า แล้วก็ต่อรถสองแถวข้ามเขาไปเมืองคอง จะมีกิจกรรมเดินป่า ไปน้ำตก ทำอาหารทานกันกลางป่าแบบโลคอล ๆ ไปดูงานของชาวบ้าน และจบด้วยล่องแพไม้ไผ่แม่น้ำคอง แล้วนั่งรถกลับมาที่บ้านอาชิมากินชาบูต่อ

ทั้งหมดที่พูดคือตอนนี้อยู่ช่วงโปรที่ 1,999 บาทนะ หลังจากนี้ เห็นว่าราคาจะดีดไปที่ 2,500 บาทต่อหัวเลย สำหรับผม ผมมองว่าคุ้มเลยล่ะ เดี๋ยวดูภาพบรรยากาศที่เราไปมาเรื่อย ๆ ก็ได้ว่าคุ้มไหม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือบางอย่างรายทางที่ไม่ถูกรวมอยู่ใน Budget นี้ที่ได้มาฟรี ๆ ผมว่าแม่งคุ้ม!!! ซึ่งจากตัวเชียงใหม่ขับมาเชียวดาวไม่นานเลยนะ ราว ๆ ชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถนนขับง่าย เขตชุมชนมีประปราย แต่ก็ให้ระวังช่วงโค้งก่อนเข้าเชียงดาวหน่อย มีจุดอันตรายอยู่หลายจุด

ก่อนเข้ามายังบ้านอาชิ จะเจอจุด Highlight จุดหนึ่งคิดว่าทุกคนน่าจะชอบ เป็นจุดที่ถนนจะคดเคี้ยวลดหลั่นเป็นระดับแต่ยังอยู่ในสายตาที่เราสามารถมองเห็นได้อยู่ จุดนี้คือสวยมากกก และมีต้นไม้สูงใหญ่ตรงสู่ฟากฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ริมทางด้วย ยังไงลองสังเกตุดี ๆ

บ้านอาชิ จริง ๆ แล้วก็เป็นเกสต์เฮ้าส์ปกติทั่วไปนั่นแหละ แต่มันแตกต่างตรงที่เรื่องราวของบ้านนี้ต่างหาก รู้ไหมว่า เจ้าของบ้านนี้อ่ะ เค้าเป็นวิศวกร ทำงานอยู่สระบุรี ทุก ๆ เสาร์อาทิตย์ เค้าจะนั่งบัสจากสระบุรี ขึ้นมาเชียงดาว เพื่อมาต้อนรับแขกบ้านของเค้าตลอด ทำแบบนี้มาครบหนึ่งปีเต็มแล้ว ผมแวะมาที่นี่บ่อย ๆ เห็นพัฒนาการของบ้านดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ

ตัวบ้านอาจจะดูไม่น่าค้นหา หรือสวยจนต้องร้องว้าว แต่ความมีเสน่ห์ของมันคือความตั้งใจของเจ้าของบ้านนี่แหละ ความตั้งใจที่อยากจะเสิร์ฟเมนูไข่กระทะ Signature ในช่วงเช้าให้แขกได้ทานกันอร่อย ๆ ความตั้งใจที่จะให้แขกผู้พักได้นอนชมวิวดอยหลวงเชียงดาวแบบสบาย ๆ มีหมอนวดที่เรียกได้ หากต้องการ แล้วตอนนี้เค้าก็มีคาเฟ่แล้วด้วยแหละ หากใครมาเยือนที่นี่ ก็อยากให้มาชิมลาเต้สักแก้ว และให้กำลังใจเจ้าของบ้านกันหน่อย อ่อ… ลืมบอกไป นอกจากเจ้าของบ้านจะเป็นวิศวะที่ทำงานประจำนั่งรถมาดูบ้านทุกอาทิตย์จากสระบุรีแล้ว เจ้าของบ้านคนนี้ เค้ายังเป็นผู้หญิงด้วยนะ ปรบมือให้เค้าเลย!!!!

ตัดมาที่จุดเริ่มต้นของทริปเราดีกว่า เอารถจอดที่บ้านแล้วเปลี่ยนถ่ายคนไปที่รถสองแถวด่วน ๆ เลย จากนี่ไปเมืองคองระยะทางอาจไม่ไกลมาก แต่ต้องข้ามเขาและเส้นทางคดเคี้ยว ก็ใช้เวลาราว ๆ ชั่วโมงครึ่งละกัน

ระหว่างทางผ่านบ้านระเบียงดาว เลยเล่ากันว่า ตอนนี้โซนนี้เค้าไม่ได้เปิดให้พัก ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเก๋ ๆ แล้วนะจ๊ะ โดนข้อหาบุกรุกธรรมชาติไป ยังไงใครจะมาก็เช็คข่าวมาด้วย มาถึงเดี๋ยวเอ๋อแดก ไม่อยากให้แผนพัง เพราะขับรถมาถึงนี่ได้ก็ลำบากอยู่

ทุ่งนาเขียวขจีเต็มสองฝั่งข้างทางบ่งบอกว่าเราเข้ามาถึงตัวเมืองคองแล้วล่ะ พี่ผู้ใหญ่จอดรถ เตรียมอุปกรณ์ แล้วเกริ่นทริปคร่าว ๆ ให้เราพอเข้าใจแบบสังเขปพร้อมถามว่าใครว่ายน้ำไม่เป็นบ้าง แต่เอาจริง ๆ เป็นหรือไม่เป็นก็จอยทริปนี้ได้อยู่ดีครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปที่จุดแรกของทริปนี้กันก่อนเลย

จุดแรกเราต้องจอดรถ แล้วเดินเข้าป่าไปราว ๆ หนึ่งกิโลแม้วครับ จุดนี้เองจะมีน้ำตกลับที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคยเห็น หรือแม้แต่ Search ใน google เอง ก็อาจจะไม่เจอภาพตัวอย่างดูด้วยซ้ำ อ่ะ… เดี๋ยวลอง search ก่อน … น้ำตกถ้ำเกาะ

อีเหี้ย!!! ไม่เจอจริง ๆ ว่ะ เห้ย ลองเซิร์ชยัง ไม่เจอจริง ๆ นะ เอาล่ะ ก็ในเมื่อมันไม่เจอภาพตัวอย่าง ก็เดินเข้าป่าไปพร้อมกับเราเลยละกัน ระหว่างทางจะเจอหมอกลอยอยู่เหนือเขาเบา ๆ พร้อมกับพืชพรรณไม้ต่าง ๆ นานาที่บางทีก็ไม่รู้ชื่อ

มีจุดหนึ่งที่ทำให้ผมได้รู้จักต้นเกาลักและลูกเกาลักแบบยังไม่คั่วด้วย นี่คือครั้งแรกเลยนะ ที่เห็นผลเกาลักสด ๆ แบบนี้ พอเราตอกออกมา ก็จะเป็นเหมือนในร้านที่เค้าขายกันเลย แต่จะยังไม่ใช่สีดำน้ำตาล จะเป็นผลเขียว ๆ อยู่ ซึ่งสามารถกระเทาะออกมากินกัดสด ๆ ได้ แต่แนะนำให้เอาไปขั้วเหมือนในร้าน จะหอมอร่อยกว่า

เดินไปสักพัก จะเห็นป่าไผ่ ในเป็นสัญญาณบ่งว่าเราใกล้ถึงน้ำตกแล้ว ระหว่างนั้นพี่ ๆ ไกด์เค้าก็จะเอามีดที่พกมาด้วยฟันลำต้นไม้ไผ่ เพื่อเอาไปทำเป็นภาชนะให้เราบางส่วนบ้าง และหาหนอนไม้ไผ่ให้เราทานบ้าง และในที่สุด เราก็เจอตัวหนึ่ง…

เกริ่นไว้ก่อนเลยว่า นี่คือวิถีชีวิตของคนที่นี่ เค้าทานกันเป็นปกติ ไม่มีเหตุอะไรที่จะทำลายธรรมชาติหรือระบบนิเวศในป่าแห่งนี้ ตัวหนอนไม้ไผ่มันเคลื่อนตัวแบบน่าเกลียดน่ากลัวมาก หรืออาจจะเป็นเพราะเราไม่ชอบอะไรแบบนี้ก็ไม่รู้ คุณลุงบอกว่า ทานได้ ผมเลยจับตัวมันมาแล้วเอาเข้าปาก…

ฟันสองสี่หน้ากัดลงไปที่หนังกำพร้าของหนอนไม้ไผ่ เสียงดังเปาะ… แล้วน้ำสีขาว ๆ จากลำตัวของหนอนฯ ก็แตกเต็มริมฝีปาก พรางกระเซ็นไปโดนเพื่อน ๆ ที่ล้อมวงเข้ามาดู รสชาติเลี่ยนเบา ๆ ออกแนวมายองเนสผสมนมข้าว แล้วกัวนให้มันร่วน ๆ คำที่สองกัดไป รู้สึกถึงความคาว ตอนนั้นรู้สึกผะอืดผะอม อยากจะคายออ…ถุย!!!

มึงนี่ขี้โม้จริง ๆ ให้กินจริง ๆ มึงก็ไม่กล้ากินหรอกไม น่ากลัวโคตร ใช่ครับ แม่งโคตรน่ากลัว มันเคลื่นตัวได้น่าเกลียดมาก คุณลุงบอกว่าแดกสด ๆ ไม่ได้ครับ ต้องเอาไปทำให้สุกก่อน เราเลยพกหนอนไม้ไผ่ลงมาที่แคมป์กลางป่าของเราด้วย

อีกสิ่งสำหรับการเดินทางมาที่นี่ พวกเราพลาดมาแล้ว คือใส่กางเกงขาสั้น บริเวณนี้จะมีพืชชนิดหนึ่งที่ลำต้นมีหนามเต็มไปหมดเลย ระหว่างเดินให้ระวังดี ๆ ด้วย เพราะไม่อย่างนั้น หนามจะตำ และฝั่งตามผิวหนังเรา เจ็บเลยนะบอกไว้ก่อน

และไม่นานนัก ก็เจอแคมป์กลางป่าที่ว่าครับ ที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังจุดไฟเผาอาหารให้เรา ทริปนี้คือเค้าจะทำอาหารกันสด ๆ กลางป่าเลย เมนูหลัก ๆ จะเป็นหมกไก่ กับหมกปลา ทานกับข้าวเหนียวห่อใบตอง ก็คือเอาลำไม้ไผ่ที่ตัดมาข้างทางระหว่างเดิน มาทำเป็นภาชนะทำกับข้าวนั่นแหละ

เรื่องทำอาหารขอไม่ยุ่ง เดี๋ยวรอดูหน้าตาตอนเสร็จเลยแล้วกัน และแล้ว คุณลุงก็เอาหนอนให้คุณป้าไปจี่ครับ โห… สงสารหนอนมาก คือเราพูดออกมาเลยว่าสงสารหนอน แต่ชาวบ้านเค้าดูเฉย ๆ กับเรื่องพวกนี้ครับ คือมันเป็นวิถีชีวิตอ่ะ เค้าล่ามาเพื่อกิน มันก็ถูกแล้ว

แต่แม่งอร่อยจริง… ตะกี้พึ่งสงสารมันไปอยู่หยก ๆ ถ้าใครเคยกินดักแด้ นั่นแหละ รสชาติประมาณนั้นเลย แต่หวาน มัน และหอมอร่อยกว่าเยอะ อาจจะเป็นเพราะพึ่งจี่ร้อน ๆ และจี่ตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ล่ะมั้ง ยังไงใครที่กำลังจะตามรอยเรา ก็ลองสัมผัสประสบการณ์นี้ดูนะครับ

พื้นที่ที่เป็นเบสแคมป์อยู่ใกล้น้ำตกนิดเดียวครับ ซึ่งบริเวณนี้ เหมือนเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าให้ชาวบ้านสมัยก่อนด้วยนะ แต่ตัวโรงงานผลิตไฟฟ้าเหมือนปิดทิ้งร้างไปแล้ว อันนี้ค่อยไปหาข้อมูลกันต่อเอง เราไปดูน้ำตกถ้ำเกาะกันดีกว่า…

โห…. สวยงามเกินคาดคะนาจริง ๆ ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนี้ มันคือร่องหินที่ถูกทำให้แยกออกจากกันด้วยธรรมชาติ และก็มีน้ำไหลผ่านมาแบบไม่ขาดสายลงมาเรื่อย ๆ ประหนึ่งเหมือนอยู่ในถ้ำแต่ก็ไม่เชิง

ตรงนั้นบอกเลยว่าเย็นมาก เพราะเป็นน้ำที่มาจากภูเขา การได้เอาเรือนร่างไปสัมผัสและปล่อยให้น้ำตกตีพัดร่างกายเราในขณะนั้นคือที่สุดของทริปนี้จริง ๆ ไม่อยากให้พลาดเลย

เล่นน้ำกันเหน็ดเหนื่อย ก็ถึงเวลาทานข้าวแล้ว จะบอกว่า หน้าตาอาหารเกินคาดสุด ๆ คือน่าทานมากกกกกก ของมาก แล้วรสชาติอร่อยด้วย นี่ถ้าเกิดนี่ของปิ้งของย่างอีกสักอย่าง นี่คือใช่เลย

คือบรรยากาศมันดีไปหมดจริง ๆ อุปกรร์ทุกอย่างแทบจะเป็นจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็น แม้กระทั่งช้อนก็ทำจากไม้ไผ่ ระหว่างที่ทานก็จะมีดาวลอยจากพี่ ๆ คอยรินมาให้เราอยู่ร่ำไร เป็นอันไม่ต้องไปไหนกันพอดี บวกกับพืชเศษรฐกิจให้เราได้ลิ้มลองกลิ่นอาย ขอบอกว่าชวนฝันสุด ๆ

ดาวลอยคือเหล้าต้ม ที่ทางชาวบ้านเค้าต้มขายกันอย่างถูกกฏหมายนะครับ เพราะจำเป็นจะต้องไปซื้อหัวเชืั้อที่ถูกกฏหมายมาต้มขายกันในหมู่บ้านตามสัดส่วนที่ทางการกำหนดมาให้ ไม่ใช่ว่าอยากแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ตามใจชอบ แบบนั้นก็ไม่ใช่

พออิ่มหน่อย คุณลุงเค้าก็จะเอาใบชาไปต้มน้ำร้อนในกระบอกไม้ไผ่ และรินใส่แก้วไผ่ที่พึ่งตัดทำมาใหม่ ๆ ให้เรา กลิ่นชา กลิ่นไผ่ ตีกันไปหมด แต่ก็หอมในแบบที่ไม่เจอตามร้านไหนในเมืองแน่นอน

เราเดินกลับขึ้นมา ใช้เวลานานก็เก่า เพราะขาไปเป็นทางลง ขากลับเป็นทางชันขึ้น เหนื่อยหน่อย ก็พัก ชมบรรยากาศกลาย ๆ ชักภาพหมู่เป็นที่ระลึก ก่อนจะไปดูจุดชมทะเลหมอกตอนเช้า ที่พี่เค้าพูดหนักพูดหนาว่าสวยมาก ถ้ามาตอนเช้าตรู่

แต่ให้ตายเหอะ แค่นี้บรรยากาศก็สวยวัวตายควายล้มแล้ว ใครที่ชอบสีเขียว กลิ่นไอ่น้ำ สัมผัสของหมอก และเมฆน้อยที่ไหลหล่นระดับมาอยู่ในสายตาเราไหลเลื่อนผ่านไป รับรองว่าต้องชอบที่นี่แน่ ๆ

จริง ๆ จบจากจุดนี้เราต้องไปดูสิ่งท้อของหมู่บ้านนี่แหละ แต่เราขี้เกียจ เราเลยตัดช่วงเดินป่า 3 กิโลฯ และดูผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านออก ไปล่องแก่งกันเลย ซึ่งการล่องแก่งในทริปนี้ เราจะล่องแก่งราว ๆ 3 กิโลเมตร ตามแม่น้ำคองไปจนสุดเส้นทางที่ทางชาวบ้านกำหนดให้

วิวสองข้างทางจะทำให้เราเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่มากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นน้องควายแสนน่ารัก สวนผักและพืชผลนานาพันธุ์ริมน้ำ วิวภูเขาหลากหลายที่ไม่รู้ชื่อ และเห็นดอยหลวงเชียงดาว ที่น้อยคนจะเห็นในมุมนี้มาก่อน

คือล่องไปสามกิโลฯ เพลิน ๆ เลย เพราะวิว และบรรยากาศดีมาก ให้ภาพอธิบาย น่าจะเห็นอะไรได้มากกว่าตัวหนังสือ…

เอาจริง ๆ แล้วน้กก็ไม่ได้ลึกทุกช่วงนะ สามารถลงไปเล่นน้ำได้ แต่พวกเราไม่เล่นกันเลยอ่ะ ได้เบียร์กันคนละกระป๋องก็นั่งชิล กันไปจนสุดสาย บางจุดอยากบังคับเรือเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ชาวบ้านจัดการให้ แต่ก็อาจจะทุลักทุเลหน่อย ๆ

ก่อนกลับคุณป้าหยิบดาวลอยมารินให้พวกเราคนละหนึ่งจอก ถือเป็นการร่ำลากันไป คุณป้าต้องคิดถึงพวกเราแน่ ๆ พูดเลย เพราะแก๊งค์พวกเรา กิ่งเก่ง ดื่มเก่ง ดูดเก่งกันขนาดนี้ ต้องมีคิดถึงกันบ้างล่ะ แต่ก็เรียกได้ว่าทริปนี้ เอาแรงพวกเราออกจากร่างไปเยอะพอสมควร

ตัดมาที่บ้านอาชิ หลังจากล่อทริปเมืองคองจนหมดแรง ก็มาเติมพลังกันที่ชาบูสูตรอาชิกันต่อเลย เอาจริง ๆ ก็เป็นหมู่จุ่มง่าย ๆ แหละ แต่มันอร่อยไปด้วยบรรยากาศ บวกกับหมาล่าที่จัดมาให้เป็นถาด แล้วปิ้งทานกันเอง

คืนนี้บอกเลย No Alcohol ก่อนสักคืน อยากใช้ชีวิตติดธรรมชาติเบา ๆ ได้ยินเสียงนก เสียงจิ้งหรีด พรางเปิดเพลงร้องคลอตามเบา ๆ อาหารทุกอย่างสำหรับมื้อนี้ ผมทานจนเดินไม่ตรงอ่ะ พูดเลย

ใครกินต่อได้ ก็กินไป ใครไม่ไหว ก็ทยอยผลัดกันอาบน้ำ ที่บ้านอาชิจะเป็นห้องน้ำรวมส่วนหนึ่ง แล้วก็มีห้องน้ำในตัวด้วยส่วนหนึ่ง ก็แบ่ง ๆ กันอาบ ไป ตกดึกหน่อย อากาศก็ดีจนไม่ต้องเปิดแอร์หรือพัดลมแล้วล่ะ

เราเอาผ้าปูมาปูนอนคุยกันตรงระเบียง คุยได้ไม่นานก็แข่งกันหลับ แข่งกันกรน คงเป็นเพราะเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ใส่ไปตั้งแต่คืนวันศุกร์จนสุดเย็นวันเสาร์แบบไม่มีพักกันเลย นึกแล้วก็ยังติดใจ

SUNDAY SAY GOOD BYE

ตื่นเช้าวันอาทิตย์พร้อมกับแสงที่แยงตาหน่อย ๆ ตื่นแล้วก็ไม่อยากลุกไปไหน อากาศมันดี นอนตรงนั้น ก็เห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวจากระเบียงบ้านเลย ก็ขอนอนต่ออีกสักประเดี๋ยวแล้วกัน

แต่ไม่นานท้องก็ร้องแล้วล่ะ มื้อเช้ามื้อนี้ แม่บ้านอาชิ เสิร์ฟไข่กระทะ Signature จานฮิตให้เราทานกันอย่างร้อน ๆ คงไม่มีไข่กระทะที่ไหนมีรสชาติเหมือนบ้านอาชิหรอก

สามารถสั่งกาแฟ หรือชาขึ้นมาทานได้ หรือจะไปนั่งจิบเบา ๆ ด้านล่างบริเวณคาเฟ่ก็ดี ล้วนทำได้หมด เพราะไม่ว่าจะล่างหรือบน ก็ได้บรรยกาศดอยหลวงแบบใกล้ชิดเหมือนกัน

มีเวลาหน่อย แนะนำให้นวดที่นี่นะ เพราะสบายมาก ๆ นอกจากหมอนวดแต่ละคนจะมือดีแล้วเนี่ย บรรยากาศยังควบคู่ไปด้วยกันอีก นวดไปเพลิน ๆ หลับยาวแบบน้ำลายไหลได้เลยนะ ฮ่า ๆๆๆ

สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้พลาด คือบ้านอาชิอยู่ตรงข้ามกับถ้ำเชียงดาวเลย หากใครยังไม่เคยไป ลองไปหน่อย สวยเหมือนกันนะ บริเวณก่อนเข้าถ้ำมีสระสีเขียวมรกตที่มีปลาพลวงหินตัวใหญ่แหวกว่ายอยู่แบบน่ารักเลย

ส่วนข้างในก็จะเป็นถ้ำหินงอกหินย้อย ต้องใช้ตะเกียงไฟของชาวบ้านนำทางเข้าไป อันนี้ก็ Unseen ไปอีก ตะเกียงราคาตะเกียงละ 100 บาท ชาวบ้านหรือวิสาหกิจมวนชนเค้าจะพาเราเดินชมรอบถ้ำเลย แต่แต่งตัวไปแบบโปร่ง ๆ หน่อยนะ เพราะข้างในอึดอัดหน่อย ๆ เนื่องจากออกซิเจนน้อย

และนี่ก็เป็นอีกทริปหนึ่งที่ผมมองว่าโอเคเลยนะ สำหรับวันหยุดเสาร์อาทิตย์แบบนี้ หากเรา manage เวลาเหลือ อยากจะเข้าไปนั่งคาเฟ่เก๋ ๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ย่อมได้ ยังไงลองจัดการทริปสำหรับอาทิตย์หน้าของเพื่อน ๆ ดูกันนะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม : )

สรุปค่าใช้จ่าย

ทริปเมืองคอง คนละ 2,000 บาท

รถเช่า 2,000 บาท บวกน้ำมัน 500 บาท หากห้า ตกคนละ 500 บาท

ค่ากินจิปาถะ คนละ 500 บาท

ค่าเครื่องไปกลับ กทม. – เชียงใหม่ เฉลี่ย คนละ 3,000 บาท

ค่าใช้จ่ายทั้งทริป ตกคนละ 6,000 บาท

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

7 เหตุผล ที่วัยรุ่นไทยควรไปถนนข้าวสารสักครั้งในชีวิต

7 เหตุผล ที่วัยรุ่นไทยควรไปถนนข้าวสารสักครั้งในชีวิต

พอโจทย์คือถนนข้าวสาร เลยไม่รู้จะพูดถึงถนนข้าวสารยังไงดี ให้ทุกคนเข้าใจ เพราะหลายคนมีหลากความคิด และแน่นอนว่า ถนนข้าวสารของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันแน่นอน บางคนบอกว่าดี บางคนว่าไม่ดี เสี่ยง อันตราย ดูเป็นแหล่งมั่วสุม มียาป้ะเนี่ย ไปต้องเสียตัวแน่เล…ดี!!! แงงงงง อันนั้นก็ดูจะเก็บกดเกินไป แต่เอาเป็นว่า ถนนข้าวสารที่หลายคนรู้จัก ทั้งเคยไปและไม่เคยไป เรื่องดีๆ มันก็มีนะ

ถ้าย้อนกลับไป ครั้งแรกที่ไมไปข้าวสารคือช่วงที่ทำเทปสั้นๆ เทปหนึ่งที่ชื่อ 18 hours in Bangkok (ดูวีดีโอคลิ๊กนี่) ครั้งนั้นเป็น one day trip ที่เหนื่อยมาก ถ่ายกับทีมงานรุ่นแรกๆ (ต้องขอบคุณที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กัน) ซึ่งมันก็เป็นการเปิดโลกของเราไปเลย ตอนนั้นเหมือนว่าจะทำอะไรก็เอาให้สุดเหวี่ยง ภาพในวันนั้น จบด้วยความจำคร่าวๆ คือถอดเสื้อ ยืนบนเก้าอี้ เอ๊ะหรือโต๊ะวะ นั่นแหละ แต่ถอดเสื้อ ยืนบนที่สูงๆ แล้วควงเสื้อตัวเองยั่งกับโรบินฮู้ดดดด

ไอ่บ้าเอ้ยยยย หน้าตาหล่อๆ ไปทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง แต่มันก็เป็นการปลดปล่อยที่ดีสุดๆ เลยนะ เป็นการไปข้าวสารที่ไม่เจอและสัมผัสกับสิ่งที่คิดว่าจะมีอย่างยา คนไม่ดี หรือคนลวนลาม อะไรแบบนั้นไม่มีเลย เหมือนทุกคนมาสนุกกันมากกว่า มาเปิดโลก ที่สำคัญคือต่างขาติกับคนไทยครึ่งๆ เลยล่ะ วันนี้เลยจะมาพูดถึงบางมุมในข้าวสารที่เราชอบ และมันทำให้เราอยากกลับไปอีก

  1. Street Food ที่นี่ถือเป็นที่ที่หลายคนจะหาของกินแบบ local ได้ง่ายมากๆ และบางครั้งคำว่า local มันจะลึกมาก มากเสียจนบางเมนูคนไทยเองหลายคนก็ยังไม่เคยลองอย่างเช่น แมงป่องทอดเสียบไม้ เป็นต้น
  2. Chill ถนนข้าวสารตอนกลางวันเป็นอย่างไรผมไม่รู้ แต่ตอนกลางคืนเหมือนทุกอาคารนัดกันเปิดเพลงแข่งกัน ช่วงที่เราเดินผ่านร้านไหน เราก็จะเต้นตามจังหวะเพลงร้านนั้น เหมือนเก้าอี้ดนตรีอ่ะ
  3. Stranger คนแปลกหน้า ที่ไม่น่ามารู้จักกัน ข้าวสาร มันก็คงจะเป็นที่ที่เอาคนที่มีความรู้สึกเดียวกันมาเจอกัน ณ ขณะนั้น บางครั้งที่ไป เราจะได้เพื่อใหม่กลับมา เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อนสมัยประถมหรือมัธยม แต่เป็นเพื่อนที่มีอารมณ์ตรงกันในตอนนั้น และบางครั้งก็ลากยาวจนมาถึงตอนนี้
  4. Friend ที่นี่ยังเป็นที่ที่รวมเพื่อนเก่า ก๊กแก๊งค์เก๋าๆ วัยโจ๋ของเราได้อย่างดี มันเหมือนมาย้อนเวลาไปทำอะไรบ้าๆ ด้วยกัน ยิ่งอายุน้อย ยิ่งสนุก พออายุเยอะแล้วจะคิดถึงตอนอายุน้อยๆ งงไหม ลองไปดูเลยถ้างั้น
  5. Drunk เป็นที่ที่เมาแล้วสนุกมาก สนุกหลุดโลก อาจจะไม่เมาแค่เครื่องดื่ม แต่จะเมาบรรยากาศด้วย เพราะบรรยากาศมันเหมาะแก่กันทำตัวมึนๆ มาก และนอกจากเครื่องดื่ม บรรยากาศ แสงสี เสียงเพลง จะทำให้คุณเมาแล้ว เพื่อนที่ไปกับเรานี่แหละ จะทำให้เรายิ่งเมาเร็วขึ้น อ่ะ… ชนนนน!!!
  6. Dance โอ้ยยย ปกติเป็นคนอายๆ พอไปที่นี่ที่เรา Step จากรากลึกมันออกมาทุกที บางท่าไม่รู้มาจากไหน แต่มันออกมาแล้ว โอเย โอเย๊
  7. Connection หลายครั้งที่ไปข้าวสารกลับมาแล้วได้ Connection ดีๆ มาด้วย ทั้งเพื่อนในไทยและต่างประเทศ เราจะได้ Connection ที่สามารถนำมาประยุกต์กับงานเราได้ หรือแม้แต่เราไปเที่ยวต่างประเทศในประเทศที่เพื่อนเราอยู่ นั่นก็เป็นอีกโอกาสที่เค้าสามารถsupport เราได้ เพราะฉะนั้นจง Keep in touch พวกเขาเหล่านั้นให้ดีๆ

นี่คงเป็นเหตุผลบางส่วนเท่านั้น ที่อยากทำให้ผมกลับไปที่นั่นบ่อยๆ มันสนุก มันปลอปล่อย และปล่อยวางในชั่วขณะ อาจจะผิดศีล ๕ ไปหนึ่งวัน แต่ก็ทำให้ชีวิตเราถูกเติมเต็มในบางมุมที่เราห่างหายไป

จริงๆ แล้วการไปข้าวสารเราควรหาที่พักแถวนั้นไปเลยด้วย เพราะกว่าจะกลับก็ดึก และอาการเราคงไม่สมบูรณ์ 100เหมือนตอนมาแน่นอน มีอยู่ที่หนึ่งที่ location ดีสุดๆ อยากจะแนะนำ นั่นคือ Ibis Styles Bangkok Khaosan Viengtai

เอาล่ะ… ถึงเวลาขายของแล้ว ถึงหน้านี้หลายคนคงบ่น และกำลังจะปิดกระทู้นี้ไป แต่เดี๋ยวก่อน ลองมาดูข้างในและบริการต่างๆ ของที่นี่ก่อน รับรองว่าจะไม่เสียใจ และอาจจะกดจองที่พักไปสำหรับทริปข้าวสารครั้งหน้าก็เป็นได้

Ibis Styles Bangkok Khaosan Viengtai เป็นที่พักที่อยู่ในถนนรามบุตรตรี อยู่ถนนถัดจากถนนข้าวสารที่สามรถเดินถึงกันได้ ซึ่งถนนรามบุตรตรีจะเป็นอารมณ์แนวชิลๆ หน่อย มีร้านนวด ซึ่งแตกต่างจากถนนข้าวสาร ตัว ibis khaosan เองดูดี มีร้านอาหารและคาเฟ่หน้าร้าน รวมถึง bakery

ด้วยพอเข้าไปดูข้างในต้องบอกว่า เรียบแต่โก้จริงๆ ห้องพักทั้งหมดมี 215 ห้อง มีทั้งสแตนดาร์ดเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องพักสำหรับสามคน รวมไปถึงห้องแบบครอบครัวที่ถูกจองเต็มตลอดถ้าไม่ book มาก่อน

“สตรีทส์” ร้านอาหาร บาร์ และเบเกอรี่ ที่ทำให้แขกได้รับประสบการณ์การทานอาหาร และดื่มเครื่องดื่มที่ไม่เหมือนใคร เพราะอาหารได้รับการปรุงแต่งตามแบบต้นตำหรับทั้งอาหารไทยและนานาชาติ ส่วนเครื่องดื่มก็เป็นสูตรพิเศษที่มีการคิดค้นขึ้นมาโดยเฉพาะจากผู้มีประสบการณ์ เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงดึก นอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารแล้วในช่วงค่ำเพื่อนๆ จะได้ซึมซับบรรยากาศของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาบนถนนเส้นนี้ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

เมนูเย็นนี้ของผมก็จะเป็น กรีนสลัด (ไซด์ดิช) 50 บาท หอยแมลงภู่ผักโขมอบชีส 180 บาท สเต็กปลาแซลมอนซอสมะขาม 620 บาท และหอยเชลล์อบซอสไวน์ขาว สไตล์เวียงใต้ 650 บาท ทั้งหมดรสชาติดีมากๆ

มากไปกว่านั้นยังสามารถจัดงานประชุมได้ด้วยนะ ซึ่งห้องรามบุตรตรี ที่มีพื้นที่ขนาด 320 ตารางเมตร ความสูงจากพื้นถึงเพดาน 4.3 เมตร เหมาะสําหรับใช้เป็นห้องประชุม และห้องจัดงานระดับกลาง จนถึงขนาดใหญ่ อย่างงานประชุมเสวนา ทอล์คโชว์ รวมถึงงานเลี้ยงงานแต่งงาน ความสามารถในการรองรับแขกขึ้นอยู่กับรูปแบบที่นั่ง ซึ่งสูงสุดถึง 300 คนครับผม

อ่าาา… และที่นี่ก็มีสระว่ายน้ำเก๋ๆ มีบาร์ และบริการอาหารเช้าพร้อมที่พักด้วย ที่สำคัญคือ ใครจะไปคิดว่าข้าวสารจะมีที่จอดรถ 7 ชั้นในอาคาร บ้าไปแล้ว

แต่ที่นี่มีครับ บอกแล้วว่าอย่าพึ่งปิดกระทู้นี้ก่อน หากใครสนใจสามารถติดต่อตามช่องทางต่างๆ ของทางโรงแรมได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้เลย

Hotel website: www.ibisstylesbangkokkhaosan.com

Facebook: https://www.facebook.com/ibisStylesKhaosan/

Twitter: https://twitter.com/Ibis_Khaosan

Instagram: https://www.instagram.com/ibisbangkokkhaosan/

PALAPILII รีวิวที่พัก: โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน [ ที่พักห้าดาวติดทะเลใกล้กรุงเทพฯ ]

PALAPILII รีวิวที่พัก: โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน [ ที่พักห้าดาวติดทะเลใกล้กรุงเทพฯ ]

สวัสดีครับเพื่อนๆ นานๆ ทีจะมีโอกาสได้พักผ่อนชิลๆ หลบความวุ่นวายมาแกล้งตายในที่ที่ไม่ต้องเจอคนรู้จักเยอะๆ ทริปนี้เราตั้งใจสมัครวิ่ง Spartan Race Thailand สนามหัวหินครับ กะว่าวิ่งเสร็จอยากจะพักดีๆ นอนคูลๆ พอ search ดูปึ้บก็เลือกที่นี่แบบไม่ต้องคิดเยอะเลย

จริงๆ แล้วเรามีโอกาสพักดุสิตธานีมาบ้างครับ ไม่ว่าจะเป็น ดุสิตธานี กรุงเทพ หรือดุสิตธานี พัทยา ทุกที่บริการดีมาก และทำให้เราติดใจและเข้าใจโรงแรมในเครือนี้มากขึ้นว่า หาโรงแรมมาเปรียบกับเครือนี้ได้ยากมาก เพราะไม่ได้โชว์แค่ความหรูหราในแบบไทยๆ สไตล์โมเดิร์น แต่ยังคงความเป็นห้าดาวในทุกที่ที่ไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการ อาหาร ความสะอาด เค้าดูแลเราอย่างดีตั้งแต่พี่ยามทางเข้าเลยล่ะ

สบายๆ นะครับเพื่อนๆ ทริปนี้จะจำลองให้เพื่อนๆ เห็น ว่าตั้งแต่ตื่นเช้ามา เราทำอะไรไปบ้าง แล้วที่นี่มีอะไรให้ทำบ้าง เราพักที่นี่กันสองคืนเลย ซึ่งสองคืนนี้ก็พักใน location ที่ดี สามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นได้จากระเบียงที่พักเลย

เห็นดวงจันทร์ไหม น่าแปลกที่เราอยู่ในมุมที่เห็นดวงจันทร์ในทิตย์เดียวกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้น แต่คือมันสมบูรณ์แบบมากๆ  สวยสุดๆ และไม่ทันใดนั้น อาทิตย์ ก็เริ่มเปล่งแสงออกมาจากกลุ่มเมฆ โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่มีเมฆ แต่ก็ยังคงสวยงามอยู่ดี

หลายคนเข้าใจว่าที่พี่แพง แต่จริงๆ แล้วราคากลางๆ ก็มีครับ คงไม่มีอะไรที่ดีแล้วราคาถูกผิดปกติครับ การจะได้มาซึ่งอะไรดีๆ ก็ต้องยอมจ่ายหน่อย แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาเต็มเสมอไป เดี๋ยวนี้การตลาดมีคู่แข่งเยอะครับ อย่างการจองผ่าน web booking เพื่อนๆ ก็สามรถรับ Cash Back กลับไปเต็มๆ ได้ 1,000 บาท เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชี หลังเช็คอินที่พัก ก็รับเงินกลับไปเลย แต่สิทธินี้ใช้ได้ครั้งเดียว และจองที่พักราคา 2,000 บาทขึ้นไปเท่านั้นนะครับ

เช้านี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปทานอาหารเช้ากัน จะบอกว่าอาหารเช้าของที่นี่จัดเต็มมากๆ เชื่อเหอะว่าทานกันไม่หมดแน่นอน คือเป็นบุฟเฟ่ห์ที่มีไลน์อาหารเยอะจนเลือกไม่ถูก แล้วคือเมนูแต่ละตัวดีๆ ทั้งนั้น ดีจนไม่รู้จะตักอะไรมาทาน ขอเริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ แต่ไม่ธรรมดาอย่างปาท่องโกจิ้มนมก่อนเลย ๕๕๕๕

คือไลน์อาหารมันเยอะจริงๆ เยอะจนไม่รู้จะถ่ายทำไม เพราะกลัวภาพมันจะเยอะเกิน เลยตักๆ มาแล้วมาถ่ายให้เพื่อนๆ ดูบนโต๊ะของเรา แล้วทานไปพร้อมกันเลยดีกว่า ๕๕๕

บางเมนู สรามารถสั่งให้เชฟทำให้เราทานสดๆ ได้เลยนะครับ อย่างก๋วยเตี๋ยว ก็สามารถนั่งให้ทำได้ บางเมนูจะต้องแจ้งพนักงานให้ตักให้ เช่น ข้าวต้มกุ้ง เป็นต้น พอภาพคร่าวๆ แล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง นี่แค่ชุดอาหารเช้านะ ยังมีอีกหลายอย่างสำหรับที่นี่

เราทานกันเสร็จ พักท้องสักครู่ เดินชมบรรยากาศรอบๆ ที่พักกันครับ สระที่นี่ใหญ่มาก มีโซนสำหรับเด็ก สำหรับผู้ใหญ่ มีบาร์ริมน้ำ มีเปลนอนริมหาด พร้อมกับบรรยากาศต้นมะพร้าวขึ้นสลับกับต้นไม้นานาพันธุ์

อีกเรื่องที่ห้ามพลาดคือเตรียมชุดว่ายน้ำมาด้วย เพราะทางโรงแรมไม่อนุญาตให้ใส่ชุดปกติเล่นน้ำ อย่างไรก็ตามแต่ รบกวนให้เกียรติสถานที่ด้วยนะครับ เอาบิกินีสวยๆ มาถ่ายรูปที่นี่ รับรองว่าจี๊ดแน่นอน

บรรยากาศข้างนอกดูสบายตาขนาดนี้ สำหรับคนที่ชอบอาบแดดคงเหมือนสวรรค์เลยล่ะ สั่ง cocktail มาจิบเบาๆ ท่ามกลางกลิ่นอายลมทะเล เป็นอะไรที่ดีมากๆ สำหรับวันหยุดช่วง holiday แบบนี้

คิดว่ากิจกรรมการพักท้องของเรา น่าจะทำให้ไม่จุกสำหรับกิจกรรมต่อไปในโรงแรมแล้วล่ะ นั่นก็คือการนวดผ่อนคลายนั่นเอง จากตัวโรงแรมจะมีรถกอล์ฟคูลๆ รับส่งไปอีกตึกเพื่อไปพักผ่อนกับการนวดน้ำมันแบบสวีดิส (swedish massage) ที่ตึกของ Devarana ครับ ใครที่เคยไปพักดุสิตจะรู้จัก Devarana ดี

Devarana เป็นกิจกรรมผ่อนคลายแบบสปาที่อยู่คู่กับดุสิตธานีทุกสาขาครับ ซึ่งจากที่ผมได้สัมผัสมาตั้งแต่พักที่ดุสิตธานี กรุงเทพ ต้องบอกเลยว่าดีมากๆ เคลิ้ม ฟิน จนไม่อยากตื่นเลย พนักงานทุกคนนวดเก่งมาก น้ำมันที่ใช้นวดก็จะมีอยู่ 3-4 ตัวให้เราได้เลือกกลิ่นก่อนที่จะลงบนตัวของเราครับ หอมมากๆ

บรรยากาศของการนวด ก็จะมีห้องหลายแบบ แยกตามสไตล์และ type ที่เราจะนวด ซึ่งเข้ากับบรรยากาศทะเลทะเลแบบนี้มาก ภายในห้องมีกลิ่นของน้ำหอมแบบไทยๆ กลายๆ มีเพลงเบาๆ เดินทำนองให้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ไม่พูดมากครับ ให้ภาพอธิบายเลยแล้วกัน

พอนวดเสร็จพี่ๆ ก็จะเสิร์ฟเราด้วยน้ำสมุนไพรร้อนๆ มีผ้าเย็นให้เช็ดไม้เช็ดมือสบายตัว และลำใยอบแห้งเพิ่มความหวานเบาๆ ให้กับน้ำสมุนไพร หลังนวด เพื่อนๆ ควรทิ้งน้ำมันไว้ในตัวสัก 30 นาที เพื่อให้ผิวเราได้ซึมซับธาตุต่างๆ เข้าไปบำรุงครับ หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์โดยตรงของ devarana ได้เลยที่นี่ครับ http://www.devaranaspa.com/en/destination/huahin

หลังจากนวดเสร็จแล้วเนี่ยถ้าหิว ที่นี่เค้าก็มีเลาจ์ให้เราขึ้นไปพักที่ชั้น 7 เลย ภายในเลาจ์ตกแต่งง่ายๆ มีของว่าง อาหาร เครื่องดื่มให้ทานกันฟรี มีอินเตอร์เน็ตให้เล่น ส่วนเครื่องอื่นแอลกอฮอล์ต้อง support ตัวเองนะครับ ฮาๆๆ

ถ้าพูดถึงกิจกรรมที่นี่ ยังไม่หมดแค่นี้แน่นอน อาหารการกินก็เล่าคร่าวๆ ไปบางส่วน บาร์เอย ห้องดูบอลเอ่ย สระน้ำเอ่ย หาดส่วนตัวเอย พาไปนวดด้วย พาไปนั่งเล่นที่เลาจ์อีก ถ้าจะบอกว่าที่นี่มีสนามฟุตบอล สนามเทนนิส จะเชื่อไหม???

การเดินทางทุกอย่างไปแต่ละตึกแต่ละสถานที่ สามารถเรียกรถกอล์ฟกับพนักงานได้ตลอดครับ พื้นที่ที่นี่ใหญ่มาก จึงไม่แปลกหากจะมีสนามฟุตบอล และสนามเทนนิส และคืออย่างสนามเทนนิสนี่ไม่ได้มีแค่คอร์ดเดียวนะ มีสี่คอร์ดเลย

มากไปกว่านั้นก็จะมีกีฬาและเครื่องออกกำลังกายให้เราเล่นเพียบ คือเรียกได้ว่ามาพักที่นี่ เผลอๆ อาจไม่ได้พักครับ เพราะของเล่นล่อตาล่อใจเยอะมากๆ คือสควอทก็มี ปิงปองก็มี แบตฯ ก้มี ฟิสเนสก็มี คือมีหมดเลย

แต่ก็ถ่ายมาให้ดูประมาณนี้แล้วกัน ขี้เกียจเดินไป จะบอกว่ามื้อเย็นของเราวันนี้ ทุกเสาร์ของเครือดุสิตธานีทุกครัวจะมี BBQ Sea Food ครับ ตกหัวละ 1,450 บาท (ไม่รวม VAT) จะเปิดให้เข้าไปทานตั้งแต่ 18:30 น. ก็ทานกันจนพุงแตกเลยล่ะ

กลับไปนอนพักที่ห้อง เฝ้ารอมื้อสำคัญมื้อนี้อย่างใจจดใจจ่อ จริงๆ แล้วทั้งที่พัก อาหาร และสปา เพื่อนๆ สามารถเข้าไปสอบถามโดยตรงกับแฟนเพจของ ดุสิตธานี หัวหิน ได้ที่นี่เลยนะครับ https://www.facebook.com/DusitThani.HuaHin หรือจะเข้าไปชมเว็บไซต์ ก็ได้เช่นกันที่ www.dusit.com/dthh

เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว เดี๋ยวเราลงจากห้องไปห้องอาหารเพื่อทานบุฟเฟ่ห์ให้เต็มอิ่มกันดีกว่า แต่ระหว่างทางไปต้องขอพูดตรงๆ เลยว่า บรรยากาศโรงแรมที่นี่ตอนเช้าว่าสวยแล้ว ภายในโรงแรมตอนกลางคืนนี่สวยสุดๆ แล้วสวยแพงด้วยนะ ไปดูภาพกันครับ

เอาล่ะ เดินมาถึงตรงนี้ให้รู้ไว้เลยว่า ใกล้ถึงที่ของเราแล้ว ซึ่งด้านนอกห้องอาหารตอนกลางคืนจะตกแต่งด้วยไฟย้อยลงมาจากต้นไม้สวยมากๆ เลยนะ สวยจนต้องถ่ายรูปเล่นกันอ่ะ แล้วคือเพลงที่บรรเลงสดๆ จากในห้องอาหาร ก็จะดังไปทั่วโรงแรม โอ้ยยยย ใครคิดจะมาพักผ่อน ต้องที่นี่จริงๆ อ่ะ แนะนำ

ถึงเวลาพาเข้าห้องอาหารละ ห้องอาหารก็คือที่เดียวกันกับอาหารเช้าเลยครับ แต่พอตกดึกถูกตกแต่งแปลงร่างด้วยแสงนวลๆ ก็ทำให้ที่นี่ดูเป็นภัตตาคารระดับห้าดาวขึ้นมาทันที

อาหารจะมีทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านในเนี่ย จะเป็นอาหารที่ทำสำเร็จแล้ว เพียงแค่ตักใส่จาน แล้วเอาไปนั่งทานที่โต๊ะ ซึ่งเมนูอาหารแต่ละอย่างสำหรับ 1,450 บาท ผมว่าโคตรคุ้ม ถ้าอาหารหน้าตาเป็นแบบนี้

ยังนะ ยังไม่หมด ยังมีโซนปิ้งย่างด้านนอก หม้อไฟด้านนอกก็มี อันนี้ทีเด็ดเลย ทั้งกุ้ง กั้ง หอย หมึก ทำกันสดๆ ตรงนี้เลย

เอางี้แล้วกัน ตักมาพอประมาณ แล้วยกมาวางที่โต๊ะ ทำจำเย็นๆ ไม่ต้องรีบทาน นั่งฟังเพลงเพราะๆ จากน้องชล สั่งไวน์มาแก้ความคาวของอาหารทะเลพอหอมปากหอมคอ แล้วทานให้อร่อย นอกจากทานอาหารแล้ว ก็จะลืมกินบรรยากาศนี้ไว้ให้ครบทุกอนูของอารมณ์ล่ะ

ถ้าทานเยอะๆ บอกเลยว่าจะเป็นเหมือนผมครับ เดินตรงๆ ไม่ได้ ฮาๆๆ แต่แต่แต่แต่ แต่ยังไม่หมดแค่นี้ครับ ยังมีขนามหวานอย่างแพนเค้กที่ทำกันสดๆ หรือของหวานที่จิ้มดิปช็อคโก้สดๆ ให้เราได้ทานเล่นอีกด้วย ไปครับ ไม่รอช้า

โคตรอิ่มครับ มาถึงตรงนี้ ลืมไปเลยนะเนี่ย ว่ายังไม่พาไปดูห้องนอน ๕๕๕๕ ลืมได้ไง เล่าจนจะจบรีวิวอยู่แล้ว อ่ะ ทานเสร็จกรึมๆ เล็กน้อย เดี๋ยวพี่จะพาขึ้นห้อง

เปิดมาที่ห้องก็ต้องขอบคุณทางดุสิตธานีหัวหินก่อนเลย ที่ต้องรับเราอย่างดี ผลไม้ถูกแกะสลักจัดเรียงจนผมแทบจะไม่กล้าหยิบมาทาน ขอบคุณจริงๆ ครับ

ห้องใหญ่มากกกกก พื้นที่ใช้สอยเยอะมาก ของสำคัญที่ต้องใช้ในชีวิตประจำมีหมด ไดร์เป่าผม ตู้เย็น ตู้เซฟ ที่ชงกาแฟ โต๊ะเครื่องแป้…เอ๊ะ!! นี่มันรูปเราหนิ เซอร์ไพรส์มากกกกก ๕๕๕๕๕

คือไม่คิดจริงๆ ว่าทางดุสิตธานีจะใส่ใจขนาดนี้ คือรักไปแล้วอ่ะเครือนี้ นี่คิดไว้แล้วว่าต้องพาพ่อกับแม่มาพักที่นี่ให้ได้ เพราะจริงๆ ห้องราคาก็ไม่ได้แพงหูฉี่ขนาดนั้นครับ ถึงเวลาพักผ่อนของผมแล้ว วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ขอแช่อ่างอาบน้ำ ปรับอุณหภูมิอุณๆ ได้ผ่อนคลายสำหรับอาการเมื่อยหล้าต่างๆ ในกิจกรรมที่ทำมาในวันนี้ทั้งหมด

เอ๊ะ…​เห็นอะไรไหม ๕๕๕​ ภาพจะสวยอยู่แล้วเชียวคุณหญิงงงงง > < ก็นั่นแหละครับ สำหรับผม หัวหิน ถ้ามีโอกาส และงบพอประมาณ อยากแนะนำดุสิตธานีที่นี่เลย รับรองว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ จะได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำกลับบ้านไปแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

:: FOLLOW US ::

Youtube : https://goo.gl/rVqoVe
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : https://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Pin It on Pinterest