ROAD TRIP HOKKAIDO: โอตารุ – นิเซโกะ – ชิโตเซะ 6 วัน 5 คืน ด้วยเงิน 35,000 บาท [ รวมตั๋วเครื่องบิน + เน้นเล่น Snowboard ]

ROAD TRIP HOKKAIDO: โอตารุ – นิเซโกะ – ชิโตเซะ 6 วัน 5 คืน ด้วยเงิน 35,000 บาท [ รวมตั๋วเครื่องบิน + เน้นเล่น Snowboard ]

หลังจากที่เล่น Snowboard ครั้งแรกที่ New Zealand บอกเลยว่าติดใจมาก ๆ เพราะเวลาขึ้นไปข้างบนยอดเขาก่อนปล่อยตัวลงมา วิวที่เราเห็นนั่นสวยแบบมาก ๆ แทบจะทุกที่ ซึ่งแต่ละที่ แต่ละประเทศที่ไป วิวมันก็ไม่เหมือนกันซะด้วยสิ นี่เลยพยายามพาตัวเองขึ้นไปเล่น Snowboard ทุกปี ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ได้เล่น

แต่ ๆๆๆๆ พอเที่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าเล่นคนเดียวมันก็จะไม่สนุกเท่าไปกับเดอะแก๊งค์ รวมถึงอาจจะไม่มีภาพคูล ๆ ด้วย ถ้ามีเพื่อนที่เล่นเป็นไปด้วย ก็คงจะดี เพราะเหตุผลนี้เอง จึงเกิดทริปนี้ขึ้นมา ทริปที่พาเพื่อน ๆ ไปเรียน Snowboard จะใครสอนนะหรอ… ก็กูนี่แหละ!!! ๕๕๕๕

การเดินทางครั้งนี้บอกเลยว่าจัดจ้านมาก เช็คปฏิทินตารางงานตัวเองแล้วเจอช่วงวันว่าง ๆ ติดกัน 3-4 วัน เลยลาทบไปอีก 2 วันช่วงต้นธันวา ทริปนี้เราใช้เวลา 6 วัน รวมเดินทาง พาเพื่อน ๆ กว่า 14 คน รวมเราเองด้วย ไปเล่น Snowboard ที่ Niseko ประเทศญี่ปุ่น ตั๋วเครื่องบินบอกเลยว่าจัดจ้านและเฟี้ยวฟ้าวมาก กดเล่นขำ ๆ ก่อนไปราว ๆ หนึ่งเดือน เจอไปกลับของสายการบินหนึ่ง 10,000 บาท แต่ต้องไป Transit ที่ฮ่องกง มีส่วนหนึ่งจองไปก่อน เพราะพอใจกับราคานี้ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กดดูอีกทีหลังเพื่อน ๆ จองไปหนึ่งอาทิตย์ ตั๋วของสายการบินเจ้าหนึ่งตกห๊วบลงมาที่ 7,000 ไปกลับแบบรวมน้ำหนักปลาเก๋า บ้าบอออ!!!

เรานี่ปล่อยให้เพื่อน ๆ จองไปกันก่อนเลยจ้า หวังว่าได้ราคาไหนก็ราคานั่น กะเสี่ยงดวงไปเลย ว่าจะหมู่หรือจ่า อ่า.. ลืมไปเลย เราหาตั๋วเครื่องบินผ่านทาง Traveloka นะครับ เพราะแอพพลิเคชั่น หรือเว็บไซต์นี้ เค้าใช้งานง่าย ดูสบายตา กรองเวลาบิน และราคาที่เราต้องการได้อย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญ สามารถจ่ายได้หลายช่องทางอีกด้วย ทุกคนจองกันเสร็จหมดแล้ว ราคาไล่ไปตั้งแต่ 10,000 จนถึง 17,000 บาท เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ได้ครับ ว่าเราจะโดนราคาที่เท่าไหร่ แต่หลังจากที่ทุกอย่างเหมือนจะพร้อม จู่ ๆ สายการบินต้นทาง ก็มาเลื่อนตารางบินเราซะงั้น นี่ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของไมเลย ที่ทางสายการบิน เลื่อนตารางบินแบบ เปลี่ยนวันเดินทางไปเลย

ใช่สิ แพลนเปลี่ยนไปตั้งหนึ่งวัน มันกระทบกับทริปเราแน่นอน นี่ก็เลยปรึกษากับทาง Traveloka เรื่องขอ Refund เงินคืน ให้ตายเถอะ โชคดีที่สายการบินเค้าดูแลให้ และทางพนักงาน Traveloka เองก็เป็นห่วงและอัพเดทสถานะการขอเงินคืนอย่างใกล้ชิด จนตอนนี้ กลับมาจากทริปกำลังเขียนรีวิวอยู่ ผมได้เงินคืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอาล่ะ ยังไงใครจะบินไปที่ไหน Traveloka ถือเป็นอีกหนึ่ง Booking เว็บไซต์ที่ดีงาม อยากให้ตามกันจริง ๆ และมากไปกว่าจองตั๋วเครื่องบิน เว็บ Booking นี้ยังมีจองที่พัก รถรับส่ง และตั๋วกิจกรรมต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ยังไงลองกดเข้าไปดูที่ลิ้งค์นี้ได้เลย https://www.traveloka.com/th-th/

DAY 1 – COME WITH BLIZZARD

ตัดมาที่ทริปของเรา รอบนี้บอกเลยว่าเบอร์แรงมาก การบินไป Hokkaido ครั้งนี้ ใช้เวลาเร็วกว่าปกติ 1 ชั่วโมง (ปกติถ้าบินไป Chitose จะต้องใช้เวลา 7 ชั่วโมง) เนื่องด้วยลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามารุนแรงพอดี ทำให้การเดินทางทริปนี้ของเราใช้เวลาเหมือนบินไปโตเกียวคือ 6 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ไม่อยากคิดถึงตอนบินขากลับเลย ฮ่า ๆๆๆ

เราจะเล่ากันเร็ว ๆ ไม่อีดออด ไม่เล้าหลือ พอขาแตะผืนดินญี่ปุ่นปึบ บอกเลยว่า ใครไปเตรียมเครื่องนุ่งห่มมาดี ๆ ในช่วงหน้าหนาวบ้านเขากระดอต้องหดจุ๋มจิ๋มต้องเก็บกดแน่นอน เพราะหนาวในแบบที่ต่อให้อยู่บนต้นไม้ต้นที่สูงที่สุดบนดอยอินทนนท์ก็ไม่หนาวเท่า แค่เดินออกไปนอกสนามบินก็เจออุณหภูมิติดลบแล้ว (ตอนเราไป -5 องศาเซลเซียส)

การเดินทางครั้งนี้ของเรา เราจองรถส่วนตัวแบบขับเองทั้งทริปผ่านทาง TOCOOL ครับ เป็นเว็บไซต์ที่รวมรถเช่าในพื้นที่ญี่ปุ่นแบบครบทุกร้านมาไว้ในเว็บเดียว ที่สำคัญราคาถูกมาก ๆ แต่เค้าก็เก็บค่าดูแลส่วนต่างของเค้าไปประมาณหนึ่งนะ บวกลบคูณหารแล้ว ก็ยังได้ราคาดีอยู่เหมือนเดิม เราเลือกรถมา 3 แบบ เช่าไป 6 วัน หารกัน 14 คน ตกคนละ 3,000 บาทตลอดทั้งทริป คือคุ้มเว่อร์

เอาจริงคือราคานี้ มันเทียบกับราคาตั๋วรถไฟ หรือบัสไม่ได้หรอก แต่เรื่องความสะดวกสบาย จะไปไหนก็ได้ บวกกับไม่ต้องยกกระเป๋าเวลาเปลี่ยนสถานี แล้วก็ไม่ต้องไปตากหิมะในหน้าหนาวแบบติดลบบ้านเค้า แม่งโคตรคุ้มเลย ที่สำคัญตอนนี้ เอา Code นี้ไปใช้ซะนะ “ F08YRO “ จองรถทุกอย่างตอนนี้ รบส่วนลดไปเลย 1,000 เยน ทางไปจอง >>> https://bit.ly/2sdLjRC

รถแต่ละคันที่เราเช่ามา ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นออฟฟิศรับรถจะอยู่ข้างนอกสนามบิน แบบห่างไปราว ๆ 5 กิโลเมตร แต่ไม่ต้องห่วงเลย เพราะเค้าจะมี Shuttle Bus มารับเรา คือพอเราจองเสร็จเค้าจะบอกจุดนัดพบเราเรียบร้อย ไม่ต้องห่วง ทุกวันนี้ติดต่อกันง่าย ๆ ผ่านแอพที่หลากหลาย ที่ไม่ก็โทรคุยกันไปเลย

จากสนามบินมาถึงจุดรับรถ ราว ๆ 5 นาทีก็ถึงแล้ว เอกสารที่ต้องเตรียมคือ Passport ใบขับขี่สากล และใบขับขี่ที่บ้านเรา พร้อมกับบัตรเครดิทที่ต้องวางเงินมัดจำไว้ ซึ่งเงินมัดจำก็แล้วแต่บริษัท ส่วนจะเอาประกันภัยรถไหม ก็แล้วแต่คนอีกล่ะ อย่างเรามาช่วงหิมะตก เรื่องยางหิมะ กับประกันรอยขูดขีดรอบรถคือยังไงก็ต้องเอา ฮ่า ๆๆๆๆ

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ตรวจรถ ตรวจรอย ทุกอย่างเรียบร้อย ก็เดินทางไปที่ Destination แรกของเรากันเลยครับ ซึ่งที่แรกของเราในทริปนี้ อยู่ห่างจาก Chitose ไม่ไกล ขึ้นไปตอนบนราว ๆ ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แต่ระหว่างทางนี่สิ หิมะตกตลอดเลย ทำให้รถไม่สามารถขับเร็วได้ และก็มีลื่นไหลบ้าง เป็นบ้างครั้ง

โอตารุ (Otaru) เป็นเมืองท่าในกิ่งจังหวัดชิริเบะชิ จังหวัดฮกไกโด ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครซัปโปะโระ ตัวเมืองหันหน้าออกสู่อ่าวอิชิกะริ และเป็นเมืองท่าหลักของอ่าวมาเป็นเวลานาน มีอาคารเก่าแก่ให้เราถ่ายรูปเก๋ ๆ เยอะมาก รวมถึงคลองในตำนานอีกด้วย

เอาจริง หน้าหนาวบ้านเค้า 4 โมงเย็นคือมืดฟ้าปิดสนิท บวกกับหิมะที่ตกแล้วละก็ มาถึงคือไม่อยากเดินลงไหนเลย แต่มาแล้วอ่ะนะ ก็ต้องเอาซะหน่อย อย่างน้อยไปถ่ายคู่กับแลนด์มาร์คบ้านเค้าก็ยังดี

ที่ญี่ปุ่นหาที่จอดรถข้างถนนเหมือนบ้านเรายากมาก นอกจากอยู่ในซอยแถวบ้านหรือนอกเมืองจริง ๆ ถ้าเข้ามาในเมืองเมื่อไหร่ ต้องหาที่จอดแบบเสียงเงินเท่านั้น แต่ละที่ราคาก็จะต่างกันออกไป อย่างบริเวณคอลงโอตารุนี่ก็ชั่วโมงละ 1,200 เยน ถ้าไม่เกิน 30 นาทีคิด 800 เยน

หลังจากที่ถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอจนปากแข็งเริ่มพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เดินทางไปที่พักคืนแรกของเราในค่ำคืนนี้ ซึ่งที่พักของเราจริง ๆ แล้ว มีลานสกีสำหรับเด็กอยู่ข้างหน้าที่พักเลย เอาจริง ใครที่อยากลองฝึกเล่นง่าย ๆ ก่อนมาพักที่นี่ ก็ถือว่าใช้ได้เลย เพราะราคาที่พักไม่ได้แรงมาก บวกกับรวมอาหารเช้าแล้วด้วย ถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ

ที่พักของเราชื่อ Sanroku Kan (Address: 047-0023, 小樽市, 最上2-16-18) จองไปคืนแรก 10 คน เพราะอีก 4 คนยังไม่มารวมกัน (แยกกันเดินทาง) รามเหมารวมทั้งหมด 34,000 เยน (รวม Tax 10%) ที่นอนก็เป็นแบบเรียวกัง (ปูที่นอนนอนเอง) รวมอาหาร ห้องน้ำรวม และที่พักทุกคืนของเราจองผ่าน Booking นะครับ  ลูกเพจที่น่ารักคนไหนต้องเดินทางหาที่พัก สามารถรับส่วนลด 1,000 บาทไปเลย เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท แค่นี้เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรแบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว แต่ใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้นนะ และยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป ยังไงลองดูครับ

เรามาเช็คอิน แล้วก็เอากระเป๋ามาลงไว้ที่พัก ก่อนที่จะไปร้าน Izagaya ในคืนแรก บอกก่อนว่าทริปนี้ นอกจากจะเป็นทริปเรียน Snowboard แล้ว ยังเป็นทริปเมาเบา ๆ อีกด้วย เพราะเราจะดื่มกันทุกคืนเลยครับ คืนแรกเราจะพาเพื่อน ๆ ไปเปิดตี้ที่นี่ Yakitori Daikichi (Address: 047-0023, 小樽市, 最上2-16-18)

เป็น Izagaya ที่มีพ่อลูกขายกันอยู่สองคน คุณลุงอายุ 74 ปีถ้าจำไม่ผิด เคยเป็นช่างไม้มาก่อน จนอายุเกือบเกษียณ เลยผันตัวเองมาเปิดร้าน Izagaya ซึ่งภายในร้านก็ตกแต่งด้วยตัวคุณลุงเองเลย เนื่องจากเป็นช่างไม้มาก่อน ขายกับลูกที่อายุ 42 ปี ทั้งสองคนน่ารักมาก ราคาอาหารกลาง ๆ ไม่ถูกไม่แพง แต่รถชาตินี่สิ พิถีพิถัน อร่อยสุด ๆ ไปเลย

ร้านเปิดมา 25 ปี น่าจะเป็นที่รู้จักในแถบนี้ไม่มากก็น้อย เมนูปิ้งย่างบังคับสั่งเป็นเซ็ท เซ็ทละ 3 ไม้ ราคาเริ่มต้นที่ 200 – 500 เยน เบียร์สดแก้วละ 500 เยน ดื่มกันไปพราง ๆ

เมนูเด็ดสำหรับผม คงจะเป็นเครื่องในไก่ และหนังไก่ปิ้ง รวมไปถึงเมนูหมูที่เค้าพิถีพิถันปิ้งย่างกันสุด ๆ บรรจงโรยเกลือให้ทุกไม้ เนื้อไก่และหมูทุกชิ้นถูกเสียบมาราวกับใช้เครื่องเสียบอัติโนมัติมาเสียบให้ เพราะเป็นระเบียบมาก ๆ บวกกับเบียร์ที่เสิร์ฟราวกับเอาไม้บรรทัดมาวัด ฟองเบียร์ของเบียร์ทุกแก้ว จะอยู่ที่บาร์ดาวของ Sapporo ทุกดอกไม่มีพลาด

แต่ดื่มไปดื่มมา บอกเลยว่า หมดกันไปราว ๆ คนละ 7 แก้ว พร้อมกับ ราคาปิ้งย่างที่เช็คบิลมาได้ในราคาคร่าว ๆ ที่ 2x,xxx เยน ให้ตายสิพับพา นี่มันเกือบ 10,000 บาทเลยนะเว้ย ฮ่า ๆๆๆ เอาล่ะ กลับไปคงนอนหลับปุ๋ยไม่ต้องอาบน้ำกันแน่นอน ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ

DAY 2 – I AM BACK!!! NISEKO

ตื่นเช้าด้วยความงัวเงีย เช้านี้ต้องรีบเดินทางไปที่ Niseko เพื่อที่จะไป Fitting ชุด และอุปกรณ์สำหรับเล่น Snowboard ที่จองผ่านเว็บไซต์ไว้ ซึ่งจากตัว Otaru ไป Niseko ก็ใช้เวลาราว ๆ ชั่วโมงครึ่ง แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเลย เพราะหิมะตกหนักทุกวัน

ระหว่างทางคือขาวไปหมด บางช่วงเบรคแข็ง รถเบรคไม่ได้ ทำเอาตกใจไปตาม ๆ กัน มองไปทางไหนก็ไม่เห็นวิว หิมะสีขาวถูกทาไปทั้งเมือง ซึ่งก่อนที่เราจะไปร้าน Fitting อุปกรณ์ เราจะต้องเอาของไปวางทิ้งไว้ในที่พัก่อน เพราะจะต้องเคลียพื้นที่เก็บบอร์ด และอุปกรณ์ต่าง ๆ เรื่องที่พักไว้ค่อยพูดถึงตอนเย็นแล้วกัน ตอนนี้ ไป Fitting แล้วเด่วไปเรียนกันเลย!!!

ร้านเช่าอุปกรณ์สำหรับเล่น Snowboard ในเมือง Niseko จริง ๆ แล้วมีหลายร้านมากครับ มีทั้งเกรดดี เกรดไม่ดี อันนี้ก็ต้องใช้ประสบการณ์กันเอาเอง เราก็เดากันมั่ว ๆ และมาจบที่ Good Sport เพราะเป็นราคาที่คิดว่าสามารถจับต้องได้ ตีเป็นราคาไทยคร่าว ๆ ต่อวันแค่คนละ 1,000 กว่าบาทเท่านั้น

ราคาดังกล่าวเป็นแบบ Standard นะ แต่เค้าก็มีแบบ Premium ราคาก็จะแพงขึ้นไปอีก ซึ่งนี่คิดว่าลูกทีมยังไม่จำเป็น เอาให้แค่ยืนได้ ทรงตัวได้ก่อนแล้วกันในทริปนี้ ไปถึง เราก็ไปแจ้งชื่อ เพราะจองผ่านเว็บไซต์มาแล้ว เค้าจัดเตรียมทุกอย่างมาให้เราเรียบร้อยเป็นกระเป๋า ๆ คนละใบพร้อมติด tag name ของใครของมัน ซึ่งแต่ละคนความต้องการต่าง ๆ ก็จะไม่เหมือนกัน มีสิ่งแนะนำที่ไมอยากจะนำนำไม่กี่อย่างสำหรับ Snowboard นั่นก็คือ

  • ควรมีแว่นตากันแดด กันลม เพราะพอไปอยู่ในหิมะจริง จะแสบตามาก และหากหิมะตก หิมะคนเทห่าเข้ามาที่เบ้าตาเราอย่างไม่ขาดสาย เอาแว่นกันแดดส่วนตัวมาก่อนได้ หรือถ้าดีหน่อยก็เป็น Goggle
  • หมวกกันน๊อคควรมีไหม อันนี้แล้วแต่เราเลย จริง ๆ ก็มีไว้ดีกว่าแหละ เพราะเราไม่รู้ว่าตอนล้มเราจะล้มท่าไหน ป้องกันไว้ก่อน
  • ถุงมือกันน้ำกันหิมะ ต้องมี!!!

  • บูท ของสวมใส่แล้วแน่นพอดี ไม่หลวมเกินไป และแน่นเกินไป ต้องเอาไปพอดีแบบเป๊ะ ๆ สำคัญขนาดไหน สำคัญขนาดที่ไซส์รองเท้าบูทมีจุดทศนิยมอ่ะ เช่นถ้าซื้อรองเท้าบ้านเราเบอร์ 42 เค้าจะมีเบอร์ 42.5 หรือ 41.5 ประมาณนั้นเลย เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ
  • บอร์ด การวางเท้าของเราก็สำคัญ ให้เอาเท้าที่ถนัดไว้ด้านหลัง เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง เท้าไม่ถนัดไว้ด้านหน้า (ไม่จำเป็นเสมอไป แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้)
  • ชุดกันหิมะ สำหรับเล่น Snowboard จำเป็นมาก ๆ อย่าเสร่อใส่แค่ถ่ายรูปสวย เพราะถ้าเล่นทั้งวัน รับรอง ร่างกายจะไม่สวยแน่

หลัก ๆ ก็จะมีแค่นี้ เพิ่มเติมอีกนิดคือ ถ้าซ้ายนำเรียก Regular ขวานำเรียก Goofy พอทุกคนโอเค ไม่ปรับเปลี่ยนอะไร ก็ไปกันเลย เพราะครึ่งวันแรกในช่วงบ่าย ไมจะสอนวิธีการใช้ทุกอย่าง การใส่ การถอดบอร์ด การลุก การเดิน คือทุกอย่างที่เป็นขั้นต้นนั่นเอง ซึ่งสำหรับวันแรกภาพเราไม่ได้ถ่ายกันเลย เพราะคิดว่าคงยังไม่ได้อะไรมาก เอาให้ทุกคนรู้ทุกอย่างก่อน ซึ่งลานสกีวันแรก คืออยู่ข้างบ้านเราเลย ขับรถไป 2 นาทีถึง นั่นก็คือ Niseko Village Area

สอนพอไปวัดไปวาครับ เพราะลานสกียังไม่เปิด ทุกคนต้องแบกบอร์ดขึ้นไป แล้วไถลงมา ทำแบบนี้ซ้ำ ๆ ประมาณ หนึ่งชั่วโมง เพราะช่วงหน้าหนาวที่นั่น สี่โมงเย็นก็มืดแล้ว แต่แค่นี้ทุกคนก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน ก็พากันกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บอุปกรณ์ และไปทานมื้อเย็นกันก่อน

สำหรับมื้อแรกใน Niseko ไม่สิ จริง ๆ เป็นมื้อที่สองแล้ว แต่มื้อเที่ยงเราแวะ Lawson จัดอะไรที่มันง่าย ๆ กัน พอมามื้อใหญ่มื้อนี้ เราจัด Shabu กันเลยฮ้ะ เป็นร้านที่พึ่งเปิดใหม่เมื่อ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ชื่อ Kanpai Shabu Shabu Buffet บอกเลยว่าร้านสวยมาก แต่พนักงานยังงง ๆ เอ๋อ ๆ อยู่ และที่สำคัญ พูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้

น้ำซุปเองมีให้เลือกหลายแบบ เราเลือกเป็น Sukiyaki กับ Hot Spicy หรือแถวบ้านเรียกหมาล่านั่นเอง แต่กลิ่นก็ไม่ค่อยหม่าล่าเท่าไหร่ ทุกอย่างโอเคดีครับ ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ร้องว้าว เนื้อดี แซลมอนดี แล้วก็สามารถตักอาหารในไลน์ Buffet ทานได้

ราคา All you can eat ต่อคนตกคนละ 5,000 เยน ทานได้ชั่วโมงครึ่ง และถ้าเป็น All you can drink จะต้องจ่ายแยกที่คนละ 2,500 เยน แต่คิดว่าไม่น่าไหว เลยเอาแค่ Soft Drink หัวละ 500 เยนเท่านั้น

กินกันเต็มอิ่มก็แวะ Lawson แล้วซื้อของกลับบ้านมากินกันครับ อย่างที่รู้ว่าเอาจริง ๆ ของใน Lawson ก็ไม่แย่เลย คืนแรกเรายังมากันไม่ครบครับ มี 11 คน ที่มาถึงก่อน อีก 2 คนบินตามมาและถึงตอนดึก ๆ ส่วนอีกหนึ่งคน จะขับรถตามมากจาก Hakodate ในวันพรุ่งนี้

คืนนี้บอกเลยว่าถือเป็นการ Re-skill ตัวเอง และสอนเพื่อน ๆ ไปในตัวได้อย่างราบรื่นเลยทีเดียว แต่พรุ่งนี้แหละ ที่เราจะไปพื้นที่จริง หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น และทุกคนสามารถทรงตัวได้ สำหรับคืนนี้ ราคตรีสวัสดิ์ครับผม หิมะตกแรงมาก!!!

DAY 3 – 1st DAY OPEN SKI AREA IN NISEKO

วันนี้ขอมาพูดถึงเรื่องที่พักกันบ้าง เพราะเราต้องอยู่ที่นี่ถึง 3 คืนด้วยกัน ที่พักของเราอยู่ในโซน Niseko Village ชื่อ Higashiyama  เป็นบ้านหนึ่งหลังที่มีกว่าสิบห้องนอน เราพักกัน 4 ห้องนอน นอนกัน 14 คน ตัวบ้านมีห้องอาบน้ำ ห้องเก็บอุปกรณ์ ครัว และก็ห้องสำหรับทานข้าว มีโถวใหญ่ให้ได้นั่งคุยชิลเอ้าท์กัน ที่พักรวมอาหารเช้าอย่างง่ายอย่างคอนเฟล็กซ์ และขนมปัง

เป็นที่พักที่โดยส่วนตัวผมชอบนะ เพราะเหมือนได้มาอาศัยเป็นคนเมืองนี้จริง ๆ ทุกเช้าตื่นมาจะเห็นรถตัวเองถูกหิมะถมจนจำไม่ได้ ต้นสนจากสีเขียวก็ถูกปกคลุมด้วยสีขาวจากหิมะทั้งต้น เป็นการใช้ชีวิตอยู่ใน Niseko ที่สมกับซื้อตั๋วเครื่องบินหนีร้านมาที่นี่จริง ๆ

สำหรับที่พักที่นี่ราคาถือว่าถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับโซน Yamada เพราะเราอยู่กัน 14 คน 3 คืน จ่ายไปเพียง 130,000 เยน เท่านั้น ตีเป็นเงินไทย หารกันแบบหลวม ๆ ตกต่อคืน คนละ 1,000 บาท เท่านั้นเอง ให้ตายเถอะ ถ้าเทียบกับไทยเหมือนไปพัก Hostel คืนละ 300 บาท อะไรประมาณนั้น

จากที่พัก เข้าไป Hirafu ก็ไม่ได้ไกลหรือใช้เวลานานเลย ราว ๆ 10 นาที ก็ถึงแล้ว และเช้าวันนี้ เราจะมา Re-Skill และสอนเพื่อน ๆ กันต่อที่ลานสกี Grand Hirafu ครับผม

วันนี้ต้องบอกก่อนว่า เป็นวันเปิดวันแรกของลานสกีที่นี่ รถจอดกันพรึ้บ!!! พร้อมกับหิมะที่ตกมาอย่างไม่ขาดสาย จริง ๆ ที่นี่มีโรงเรียนสอนด้วยนะ แต่ขอกระซิบไว้ก่อนเลยว่าแพงมาก แล้วก็มีอัปกรณ์ให้เช่าถึงที่ด้วย เรื่องราคาไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ถือว่าโอเคพอตัว สำหรับมือใหม่

เราซื้อ 5 Hours for Lift ครับ ราคา 3,600 เยน ต่อคน ขึ้นลิฟท์ได้ 5 ชั่วโมง แต่หากต้องการจะซื้อแยก ก็ต้องยอมจ่ายจุดละ 900 เยน พอคิดดูแล้ว เซื้อแบบ 5 Hours ไปเลยถูกกว่าครับ

หรือหากเพื่อน ๆ จะซื้อแบบเต็มวันเลย ก็มี ราคาบวกขึ้นไปอีกไม่เท่าไหร่ แต่อย่าลืมดูฤดูกาลด้วยว่า พระอาทิตย์เค้าตกกันกี่โมง เพราะช่วงหน้าหนาว ลานสกีจะไม่เปิดตอนกลางคืน เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยนั่นเอง

ช่วงเช้าเราก็ Re-Skill กันครับ ส่วนใครเริ่มขยับ Level หน่อย ผมก็ปล่อยเลย ล้มเยอะ ๆ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนหัดเล่นครับ สำหรับ Snowboard ใจเท่านั้นครับ ถ้าใจได้ สติมา ค่อย ๆ สังเกตุสรีระตัวเองให้มันสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของบอร์ด แค่นี้ก็จะทำให้เราทรงตัวได้แล้ว

หิมะที่ Hokkaido ขอบอกว่า นุ่ม ติดอันดับโลกเลยนะครับ คือการันตีเบา ๆ เลยว่าล้มแล้วไม่เจ็บเท่าที่อื่นแน่นอน แล้วยิ่งมาช่วงที่มันกำลังตกอยู่เหมือนตอนนี้แล้วนี่นะ โหวววว เหมือนกระโดดลงไปบนอะไรที่นุ่มกว่าทรายอ่ะ เอาเป็นเม็ดโฟมแล้วกัน น่าจะเข้ามากที่สุด

เรื่องเล่น Snowboard ก็ปล่อยตัวใครตัวมันไปครับ เราจะมาแนะนำร้านอาหารเที่ยงตอนที่เล่นมาเหนื่อย ๆ ดีกว่า ร้านนี้อยู่ไม่ไกลครับ เดินลงมาจากลานสกีราว ๆ 5 นาทีถึงเลย เป็นร้านอาหารตามสั่งที่จานใหญ่มาก ๆ ถ้าเป็นราเมนสั่งมาคนเดียวกินไม่หมดแน่นอน ร้านชื่อ Tozanken Ramen (Address: 〒044-0081 北海道虻田郡倶知安町字山田191-31)

เมนูคือถ้าเทียบกับ Location ที่ตั้งอยู่เรียกได้ว่าถูก และคนจะต่อคิวเยอะมาก เยอะแบบยืนต่อแถวยาวขึ้นไปชั้นสองของร้านเลย เมนูเด็ด เห็นจะเป็นราเมนครับ แล้วก็อีกอย่างที่ผมชอบคือข้าวแกงกระหรี่ที่นี่คือสุดจริง ๆ

ช่วงบ่ายก็ไปเล่นกันต่อ และแน่นอนว่ามีทั้งคนไหว และไม่ไหว คนไหวก็เล่นต่อ คนไม่ไหวก็นั่งพักรออยู่ด้านล่าง

สำหรับการเล่น Snowboard กีฬาชนิดนี้ ค่อยข้างที่จะยากพอตัวครับ ไม่ง่ายเลย ร่างกายต้องแข็งแรง ต้องควบคุมสรีระตัวเอง และเคลื่อนไหวตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องทนหนาวด้วย จึงไม่แปลกหากใครที่ล้มบ่อย ๆ ล้มถี่ ๆ จะถอดใจ เพราะนอกจากจะเจ็บตัวแล้ว ยังเจ็บใจด้วยที่ยืนและควบคุมบอร์ดไม่ได้

วันนี้จบกันไปในสภาพที่พังยับเยิน ปากแตก น้ำหูน้ำตาไหลกันไป เมื่อเย็นเราจัดชาบูกันไปแล้ว เย็นนี้ต้องปิ้งย่างบ้างแล้วล่ะ ซึ่งต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าแถบนี้ร้านอาหารราคาแรงมากครับ ซึ่งก็ถ้ามาคนเดียวหรือมาน้อยคนก็อาจจะพุ่งเข้าใส่ แต่มากันหลายคนไม่รู้ว่าทุกคนต้องการแบบไหน เลยเอาราคาที่ถูกไว้ก่อน เลยไปหยุดอยู่ที่ร้านนี้ Niseko SOAN (Address: 〒044-0081 北海道虻田郡倶知安町字山田170-160)

ร้านนี้เป็นร้านที่เราเช็คราคามาแล้วว่าถูกที่สุดในเมืองนี้ครับ ราคาคือไม่แพงมาก ตกต่อหัวราว ๆ 3,000 กว่าเยน แบบ All You Can Eat แต่ไม่มีเนื้อวัว แล้วจะเสิร์ฟเป็นเนื้อแกะแทน หากจะสั่งเนื้อวัวต้องสั่งเพิ่มที่ 150g ต่อ 1,400 เยน

บรรยากาศในร้านคือ Local มาก ๆ กระทะดูแข็งแรง เมื่อสั่งแบบ All You Can Eat เราจะได้ทานไอติมฟรีด้วย มีข้าวให้ มีน้ำเปล่าที่บริการตัวเอง สามารถทานได้ 60 นาที แต่นั่งได้ 90 นาที รสชาติและคุณภาพอาหารถือว่าสมกับราคานี้แล้วครับ

ซึ่งเมื่อเราทานไปจนจบก็พบว่า สั่งแบบ A La Carte ถูกกว่าว่ะ ฮ่า ๆๆๆๆๆ ยังไงใครมา แนะนำให้สั่งเป็นจาน ๆ ไปครับ เพราะพอกินแบบบุฟฟเฟ่ต์แล้วไม่คุ้มจริง ๆ หมูทีให้จะเป็นหมูติดมัน ไม่มีหมูชนิดอื่น ส่วนเนื้อแกะถือว่าหอมกำลังดีเลยทีเดียว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เนื้อวัวพอใช้ได้ ยังไงถ้าไม่มีที่ลงก็ลองไปร้านนี้ดูนะครับ : )

วันนี้เป็นวันที่พวกเรามาครบ 14 คนแล้ว ไม่แปลกเลยที่คืนนี้เราจะมีปาร์ตี้ใหญ่และทุกคนจะได้รู้จักกันครบทุกคน แต่ละคนบอกก่อนเลยว่าไม่รู้จักกันมาก่อน หรือหลายคนมาคนเดียวแบบไม่รู้จักใครเลย กิจกรรมยามเย็นวันนั้นจึงเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำสำหรับสายดื่มคือที่นี่ ไวน์ถูกกว่าเบียร์ราว ๆ 3 เท่า เอาเงินซื้อไวน์ราคาถูกกินกันยาว ๆ ก็น่าจะต่อเวลาให้กับค่ำคืนนั้นได้ยาวนานกว่าเก่าพอสมควร ถ้างั้นคืนนี้ ตัวใครตัวมันครับ

DAY 4 – DOWNTOWN SIGHTSEEING

วันนี้คือปล่อยตัวใครตัวมันเลยครับ ให้เล่นกันเต็ม ๆ หนึ่งวัน ซึ่งคิดว่านี่คงไม่ต้องให้เห็นภาพมาก ก็แล้วแต่ร่างกายของใครของมัน แต่วันนี้จะขอพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองกันหน่อย ว่าหากเราไปแล้วไม่เล่น มีร้านอะไรน่านั่งน่าเข้าบ้าง ไปเริ่มที่ร้านแรกกันเลย

ร้านแรกแนะนำเลย อยู่ใกล้ลานสกี Hirafu ที่สุด ที่นี่คือ  Base Mountain Kiosk ( Address: 〒044-0081 北海道虻田郡倶知安町字山田204-30 MOUNTAIN KIOSK COFFEE )

คือถ้าไม่มีรถแล้วไม่รู้จะไปนั่งรอเพื่อนที่ไหน ร้านนี้ถือเป็นอีกหนึ่งัวเลือกที่ดี เพราะบรรยากาศสวย ถ่ายรูปงาม ออกโทนเทาดำ มืด ๆ แต่ตัดกับสีขายสไนด้านนอกคูล ๆ

ด้านนอกริมถนนก็มีกาแฟร้านหนึ่งสีชมพูเก๋ ๆ ตั้งท้าความหนาวอยู่ อันนี้ก็ถือว่าได้นะ ถ่ายรูปสวย รสชาติลาเต้ที่สั่งมาชิมคือนัวมากแม่ ร้านนี้ชื่อ Morning Owl Cofee แต่โทษทีไม่มีใครปัก Location ไว้ใน google เลย ฮ่า ๆๆๆๆ

ถ้ามีรถก็ขับออกมาหน่อย ออกมาทาง Niseko Village พอเจอสี่แยกแทนที่จะเลี้ยวขวาก็ออกซ้ายไปห่าง ๆ บ้านพักเลย มีอยู่หลายร้านให้เลือกนั่งเลือกนอนเหมือนกัน

ที่นี่คือ Cafe White Birch ( Address: 〒048-1502 北海道虻田郡ニセコ町字本通106番地3 ) เป็นอีกร้านที่สวยเลยนะ

มีค้งมีเค้กให้ได้สั่งมาจิบกับของร้อนด้วย อ่ะ ไปกันต่อ บอกเลยว่ามีหลายร้านมาก แต่ก็จะเก็บมาให้เท่าที่ไปเก็บมาได้นะ ๕๕๕๕

ร้านนี้เป็นร้าน Sandwich และขายพวกอาหารแนวอเมริกัน เป็นตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งไว้แบบนี้เลย แล้วตกแต่งภายในเอา

ร้านชื่อ Niseko 36 Parlour ( Address: 19-19Higashiyama.Niseko ニセコ町字東山19-19, Abuta-gun, Hokkaido, Japan 048-1521 ) ยังไงก็ไปตำกันล่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นตาฟ้าด้วย

สุดท้ายมีอยู่ร้านหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นร้านขายซูครีมชื่อดัง อยู่ติดบ้านพักเราเลย และก็มีวิวภูเขาไฟโยเตอยู่ด้านหลังด้วย ผมจำชื่อร้านไม่ได้ แต่ก็ copy address มาไว้ให้เพื่อน ๆ แล้ว ตามนี้เลย >>> 日本、〒048-1522 北海道虻田郡ニセコ町字曽我888−1

นี่เอามาไม่หมด Niseko นะ ที่นั่นมีอะไรทำนองนี้อีกเยอะ คิดว่าพวก Cafe Hoping พวกรักแนวสถาปัต หรือพวก Minimalist คงจะชอบเมืองนี้มาก ๆ และแนะนำเลยว่า เอากล้องฟิล์มมาถ่ายที่นี่สิ สวยยย!!!!

DAY 5 – GOODBYE NISEKO

วันนี้เป็นวันที่พยากรณ์บอกว่าอากาศจะดีที่สุดในทริปเราครับ คือท้องฟ้าเปิดและมีแดดออก เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นวิวภูเขาไฟโยเตที่อยู่ตรงข้ามกับลานสกี เราเล่นที่ Grand Hirafu จนจำไลน์ได้หมดแล้ว วันนี้เลยคุยกันว่าจะไปอีกลานสกีหนึ่ง นั่นก็คือ Niseko Annupuri Kokusai Ski Area (Address: 〒048-1511 北海道虻田郡字ニセコニセコ485)

อ่อ…. แต่ก่อนที่เราจะไปลานสกีอันใหม่ ลูกเพจเราได้เซอร์ไพรส์ขอแต่งงานกันที่หน้าบ้านด้วย เป็นโมเม้นท์ที่อบอุ่นจริง ๆ จริง ๆ พี่ชายคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นพี่ตอยที่ไปกับผมแทบจะทุกที่เลย น่าจะคุ้นหน้ากันบ้าง หากใครตามอ่านรีวิวของไมตลอด ยังไงก็ยินดีกับพี่ ๆ ทั้งสองด้วย

กลับมาที่การเล่น Snowboard ของเรากันต่อ ที่นี่คือลานสกีดีมาก เหมาะสำหรับมือใหม่มากกว่า Grand Hirafu อีก ที่สำคัญคือ ข้างบนสุดเปิดให้เล่นแล้ว แล้ววิวดีมาก ๆ หิมะนุ่น และมีไลน์ให้เล่นหลายไลน์ ถ่ายรูปสวยประมาณหนึ่ง ยังไงไปดูภาพบรรยากาศกัน

และนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์ดี ๆ สำหรับเพื่อนใหม่ทุกคนที่บางคนถือว่าเป็นครั้งแรกในการเล่น Snowboard คาดว่าเจ็บตัวระบมไปยันหัวจรดเท้าเลยล่ะ หลังจากที่พวกเราเคลียทุกอย่างกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาร่ำลา Niseko เพื่อเข้าสู่ Chitose เตรียมตัวกลับบ้านกัน

ที่ Chitose เราพักกันที่ Air LCC Hostel ครับ เป็น Hostel ที่ผมเคยมาพักแล้วครั้งหนึ่งแล้วติดใจมาก เพราะห้องสะอาด พนักงานดูแลดี รวมถึงมี Living Room และ Dinning Room ที่เปิดให้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ ราคาถูกมาก ๆ อีกด้วย แต่ที่นี่หากเอารถมาจะต้องจ่ายค่าที่จอดรถคันละ 500 เยนต่อคืน ไม่มีแปรงฟันและผ้าเช็ดตัวให้ ต้องเช่าเอง แต่ราคาก็ไม่ได้แรงมาก ตกอย่างละ 50 เยน เท่านั้น ตัวห้องนอนก็จะมีหลายแบบ มีเป็นเตียงเหมือนโรงแรม เป็นเตียงสองชั้น สลับกับที่นอนแบบเรียวกัง มีห้องน้ำในตัวไม่ต้องห่วง มีลิฟท์ให้ใข้ ไม่ต้องยกกระเป๋าให้หนัก ถือเป็นอีกที่พักหนึ่งที่แนะเลยเลยครับ เพราะห่างจากสนามบินเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

เก็บกระเป๋ากันเสร็จแล้ว ก็จะพาเพื่อน ๆ ไป Izagaya ปิดท้ายทริปกันหน่อย คือต้องบอกว่าช่วงที่เราอยู่ Chitose คือวันเสาร์ ร้านดัง ๆ คือถูกจองเต็มหมดเลย ร้านที่เราพอจะหาได้ก็เป็นร้านที่ไม่ดังมากเลยไม่อยากแนะนำ แต่เอาเป็นว่าบริเวณนี้ ร้านเพียบ!!! พอตื่นเช้าขึ้นมาวันที่ 6 เราก็ Check Out แวะ Shopping ที่ AEON Plaza คืนรถ และไปสนามบินบินกลับไทยกันเลยครับ อย่างที่บอกว่าขามาใช้เวลา 6 ชั่วโมง ฉะนั้นขากลับนะหรอ กินเวลาไป 8 ชั่วโมง เล่นเอาทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว ทริปนี้จบลงด้วยดีครับ ไว้เจอกันระหว่างทางนะ

สรุปค่าใช้จ่าย!!!!!

  • เช่าอุปกรณ์ 3 วัน 126,900 JPY
  • เช่ารถยนต์ตลอดทริป 6 วัน 121,000 JPY
  • ค่าน้ำมันทั้งทริป 16,412 JPY
  • จอดรถ 2,100 JPY
  • ที่พัก Niseko 3 คืน 157,000 JPY
  • ที่พัก Otaru 1 คืน 31,500 JPY
  • ที่พัก Chitose 1 คืน 26,256 JPY
  • ค่าลิฟท์เฉลี่ย 14 คน 120,000 JPY
  • ตั๋วเครื่องบินเฉลี่ยทั้ง 14 คน 500,000 JPY
  • ค่าอาหาร เหล้ายาปาปิ้ง ตลอดทริป 250,000 JPY
  • อื่น ๆ ราว ๆ 100,000 JPY

รวมทั้งทริปราว ๆ 1,450,000 JPY

ไปกัน 15 คน แต่ขอหาร 14 คน หารที่เรท 0.3

ทั้งทริปตกคนละ 34,523 THB

DAY TRIP BANGKOK วันว่าง ๆ กลางกรุง และการทำบุญโลงศพ

DAY TRIP BANGKOK วันว่าง ๆ กลางกรุง และการทำบุญโลงศพ

ฤดูกาลเปลี่ยนไป แต่ใจคนยังไม่เปลี่ยนแปลง บ้าไปแล้ว ข้างบนไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะเล่าเลย ฮ่า ๆๆๆ เวลามีวันว่าง ๆ อยู่ใน กทม. บางทีก็ไม่รู้จะเอาตัวเองไปที่ไหนเหมือนกัน หลัง ๆ เลยนอนซมดมตดตัวเองใต้ผ้าห่ม ถ้าฟีลลิ่งแอดดิคหน่อยก็คงจะกางจอ Laptop มาดู Netflix ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลย แต่ ๆๆๆ

ก็ต้องพาตัวเองไป Refresh บ้าง ซึงการ Refresh ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแบกเป้ไปลุยป่า ปีนเขา ค้างแรม กางเต้นท์เสมอไป แต่หากเป็นการเอาใจเราไปบำบัด ทำบุญสะเดาะเคราะห์บ้าง เชื่อว่ามันก็ดีไม่แพ้กัน ทริปนี้จะพาไปเป็น Bangkoker เต็มวัน เป็นวันสบาย ๆ ต้อนรับหน้าหนาว พร้อมกับการโบถอกและชะลอกรรมที่ทำมา เพราะเชื่อว่าทุกคนเคยเลวมาก่อน ๕๕๕๕๕๕

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างอาหารเช้า นาน ๆ ทีจะออกจากบ้าน จะให้ไปสั่งข้าวมันไก่ หรือเป็ดพะโล้หน้าปากซอยของป้าหญิงก็เห็นจะธรรมดาไป ทริปนี้ถอยรถออกจากซองแล้วขับไปหาร้านเก๋ ๆ นั่งชิลแบบมีคลาสเหมือนบิน business ของ Qatar หน่อยแล้วกัน เล็ง ๆ ไว้หลายที่ สรุปตรงไปที่เยาวราชที่คุ้นเคยเฉย และนี่ก็ไม่ได้รับเงินสปอนเซอร์จากสายการบินอะไรนะ เอ่ยถึงเฉย ๆ

ที่เยาวราชไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย แก่ ตกเย็น หรือแม้กระทั่งมืดค่ำดึกดื่นก็จะมีอาหารการกินเปิดหน้าร้านไว้แทบจะ 24 ชั่วโมง เปิดรีวิวไปเจอร้านหนึ่ง เป็นร้านอาหารจีนแนวประยุกต์ที่ขุดเอาสูตรของบรรพบุรุษมาทำขายอย่าง “หล่งโถว คาเฟ่” หาที่จอดแล้วรีบดิ่งไปที่ร้านอย่างไม่รอช… สัส!!! คิวยาวมาก!!! นี่มันอะไรวะเนี่ย

บอกไว้ก่อนเลยว่า “ หล่งโถว “ ถึงแม้ว่าจะเป็นร้านเล็ก ๆ ที่ดูไม่ใหญ่โตอะไร แต่ด้วยพลังของ ig และ facebook นี่บอกได้คำเดียวเลยว่า ทำให้ร้านนี้เกิดแบบข้ามคืน เพราะนี่ก็ตามมาจากรีววที่แชร์กันหน้า feed นี่แหละ จุดเด่นของร้านมันอยู่ทีเจ้าของเค้าไปเอาเศษไม้จากโรงเตี้ยมที่รื้อทิ้งแล้ว มาทำเป็นโต๊ะสองชั้นวางซ้อนกันให้ลูกค้านั่ง และภายในก็ประดับให้มันดูโมเดิร์นหน่อย แค่นั้นเลย คนแห่ไปถ่ายรูปกันเพียบ

นี่ไปถึงก็ไปกดจองคิว รอราว ๆ เกือบครึ่งชั่วโมงถึงได้เข้าไป อะไรที่ว่าเด็ดสั่งมาให้หมด แบบนั้นก็คงไม่ใช่ กำลังไดเอ็ดอยู่ ก็เอาเป็นว่าสั่งมาแต่ตัว Highlight ของร้านแล้วกัน มีข้าวต้มทรงเครื่องที่มีเครื่องเคียงแปดอย่าง ชาเย็น ซาลาเปายัดไส้ ข้าวต้ม และก็ชาหมื่นลี้

รสชาติอาหารบอกเลยว่าไม่ปลื้มเท่าไหร่ ออกจะทั่วไปซะด้วยซ้ำ แต่ด้วยกิมมิกและภาพที่สวยงามรวมกับการปักหมุดที่เราต้องสะสมแล้ว ก็มาหน่อยเถอะ เดี๋ยวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง

แต่มีอย่างหนึ่งที่ชอบ บอกเลยว่า เป็นการคิดแล้วคิดอีกจากทางร้านที่นำวัตถุดิบแต่ละอย่างมาผสมกันให้ลงตัว อันนี้ต้องชม ซาลาไปไส้ไข่เค็มเค้าก็อร่อยทีเดียว ที่ติดใจที่สุดคือชาเย็นเลย หวาน หอม ละมุนมาก ดูดไปปื้ดสองปื้ด ไอ่สัส หมดไวจังวะ

ใครมีโอกาสก็ลองมาที่ร้านเค้าดูแล้วกัน แต่ขอแนะนำอย่าง อย่าเอารถมาเองเลย หาที่จอดยากเหี้ย ๆ ละก็คือ… ถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูหนาวบ้านเราแล้ว แต่อากาศจริง ๆ ไม่หนาวเลย คิดว่ากำลังเข้าหน้าร้อน อีห่า… แดดแรง ๆ ที่คอยสาดส่อง บอกตรง ๆ ไม่เคยอบอุ่น เท่ากับไอ่รัก ส่งผ่าน มาถึงใจ…

เปิดประตูรถเข้าไปเท่านั้นแหละ ไอ่ร้อนปลิวมาเป็นเงาเลยอีเหี้ย ไม่ได้และแบบนี้ ต้องทำอะไรหน่อย ปล่อยไว้นาน ๆ เฟอร์นิเจอร์ในรถกรอบหมดแน่ คิดได้อยู่อย่างเดียวคือติดฟิล์ม เพราะถ้าจะไปหาที่จอดไต้ร่มไม้ตลอดไปก็คงไม่ได้ ฟิล์มนี่แหละ ดีที่สุด แล้วเพื่อนก็ขายฟิล์มด้วย จะได้ขอส่วนลด

ตัดภาพมาที่ร้านติดฟิล์ม เพื่อนแนะนำ Lamina ไปเลย ราคาถูกหน่อยก็เป็น Pop Series ที่ราคาไม่แพงเท่าไหร่ แต่คุณภาพสวนทางกันมาก ๆ มีให้เลือกหลายโค้ด หลายสี นี่ไม่เคยติดฟิล์มมา ก็ได้รับคำแนะนำ และบริการจากทางร้านดีมาก ๆ 

สเป็คมาแรงขนาดนี้ ไม่ติดได้หรออออ… สรุปคือติดตัวสีดำ Deep Black เลือกตัวลดความร้อน 60% รหัส POP05BKSRPS สามารถติด Easy Pass ทางด่วนได้ บางตัวกันความร้อนเกิน ติด Easy Pass ไปไม่ทำงานนะจ้ะ ซึ่งตัวนี้ก็ปล่อยให้แสงส่องผ่านมาได้ 10% กัน UV 99% และสะท้อนแสงแค่ 8% เท่านั้น

คือต้องบอกก่อนว่า การติดฟิล์มนอกจากจะทำให้รถร้อนน้อยลงแล้ว ยังปลอดภัยด้วยนะ สมัยตอนที่ยังไม่ติดฟิล์มดำ บอกเลยว่ารถกระจกใสมาก ๆ เวลาเอาของมีค่าไว้นี่คือเสี่ยงโดนทุบกระจกแล้ววิ่งราวไปเลย ไหนจะแก้ผ้า เปลี่ยนเสื้อผ้าไปทำงานนู่นี่นั่นอีก

พอตดฟิล์มเท่านั้นล่ะ ถ้าแดดไม่แรงจริง หรือไม่เปิดไฟฉายส่องมาจี้ ไม่มีทางมองเห็นข้างในเลย หรือถ้ามองเห็น ก็คงเห็นได้แค่เงา เรียกได้ว่า ติดฟิล์มรอบนี้ เบาตัวไปเลยล่ะ ทั้งคันหมดไป 7-8 พัน แล้วแต่สาขา แต่ก็ต้องให้เวลากับการติดฟิล์มหน่อยนะ นี่ปาไป 4 ชั่วโมงเลย 

ติดฟิล์มเสร็จ เรามาลุยกันที่เมนหลักของทริปนี้กันแล้ว นั่นก็คือการสะเดาะห์เคราะห์ร้ายให้กับชีวิต กิจกรรมนี้คือาการบริจาคโรงศพ ถ้าเอาสะดวกเลยก็คงจะเป็นมูลนิธิร่วมกตัญญูข้างวัดหัวลำโพงแหละ เพื่อน ๆ สามารถเอารถไปจอดที่วัดได้เลย แล้วตอนออกจากรถ อย่าลืมเอาใบจอดรถไปประทับตราที่มูลนิธิฯ ด้วย จะได้ไม่ต้องเสียค่าจอดรถ

ซึ่งกิจกรรมนี้หลายคนแม่งชอบเข้าใจผิดว่าเป็นการทำบุญกับวัดหัวลำโพง แต่เปล่าเลยเมิง มันเป็นของมูลนิธิร่วมกตัญญูฯ ซึ่งการทำบุญโลงศพ เค้าเชื่อว่า จะทำให้ชีวิตเราเบาขึ้น อะไรที่มันติดขัด ก็จะโล่ง เบา สบาย เหมือนเป็นการสะเดาะเคราะห์ไปในตัว การทำบุญโรงศพก็มีอยู่สองแบบด้วยนะ

อย่างแรกคือเอาเงินซื้อเลงเลย คือ 500 บาท คือซื้อโลงคนเดียว แต่ถ้าไม่มีปัจจัย ก็สามารถทำบุญตามกำลังที่มีได้ โดยโลงหนึ่งเนี่ย ก็จะมีโลงสีขาว และผ้าดิบหนึ่งชุดให้กับศพไร้ญาติ หลังจากที่เราจ่ายเงินทำบุญไป เราจะได้ใบอนุโมธนาบัตรมาขอลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ทีนี้พอเข้าไป เค้าจะมีใบสีชมพูมาให้ เป็นบัตรอธิฐาน เขียนชื่อเราไป ท่องตาม แล้วเอากาวเปียกที่เค้าเตรียมให้ มาแปะใบสีชมพูกับโลง ขอพรอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี ซึ่งช่วงนั้นก็อยากให้ทำใจให้สบาย พิธีนี้ก็จะจบลงอย่างราบรื่น

ในโซนข้าง ๆ กันก็มีศาลจีนอยู่ศาลหนึ่ง หากมีเวลาก็สามารถเข้าไปไหว้ศาลต่อได้ แต่หากตั้งใจมาทำแค่บุญโลงศพบริจาคให้แก่ร่างและวิญญาณไร้ญาติ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ที่เล่ามาทั้งหมด ก็จะจบวันพอดี แถวนั้นจริง ๆ แล้วก็อยู่ใจกลางเมืองเลยล่ะ อยากไปไหนต่อก็สบาย สามย่าน สยาม หรือจะขึ้นทางด่วนออกนอกเมือง ก็ออกพระรามสี่ไปได้เลย หวังว่า Day Trip Bangkok ครั้งนี้ จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อย ซึ่งหากใครตั้งใจจะไปทำบุญโลงศพแก่ผู้ไร้ญาติ ทางเราก็ขออนุโมทนาบุญมา ณ ที่นี้ด้วย แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

ROAD TRIP เซนได – ยามากาตะ – ฟุกุชิมะ 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 15,000 บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)

ROAD TRIP เซนได – ยามากาตะ – ฟุกุชิมะ 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 15,000 บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)

โอ้ยย… จี่ปุ่งคือเมืิองที่ไม่ว่าจะไปตอนไหนก็ยอมแพ้กับวิว คน และอาหาร แล้วยิ่ง Road Trip แบบนี้ด้วยนะ บอกเลยว่า ตาย ๆๆๆๆ วิวสวยมาก ๆ ทริปนี้ขอออกมานอกโตเกียวหน่อย เราจะ Road Trip ในแถบตอนกลางของภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งก็จะ Start ที่เมือง Sendai >> Yamagata แล้วไปจบที่ Fukushima ก่อนจะไปส่งรถคืนที่สนามบิน Narita แล้วบินกลับบ้าน

ซึ่งทริปนี้ก็ต้องขอบคุณทางภูมิภาคโทโฮคุ และหน่วงงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทีม Unithai ที่คอยประสานงานให้ครับ ต้องกระซิบบอกไว้เลยว่ารูทท่องเที่ยวนี้ ถูกแนะนำมาจากคน Local อีกที ทำให้เรารู้สถานที่ท่องเที่ยวบางจุดที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนตามรีวิวหรือแพ็คเกจท่องเที่ยวอื่น ๆ มาดูกันดีกว่า ว่าหาก Road Trip ตามรูทที่เราไปมา มันจะน่าสนใจขนาดไหน และทริปนี้ ใช้เพียง 3 วัน 2 คืน เท่านั้น รวมเดินทางแล้วด้วยนะ อ่ะ ไปดู…

DAY 0 – NOT READY ANYMORE

ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ทริปนี้ เราจะเริ่มต้นจาก กทม. บินไปลง Nagoya แล้ว Transfer ต่อไปที่ Sendai จากนั้นขับรถเที่ยว 3 วัน ก่อนที่จะยิงลงล่างมาจบที่ Narita Airport เพื่อบินกลับบ้าน ฟังดูหน้าสนุกไหม ฉะนั้นแล้ว Road Trip ครั้งนี้ มันจะไม่เป็นวงกลมนะ มันจะเป็นการลากจากจุด A ไปยังจุด B อย่างที่เห็นในแผนที่

ใครยังมองภาพไม่ออกอีกว่าเราอยู่ส่วนไหนของญี่ปุ่น ลองมาดู Graphic ง่าย ๆ ที่ผมทำขึ้นมาเลย ทริปนี้ก็จะขับผ่านสามจังหวัดหลักดังนี้ที่ประกอบไปด้วย Sendai, Yamagata และ Fukushima เรียกได้ว่าเที่ยวเมืองละวันกันไปเลย

จาก กทม. มาถึงนาโกย่า ใช้เวลาราว ๆ 6 ชั่วโมง เราบินมากับสายการบิน JAL ครับ สะดวกสบายมาก ๆ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ บอกเลยว่าการจองรถ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ครั้งนี้เราจองรถกับ Toyota Rent A Car ซึ่งหากมาญี่ปุ่น ก็มีแค่แบรนด์นี้แหละ ที่ไว้ใจ ยกเว้นเสียแต่ว่าหาไม่เจอจริง ๆ ถึงจะเลือกใช้แบรนด์อื่น มันเคยใช้มาแล้ว ก็เลยใช้มาตลอด ที่สำคัญคือบริการดี และก็ราคาไม่แรงมาก

ตัดบทมาตอนที่ Sendai เลยนะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หลังจาก ที่มาถึงแล้ว จะมี Shuttle Bus ของทาง Toyota Rent A Car มารอรับ หรือหากใครไม่มั่นใจ สามารถตามหาบูธเช่ารถสัญลักษณ์ Toyota เพื่อสอบถามพนักงานก่อนก็ได้ ซึ่งหลักฐานที่จะต้องใช้ ก็มีบัตรใบขับขี่ในไทย ขับขี่สากล และพาสปอร์ต แค่นั้นเลย

ตัว Shuttle Bus ก็จะพาเรามาที่จุดรับรถ แล้วก็ กรอกเอกสารยินยอมต่าง ๆ หรือหากใคร Additional บางอย่างเพิ่ม ก็สามารถแจ้งได้ตอนนั้นเลย ราคารถ ก็จะแตกต่างตามจำนวนวัน เวลาที่เช่า รวมไปถึงประเภทของรถด้วย ส่วนน้ำมัน ก็ Return with Full Tank นะ เป็น Global Condition อยู่แล้ว ใครสนใจที่จะจองรถเช่าในญี่ปุ่น ก็สามารถจองได้ที่นี่เลย https://rent.toyota.co.jp/th/

ซึ่งพอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เค้าก็จะพาเราเช็ครถ ตรวจสอบการใช้งาน และสอนวิธีการใช้งาน ส่วนการเตรียมตัวอื่น ๆ นั้น สิ่งสำคัญก็คงจะเป็นเรื่องอากาศ ช่วงที่ไปให้เพื่อน ๆ ศึกษาสภาพอากาศดี ๆ จะได้เตรียมเครื่องนุ่งห่มไปถูก และสำหรับรูทนี้ เค้าแนะนำมาว่าต้องมาช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะสวยมาก ๆ สุดท้ายเรื่อง Air Card สำหรับเล่น Internet ระหว่างทริปเพื่อหาข้อมูล ก็สำคัญไม่แพ้กัน ครั้งนี้เราใช้บริการของ Samurai Pocket Wifi ครับผม

DAY 1 – ROAD TRIP BEGINS

Location: Minamibayashi-51-1 Zainiwasaka, Fukushima, 960-2262, Japan

หลังจากเคลียร์ทุกอย่างที่เรียบร้อย ซื้อซิม แลกเงิน และรับรถ จากจุดนี้ไปถึงสถานที่แรก ใช้เวลาราว ๆ 2 ชั่วโมงในการเดินทาง ที่แรกที่เราจะไปขอเป็นแบบเบา ๆ ก่อน แต่เชื่อว่าน้อง ๆ หนู ๆ และสาว ๆ ต้องชอบแน่นอน

MICHINOKU KANKOF RUIRTS FARM

ลูกพีช/ลูกท้อ ค่าเข้าคนละ 800เยน เขาจะพาเราเข้าไปในสวนให้เวลา เก็บและปลอกกินเอง 30นาที ยืนกินตรงที่สวนนั้นเลย หวานอมเปรี้ยว กรอบ สดจากต้น

สวนผลไม้เพื่อการท่องเที่ยวมิจิโนขุ (Michinoku Tourist Fruit Land) ที่แรกนี่คือยู่ติด JR Fukushima Station เลยนะ คือเดินทางไปง่ายมาก ๆ เป็นที่เพาะปลูกผลไม้หลากชนิด รวมถึงของขึ้นชื่อประจำเมืองอย่างลูกพชด้วย นอกนั้นก็จะมีลูกท้อ เชอร์รี่ สาลี่ และแอปเปิ้ล ที่น่าสนใจคือเค้ารวมลูกพชเอาไว้ได้มากถึง 63 สายพันธุ์ ซึ่งแน่นอนว่าตั้งมี ” อาคัตสึกิ ” สายพันธุืขึ้นชื่อประจำฟุกุชิมะ ที่เราไม่พลาดที่จะลิ้มลองแน่นอน

ฟาร์มนี้เก็บกันได้แบบยาว ๆ ฮ้ะ ตั้งแต่ June – October เลย กิจกรรมก็จะเป็นเข้าไปเก็บผลไม้ 30 นาที จะมีคนพาไปนะ ค่าเสียหายคนละ 800 เยน คือก็ไปเด็ด ๆ เอาลูกที่อยากจะกิน แต่ก่อนเด็ดเค้าก็จะสอนวิธีการก่อน เด็ดปึ้บ ปอกปั๊บ ทานกันสด ๆ กลางสวนเลย พอมัน Fresh ทุกอย่างมันก็จะดี Texture ต่าง ๆ ของตัวผลไม้ออกมาแบบ 100% ไม่มีกั๊ก ทั้งกลิ่นหอม สัมผัส และบรรยากาศ มันไปด้วยกันอย่างลงตัว

และมากไปกว่านั้น ที่นี่ไม่ใช่สารเคมีเลยนะ จะใช้ปุ๋ยจากการนำปลาหรือสาหร่ายมาตากแห้ง แล้วทำเป็นผงก่อนที่จะเอามาเทและพรวนใส่หน้าดิน และยังมีเทคนิคการปลูกบนพื้นลาดเอียงเพื่อป้องกันไม่ให้รากเน่าในช่วงที่ฝนตกหนักอีกด้วย ด้วยเรื่องราวมากมายกว่าจะได้มาผลไม้ลูกหนึ่ง ทำให้เราสนใจที่นี่ และอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ แวะเข้ามาชมสวนแห่งนี้ด้วย

ซึ่งหน้าฟาร์มเองก็ทำรานเล็ก ๆ ขายผลไม้หลากชนิดในสวนกันสด ๆ หน้าร้านด้วย ทั้งปลีกทั้งส่ง ถือเป็น item ทานเบา ๆ ระหว่างเดินทางได้ดีเลย หรือหากวกวนกลับมา ก็ซื้อเป็นของฝากได้อย่างไม่หน้าเกลียด เพราะ Process ของที่นี่ ไม่ธรรมดาจริง ๆ

เอาล่ะ … ขับต่อกันมาอีกหน่อย ขึ้นมาทางซ้ายของแผนที่กันบ้างไม่กี่นาทีก็จะเจอป้าย ๆ หนึ่ง ที่ทำให้ต้องหยุดชะงักกันไปเลย เป็นห้ายที่แนะนำต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่กลางทุ่งหญ้าและดอกไม้ ลักษณะคล้ายแมวเหมียงอย่างไงอย่างนั้น

ซึ่งในตัวป้ายเองเนี่ย ก็มีภาพตัวอย่างของต้นไม้ชนิดนี้ในทุกฤดูมาอวดให้ดูกันด้วย จะไม่แวะก็กะไร ทางผ่านแท้ ๆ งั้นเรามาทำความรู้จักกับสถานที่ที่สองของทริปนี้กันเลยดีกว่า จะได้รีบเดินทางเข้าเมืองกันต่อ

TOTORONOMORI

Location: 587 Sumomoyama, Yonezawa, Yamagata 992-1461, Japan

ต้นไม้ขนาดใหญ่รูปตัวการ์ตูนโตโตโร่ตั้งเด่อยู่ทุ่งดอกไม้ แต่ละฤดูกาลต้นโตโตโร่จะเปลี่ยนเป็นแบบต่าง ๆ เขียวทั้งต้น หรือขาวเพราะถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือหลากสีจากฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นอีกจุดที่ถ้าไม่จอดคงรู้สึกเสียดายแน่นอน

ผมว่า Location นี้ถ่ายรูปสวยเลยล่ะ เตรียม Prop มาดี ๆ นี่ใช่เลย แต่ก็นะ ไม่ใช่จุดที่จะต้องแวะยาวนานอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าไม่แนะนำก็คงไม่ได้ เพราะต้นไม้เค้าน่ารักจริง จาก Totoronomori ขับรถเข้าที่พัก Sakaeya hotel ที่พักในคืนแรกของเราในเมือง Tendo ใช้เวลาราว ๆ 1.40 ชั่วโมง

เชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนกัน ทุกครั้งที่รู้ว่าระหว่างวันจะจบลง ในขณะที่เราอยู่ในรถ เราจะพยายามมองหา ว่าพระอาทิตย์จะตกลงตรงไหน แล้วมาลุ้นว่าวันนั้น เราจะเห็นพระอาทิตย์เต็มวงหรือเปล่า หรือเมื่อมันตกไปแล้วฟ้าจะระเบิดไหม บางครั้งภาพที่เราได้มา มันก็ไม่ได้อย่างที่เราหวังไว้ ก็นั่นแหละ ถ้าทุกคนได้เจอสิ่งที่อยากเจอง่ายไป โลกนี่ก็คงไม่สมดุล ทุกคนคงได้ภาพสวย ๆ กลับบ้านกันหมด จนไม่มีใครที่ถูกเรียกว่า ” โชคดี ”

TENDO CITY

Location: 2丁目-3-16 鎌田 Tendō, Yamagata 994-0024, Japan

เทนโดะนี่คือเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 60,000 กว่าคน ในจังหวัดยามากาตะครับ เป็นเมืองที่น่ารักมาก ๆ รายได้ที่นี่ของชุมชนส่วนใหญ่จะได้จากการท่องเที่ยวตามฤดูการ การเกษตร ผลิตภัณฑ์จากไม้ และที่พลาดไม่ได้คือมีาาชื่อเสียงในการผลิตตัวละครหมากรุกที่ใช้ไม้ของญี่ปุ่นอีกด้วย

คืนนี้เรามาอาศัยกันที่ Sakaeya Hotel เป็นโรงแรมที่ดูดีทีเดียวเลยล่ะ รวมอาหาร มีออนเซนภายในโรงแรม นอนแบบเรียวกัง และโรงแรมอยู่ใจกลางเมืองเลย หลายคนสงสัยใช่ไหมว่า “เรียงกัง” คือยังไง เดี๋ยวจะอธิบายสั้น ๆ แบบจับใจความได้ง่าย ๆ มันก็จะเป็นแนวที่พักขนาดเล็ก หรือเรียกโรงเตี๋ยมได้เลยล่ะ จุดเด่นคือห้องพักจะปูเสื่อนอน ไม่ใช่เตียง เสื่อจะเรียกว่า “ตาตามิ” และมีอ่างอาบน้ำรวม ซึ่งในตัวบ้าน ก็จะมียูกาตะให้สวมด้วย

ถือว่าดีเลยทีเดียว เดินทางมาเหนื่อย ๆ ขับรถมาก็แสนนาน การได้เก็บของ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วลงไปแช่ออนเซ้นพักร่าง ถือว่าเป็นการ Re-Boost ขั้นสุดเลยก็ว่าได้ ไปกันสองคนตอนแรกก็อาจจะอาย ๆ แต่ขอเหอะ อย่าให้ได้ลงไปแช่นะ จะอยู่ยาว ๆ กันเลยแหละ ซึ่งก็อย่าลืมว่าการแช่ออนเซ็นมันมีเวลาของมัน ดูเวลาดี ๆ ด้วย เพราะการที่แช่นานไป จะทำให้ร่างกายขับน้ำออกมาเกินความจำเป็น และอาจทำให้เพลียถึงขั้นหมดสติได้

 

จบจากตรงนั้นก็มีมื้อค่ำจากที่พักเลยครับ เป็นการจัดเตรียมอาหารญี่ปุ่นที่น่าทานมาก ๆ สำหรับมื้อแรก และนี่คือจุดน่าสนใจของที่พักแบบเรียวกังอีกอย่างที่ทุกครั้งที่เที่ยวญี่ปุ่น จะต้องมาพักที่พักสไตล์นี้ ส่วนเรื่องรสชาติ ไม่รู้ว่าเราเองลิ้นจระเข้รึเปล่า แต่ถ้าเป็นอะไรที่ขึ้นชื่อว่าจี่ปุ่งงง… อร่อยหมดดดด!!!

IZAGAYA

Location: 2丁目-3-16 鎌田 Tendō, Yamagata 994-0024, Japan

เดินเล่นภายในเมือง มีหลายร้าน อิชากะยะ ร้านอาหาร คาราโอเกะ ห่างจากโรงแรมประมาณ 500 เมตร ซึ่งหลัง ๆ มาเพื่อน ๆ จะได้ยินคำว่า Izagaya และ Omagase กันเยอะมาก ซึ่งก็จะแตกต่างกันนะ แต่ขอธิบายคำว่า ” อิซากายะ ” คร่าว ๆ ให้ได้เข้าใจกันก่อน

อิซากายะ (Izakaya) หมายถึง ร้านเหล้าแบบญี่ปุ่นที่มาพร้อมกับอาหารง่าย ๆ แบบกินขำ ๆ  เน้นนั่งดื่มและกินกับแกล้มเบา ๆ เช่น ไก่ทอด หม้อไฟ ไปจนถึงซูชิและซาชิมิ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านเก่า ๆ แก่ ๆ ซ่อนตัวอยู่ตามซอกตามซอย หรือริมถนนเลยก็มี แต่หลัง ๆ มา เริ่มได้รับความนิยมจากพนักงานบริษัท รวมไปถึงสาว ๆ หนุ่ม ๆ นักศึกษา จนเกิดการปฏิวัติ อิซากายะ ให้กลายเป็นร้านสวย ๆ ที่ตกแต่งแบบโมเดิร์นและทันสมัยขึ้นไปอีก แถวทองหล่อเพียบเลย ถ้ายังไม่ได้มาญี่ปุ่น ลองไปหากินดู

คืนแรกบอกเลยว่า ถ้าไม่รีบบังคับให้ตัวเองกลับไปพัก่อนนี่ตายแน่ ๆ ครับ บรรยากาศมันพาไปจริง ๆ เอาเข้าจริง ๆ มาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ต้องเก่งภาษาอะไรมากนะ พูดภาษาไทยกับเค้าไปเลยเหอะ เค้าก็ไม่เก่งอังกฤษเหมือนกัน นอกจากที่นี่จะใช้ภาษามือจนเมื่อยแล้ว ก็ยังมีภาษากาย และภาษาใจให้ได้ใช้กับสาวรินเบียร์หน้าบาร์อีกด้วย นอนละ ไม่ได้ชอบเค้าจริง ๆ นะ ฮ่า ๆๆๆๆ

DAY 2 – CHILLING DAY

เอาล่ะ ตื่นแต่เช้า มองวิวจากห้องพักทำใจไปพราง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมกับอีกหลายร้อยกิโลเมตรสำหรับวันนี้ ลงไปทานข้าวเช้า เช็คเอ้าท์ แล้วเดี๋ยวไปที่แรกของวันที่สองกันต่อเลย

SAGAE CHERRY LAND

Location: 〒990-0523 Yamagata, Sagae, Yakuwa, 川原919-8

ราว ๆ 30 นาทีเราก็มาถึงละครับ ตรงนี้จะเป็น “Cherry land Sagae” ในเมือง ซากาเอะ นอกจากจะเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้างานหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของจังหวัดยามากาตะแล้ว ยังมีร้านอาหารอร่อย ๆ ที่แนะนำของจังหวัดให้เราได้เลือกทานกันได้อย่างเต็มที่อีกด้วยพร้อมกับการบริการที่ปลอดภาษีให้กับชาวต่างชาติที่ซื้อของฝากจากที่นี่ด้วยนะ

ด้านข้างของที่นี่จะติดกับ “Cherries Hall” ซึ่งเป็นที่ที่สามารถเขาไปเก็บเชอร์รี่ทานกันสด ๆ ในช่วงเดือน มิถุนา – กรกฎาคม อีกด้วย

แต่ต้องขอโทษที ดูเข็มจากหน้าปัดนาฬิกาแล้ว ได้เข้ามาชมภายในพอสังเขป ก็กลัวจะไม่ทันสถานที่ต่อไปแล้ว เอาเป็นว่า ถ้ามีเวลานะ นอกจากเข้ามาช๊อปแล้ว ก็ไปเก็บเชอร์รี่กินกันสด ๆ ด้วยล่ะ

และสถานที่ต่อไปที่ต้องทำเวลากันหน่อย เพราะอาจต้องมีการเดินขึ้นเขากันบ้างครับ ที่ที่จะเบาห่างจากจุดนี้ราว ๆ ชั่วโมงครึ่ง และว่ากันว่า เป็นศาลฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย

HAGUROSAN SHRINE

Location: Haguroyama Haguromachi Touge, Tsuruoka, Yamagata 997-0211, Japan

Hagurosan เป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่งมีวัด 2 วัด ซึ่งตัว Hagurosan Shrine จะเสียค่าเข้า 400 เยนต่อรถ 1 คัน ซึ่งหากต้องการเที่ยวแบบครบรสก็สามารถเทรคกิ้งมาวัด Five-storey Pagoda ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ขึ้นมาบนเขาได้ เป็นวัดเก่า มีความสูง 5 ชั้น (สมบัติแห่งชาติ) มีต้นไม้อายุ 1000 ปี เรียงรายอยู่ตามทาง

แต่ถ้าอ่อนแอก็สามารถขับรถมาเข้ามาได้อีกทาง และเดินต่อประมาณ 15 นาที จะพบกับเจดีย์ 5 ชั้นกลางป่าสนซีดาร์ได้เหมือนกัน นับเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ ซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 937 นอกจากนี้ยังมีโรงน้ำชาให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางไกลมาอย่างเหนื่อยล้าด้วยน้ำชา น้ำเปล่า ขนม ของที่ระลึก และใบรับรองการปีนเขาอีกด้วย

แม้ว่าการเดินทางขึ้นไปยังยอดเขาจะสามารถนั่งรถบัสหรือขับรถยนต์ขึ้นไปได้อย่างสะดวก แต่วิธีการดั้งเดิมของการขึ้นมาที่นี่นั้น คือการเดินผ่านบันไดหิน 2,446 ขั้นท่ามกลางป่าไม้ซีดาร์ ด้านข้างบันไดประกอบด้วยรูปสลักหิน 33 รูป และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเล็กน้อย  ได้แก่บริเวณใกล้จุดเริ่มต้นเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์อิเดฮะ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาพื้นบ้านที่เคารพบูชาภูเขา (Shugendo) วิถีปฏิบัติ และภูเขาเดวะซังซัน

และก่อนที่จะถึงยอดเขา ยังมีอาคารอีกแห่งหนึ่งเรียกว่า Saikan เชื่อมต่อกับศาลเจ้าฮากูโระซัง ให้บริการที่พักแบบห้องเสื่อทาทามิที่เรียบง่าย พร้อมอาหารเย็นและอาหารเช้าเป็นแบบมังสวิรัต และในช่วงเช้าจะมีโอกาสชมพิธีของศาลเจ้าอีกด้วย (ต้องจองที่พักล่วงหน้า) เอาล่ะ จาก Hagurosan Shrine  ไป Mogami River Basyo Line สถานที่ต่อไป เราจะใช้เวลาราว ๆ 40 นาที

ที่นี่เปิดตลอดปี แต่จะแบ่งเป็นรอบ ๆ เมษายน – พฤศจิกายน เวลา 9:00-16:30 น. เท่านั้น ส่วน ธันวาคม-มีนาคม จะเปิดช่วง 9:30-16:00 น. และปิดทำการทุกวันอังคาร (ยกเว้นในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม) อ่อ… ปีใหม่ก็หยุดนะ อย่าทะลึ่งมาเคาท์ดาวน์ที่นี่ล่ะ

ความเชื่อว่าเทพเจ้าฮากูโระซังประทับอยู่ที่นี่ นับว่าเป็นเทพเจ้าหลักที่สำคัญที่สุด ในอาคารหลักของศาลเจ้า Sanjin Gosaiden ซึ่งสร้างด้วยหลังคามุงแบบหนา 2 เมตร ติดกับศาลเจ้าเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เดวะซังซัน ที่จัดแสดงข้อมูลประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศาลเจ้า พร้อมงานศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย

วัดและศาลเจ้าแตกต่างกันอย่างไร

อันนี้อยากเสริมความรู้ให้เพื่อน ๆ หน่อย เผื่อหลายคนมีคำถาม เพราะดูท่าทีแล้วรูปร่างมันคล้ายกันไปหมด รวมไปถึงทำไมต้องไหว้แบบนั้น หรือต้องล้างมือบ้วนปากแบบนี้ เด่วจะสรุปเป็นข้อ ๆ ให้ศึกษากันนะ

  • วัดจะลงท้ายด้วยคำว่า ‘ji’ แต่ถ้าเป็นศาลเจ้าจะลงท้ายด้วย ‘jinja’ หรือ ‘jingu’
  • ทางเข้าหน้าศาลเจ้ามักจะมีบ่อน้ำให้ล้างมือหรือบ้วนปากก่อนเข้าไปภายในศาลเจ้าเพื่อชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์
  • วัดนั้นจะมีกระถางธูปขนาดใหญ่วางอยู่แทน ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าควันจากธูปจะช่วบปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปได้
  • วัดมักจะมี พระพุทธรูป สุสาน เจดีย์และระฆังอยู่เป็นเอกลักษณ์
  • ศาลเจ้านั้นจะมีเสาโทริอิที่คล้ายกับประตูอยู่บริเวณปากทางเข้าเป็นสัญลักษณ์
  • โทริอิคือซุ้มประตูแบบญี่ปุ่น ตั้งไว้เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ว่า อาณาเขตเบื้องหลังเสาโทริอินี้เป็นอาณาเขตของเทพเจ้า ซึ่งในแผนที่ของญี่ปุ่น จะใช้สัญลักษณ์โทริอิ เป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งศาลเจ้าต่าง ๆ
  • สิ่งศักดิ์สัทธิ์ภายในวัดญี่ปุ่นมักจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็เจ้าแม่กวนอิม
  • สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้านั้นคือเทพเจ้าต่าง ๆ ที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละศาลเจ้า
  • วัดในประเทศญี่ปุ่นเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ
  • ศาลเจ้าเป็นของศาสนาชินโตซึ่งเป็นลัทธิดั้งเดิมตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่เชื่อในเทพเจ้าเป็นหลัก
  • วัดจะมีผู้เผยแพร่ศาสนาอย่างพระสงฆ์หรือแม่ชีอาศัยอยู่
  • ศาลเจ้าจะนักบวชหรือมิโกะเป็นผู้ทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า

แล้วการปฏิบัติล่ะ ทำอย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นเลยเมื่อเข้าวัดและศาลเจ้า เราจะทำความเคารพด้วยการหยุดที่บริเวณที่หน้าประตูทางเข้าเพื่อโค้งทำความเคารพก่อนเดินเข้าไป ยกเว้นศาลเจ้า พอเคารพเสร็จ ให้เดินออกทางด้านข้างของประตูหรือซุ้มโทริอิ เพราะตรงกลางถือว่าเป็นทางของเทพเจ้า

การชำระล้างร่างกาย

  • เมื่อเจอบ่อน้ำให้ใช้กระบวยตักน้ำขึ้นมาแล้วล้างมือทั้งสองข้าง
  • ใช้มือรองน้ำที่เหลือจากกระบวยเพื่อล้างปาก (ห้ามใช้ปากสัมผัสกระบวย)
  • ถือกระบวยตั้งขึ้นเพื่อให้น้ำที่ยังเหลืออยู่ไหลลงมาเพื่อล้างด้ามจับ เป็นอันเสร็จขั้นตอน

จุดธูปและเทียนไหว้พระ

  • จุดธูปและเทียนไหว้พระก่อนปักลงกระถางธูป
  • โบกควันจากกระถางธูปเข้าหาตัวเอง เพื่อเป็นการเพิ่มโชคภาพทั้งทางด้านการงาน การเงินและสุขภาพ โดยปัดเข้าที่หัวเพื่อขอให้ฉลาดหรือเก่ง ปัดเข้าบริเวณที่เจ็บป่วยเพื่อให้อาการดีขึ้น โบกเข้ากระเป๋าเพื่อเพิ่มโชคเรื่องเงินทอง

การขอพร

  • หยุดยืนนิ่งแล้วโค้งคำนับ 1 ครั้ง ด้านหน้าจะมีกล่องไม้ขนาดใหญ่เรียกว่า Saisen
  • จากนั้นโยนเหรียญ 5 หรือ 100 เยนลงกล่องไม้บริจาค
  • และสั่นกระดิ่ง ซึ่งการสั่งกระดิ่ง อันนี้ผมไม่รู้นะว่าทำไมต้องสั่น อาจจะเป็นการเรียกเทพเจ้า
  • ถ้าเป็นวัดก็พนมมืออธิษฐานขอพรภายในใจอย่างนิ่งสงบ เป็นอันจบ
  • แต่ถ้าเป็นศาลเจ้าจะต้องโค้ง 90 องศา คำนับ 2 ครั้ง
  • ปรบมือเสียงดังอีก 2 ครั้งก่อนขอพร
  • พอขอถรเสร็จให้โค้งอีกครั้งเป็นอันจบ

ก็นอกจากจะพามาดูวันและศาลเจ้าแล้ว ก็ได้เรียนรู้วิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดและศาลเจ้าไปในทีเดียวกันเลย หวังว่าเพื่อน ๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งต่อไป จะทำถูกต้องตามหลักของคนที่นี่%8

[PALAPILII x CHEVROLET] กิน เที่ยว หัวหิน กับทริปทดลองขับ All New Captiva จากเชฟโรเรต

[PALAPILII x CHEVROLET] กิน เที่ยว หัวหิน กับทริปทดลองขับ All New Captiva จากเชฟโรเรต

สัปดาห์ก่อนนี้ PALAPILII ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ของเชฟโรเลต  (All-New Captiva) ซึ่งเป็นทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน  เพื่อทดลองขับและสัมผัสฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของพระเอกในทริปนี้ ซึ่งการเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพ โดยมีจุดหมายปลายทางคือ หัวหิน  และตลอดเส้นทางก็อันแน่นด้วยกิจกรรมสนุก ๆ มากมาย  และด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตาเราตั้งแต่แรกเห็น ก็อยากจะซิ่งไปซะเดี๋ยวนั้นเลย ฮ่า ๆๆ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ  All-New Captiva  กันก่อนดีกว่า  รอบนี้มีมา 3 รุ่น คือ  3LS, LT และ Premier นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นแล้วนั้น  ภายในก็หรูหราหมาเห่า ไม่แพ้กันเลย  หน้าจออินโฟเทนเมนท์แสดงผลระบบสัมผัส  ขนาดใหญ่ 10.4 นิ้ว  กุญแจอัจริยะ  PEPs ระบบ  keyless entry  พร้อมระบบป้องกันการโจรกรรม  Immobilizer (สำหรับรุ่น LT และ Premier)  ระบบเครื่องเสียง  Infinity by Harman  คุณภาพเยี่ยม  พลังเสียงรอบทิศทางด้วยลำโพง 9 ตัว (เฉพาะรุ่น Premier)

คุณชอน พอพพิท ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารจีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ให้เกียรติเป็นผู้กล่าวเปิดงาน และร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

รถคู่ใจของเราวันนี้ คือรุ่น  Premier  ความรู้สึกแรกที่ขึ้นมานั่งคือมันว้าววมาก ทุกอย่างภายในรถมันดูหรูหราไปหมดเลย   ออกเดินทางกันเลยดีกว่า 

เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯประมาณ 2 ชั่วโมง  ก็แวะดื่มกาแฟกันที่ร้านบรูดา  ซึ่งตกแต่งภายในเหมือนเราได้อยู่ร่วมกับวาฬบรูด้านั่นเอง ซึ่งตัวมือถือเองสามารถซิงค์เข้าไปอยู่ใน monitor ตัวรถ ทำให้สะดวก ไม่ต้องมาคอยพะวงดูแผนที่จากมือถือเหมือนแต่ก่อนแล้ว

นอกจากที่นี่มีเมนูเครื่องดื่มแสนอร่อย ยังมีของฝากให้เพื่อน ๆ ได้แวะชม ชิม ช้อป กันเต็มที่ และยังเป็นมุมเช็คอินถ่ายรูปเก๋ ๆ อีกด้วย 

มากไปกว่าภายนอกที่น่าดึงดูดแล้ว พระเอกของเรายังจัดเต็มด้วยระบบ กล้องมองภาพรอบทิศทาง  360 degree Camera 4 ตำแหน่งรอบคันเฉพาะ รุ่น Premier ทำให้การขับเอย จอดเอย ถอยเอย นั้นปลอดภัย และสะดวกสุด ๆ

ขับกันต่อมาเรื่อย ๆ  เราก็มาแวะทานมื้อเที่ยง กันที่ร้านอาหาร  Air Space

ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก ขอหม่ำให้เต็มที่ พร้อมลุยกิจกรรมช่วงบ่ายที่ทางทีมงานแอบมากระซิบว่าเป็นกิจกรรมเบา ๆ  ว่าแต่…จะเบาจิงหรอว๊า > <

หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนของีบแป๊บบ  เฮ้ยไม่ใช่! อิ่มแล้วต้องไปต่อเซ่  จุดหมายต่อไปคือศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี  เพื่อรับภารกิจต่อไป  จะเป็นอะไรนั้นต้องตามไปดู

วันนี้อากาศดี ทดลองเปิด Sun Roof ขับให้เหมือนช่วงหน้าหนาวซะหน่อย ซันรูฟยาวไปถึงข้างหลังเลยแก  อยากจะโผล่หัวขึ้นไปยืนรับลมแต่ก็เกรงกลัวแดด ไว้รอร่ม ๆ ก่อนละกันเนอะ 

ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี  เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ย้อนหลังไปเมื่อ 10 กว่าปีเคยเป็นนากุ้งที่ได้รับสัมปทาน แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาที่ปราณบุรี กรมป่าไม้ได้สนองพระราชดำริด้วยการยกเลิกสัมปทาน นากุ้ง แล้วรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเร่งฟื้นฟูป่าชายเลนและกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการปลูกป่าและพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนในเวลาต่อมา

กิจกรรมของเราจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มเพื่อนปฏิบัติภารกิจ  4 ภารกิจด้วยกัน

1. ค้นหาจิกซอว์ให้ครบตามภาพที่กำหนดในบริเวณเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อข้ามไปยังด่านต่อไป 

2. ตอบคำถาม 5 ข้อเพื่อนที่จะไปด่านที่ 3

3. ต่อรูบิคพร้อมกับถ่ายรูปแต่ละทีมอัพลงโซเชียลพร้อมกับติดแฮชแท็ก #Chevrolet #AllNewCaptiva

4. กิจกรรมสุดท้าย คือให้ทุกคนได้มีโอกาสเพาะเมล็ดโพธิ์น้ำร่วมกัน  จำนวน 80 เมล็ด

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมทั้งหมดแล้วนั้น เรามาลองนึกย้อนกลับไปว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นนากุ้งร้างจริง ๆ หรอ เพราะวันนี้ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวามาก  เพราะได้รับความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากหลาย ๆ ฝ่าย ช่วยกันฟื้นฟูสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เราคิดว่า ยังมีอีกหลายจุดในไทย ที่ต้องการคนช่วยอนุรักษ์และซัพพอร์ตแบบนี้นะ

ออกเดินทางกันต่อ ซึ่งที่พักของเราคืนนี้คือ  So Sofitel หัวหิน จากจุดนี้ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 10 นาที

ระหว่างทางเราก็ไม่ลืมเปิดเพลงชิวๆ เพราะรุ่นนี้ให้มาเต็มกับระบบเสียง Infinity by HARMAN พร้อมลำโพง 9 ตัว ฟังเพลงดัง ๆ เพลิน ๆ กันไปเลยจ้า

จริง ๆ เราเคยรีวิวที่นี่ไว้แล้วครั้งหนึ่ง เพื่อน ๆ สามารถชมรีวิวเฉพาะที่ Sofitel Hua Hin ได้ที่ลิ้งค์นี้เลย https://www.palapilii.com/archives/9815

ที่พักของเราคืนนี้ น่านอนใช่มะหละ  ถ้ามาที่นี่อย่าลืมถ่ายรูปกับเจ้ากระต่ายน้อยหน้าโรงแรม So Sofitel หัวหิน  ด้วยนะ ซึ่งกุสโลบายของเค้าคือ ให้เจ้ากระต่ายเป็นตัวแทนของผู้ฝากเวลาไว้ ใครที่มาพักที่นี่ จะต้องฝากเวลาความวุ่นวายในชีวิตจริง เพื่อมาพักผ่อนที่นี่ให้เต็มร้อยเปอร์เซ็น หลังจากกลับบ้า ก็ค่อยแวะมาเอาเวลากลับบ้านไปพร้อมกับพลังงานที่พร้อมไปลุยกับชีวิตอันแสนโหดร้ายต่อไปนั่นเอง

หลังจากเราอาบน้ำพักผ่อนกันเสร็จเรียบร้อย  คืนนี้เรามีนัดปาร์ตี้กันเบาๆ บริเวณริมหาดของโรงแรม

หลังจากปาร์ตี้จบลง ก็หลับสนิทไปเลยยย นอนสบายในบรรยากาศฝนตกเบา ๆ จนไม่อยากตื่นกันเลยทีเดียว กลิ่นไอของฝนตอนนี้ทำให้ไม่อยากกลับกรุงเทพเลย

ก่อนที่เราจะไปทำกิจกรรมสุดท้ายของทริปนี้  เราไปหม่ำมื้อเช้ากันก่อนดีกว่า  กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อัดแน่นกันจุก ๆ ไปเลย ฮ่า ๆๆๆๆ  ซึ่งอาหารเช้าของที่นี่ ต้องบอกก่อนเลยว่า เยี่ยมยอดมาก มีหลากหลาย ไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญ รสชาติโอเคมาก ๆ ด้วย

กิจกรรมสุดท้ายสำหรับทริปนี้  คือการวาดภาพสีน้ำกับคุณ ‘กวาง’ – สิรินาฏ สายประสาท เจ้าของเพจ SIRI   เพียงแรกพบสบตากับลุคที่สะดุดตาของคุณกวางทำให้เรายิ้มไปโดยไม่รู้ตัว การพูด การลงลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมันดูน่ารักไปหมดเลย

เสร็จจากกิจกรรมาทั้งหมดก่อนกลับกรุงเทพได้ทานมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหารครัวห้วยทราย ใครที่ชอบความแซ่บ ความสด ถึงเครื่งถึงพริกและราคาไม่แพงบอกเลยห้ามพลาด

สุดท้ายนี้สำหรับเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ เป็นรถ 7 ที่นั่งสำหรับครอบครัวจริงๆ  ด้วยพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง หลังคาที่สูง หน้าจอสัมผัสใหม่ขนาด  10.4 นิ้ว  กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และพาโนรามิก ซันรูฟ 

ส่วนราคาทั้ง 3 รุ่น

LS – ราคา 999,000 บาท

LT – ราคา 1,099,000 บาท

Premier – ราคา 1,199,000 บาท

สอบถามได้ที่ศูนย์เชฟโรเลต หรือ www.facebook.com/chevyclub

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

16 Highlights ประทับใจ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ต้องห้ามพลาด [ Local People Brought Me Here ]

16 Highlights ประทับใจ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ต้องห้ามพลาด [ Local People Brought Me Here ]

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนเลย ผมชื่อไมนะครับ ซึ่งในบทความนี้จะแทนตัวเองว่าไมตลอด กลัวคนอ่านจะสับสนกับคำว่า ” ไม่ ” เดี๋ยวหาว่าพิมพ์ตก นั่นแหละครับ วีคที่ผ่านมาไมมีโอกาส แหนะ… เชื่อว่าบางคนต้องอ่านว่า ” ไม่มีโอกาส ” แน่ ๆ นั่นแหล ะไมมีโอกาสได้ไปทัวร์พัทลุงแบบคนโลคอลกับน้อง ๆ ที่นี่ ซึ่งตลอดเวลา 2 วัน 1 คืนที่มาอยู่ที่นี่ ขอบอกก่อนเลยว่ายับมาก ๆ แต่ก็ไม่พลาดที่จะสรุป 16 Highlight ประทับใจ สถานที่ท่องเที่ยวมาให้เพื่อน ๆ ได้ปักหมุดจุดที่สนใจเพื่อตามรอยทริปนี้แน่นอน

ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นไว้เลยว่า ทริปนี้จะออกแนวท่องเที่ยวชุมชนหน่อย ๆ เป็นการเที่ยวแบบให้กำลังใจชุมชน ให้คนในพื้นที่ได้มีกำลังใจ เกิดการหมุนเปลี่ยนการเงินที่สะพัดเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนนั้น ๆ มากขึ้น และหากใครที่จะตามรอย 16 Highlight สถานที่ท่องเที่ยวแนวชุมชนในบทนี้ละก็ เตรียมท้องว่าง ๆ ไว้ได้เลยนะ เพราะของกินจุกจิกจะมีอยู่ทุกจุด Check in เลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไป Highlight แรกกันเลย

1. ควายน้ำ

Location: อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 93150

โห… เห็นครั้งแรกต้องสะดุดเลย ควายที่นี่เลี้ยงกันมานับร้อย ๆ ปี คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักควายพันธุ์นี้ แต่หลังจากสร้างสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เชื่อมจากพัทลุงไปสงขลา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสะพานเอกชัย คนผ่านไปมามากขึ้น เห็นตัวดำ ๆ เขางามตาหวาน อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ว่ายดำผุดดำว่ายอยู่กลางบึง โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ในปากจะเต็มไปด้วยหญ้ากระจูดหนู หรือหญ้าข้าวผี เต็มปาก…ควายน้ำเลยเริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนนับตั้งแต่นั้นมา

คือด้วยพฤติกรรมที่ต่างจากฝูงสัตว์ชนิดอื่นที่มีตัวผู้เป็นจ่าฝูง ควายน้ำ ทะเลน้อยจะมีตัวเมียเป็นหัวหน้าฝูง ชาวบ้านเรียกขานให้เป็น ‘แม่โยชน์’ จะทำหน้าที่นำทาง เฝ้าระวังภัย ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตในน้ำ ลูกควายและตัวที่อ่อนแอ จะอยู่รวมกันกลางฝูง ตัวที่แข็งแรงจะล้อมป้องกันภัย บริเวณไหนน้ำลึก ลูกควายจะเอาปากเกยเกาะบั้นท้ายแม่ไปตลอดทาง

การเลี้ยงถูกปล่อยอิสระ ไม่มีการสนตะพายจมูก ควายตัวผู้จึงมักหนีไปฝูงอื่นแต่กว่าจะเข้าฝูงใหม่ได้ต้องชนะใจควายตัวเมีย กว่าจะกลับเข้าฝูงได้ บางครั้งตัวผู้ต้องใช้เวลาเดินตามตื๊อรอบ ๆ ฝูงนานเป็นเดือนแหนะ ซึ่งวิวที่เราเห็นจากระยะไกล คือสวยมาก เหมือนไปแอฟริกาเลย แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงน้ำลดล่ะ เลยไม่เห็นควายอยู่ในน้ำ ถ้าเป็นช่วงน้ำขึ้นนะ คงได้เห็นควายน้ำ ตามชื่อสมใจ และข่าวดีคือ หลายฝ่ายพยายามจะทำให้สถานที่แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเกษตรโลก (GIASH : Globally Important Agricultural Heritage Systems) ให้ได้ภายในปีนี้ เพราะไม่มีอะไรแบบนี้ในประเทศอื่นเลย มีแค่ในไทยเท่านั้น

2. ทะเลบัว (ทะเลน้อย)

Location: ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ที่นี่คือทะเลสาบน้ำจืด ที่ตั้งอยู่ใน ตำบลนางตุง และ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีคลองนางเรียมยาว 2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อยได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย แต่ประชาชนมักเรียก กันว่า “อุทยานนกน้ำทะเลน้อย” ซึ่งนับเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทยเลยล่ะ และด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลน้อย ทำให้พื้นที่ “พรุควนขี้เสี้ยน” ของทะเลน้อยได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ “แรมซาร์ ไซด์” (Ramsar Site) แห่งแรกในเมืองไทยนั่นเอง

ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือการล่องเรือชม “ทะเลบัวแดง” หรือ “ทะเลบัวสาย” พันธุ์บัวที่มีขึ้นอยู่มากที่สุด คือมาได้เฉพาะช่วงเช้าด้วยนะ เพราะบัวจะบานตอนเห็นแสงแรก ซึ่งบัวจะไม่เหี่ยว และดูเปล่งปลั่งเต็มท้องน้ำ ในบริเวณที่มีบัวชนิดนี้ขึ้นอยู่ ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันความงามคู่ทะเลน้อยเลยล่ะ และใครมาไม่ทันช่วงเช้าก็ต้องแสดงความเสียใจด้วย เพราะช่วงสายบัวก็จะหุบแล้ว

ดอกบัวจะเริ่มบานตั้งแต่กลางเดือน ก.พ – เม.ย. ฉะนั้นช่วงที่เราไปเลยไม่เยอะเท่าที่ควร แนะนำให้มาช่วงที่บอกไปนะ สวยมาก จริง ๆ นอกจากนี้ระหว่างนั่งเรือชมดอกบัว ยังสามารถชมพืชพันธุ์น่าสนใจ อื่น ๆ อีกเพียบ รวมถึงนกกว่า 287 ชนิด มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมาจากที่อื่น ตามฤดูกาล เช่น นกกาบบัว นกกุลา นกอีโก้ นกระยาง นกกระสานวล นกกระสาแดง นกกาเล็กน้ำ นกแขวก นกเป็ดน้ำ นกกระทุง นกนางนวล นกกระเด็น นกกระสาแดง ฯลฯ และช่วงพีคคือช่วงหน้าหนาวนี่แหละ เป็นแสนตัวเลย

3. แสงแรกที่ท่าเรือปากประ

Location: ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ท่าเรือปากประเรียกได้ว่าเป็นท่าเรือยอดฮิตของพัทลุงเลยนะ เพราะคนที่มาที่นี่จะต้องเอารถมาจอดและล่องเรือหางยาวออกนอกทะเลอันกว้างใหญ่ไปกว่าสองชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งตัวท่าเรือปากประเอง ก็มีชุมชน และที่พักหลายจุดให้เพื่อน ๆ ได้มาพักผ่อนกันที่นี่ และเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดของพัทลุง

โดยการล่องเรือเนี่ย เค้าจะพาเราไปชมวิธีชีวิตของคนที่นี่ หลายครั้งที่เพื่อน ๆ ได้เห็นอวนแหจับปลากลางทะเลน้อยแห่งนี้ ก็คืออยู่บริเวณท่าเรือปากประนี่แหละ เสียดายที่วันที่เราไปมีไฟป่าจากอินโดฯ ไหม้ไม่หยุด ทำให้ควันจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตัวภาคใต้ในหลายเขตส่วนถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควัน

นั่งเรือกันไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นบางจุดที่ชาวบ้านเค้ามาปลูกข้าวกินกันด้วย นี่งงมาก ปลูกข้าวในทะเลได้ด้วยหรอ แต่เห้ย!! มันได้ว่ะ อาจจะเป็นช่วงที่โซนนี้มันปนน้ำจืดน้ำเค็มกัน เลยสามารถปลูกได้อยู่ คิดว่าช่วงที่ข้าวสุก จุดนี้น่าจะสวยงามไม่น้อย

ธรรมชาิตสองฝั่งทำให้เราเพลินจนบางขณะก็เผลอหลับไป เพราะตื่นกันเช้ามาก ๆ ไม่นานก็มาถึงพื้นที่ที่เป็นลานหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ที่มีฝูงนกนานาพันธุ์บินกันให้วุ่น จุดนี้เองปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ไม่งั้นสัตว์หลากชนิดคงไม่มาวิ่งเล่นกันที่นี่แน่ ๆ

4. สะพานเอกชัย

Location: ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

หากใครได้ไปทะเลน้อยมาแล้ว มองไปไกลหน่อย เราจะเห็นสะพานที่คิดว่าน่าจะยาวที่สุดในประเทศไทยแล้วล่ะ แต่เสียดาย ไม่สามารถบินมุมสูงเก็บภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ Drone พังหรอ เปล่า!! ลืมเอาเมมใส่มาด้วย แงงงงงง แต่ก็ไม่เป็นไร หากเพื่อน ๆ อยากเห็นภาพบรรยากาศ เราก็ได้ Live ไว้ที่เพจเราแล้ว สามารถตามไปดูได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

โดยเจ้าสะพานแ่หงนี้ชื่อ “สะพานเอกชัย” เป็นส่วนหนึ่งของ ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เป็นสายทางที่สร้างตามแนวระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวงของทะเลสาบสงขลา ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างถนนลูกรังกันมาก่อน แต่มีปัญหาถนนพังชำรุดง่ายและเมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็ยังเป็นแนวขวางทางระบายน้ำระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้สร้างสายทางตามโครงการภายใต้แผนบูรณาการงบประมาณพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

โดยให้กรมทางหลวงชนบทเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวเฉพาะส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 จำนวน 50 ล้านบาท และใช้งบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2549 ในการดำเนินก่อสร้างต่อไปอีก 549 ล้านบาท โดยเส้นทางในช่วงที่ 2 เป็นทางยกระดับระยะทาง 5.450 กิโลเมตร นั้นเอง

5. ข้าวสังข์หยด

Location: หมู่ที่ 5 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาที่นี่ทุกคนจะได้รู้จักคำว่า ” ข้าวสังข์หยด ” ครับ ข้าวสังข์หยดมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวปนสีแดงจาง ๆ จนถึงสีแดงเข้ม ข้าวกล้องมีสีแดง เพราะมีแอนโทไซยานินอยู่ในเยื่อชั้นนอกของข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือเมื่อขัดสีบางเมล็ดมีสีขาวใส แต่ส่วนใหญ่ลักษณะขุ่นขาว เมื่อหุงสุกจะนุ่มมากและยังคงนุ่มอยู่ เมื่อเย็นลงจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเจ้าตัว ” ข้าวสังข์หยด ” นี่แหละ ที่เป็น Highlight ของที่นี่

เราจะได้เรียนรู้วิธีการและกระบวนการการทำข้าวสังข์หยดจากคุณลุงคุณป้า ได้เห็นถึงหลักโภชนาการของ Product ตัวนี้ ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการมากแค่ไหน ซึ่งถือว่าข้าวสังข์หยดเนี่ย เป็นข้าวชื่อดังของจังหวัดพัทลุงเลยนะ เราได้ลองทาน ก็ต้องขอบอกว่า กรอบนอกนุ่มใน และหอมมันมาก ๆ

ซึ่งหากใครมาที่วิสาหกิจชุมชนอ่านช้างฯ แห่งนี้ อาจจะต้องอยู่นานหน่อย เพราะมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการทำข้าวสังข์หยดแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ และของกินพื้นเมืองให้เราได้ลองสัมผัสกันด้วย

6. สานกระเป๋าจากใบกระจูด

Location: หมู่ที่ 5 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ต่อจากข้อสองเลยคือใครที่ชอบกิจกรรมทำเองรับรองว่าต้องชอบที่นี่ นอกจากที่นี่จะเป็นการรวมเอาหลักการของข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ มาทำให้เป็นวัตถุดิบหลักของโครงการแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาสัมผัสกับประสบการณ์ต่าง ๆ ณ ที่แห่งนี้ด้ว่ย

มาที่นี่เพื่อน ๆ จะได้ลองสานกระเป๋าด้วยตัวเอง ที่ใช้วัตถุดิบจากใบกระจูด นำมาตกแห้ง จนสามารถนำมาทำกระเป๋าสานเพื่อใช้งานจริง ๆ ได้ ตัวกระเป๋าจะใช้วัตถุดิบจากใบกระจูด สวนสายสะพายเนี่ย จะทำจากหญ้าแฝกที่อาบแดดให้แห้งแล้ว บางใบ สามารถย้อมสีได้ด้วย

นั่งคุยกับคุณป้า ถามว่ากระเป๋าหนึ่งเป๋าอย่างที่เห็นในภาพ ใช้เวลากี่ชั่วโมงกว่าจะทำเสร็…ไม่ถึงจ้าาา!!! คุณป้าสวนกลับมาเหมือนตีลูกสแมชกลางสนามเทนนิสเข้ามากลางอกผม ปั๊ดโถ่!!! มันทำง่ายขนาดนี้เลยหรอป้า สรุปคือใบหนึ่ง ป้าใช้เวลาราว ๆ 30 นาทีเท่านั้น

เห็นแบบนี้เนี่ย ราคาไม่แพงเลยนะ ขายแค่ 100 บาททุกใบเท่านั้น และไม่ใช่แค่กระเป๋าสาน ยังมีผ้ามัดยอมสีธรรมชาติ ที่ทำมาจากดอกไม้ พ์ช และดินด้วย เพื่อน ๆ สามารถลองทำเองได้ ทำลายไหนก็ได้ เอาไปเป็นของฝากหรือใช้เองเลย

7. ทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ

Location: หมู่ที่ 5 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

เรายังคงอยู่ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจนะ เรียนรู้วิธีการทำข้าวสังข์หยดไปแล้ว สานกระเป๋าใบกระจูดไปแล้ว ก็มาถึงการทำผ้ามัดยอมกันบ้าง จะมีคุณป้ามาแนะนำวิธีการทำลาย คุณป้าบอกว่า พอย้อมเสร็จ ก็ต้องเอามาแช่น้ำปูนใสก่อน จากนั้นก็ล้าง ๆ แล้วก็เอาไปตากให้แห้ง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ… มันจะตกสีไหม ตกสิอิบ้า มันก็ต้องตกก่อนช่วงแรก แต่หลังจากนั้นคุณป้าคอมเฟิร์มเลยว่า ไม่ตกแน่นอน สงวนขายที่ผืนละ 100 บาท ราคาเดียว ทั้งปลีกทั้งส่ง

นอกจากนั้นก็จะมีอาหารพื้นบ้าน และขนมคนที ที่ทำจากพืชเศรษฐกิจให้เราได้ทานกัน จริง ๆ เราเองก็สามารถทดลองทำขนมเองได้ด้วยแหละ มาที่นี่ นอกจากจะได้มาเรียนรู้วิธีการแปรรูปข้าวแล้ว ก็ยังมีอีกหลายกิจกรรมให้เพื่อน ๆ ได้ลองทำอย่างที่เราได้มาสัมผัสในครั้งนี้เลย หากมีโอกาส จุดนี้เองก็ควรทิ้งเวลาไว้เลยสักชั่วโมงสองชั่วโมงครับ

เอาจริง เคยเห็นผ้ามัดยอมขายตามถนนคนเดินบ่อยมาก แต่พอได้ลองมาทำเอง แล้วรู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ เลย มันอาจไม่สวยสุด แต่มันโอเคที่เป็นสิ่งที่ทำมาจากฝีมือเรา ยังไงใครไปพัทลุงไม่อยากให้พลาดเลย กิจกรรมเหล่านี้

// photos is coming //

8. สาคูจากต้นสาคู

Location: 167 ม.13 ตำบล เกาะเต่า อำเภอ ป่าพะยอม พัทลุง 93210

สวนเกษตรทองคำ เป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมชอบมาก ๆ คือมีโอกาสได้ไปกับคนโลคอล เราก็จะรู้อะไรเกี่ยวกับโลคอลเยอะครับ คิดว่าเพื่อน ๆ เคยทานสาคูน้ำกระทิกันมาบ้าง แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่าเหล่านั้นทำมาจากแป้งที่ประดิษฐ์กันเอง ไม่ใช่จากต้นสาคูแท้

// photos is coming //

ซึ่งต้นสาคูแท้เนี่ย จะมีลักษณะเป็นไบมะพร้าว คือนี่ก็ไม่ได้ถ่ายภาพมา มัวแต่ทานอยู่ ทั้งต้นสาคู ทั้งสาคูน้ำกระทิ คือเอาเป็นว่า ไม่ได้ถ่ายภาพมาเลยจุดนี้ มัวแต่กินข้าว กับกินของหวาน ฮ่า ๆๆๆ

// photos is coming //

แต่ก็จะเล่าง่าย ๆ ว่า ต้นสาคูเนี่ย ใบมัน เค้าใช้เอาไปทำเป็นหลังคา ส่วนต้นมันเนี่ย พอเราตัดลำต้นออก ลำต้นจะมีแป้งอยู่ ซึ่งเค้าจะนำแป้งนั้นล่ะ มาขูดเอาแป้งเก็บไว้ และทำเป็นแป้งสาคูให้เราเอามาทานกัน ซึ่งก็ไม่ได้ทำได้แค่ขนามหวานอย่างเดียว ยังทำเมนูอื่นได้ด้วย

นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีการคั่วลูกประกับเม็ดทราย ลูกประเนี่ยจะคล้าย ๆ อินทผาลัม แต่จะเรียวกว่า สามารถหาได้ตามเนินเขา รสชาติหวานมัน คือบ้านของคุณลุงทองคำต้องบอกเลยว่าเกษตรกรของจริง ทุกยอ่างอินทรรีย์หมด มีอากาศได้เดินรอบสวนแก คืออึ้งเลย เหมือนอยู่ในวิชาเกษตรสมัยอยู่ประถม สิ่งที่เรียนมาทุกอย่าง มีอยู่ที่นี่หมด เหมาะสำหรับเด็ก ๆ มาทัศนศึกษามาก ๆ

9. วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี

Location: ตำบล ชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง พัทลุง 93000

วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก หลัก ๆ จะเป็นการเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ ไหว้ศาลาหลักเมืองเอย ชมถ้ำน้ำ บ่อน้ำศักสิทธิ์ ในยอ ถ้ำพระ ป้อมปราการรูปดาว และอีกอื่น ๆ มากมาย

โดยตามหลักฐานที่ได้บันทึกเก็บไว้มาตั้งแต่อดีต ก็ระบุว่า เมืองพัทลุงเขาชัยบุรี จัดตั้งขึ้นเป็นเมืองสมบูรณ์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา หรือ เมื่อประมาณ พ.ศ.2223 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเมืองพัทลุงที่ตั้งอยู่ที่หัวเขาแดงของจังหวัดสงขลาในปัจจุบัน ถูกกรุงศรีอยุธยาปราบแล้วเผาทำลาย เมื่อปี พ.ศ.2185 เป็นเพราะว่า สุลต่าน สุลัยมาน เจ้าเมืองหัวเขาแดง ได้ประกาศตั้งตนเป็นอิสระ เรียกกันว่า รัฐสุลต่าน เมื่องพัทลุงเขาชัยบุรี ได้มีเจ้าเมืองปกครองจำนวน 9 คน โดยมี ฟาเพรีซี หรือ ตาเพชร น้องชายของ สุลต่าน สุลัยมาน เป็นเจ้าเมืองคนแรก

ปัจจุบันจังหวัดพัทลุง โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง และหน่วยงานของป่าไม้ ได้ใช้งบประมาณพัฒนารอบๆ เขาเมือง ประกาศให้เขาเมืองเป็นวนอุทยาน ปรับปรุงบริเวณให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการกำหนดทางเดินป่าไปสู่จุดชมวิว ศึกษาธรรมชาติเขาหลักช้าง เดินจากพื้นที่ราบขึ้นสู่ยอดเขาสูงประมาณ 970 เมตร

นอกจากนี้ ชาวบ้านบริเวณเขาเมือง ยังได้สำรวจพบถ้ำน้ำขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า ทะเลภูเขา ที่มีน้ำขังภายในถ้ำตลอดทั้งปี เมื่อได้เข้าสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดก็พบว่า ถ้ำน้ำเมืองเก่าชัยบุรี ตั้งอยู่กลางป่าเขาเมือง ต้องเดินเท้าปีนที่สูงจากพื้นที่ราบขึ้นไปบนยอดเขาประมาณ 200 เมตร ก็จะพบกับปากถ้ำที่เป็นช่องแคบ ๆ ภายในถ้ำไม่มีแสงสว่าง ต้องใช้ไฟส่องเข้าไปในถ้ำ ก็พบว่า ถ้ำน้ำเป็นถ้ำ 3 ชั้น ๆ แรก เป็นห้องโถงที่ไม่ใหญ่นัก ชั้นที่ 2 เป็นถ้ำน้ำที่กว้างลึก ผนังถ้ำและเพดานถ้ำจะมีลวดสายสวยงามแปลกตา ส่วนชั้นที่ 3 เป็นห้องโถงอยู่เหนือน้ำ มีหินงอกหินย้อยสวยงามทั่วบริเวณ ซึ่งเราไม่มีเวลาไปสำรวจ เสียใจมาก

จริง ๆ เมืองเก่าชัยบุรี ถ้าจะเที่ยว คือต้องเที่ยวครึ่งวันเลย เพราะมีจุดหลายจุดที่ต้องเดิน และขึ้นเขา หากใครจะมาที่นี่ แนะนำให้พกแว่นกันแดด และทาครีมกันแดดมาด้วย เพราะแดดแรงมากแม่จ๋าาาาา….

10. วัดเขาอ้อ

Location: ตำบล มะกอกเหนือ อำเภอ ควนขนุน พัทลุง 93110

มีบันทึกชื่อสำนักเขาอ้อในหนังสือโบราณเล่มหนึ่งที่อยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยพาราณสีในประเทศอินเดีย ซึ่งในบันทึกมีใจความว่าแต่เดิมสำนักเขาอ้อเป็นสำนักทิศาปาโมกข์ คือเป็นที่บำเพ็ญพรตของพราหมณ์ผู้ทรงวิทยาคุณทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เชื่อพระวงศ์ หรือวรรณะกษัตริย์ และลูกหลานผู้นำ เพราะพราหมณ์เป็นชนชั้นรักสงบมีธาตุแห่งความประนีประนอมสูง มีความคิดกว้างไกล เป็นชนชั้นนักการศึกษาชนชั้นแรกของโลกโดยนอกจากจะมีวิชาเกี่ยวกับการปกครองตามตำราธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีเรื่องพิธีกรรม ฤกษ์ยาม การจัดทัพตามตำราพิชัยสงครามตลอดไปถึงไสยเวทย์ และการแพทย์

การสืบทอดวิชาในสำนักเขาอ้อได้ดำเนินมาจนกระทั่งถึงพราหมณ์รุ่นสุดท้ายท่านได้เล็งเห็นถึงสถานการณ์ว่าไม่สามารถที่จะต้านกระแสศรัทธาของศาสนาพุทธได้แน่แล้วจึงคิดหลอมสำนักเขาอ้อเข้ากับศาสนาพุทธและกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดรับสืบทอดวิชา และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อซึ่งพราหมณ์ผู้บรรลุพระเวทย์หลายท่านได้ฝังร่างไว้ที่นี้ก็จะถูกปล่อยให้รกร้าง ประกอบกับขณะนั้นอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาได้แผ่เข้ามาถึงตัวจังหวัดพัทลุงแล้ว จึงได้ตัดสินใจนิมนต์พระรูปหนึ่งมาจากวัดน้ำเลี้ยว วัดน้ำเลี้ยวปัจจุบันเป็นวัดร้างหมดสภาพความเป็นวัดแล้ว” มีนามว่า พระอาจารย์ทองให้มาอยู่ในถ้ำแทนและมอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของบูรพาจารย์พราหมณ์พร้อมถ่ายทอดวิชาให้และมอบสำนักให้กลายเป็นที่พักสงฆ์จึงกลายมาเป็น “วัดเขาอ้อ”

แม้ว่าสำนักเขาอ้อจะกลายมาเป็นสำนักสงฆ์แล้ว แต่ก็ยังคงสืบทอดหน้าที่เป็นสำนักเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนต่อมาอีกหลายร้อยปี แต่ว่าเมื่ออยู่ในความปกครองของพระภิกษุ บรรดาศิษย์ที่เข้าเรียนในสำนักนี้มีหลายชนชั้นไม่เหมือนกับสมัยพราหมณ์ปกครองอยู่เปิดโอกาสให้แก่เชื่อพระวงศ์ %B

แบกเป้เที่ยว ” ดอยผาฮี้ ” อ.แม่สาย จ.เชียงราย 2 วัน 1 คืน ด้วยเงิน 1,000 บาท

แบกเป้เที่ยว ” ดอยผาฮี้ ” อ.แม่สาย จ.เชียงราย 2 วัน 1 คืน ด้วยเงิน 1,000 บาท

พออายุเริ่มเยอะ จะใช้คำว่า มึง เหมือนสมัยก่อน ก็รู้สึกกระดากปาก เอาเป็นว่า ขอแทนพวกมึงทุกคน ว่าคุณแล้วกันนะ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเหมือนมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูกหลังจากเห็นอายุตัวเองในบัตรพนักงาน เวลานี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ

บทความนี้เป็นการพูดถึงบทสรุปของการเดินทางจากเชียงราย ไปดอยผาฮี้ ฉะนั้นจึงไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายที่เดินทางขึ้นมาจากที่ไหน ๆ คือยึดเชียงรายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้เลย ซึ่งหากจะไปผาฮี้แล้ว ระหว่างทางเราจะได้แวะ ถ้ำหลวงขุนนางนอน และดอยผาหมีด้วย ซึ่งในทริปนี้ เราจะ Focus แค่ ” ด อ ย ผ า ฮี้ ” เท่านั้น

ดอยผาฮี้ อยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย อารมณ์คือหมู่บ้านกลางเขาที่อยู่ระหว่างเขตแดนไทยและพม่า ตัวหมู่บ้านจะอยู่ตามช่องแคบของภูเขา ซึ่งเป็นวิวที่แปลกตามาก คนที่นั่นเป็นชาวไทยภูเขา (อาข่า) ที่อพยพมาจากพม่าและจีน อยู่ที่นี่นี่มาหลายรุ่นแล้ว ทุกคนพูดภาษาประจำถิ่น แต่ก็มีภาษาไทยเป็นภาษากลาง

อยู่มาหลายรุ่น จนสมเด็จย่ามาพบ สมเด็จย่าจึงทำเรื่องมอบพื้นที่ทำกินให้กับชาวอาข่า และก็ตามมาด้วยสัญชาติไทย คนที่นี่รักสมเด็จย่ามาก จริง ๆ ที่นี่เป็นโครงการหลวงก็ไม่เชิงนะ แค่ไม่ได้จัดทำให้เป็นพิธีรีรองแค่นั้น

การเดินทาง

การเดินทางขึ้นมาที่นี่ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางมาได้หลายรูปแบบมาก ๆ รถสองแถวก็เหมาขึ้นมาวันละ 2,000 บาท++ ส่วนรถเช่าส่วนตัวอันนี้ก็แล้วแต่ประเภทรถ ซึ่งถ้าหากอยากเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเก๋ ๆ คือนั่งบัสประจำทางแบบธรรมดาหัวละ 39 บาท หรือรถตู้ 50 บาท มาลงแม่สาย และจากตัวแม่สายไม่มีรถประจำทางขึ้นไปดอยผาฮี้นะ ต้องโทรเรียกเจ้าของที่พัก หรือคนที่อยู่ข้างบนลงมารอบ รอบละ 250 บาทต่อคน ไปกลับก็ 500 บาท แต่ช่วงที่เราไปคือนั่งบัสพัดลมไปจอดหน้าทางขึ้นดอย แล้วโลกรถขึ้น เลยไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายตรงนี้

จริง ๆ ระยะทางไม่ได้ไกลอะไรมาก แต่ถนนหนทาง ต้องบอกก่อนว่าแคบ พื้นที่น้อย และชันพอสมควร ระหว่างทางเราจะผ่านหมู่บ้านผาหมีก่อน ซึ่งจุดนี้จริง ๆ ก็สามารถท่องเที่ยวและพักผ่อนได้ หากมีเวลาก็ลองไปแวะพักกันดู จากผาหมีไปผาฮี้ ห่างกัน 7 กิโลเมตร

ที่นี่เป็นสถานที่ปลูกกาแฟชื่อดังของเชียงราย มีร้านค้าและคาเฟ่หลายเจ้าสั่งเมล็ดกาแฟจากที่นี่ ไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศไทย แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย แม้แต่คนที่ไม่ทานกาแฟอย่างผม พอได้ชิม ก็จำแนกถูกว่ารสชาติดี

กิจกรรมหลัก ๆ ที่ขึ้นมาที่นี่แล้วห้ามพลาดคือ

  • ชมทะเลหมอกช่วงเช้า จุดไหนก็ได้สวยหมด
  • ลองชิมกาแฟ Original ของที่นี่
  • เรียนรู้วิถีชีวิต ศึกษาประวัติ ทำความเข้าใจ
  • ลองแต่งตัวเหมือนชาวอาข่า มีชุดให้ฟรีนะ ตามร้านกาแฟ
  • สั่งกาแฟดริปมาลองทำเอง จากเครื่องคั่วโบราณที่ทางร้านมีให้
  • อาหารพื้นเมืองที่นี่ ห้ามพลาดเลย อร่อยมาก โดยเฉพาะน้ำพริก
  • ชมพระอาทิตย์ตกที่ดอยช้างมูบ
  • เล่นชิงช้าชาวดอย และเครื่องเล่นต่าง ๆ ที่มีไว้ให้เล่นเยอะมาก
  • จริง ๆ ปิดมือถือได้เลยจะดีมากนะ ถือว่าชาร์จแบตฯ ตัวเองไปนตัว

ที่พัก

เรื่องที่พัก จริง ๆ ที่นี่มีผู้บุกเบิกอยู่สามเจ้าด้วยกัน แต่หลัง ๆ เริ่มผุดมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จะแนะนำสามที่พักที่เปิดมาก่อนชาวบ้านเค้า

  1. วิถีกาแฟ เราพักกันที่นี่ เป็นบ้านไม้ไผ่ทั้งหลัง ทำเลดี แต่ไม่เหมาะกับดูทะเลหมอก ติดต่อได้ที่เบอร์ 096-686-7333
  2. ผาฮี้โฮมสเตย์ ตรงนี้วิวสะหรับดูทะเลหมอกน่าจะเป็นจุดที่เหมาะที่สุด แต่ที่พักจะเป็นกึ่งไม้ไผ่ กึ่งปืน ติดต่อที่ พ่อหลวงอรัญ 089-431-7479
  3. ภูผาฮี้ โฮมสเตย์ อีกจุดที่หลายคนชอบไปถ่ายรูปกับร่มเขียว แล้วนั่งห้อยขา คือเป็นบ้าน ที่มีคาเฟ่อยู่บริเวณด้านล่าง พักได้เหมือนกัน ติดต่อคุณนัท 090-948-2784

เหมือนที่นี่เค้ารู้จักกันหมด ที่พักเลยราคาเดียวกันนะ หัวละ 750 บาท รวมอาหารเช้า (ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวต้ม) และอาหารเย็น (จะเป็นขันโตกชาวดอย อาหารพื้นเมือง) ยังไงลองไปสวมรอยเป็นชาวอาข่าดูสักคืนครับ เอาล่ะ เรามาเริ่มเดินทางไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

DAY 1 – โบกรถขึ้นดอย

เอาจริงเหอะ รู้นะว่าจะได้กลับมาเชียงรายอีก แต่ก็ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาแบบนี้ ทำไมหรอ… ก็คุณกิติฯ เค้าจองตั๋วผิด จริง ๆ จะไปงานวิ่งที่แม่ฮ่องสอน แต่นางดันจองมาเชียงราย พวกเราเลย Cancel ทริปวิ่ง แล้วมานั่งฉิ่งฉับกันงง ๆ ที่เชียงรายกันนี่ไง ไม่รู้จะเดินทางไปไหนด้วย เลยหาใน google มั่ว ๆ สรุปมาจบที่ดอยผาฮี้นี่แหละ

เราออกจาก Hostel ที่เราพักในตัวเมืองเชียงรายตอนสาย ๆ เลย จริง ๆ ก็มี Part ที่เดินกาดหลวง เที่ยวตัวเมืองเชียงรายอยู่บ้าง แต่ลืม ๆ มันไปซะ ไม่อยากให้เรื่องราวมันยาวไปมากกว่านี้ การเดินทางของเราบอกไว้ก่อนว่าด้านชาสุด ๆ ด้วยความที่มันไร้แผนอยู่แล้ว ก็เอาให้สุด ฉะนั้นการท่องเที่ยวครั้งนี้ จะเรียกว่า Super Slow Life เลยก็ว่าได้

เราไปที่ บขส.เชียงราย ถามพี่ ๆ เค้าว่าจะไปดอยผาฮี้ต้องขึ้นสายไหน เค้าก็บอกว่า แม่สาย งั้นโอเค เราขอไปด้วย แต่ขอลงตรงปากซอยนะ กะว่าจะโบกรถขึ้นไปดอย พี่ ๆ เค้าก็เตือนมาว่า ตรงนั้นไม่มีรถนะน้อง นาน ๆ ทีจะมึคนขึ้นไป เอาน่าาา… พี่ ผมไม่รีบ ถ้าไม่มีรถเดี๋ยวเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ เอง แต่ในใจลึก ๆ คือยังไงก็โบกได้เชื่อ สัญชาตญาณมันบอกมางี้

นั่งรถบัสคันเขียว เป็นรถไม่รีบ ไม่รีบแบบไม่รีบจริง ๆ จอดทุกป้าย จอดทุกครั้งที่มีคนโบก เป็นรถพัดลม เปิดหน้าต่าง เย็นดี ระยะทางจากตัวเมืองไปปากซอยทางขึ้นดอยผาฮี้ราว ๆ 30 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางร่วม 2 ชั่วโมงได้ เอาสิ ถ้าไม่ชิลจริง นั่งรถเรื่อย ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ระหว่างทางก็น่ารักนะ เราลึกให้คนแก่นั่งด้วย นาน ๆ จะได้ทำแบบนี้ที

และแล้วก็มาถึงปากซอยทางขึ้นผาฮี้ พี่เค้าก็ให้พรขอให้เราโชคดี มีคนรับขึ้นดอย เอาล่ะ รถผ่านไปคันแรก โบกไม่รับ รู้สึกเสียขวัญ… ป่าว เราเฉย ๆ แต่คุณกิติเค้าไม่เคย เค้าไม่กล้าแม้จะยกมือขึ้นมาโบก เราเข้าใจแหละ เพราะมันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งจริง ๆ นะ เรื่องโบกรถเนี่ย แต่ไม่นานมาก เรียกได้ว่าไม่นานแบบคันที่สอง เราก็ได้รถแล้ว

พี่ ๆ เค้าเป็นคนเชียงราย กำลังจะไปร้านกาแฟ ” สวนคุณปู่ ” เป็นร้านกาแฟที่ดังมาก ๆ ในขณะนี้ของเชียงราย คือเพื่อน ๆ เชื่อไหมว่า พอเราไปถึงร้านนี้ รถจอดเต็มริมถนนเลย ซึ่งเราเองก็มีโอกาสเข้าไปพร้อมกับพี่ ๆ เค้าด้วย ไหน ๆ ก็มาแล้วไง เลยเข้าไปดูวิว และบรรยากาศเสียหน่อย แต่ในส่วนของกาแฟสวนคุณปู่ เราจะเก็บไว้โพสต์หน้าในเพจเราแล้วกัน เพราะมันเป็นแค่ทางผ่านของการเดินทางเท่านั้น

ใช่ การเดินทางมันยังไม่จบ ที่เค้ามาเพื่อหยุดอยู่ตรงนี้ แต่เราต้องไปต่อ กาแฟนสวนคุณปู่อยู่ดอยผาหมีครับ ซึ่งห่างจาก ดอยผาฮี้ราวๆ 7 กิโลเมตร จากจุดนี้เองรถเริ่มน้อยแล้วล่ะ การโบกก็ยากขึ้น เราเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ กันไว้ก่อน เพื่อไม่มีรถสักคันขับขึ้นมา จนสุดท้าย โบกคันที่สี่ ถึงได้รถขึ้นครับ เป็นรถกระบะที่เต็มไปด้วยวัยรุ่น ซึ่งเค้ากำลังจะไปหมู่บ้านดอยผาฮี้พอดี

ไม่นานมากนักก็ถึงดอยผาฮี้ แต่บ้าไปแล้ว เรามาในช่วงที่เค้าจัดประเพณีปีใหม่ของชาวอาข่าอยู่ เรียกได้ว่า มาถูกช่วงถูกเวลาเลย ที่นี่เค้าจัดประเพณีขึ้นปีใหม่กัน 5 วัน เราเดินทางมาถึงวันที่สองของงานพอดี บรรยากาศคือมีน้อง ๆ โล้ชิงช้า และกำลังแสดง บวกกับเสียงเพลงที่ครึกครื้น

คืนนี้เราพักที่วิถีกาแฟครับ เป็นที่พักที่แรกเมื่อไปถึงบ้านผาฮี้เลย ตอนแรกพี่เค้าบอกว่าช่วงนีไม่รับนักท่องเที่ยว แต่ดีที่น้องโทรมาบอกก่อนว่าไม่มีที่พัก (เราพึ่งโทรมา่ก่อนขึ้นดอยมา ๕๕๕) นั่นแหละ เค้าเลยให้เราพักแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าที่พักหัวละ 750 บาท รวมอาหารเช้าและเย็น บวกกับมีเครื่องดื่มบริการตัวเองฟรี รวมถึงกาแฟด้วย

ที่พักเดี๋ยวไว้ค่อยดู เราสนใจกิจกรรมที่น้อง ๆ กำลังเล่นมากกว่า ก็เข้าไปพูดคุยกับน้อง ๆ แล้วก็ดูบรรยากาศได้สักพัก พี่เจ้าของก็เข้ามาคุยแล้วบอกว่า ที่นี่ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตก ให้ไปที่ดอยช้างมูบนะ อยู่ห่างจากที่นี่ราว ๆ 2 กิโลเมตร ทางชันหน่อย ผ่านค่ายทหารไปก็เจอ ว่าแต่น้อง ๆ มายังไง

” โบก… ”

พี่เค้าไ่มเชื่อว่าเราโบกรถมา แต่สุดท้ายแก็ชมว่าสุดยอด บอกว่าไม่เคยมีใครโบกรถขึ้นมา ก็นี่ไง เราเป็นพวกแรกที่โบกมา แล้วก็โบกขึ้นมาได้จริง ๆ ด้วย พี่เค้าเลยให้เรายืนมอเตอร์ไซต์ครับ ขับไปที่ดอยผามูบ และกำชับว่า ขับแข็งนะ เพราะทางมันชัน จริง ๆ

ทางชันจริง ๆ และโค้งเยอะมาก แต่เฉย ๆ อ่ะ เราผ่านมาหลายที่แล้ว ล้มที่เวีียดนามก็เคย ถ้าล้มที่ไทยก็คงไม่เสียหายอะไร ไม่นานก็มาถึงดอยช้างมูบครับ บรรยากาศ 270 วิวพาโนรามา ส่วนสุด ๆ เลย แต่ที่นี่คือปิดเปิดตามใจทหารนะครับ เวลาไม่แน่นอน ถ้าติดภาระกิจ ไม่มีคนเผ้า เค้าจะปิดจุดชมนี้ทันที อย่างตอนเราไป ก็ปิดดื้อ ๆ ตอน 18.00 น.เลย ไปดูบรรยากาศกัน

คืนนี้เราขอทานอาหารหน้าบ้านครับ จริง ๆ เค้าจะต้องจัดขันโตกลงไปส่งให้ที่ระเบียงห้องพัก แต่เราอยากอยู่กับบรรยากาศชาวบ้านมากกว่า เลยทานกันหน้าบ้านเลย คือหน้าบ้าน ก็คือหน้าหมู่บ้านเลยล่ะ ก็อย่างอย่างที่บอกว่าที่พักตรงนี้เป็นจุดแรกของหมู่บ้าน น้อง ๆ ก็เต้นรำกันไป คนโล้ชิงช้าและเครื่องเล่นต่าง ๆ ระงมกันไปหมด

ไม่พูดถึงอาหารไม่ได้เลย มากันสองคนแต่จัดให้หนักมาก และที่สำคัญคืออาหารรสชาติดีมากเลยนะ โดยเฉพาะน้ำพริกเนี่ย อร่อยมาก คืออร่อยทุกอย่าง และทุกอย่างคือเป็นอาหารประจำถิ่น แต่ขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่า เราทานกันไมหหมดนะ เพราะมันเยอะมาก ๆ ซึ่งเจ้าของบ้านก็ดันใจดีอีก รินเหล้าต้มดองโสมมาให้ลอง พร้อมกับเบียร์อีกคนละกระป๋อง มาที่นี่ แทบไม่ได้ใช้เงินเลย

คืนนี้จบไปแบบรู้สึกดี พี่ ๆ เค้าเกริ่นว่า พรุ่งนี้เช้า มีประเพณีล้มควาย ซึ่งเป็นประเพณีประจำหมู่บ้าน เราตื่นเต้นมาก ที่จะไปร่วมประเพณีนี้ แต่ต้องตื่นตีห้าเลย ฉะนั้นแล้ว คืนนี้ รีบนอนก่อนนะ ฝันดี

DAY 2 – ประเพณีล้มควาย

ตั้งปลุกตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ออกจากบ้านตีห้า อิสัส!!! มาเร็วไป สรุป เค้าล้มควายกันตอนหกโมงเช้า แล้วพี่บอกผมทำไมว่าตีห้าเนี่ย คือช่วงที่ล้มควาย เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการล้มควายเนี่ย เป็นกุสโลบายของผู้เฒ่าผู้แก่ ให้คนในหมู่บ้านสามัคคีกันครับ คือสองเหตุการณ์มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ไม่รู้จะเล่าอะไรก่อนดี เอาเป็นว่า เพื่อความจรรโลกใจ เราไปดูหมอกยามเช้ากันก่อนดีกว่า

จุดนี้เป็นจุดยอดฮิตของดอยผาฮี้ เรียกว่ากาแฟห้อยขา เป็นร้านกาแฟที่อยู่กลางหมู่บ้านชื่อ “ภูผาฮี้” คือวิวสวยดีครับ เด็ดตรงที่มีร่มสีเขียวเป็นจุดจำได้ของนักท่องเที่ยว ตรงนี้เองจะเห็นหมอกสองมุมเลย

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเราแนะนำให้สั่งกาแฟนดริป มาจัดเองกับเครื่องดริปโบราณ คือบอกเลยว่า ได้บรรยากาศสุด ๆ แล้วคือด้านล่าง ของร้านนี้มีการจำลองวิธีทำกาแฟแต่ละเสต็ปตั้งแต่ต้นจนจบให้เราได้ศึกษาด้วยนะ ยังไงลองไปซึมซับบรรยากาศดู

มากไปกว่านั้น ยังมีชุดชาวดอย หรือชาว “อาข่า” ให้เราใส่กันฟรี ๆ เพื่อรูปที่ถ่าย จะได้ออกมาชิค ๆ แต่บอกเลยว่าพวกเราเป็นสายไม่สนพร๊อพ ชอบความเป็นจริง นาน ๆ ทีถึงจะทำอะไรแบบนั้น เอาเป็นว่า ทำอะไรแล้วสบายใจ ทำเลยครับ แต่ถ้าใส่ชุดชาวอาข่า ภาพจะออกมาสวยกว่าของผมแน่นอน เพราะมันเข้ากันมากกว่า

ตัดมาที่ประเพณีล้มควายกันบ้าง ตะกี้ดูหมอกนุ่ม ๆ ก็ตัดมาโหดเสียแล้ว เอาจริงถ้าถามว่าเรื่องนี้สมัยก่อนหน้ากลัวหรือน่าหดหู่ไหม ก็คงไม่ เพราะการที่เราจะทานเนื้อสัตว์ เราก็ต้องฆ่ามันอยู่แล้ว แต่ด้วยยุคสมัยเดี๋ยวนี้ ผู้คนจะเห็นเนื้อก็ตอนที่อยู่ในห้างหรือ Super Market กันเลย เลยไม่ได้รู้ว่า Process จริง ๆ มันเป็นอย่างไร กิจกรรมนี้ก็ถือว่ามาดูคนสมัยก่อนแล้วกัน ว่าการที่เค้าจะกินเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่ง เค้าต้องทำอย่างไรกับมันบ้าง

ซึ่งประเพณีล้มควายของชาวอาข่า เป็นกุสโลบาย ทำให้คนในชุมชนสามัคคีกันครับ จะจัดงานทั้งที ก็ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจ และร่วมด้วยช่วยกันของคนในหมู่บ้าน โดยเอาควายหนึ่งตัวมาเป็นสื่อกลาง ให้คนลงเงินกันมาซื้อควายเพื่อมาล้ม ก็จะเริ่มต้นที่คนละ 400 บาทครับเคสนี้ แต่หากใครจะเอามากว่าหนึ่งกอง ก็ต้องทบไปเป็น 800 บาทเลย เพราะขายที่กองละ 400 บาท

ซึ่งเนื้อแต่ละกอง จะได้อวัยวะทุกชิ้นส่วนของควายเท่ากันหมดเลยนะ ตับ ไต ไส้ พุง เนื้อส่วนต่าง ๆ คือต้องเท่ากันหมด วิธีการฆ่า ก็ไม่ได้มีพิธีอะไรมาก เอามีดปลายแหลมหรือหอกมาจ้วงให้ควายเสียเลือด แล้วก็ทุบหัวให้หลับไป แต่หากใครอยู่ตรงนั้นเหมือนผมแล้ว จะรู้สึกถึงความทรมานเลยล่ะ เพราะก่อนตาย ควายมันดิ้น และชักแบบหมดลมหายใจสุดท้าย เป็นภาพที่หดหู่มาก

แต่นี่คือประเพณีของเค้านะ ใครกำลังเสพย์อยู่ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย จากตรงนี้ไป ก็คงไม่ได้ไปไหนแล้วล่ะ เราไม่รถ และต้องโบกรถลงไปที่ตีนดอยด้วย ระหว่างเดินกลับที่พัก เจอวิวอีกจุดที่ทำให้ต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอีกรอบ นั้นก็คือวิวของร้านกาแฟ หมื่นแล

ร้านกาแฟหมื่นแล เป็นร้านที่ไม่ได้เห็นจากที่ไหน แต่ดันเป็นร้านที่มีวิวที่สวยงามพาต้องมนต์จริง ๆ เราเห็นร้านนี้ต้องแต่เมื่อเย็นแล้วล่ะ และคิดว่าช่วงเช้า มันต้องสวยแน่นอน และก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ สวยมากครับที่นี่ เจ้าของน่ารักด้วย ไม่กล้าขอถ่ายอ่ะ เขิลเจ้าของร้าน

อ่าา… ว่าแต่ เพื่อน ๆ ยังไม่เห็นที่พักของเราเลยอ่ะดิ มาาา…. เราจะมาดูที่พักของเรากันหน่อย และขอเคลมไว้เลยว่า เพื่อน ๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราที่พัก สวยระดับถูกใจใครหลายคนเลย เป็นบ้านไม้ไผ่ มีบันไดไต่ลงไปตามเชิงเข่า มีไม่กี่ห้อง เล็กกระทัดรัด พร้อมกับวิวมุมหมู่บ้านจากด้านข้าง

ในตัวที่พักมีไม้ไผ้แขวนให้เขียนขอพรด้วยนะ แต่ยังน้อยอยู่ คาดว่าจำนวนไม้ไผ่ที่แขวนอาจจะเท่ากับจำนวนกรุ๊ปหรือคนที่มาพักทีนี่

ส่วนตัวห้องพักก็มีห้องน้ำในตัว มีฟูกมาปูให้นอน พร้อมกับหมอนสองใบ มีผ้าเช็ดตัวให้ด้วยนะ แล้วก็มุ้งมากันยุงสวย ๆ แต่เอาจริง บนเขามีมุ้งด้วยหรอวะ ไม่น่ามีนะ แต่ก็นั่นแหละ ตอนกลางคืนเย็นมากถึงขั้นหนาวนะ ใครมาหน้าหนาว เตรียมชุดมาดี ๆ เลย

ช่วงเช้าเค้าจะเสิร์ฟข้าวต้มกับไข่ต้มร้อน ๆ ให้เราทานกับวิวบรรยากาศอาหาศบริสุทธิ์ตอนเช้าครับ ชื่นใจ และรู้สึกถึงความสบายปอดกันมาก ที่สำคัญ รสชาติดี แต่ก็นั่นแหละ ทานอะไรอุ่น ๆ ในบรรยากาศแบบนี้ มันก็ฟินหมดอ่ะ

และนี่ก็เป็นอีกทริปสั้น ๆ พักผ่อนอีกทริปของผมกับคุณกิติฯ ครับ แอบบอกได้ไหมว่าอยากมาอีกนะ และคงจะกลับไปอีกช่วงเดือนธันวาคมครับ ใครไปช่วงั้น เราน่าจะได้เจอกัน และสุดท้ายนี้ แม้ว่าผมไม่ได้และไม่เคยตั้งใจจะมาที่นี่เลย แต่ตอนนี้ ผมก็หลังรักหมู่บ้านนี้เข้าแล้วล่ะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้

  1. ค่ารถบัสเขียว ไปลงปากซอยทางขึ้นดอย คนละ 39 บาท
  2. ค่าที่พักคนละ 750 บาท
  3. อยู่ที่นั่นแทบไม่ได้สั่งอะไรทานเลย ฟินกับบรรยากาศ เพราะที่พัก จะมีกาแฟให้จิบฟรี
  4. ซื้อของทานเล่นช่วงเช้า เอามาเป็นพร๊อพถ่ายรูปสวย ๆ 60 บาท
  5. ตอนขึ้นดอย กับลงดอย พวกเราโบกรถ เลยไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
  6. ค่ารถตู้กลับเชียงราย คนละ 50 บาท

รวมทั้งทริปใช้เงินไปคนละ 699 บาท

ก็ถือว่าแบ๊งค์พันมีทอนนะทริปนี้ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ : )

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Pin It on Pinterest