รีวิว “ตูบนาปัว” ที่พักริมน้ำ อ.ปัว จ.น่าน [โคตรดีย์]

รีวิว “ตูบนาปัว” ที่พักริมน้ำ อ.ปัว จ.น่าน [โคตรดีย์]

ปกติก็ไม่ได้ชอบ Camping อะไรมากนักหรอก แต่ช่วงหลังที่กลับมาจากบ้านห้วยโทนและสวนยาหลวง ก็หลงเสน่ห์การไร้คลื่นอับสัญญาณ รวมถึงความเงียบสงบ มีกลิ่นไอดินไอหมอกมาแตะจมูกเบา ๆ ว่าจริง ๆ มนุษย์ทุกคนก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่าการได้อยู่กับที่กับตัวเองหรอก

การไปน่านครั้งนี้เลยทำให้ไมหาสถานที่แนวนั้นอีกครั้งหนึ่ง และก็ไปเจออยู่ที่หนึ่งที่น่าสนใจมาก ภาพแรกที่เห็นคือเต้นท์ขาว ๆ ริมน้ำ พอให้ทีมงานลองค้นดูชื่อก็ได้รู้จักชื่อของสถานที่นี้ และพอทีมงานสอบถามราคาไปถึงกับต้องอึ้งครับ เอาเป็นว่าขอเก็บไว้ก่อนแล้วกัน กลัวว่าผู้อ่านหลายคนจะไม่เลื่อนไปดูภาพบรรยากาศกัน มาเริ่มกันเลย

ทริปนี้เราเดินทางกับสายการบิน Thai Smile ครับ คือรอบที่แล้วก็บินกับ Thai Smile รอบนี้ก็บินอีกครับ เพราะติดใจปาท่องโก๋บนเครื่อง แฮร่!! เปล่าเลย อันนั้นก็ติดใจ แต่ที่ติดใจไม่แพ้กันคือการบริการของพี่ ๆ น้อง ๆ บนเครื่องนี่แหละ ดูแลยิ่งกว่าญาติชิดมิตรสหายกันเสียอีก ที่สำคัญน้อง ๆ ทุกคนน่ารักมาก

สำหรับ Thai smile ในช่วงโควิดแบบนี้ก็ยังเปิดบริการอยู่นะครับ แต่ปกติรูท กทม. – น่าน จะมีอยู่ รอบ ก็จำเป็นต้องลดรอบลงมาเหลือวันละรอบคือช่วง 12:05 น. ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงสนามบินน่านแล้ว ดูดิ… เฟิร์นหลับปุ๋ยเลย ๕๕๕๕

อ่า… ตอนนี้ Thai smile ถ้าเราจองผ่านเว็บ Booking ต่าง ๆ หรือกับทาง Official Website เองเนี่ย จะได้ Full Service ไปโดยปริยายนะครับ คือจะได้เครื่องดื่มกับอาหารทานบนเครื่อง บวกกับเก็บสัมภาระน้ำหนักไม่เกิน 20 kgอีกด้วย นี่ถือเป็นอีกตัวเลือกสายการบินที่ห้ามพลาดเลยนะครับ

เอาล่ะ … ด้วยความที่น่านเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างจะต้องใช้รถส่วนตัวอ่ะเนอะ ถ้าเกิดไปรถประจำทาง บาทที่คงไปส่งไม่ถึงแน่เลย แล้วยิ่งตูบนาบัวแล้วเนี่ย ยังไงก็จำเป็นจะต้องเช่ารถครับ ซึ่งทริปนี้ เราใช้บริการของ AVIS 

AVIS ที่น่านพอลงเครื่องปึ้บมองทางซ้ายเลยนะ เจอเลย ราคารถเช่าก็อยู่ที่หลักร้อย ถึงหลักพัน สำหรับทริปนี้เราแนะนำรถคันเล็ก ๆ ธรรมดาหลักร้อย ถึงพันต้น ๆ ก็พอครับ ยังไงก็ไปถึง ไม่จำเป็นต้องมีแรงม้าเยอะ แต่หากใครอยากได้ห้องโดยสารที่กว้าง นั่งสบาย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและความพร้อมส่วนบุคคลเลย

การจองรถกับ AVIS เพื่อน ๆ สามารถจองผ่านเว็บนี้ได้เลย AVIS ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมรับรถ หลัก ๆ จะเป็นใบขับขี่ และบัตรประจำตัวประชาชนครับ สุดท้ายห้ามพลาด บัตรเครดิทสำหรับประกันรถด้วยนะครับ

ผมว่าทุกอย่างน่าจะพร้อมแล้วล่ะ รบกวนเพื่อน ๆ ปักหมุด “ตูบนาปัว” แล้วเดินทางกันเลยดีกว่า จากตัวเมืองไปตูบนาปัว ใช้เวลาราว ๆ 1.ชั่วโมงเท่านั้นเอง

ตัดภาพมาที่ซอยทางเข้าตัว Camping ครับ ต้องบอกว่าเหมือนหลุดไปอยู่อีกเมืองเลย ตอนแรกขับมาทางดี ๆ ตอนนี้แค่เลี้ยวซ้ายก็เจอทางลูกรัง และแคบลงเรื่อย ๆ เพียงสวนทางเลนส์เดียว 

ระหว่างที่ไปต้องบอกว่าอึ้งกับป่าไผ่ที่กำลังเหลืองอร่าม เมืองไปกลาย ๆ เห็นชมพูภูคาบานสะพรั่งเต็มเขา โหหหห… นี่เรามาในช่วงที่มันกำลังบานพอดี

ขวาสุดท้ายตรงทางเข้าต้องบอกว่าเหยียบเบรคแล้วเปิดประตูลงจากรถแทบไม่ทันครับ ข้างหน้าผมสวยมาก ๆ ไม่เชื่อลองดูภาพด้านล่างเลย เป็นภาพที่เดินออกไปถ่ายอย่างตั้งใจ บวกกับทำท่าว่ามองใบไผ่ด้านบน ๕๕๕๕๕๕

แค่ทางเข้าก็สวยแล้วล่ะ เอาล่ะ และแล้ว เราก็มาถึงจุด Camping ตูบน้ำปัวของเราคืนนี้ครับ เป็นที่พักติดแม่น้ำปัว ที่พิเศษไปกว่านั้นคือโซนที่เราพักแรมนั้น สามารถเข้าพักแรมได้แค่ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนเท่านั้น เนื่องจากเราพักกันกลางน้ำเลย

ในส่วนของหน้าฝน แคมป์ปิ้งที่เพื่อน ๆ เห็นในภาพ จะถูกยกขึ้นบกทั้งหมด เนื่องจากว่าจะมีน้ำจากป่าจากเขา ที่เอ่อล้นจากการตกของฝน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนั่นเอง

เอาล่ะ ที่พักครั้งนี้ของเราต้องบอกว่าราคาดีมาก ๆ เต็นท์สีขาวที่เพื่อน ๆ เห็นที่กางไว้ให้อยู่แล้ว ราคาตกคนละ 450 บาท ทุกโซน ขึ้นอยู่กับว่าใครจองโซนไหนได้ก่อนก็เอา แต่จะบอกว่าดีทุกโซนแหละ และส่วนคนที่เอาเต๊นท์มาเองอยากกางเอง ทางเจ้าของที่พักเค้าเก็บแค่คนละ 170 บาทเท่านั้น ราคานี้ รวมอาหารเช้าอร่อย ๆ และกาแฟคั่วสดบดถี่ ๆ จากมือเจ้าของเองด้วย รับรองได้ว่าฟินสุด ๆ

ในหน้าหนาวที่นี่จะเต็มไปด้วยใบไผ่สีทอง และดอกชมภูเต็มทุ่งของชมพูภูคา แนะนำให้มากันครบ แล้วก็ต้องบอกว่า ที่นี่เนี่ย มองเห็นดาวชัดมากเลยนะ ยังไงอยากให้เอาเพื่อน ๆ นำขาตั้งกล้องมาถ่ายดาวกันด้วย

และนี่ก็เป็นอีกที่พักหนึ่งใน จ.น่าน ที่ผมอยากจะแนะนำมาก ๆ เลยล่ะ นอนฟังเสียงน้ำตลอดทั้งคืน ดมกลิ่นไอน้ำไอดินตลอดทั้งวันและมารับแดดยามเช้ากับเอาหมอก พร้อมกาแฟดิบเบา ๆ สักแก้ว และโจ๊กร้อน ๆ สักชาม รับรองว่าฟิน ก็ขอจบการรีวิวสั้น ๆ เพียงเท่านี้ละกันเนอะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

ปล.ขอแนบกิจกรรมบริเวณนั้นได้ไหม ที่นี่นมีพารามอเตอร์อยู่นะ เพื่อน ๆ สามารถบินชมวิวนาข้าวเขียว ๆ ได้ในราคา 3,500 บาท แต่หากจองผ่านลิ้งค์ที่ให้ไปนี้ เพื่อน ๆ จะได้ราคาจองเพียง 2,899 บาทเท่านั้น ยังไงลองติดต่อไปที่ Line id: @gotrave นะครับ และเดี๋ยวเราจะลงในรีวิวทริปถัดไป

รีวิว “เขาล่องเรือตาหมื่น” บ้านมุง อ.เนินมะปราง [Tsingy Thailand]

รีวิว “เขาล่องเรือตาหมื่น” บ้านมุง อ.เนินมะปราง [Tsingy Thailand]

โห…. ต้องบอกเลยว่าไมเองเป็นคนที่ไปเนินมะปรางมาแล้วด้วยนะ แต่ไม่เคยคิดสงสัย หรือตั้งคำถามที่จะขึ้นเขาลูกนั้นที่เห็นริมฝั่งทางตอนเข้าไปพักที่บ้านมุง เนินมะปรางเลยสักครั้ง ล่าสุดเลื่อน Feed Facebook ก็ต้องตกใจ เพราะเขาหินปูนที่เราเห็นตอนนั้น เค้าพากันขึ้นไปถ่ายรูปสวย ๆ กันเต็มบ้านเต็มเมืองเลย

เอาล่ะ… บทความนี้เลยจะขอรีวิวสั้น ๆ เอาพอสังเขป ให้เพื่อน ๆ ได้เห็นมุมมองของคนคนหนึ่งที่อยากจะเห็นหนทางในการที่จะขึ้นไปบนเขาลูกนี้ ขอไม่ใช้คำว่าพิชิตละกันเนอะ มันดูยิ่งใหญ่เกินไป เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย

สิ่งแรกที่ควรรู้คือเขาหินปูนแห่งนี้อยู่ที่บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลกครับ ทางชุมชนเล็งเห็นว่าเขาลูกนี้น่าจะทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ เลยจัดตั้งชุมชนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อดูแลและจัดทริปขึ้นเขาลูกนี้ โดยมีนายพรานที่เป็นชาวบ้านบ้านมุงเป็นคนนำทางนั่นเอง

ซึ่งการเดินทางขึ้นไปข้างบน เพื่อน ๆ สามารถค้างแรมหรือจะขึ้นลงวันเดียวเลยก็ได้ ในส่วนของการขึ้นลง จะเป็นช่วงเช้า และช่วงบ่าน สำหรับรอบพระอาทิตย์ตก แต่ก็นะ ยังไงหากมีเวลา ไมก็แนะนำให้นอนค้างข้างบนไปเลยสักหนึ่งคืน ข้อมูลตรงนี้เอง เพื่อน ๆ สามารถสอบถามได้จากทางคุณอังได้ทางนี้เลย Line: https://lin.ee/11op689

และส่วนของค่าใช้จ่ายราคาเริ่มต้นจะเริ่มต้นที่ 1,500 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ร่วมทริปกับเราครับ ยิ่งเยอะ ยิ่งถูก และข้างบนนั้นมีโซนให้นอน 3 โซนด้วยกัน ได้แก่ โซนแคร่ โซนหมูกระทะ และโซนหน่อแรด เรียงจากระยะใกล้ไปไกล ในบทความนี้เราจะพูดถึงเพียงแค่โซนแคร่เท่านั้น

การเดินทางเพื่อน ๆ จะต้องนำรถไปจอดที่ศูนย์บริเวณถ้ำเดือนถ้ำดาวหลังหมู่บ้านครับ หลังจากนั้นพี่ ๆ เค้าจะแจกหมวดกันน๊อคและถึงมือสำหรับปีนไต่ ให้น้ำคนละ 6 ขวดเล็ก มีข้าวเหนียวหมูทอดห่อใบตองให้คนละหนึ่งห่อ และมีโจ๊กคัพให้ทานสำหรับมื้อเช้าอีกวัน เรียกได้ว่า ไปง่าย ๆ กินง่าย ๆ และรีบกลับลงมาแบบง่าย ๆ ด้วยเลยนะ

แน่นอนว่าข้างบนไม่มีน้ำอาบ แนะนำว่าทิชชู่เปียกจำเป็นมาก ไฟฉายคาดหัวก็สำคัญ รองเท้าคือต้องเป็นสำหรับเดินป่าเท่านั้น เสื้อผ้าถ้าเป็นแขนขายาวได้ยิ่งดี เพราะหากผิวหนังขุดไปกับหินมีเลือดซิบแน่นอน เรื่องห้องน้ำไม่มีนะครับด้านบน แต่ทางชมชนเค้าก็ซื้อโถส้วมพลาสติกพกพาขึ้นไว้ให้แล้ว ใช้ถุงดำรอง จากนั้นทำธุระเสร็จก็ปิดปากถุงของตัวเอง แล้วมัดให้มิดชิดเลย

เริ่มต้นเดินจากศูนย์ไปยังจุดขึ้นเขา ระยะราว ๆ 1 กิโลเมตร จะผ่านสวนมะม่วง สวนยางพารา ตรงนี้เองถือว่าเป็นการวอร์มร่างกายอย่างดีเลยนะ แต่สำหรับบางคนบางกลุ่มจะมีรถอีแต็กบริการครับ จะเอาแบบนั้นก็ได้ แต่คือต้องบอกงี้ว่า ทางเดินหลังจากจุด Start จะไม่มีทางราบเลยอีก 1 กิโลเมตร ฉะนั้นการเดินทางราบ 1 กิโลเมตร ผ่านสวนผลไม้ต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องราวที่ดี

ทำไมถึงชื่อล่องเรือตาหมื่น ก็เพราะว่าทางขึ้น มันเป็นล่องเขาครับ เขาสองลูกมันเหมือนถล่มแหละ แล้วก็มีล่องให้สามารถเดินขึ้นไปได้ ตาหมื่นแกขึ้นไปตัดต้นตะเคียน แล้วเวลาแกจะเอาไม้ลงมาจากเขา แกก็ใช้เส้นทางนี้นั่นเอง เรียกได้ว่าแกเป็นคนค้นพบล่องเขานี้เป็นคนแรกเลยว่าไปแบบนั้น เลยตั้งชื่อเป็นเกียรติให้แกไปเสียเลย ปัจจุบันแกน่าจะเสียไปแล้วละ

อ่อ ละก็ เขาหินปูนที่นี่แหลมคมมาก เชื่อกันว่าแถวนี้สมัยก่อนเป็นทะเลนะครับ แล้วก็มีเขาลูกนี้เป็นเกาะโผล่ขึ้นมา เพราะเวลาที่เราขึ้นไปบนเขา เราจะเห็นพวกซากหอย ซากกลางปลาอะไรพวกนี้ระหว่างทางด้วย อันนี้ก็เป็นการสันนิษฐานเบื้องต้นจากชาวบ้านเท่านั้น

พอเริ่มขึ้นเขาจะไม่มีจุดพักเลยนะ จนกว่าจะถึง 500 เมตรแรก จุดแรกจะเป็นหินปนดิน มีต้นไม้เถาวัลย์ให้เกี่ยวบ้าง แล้วก็เชือกแทบจะตลอดทั้งทาง ความชันผมให้70 องศาเลยบ้างจุด รองเท้าดอกลึก ๆ คือสำคัญมากจริง ๆ ระหว่างที่เราเดินขึ้น ด้านหลังของเราก็จะเป็นช่องแสงลอดระหว่างเขาสองลูก มองไปเป็นวิวของบ้านมุง สวยงามมาก ๆ

หลังจากจบจุดพักช่วงแรก จะเป็นช่วงที่ชันมาก ๆ ขึ้นอย่างเดียว บางช่วงต้องใช้บันไดลิง เรื่องเชือกนี่ไม่ต้องพูดถึง มีให้ดึงตลอดทั้งทาน จากดิน หิน ต้นไม้ จะเหลือแต่หินปูนแหลม ๆ ถ้าเผลอก้าวพลาดท่าไป หล่นหรือร่วง รับรองมีเนื้อถูกหินคม ๆ ปาดออกมาเป็นแผ่นเบคอนแน่ ๆ

ช่วงนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ จริงอยู่ที่ทางไม่ไกล แต่ก็หินไม่ใช่ย่อย เดินปีนบันไดรัว ๆ ขึ้นมาจนถึงชั้นพักจุดที่ 2 จุดนี้สามารถไปต่อได้สองทาง ทางแรกคือปีนบันไดลิงชัน ๆ ราว ๆ 4-5 ตอน ส่วนอีกโซนคือเลาะหินผาไต่เชือกขึ้นไปทางขวาของหุบเขา อันนี้เลือกกันเองเอง…

ใช่… ทีมเราเลือกเลาะหินหน้าผา ไต่ไปตามเส้นเชือก ความอันตราย อันตรายกว่าปีนบันไดลิงแน่นอน แต่สิ่งที่ได้มาก็คือวิวระหว่างทางสวยมาก แต่สุดท้ายทั้งสองทางก็จะไปบรรจบพบกันเหมือนเดิม ซึ่งจุดนี้เอง จะมีต้นไม้ดอกส้ม พร้อมกับวิวหน้าผาและดวงอาทิตย์ตกดินอยู่ เพื่อน ๆ สามารถถ่ายภาพมุมนี้ได้

จากจุดนั้นก็ไม่ได้ไกลเกินกว่าที่จะไปถึงจุด Camping ของเราแล้วล่ะ เดินไปอีกราว ๆ 30-50 เมตร ก็ถึงเลย และนี่ คือโซนแคร่ จุดค้างแรมของเราในค่ำคืนนี้

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าที่นี่ไม่มีอะไรเลย ต้องขอบคุณพี่ ๆ นายพราน ที่แบกไม้ไผ่ขึ้นมาทำแคร่สำหรับพักผ่อนให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ เอาเป็นว่ามันดีมาก และมุมแคร่คืออยู่ตรงกับจุดอาทิตย์อัสดงพอดี ให้ภาพเล่าเรื่องเลยดีกว่า

จุดนี้เองเพื่อน ๆ จะกางเต้นท์นอนก็ได้ แต่เรามากันห้าคน พื้นที่ไม่พอ จึงนอนถุงนอนกันครับ และอีกอย่าง ด้านบนไม่ได้หนาวขนาดนั้น การนอนถุงนอน จึงถือเป็นอะไรที่เหมาะสมมาก ๆ ระหว่างนี้อยากให้ดูวิวจากที่พักของเราครับ อลังกาลมาก!!!

จำไม่ได้ว่าเล่าเรื่องของกินให้ฟังยัง จะบอกว่าแพ็คเกจขึ้นเขาที่ซื้อจากทางพี่อัง (ติดต่อได้ที่ Line: @gotravel) นั้นจะรวมน้ำหกขวด ข้าวเหนียวหมูทอด และโจ๊กคัพคนละหนึ่งคัพครับ ส่วนใครจะแบกหมูกระทะจากด้านล่างขึ้นมา ก็ได้นะ ยิ่งดีเลยถ้าแบกไหว บรรยกาศคงฟินน่าดู

ในส่วนของห้องน้ำก็จะเป็นเหมือนรูปด้านล่างเลยครับ เอาที่นั่งพลาสติกมาให้ละก็มีถุงดำใช้ไว้ห่อถ่ายหนักถ่ายเบา จัดการเสร็จก็มัดปากถุงไว้ในนั้นเลย เดี๋ยวพี่ ๆ เค้าจะเก็บลงไปเอง แนะนำให้ดูแลให้สะอาดนะครับ จะได้ไม่ลำบากพี่ ๆ เค้า

ถามว่าข้างบนมียุงไหม ผมไม่โดนยุงกัดเลยนะ แต่กับคนอื่นไม่รู้เลยว่าโดนไหม  ช่วงที่เราไปเป็นช่วงจันทร์เต็มดวงครับ บนเขาสว่างมาก ๆ และแน่นอนว่าถ่ายดาวไม่ค่อยติดเลย เราเลยคิดว่าจะมาใหม่กันอีกรอบ นี่เป็นบรรยากาศช่วงดึกวันนั้นครับ ฟีลลิ้งกำลังดีเลยสำหรับคนชอบอาบแสงจันทร์

เอาล่ะ ตอนนอนมีสิ่งหนึ่งที่เพื่อน ๆ ควรรู้ นั่นก็คือกลางวันแดดจะเลียจะเผาหินปูนตลอดทั้งวัน ฉะนั้นตอนกลางคืนไม่ต้องพูดถึงครับ เค้าคายความร้อนตลอดเวลา ใครที่คิดว่าข้างบนจะหนาวเลิกคิดเลยครับ พวกเราถอดเสื้อนอนกันเลย อบอ้าวมาก ๆ เตรียมตัวให้ดีนะครับ แต่ถ้าหน้าหนาวก็ไม่แน่น้าาาาา…

เอาล่ะครับ จากบทความนี้ เราเล่าเพียงการเตรียมตัว และการเดินทางจนมาถึงโซนแคร่เท่านั้น ยังมีโซนหน้าเมือง หมูกระทะ และหน่อแรดที่ให้เพื่อน ๆ ไป Explore กัน หวังว่าบทความนี้ จะเป็นน้ำจิ้มชั้นดี เรียกน้ำลายความอยากเดินทางให้เพื่อน ๆ ได้เก็บกระเป๋าไปที่นี่กัน

และสำหรับคนที่สนใจทริปนี้ สามารถติดต่อกับ Go Travel ได้โดยตรงที่ Line: https://lin.ee/11op689 อ่อ… สุดท้าย ขอย้ำอีกครั้งสำหรับใครอยากแบกหมูกระทะขึ้นไปทานด้านบน ที่นี่มีลูกหาบราคา 500 บาทให้เพื่อน ๆ ใช้บริการด้วย รายละเอียดน้ำหนักยังไง ก็ลองไปคุยกันเอาเองครับ แล้วเจอกันระหว่างทาง… 

กินเที่ยว 2 วัน 1 คืน แบบใกล้กรุงฯ [สัตหีบ – พัทยา – บางแสน]

กินเที่ยว 2 วัน 1 คืน แบบใกล้กรุงฯ [สัตหีบ – พัทยา – บางแสน]

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ผม “ไม” จากเพจ PALAPILII นะครับ ช่วงนี้ต้องบอกเลยว่าสถานการณ์บ้านเราและทั่วโลกไม่สู้ดีเท่าไหร่ ไหนจะเศษรฐกิจ ไหนจะ COVID-19 แต่เชื่อว่าอีกไม่นานนี้จะดีขึ้น และก็ไม่อยากให้เพื่อน ๆ กลัวและระแวงจนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะเราสามารถท่องเที่ยวโดยอยู่ในพื้นฐานของความปลอดภัยได้

ทริปนี้จะพาเพื่อน ๆ ขับรถเล่นไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงเทพฯ ราว ๆ 2 ชั่วโมงด้วยรถส่วนตัว โดยตารางทริปนี้ของเราก็จะประมาณนี้

DAY 1

05:00 – ล้อหมุนจาก กทม.

08:00 – ดำน้ำตื้นแสมสาร

12:00 – ทานอาหารทะเลติดหาด

13:00 – Summer Stay Café

15:00 – Papa Beach Café

17:00 – Tutu Beach Café **Sunset View**

DAY 2

09:00 – Half Day Trip by mamybooking [Parasailing – Sea walker – Jet ski – Banana Boat – Koh Larn]

15:00 – Sea Food Club บางแสน

ดูผ่าน ๆ ข้างบนเหมือนทริปจะแน่นนะ แต่พอลองทำจริง ๆ ชิลมากเลย โดยเฉพาะตอนนั่งลอย ๆ อยู่แต่ละคาเฟ่ ชิลสุด บรรกยากาศ ผู้คน ดนตรี และเครื่อดื่ม เรียกได้ว่า หลับได้เลยนะเอาจริง เอาล่ะ มาเริ่มวันแรกกันเลย

DAY 1 – SAMASARN 1st TIME

วันแรกเราเดินทางไปที่ท่าเรือหมาจอครับ จองทริปผ่าน Mamybooking ในราคา 3,500 บาท นั่งได้ 6 คน ถ้าไปเพิ่มก็คิดเพิ่มหัวละ 600 บาท ต้องบอกก่อนเลยว่า แสมสารถือเป็นจุดดำน้ำตื้นใกล้กรุงฯ ที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดแล้วในขณะนี้

เราเดินทางไปที่จุดนัดพบ รับอุปกรณ์ต่าง ๆ และนั่งรถพ่วงข้างไปที่ท่าเรือ เรือแล่นออกจากฝั่งเพียง 15 นาที ก็ถึงจุดดำน้ำจุดแรก ซึ่งต้องเกริ่นไว้ก่อนเลยว่า แสมสารเนี่ย เป็นเกาะที่ห้ามคนขึ้นเกาะนะ เพราะเต่ามักจะขึ้นมาวางไข่ และการที่เราขึ้นไปบนหาด อาจไปรบกวน และทำลายรังไข่ของน้องเต่าโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกางทัพเรือครับ

จุดดำน้ำที่นี่จะมี 3 จุดหลัก ซึ่งจุดแรกจะตื้นที่สุด ส่วนสองจุดที่เหลือจะค่อนข้างลึก เพื่อน ๆ ที่มีฟินสามารถพกมาได้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการดำน้ำ จุดแรกที่ไป Highlight คือฝูงปลาเป็นร้อย ที่ว่ายหล่ายล้อมเรา เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวหลายคนตั้งใจมาถ่ายรูปคู่กับน้องปลา

ในจุดที่สองจะมีกองน้องนีโม่สองสามกอง เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมาก ๆ เลย น้องนีโม่จะอยู่ลึกไปราว ๆ 3-5 เมตรแล้วแต่ระดับของน้ำทะเลในแต่ละช่วงเวลา ทริปทั้งทริปนี้ ไกด์และทัวร์ของ mamybooking เค้าจะถ่ายรูปให้เราฟรี ๆ เลยล่ะ พอเสร็จจากทริป เค้าก็จะอัพลง Drive และให้เรา Load ได้ตามสบาย

นอกจากน้องนีโม่แล้ว จุดนี้ก็มีปะการังสวยงามเยอะเต็มไปหมด แต่คงสู้จุดสุดท้ายไม่ได้ เป็นจุดที่สวยที่สุดในบรรดาสามจุดนี้ จุดที่สามจะมาปลาดาว กัลปังหา นีโม่ หอยมือเสือ น้องเม่น ปลาหลากหลายชนิด ปะการังหลากหลาย และอีกมากมายที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง

บอกเลยว่าจ่ายคนละ 600 บาท แล้วมาเจออะไรประมาณนี้คือคุ้มมาก ไกด์ทุกคนดูแลดี เป็นกันเอง บนเรือมีเครื่องดื่มให้เราดื่มฟรีตลอดทริปด้วยนะ จบทริปใช้เวลาราว ๆ 2-3 ชั่วโมง ก็ถึงฝั่ง ให้ทิปน้อง ๆ ไป 200 บาท สบายใจ

หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่จุดนัดพบ ขับออกมาหน่อยก็จะเจอร้านอาหารทะเลสด ๆ ขายเรียงรายเต็มไปหมดเลย เลือกเอาสักทีครับ ไม่ขอแนะนำร้านใด ร้านหนึ่ง อยากให้ช่วยกันกระจายรายได้ให้ชุมชน สุดท้ายไปเจอร้านหนึ่ง เป็นร้านหลืบ ๆ หน่อย ทางเข้าเล็ก ๆ แต่พอเข้าไปถึงตัวร้านต้องร้องโหวเลย

ร้านเป็นระเบียงยื่นออกไปกลางทะเล วิวทะเลสวยมากกกกกก มองสุดลูกหูลูกตา เราสั่งอาหารมา 5-6 อย่าง ด้วยความหิว บางอย่างทานได้ บางอย่างก็ทานไม่ได้ ร้านนี้แม่ครัวติดหวาน กินไปมองหน้ากันไป นี่เลยไม่อยากบอกชื่อร้านไง เอาเป็นว่าไปหากันเองเอง ส่วนเรื่องราคาเจ้านี้ ก็ปานกลาง ไม่ถูก ไม่แพง แต่ถ้าถามว่าควรเข้ามากินอีกไหม บอกเลยว่า ครั้งเดียวพอแล้วนาจา เอาล่ะ ไปที่อื่นกันต่อดีกว่า ยังมีอีกหลายที่ที่อยากแวะ

ทานข้าวเที่ยงกันเสร็จแล้ว ก็ขับเข้าไปในเมืองสัตหีบ มีคาเฟ่สไตล์ Tropical เก๋ ๆ ให้เราได้ไปสั่งอาหารและเครื่องดื่มคลายร้อน นั่งตากแอร์เย็น ๆ และถ่ายรูปเล่นกับคาเฟ่ เก๋ ๆ

ที่นี่คือ Summer Stay ครับ หน้าร้านคือเป็น Background ถ่ายรูปที่ดีมาก และพอเข้าไปด้านในก็พบว่าถูกจัดตกแต่งด้วยความเรียบง่าย minimal หน่อย ๆ แต่ปนความติดเกาะเข้ามาด้วย 

ภายในร้านมีเสื้อผ้า รวมถึงชุดว่ายน้ำสตรีแขวนขายด้วย เป็นชุดเก๋ ๆ น่ารัก ที่ไม่ใช่ว่าจะหาได้ที่ไหน เพราะเสื้อผ้าที่ขาย ดูจากดีไซน์แล้ว รับเข้ามา support กับสไตล์ร้านสุด ๆ

เรื่องอาหารการกิน ราคากลาง ๆ รสชาติไม่ได้แย่ เค้กอร่อย ชาเฉย ๆ แต่พวก smoothies นี่สิ ดีจริง ๆ สดชื่นแบบตื่นเลย หรืออาจจะเป็นเพราะเราหนีร้อนมานะ อันนี้เพื่อน ๆ ก็ต้องไปลองกันเอง

ถัดมาคือ Papa Beach ห่างจาก Summer Stay ราว ๆ 20 นาที ทางเข้าร้านคือหลืบมากนะ เปิด google map แล้วต้องขับดี ๆ ด้วย พอเข้าไปถึงต้องร้องว้าวเลย เพราะที่จอดรถกว้างใหญ่มาก และหน้าร้านก็ดูดีมาก ผู้คนแต่งตัวกันแบบจัดเต็มเหมือนมีงานอะไรสักอย่างข้างใน แต่…

เปล่าเลย เค้าแต่งตัวมาชิล มาถ่ายรูปกับคาเฟ่นี่แหละ คาเฟ่พึ่งเปิดได้ไม่นาน ตกแต่งด้วยฟาง และไม้โทนสีน้ำตาลอ่อน ๆ และปูนทาสีขาว กระเบื้องโทนอุ่น ทางเข้าร้านมีป้ายร้านขนาดใหญ่ให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนเข้าไป ก่อนที่จะไปเจอโถงทางเข้าต้อนรับราว ๆ 20 เมตร ที่ทำไว้ดีมากกกกก ลองไปดู

เข้าไปถึง Counter รับแขก ก็ต้องจองคิวก่อนนะ ไม่ใช่ว่าจะเดินดื้อ ๆ เข้าไปนั่งได้เลย เพราะคนเยอะมาก โชคดีที่คิวไม่ได้นานอะไรมากช่วงที่เราไป รอราว ๆ 5-10 นาทีก็ได้โต๊ะแล้ว

เข้าไปข้างในคือเหมือนอยู่อีกเมือง ไม่เหมือนอยู่พัทยา มีโต๊ะนั่งเต็มไปหมด ถัดมาเป็นบาร์ ถัดมาเป็นโซนตาข่ายรังนก เป็นบีนแบ็ค เป็นสระ เป็นโซนนั่งเก๋ ๆ อีก คือจุดถ่ายรูปเยอะแยะเต็มไปหมด และช่วงที่คิดว่าสวย ๆ ก็คือช่วงที่เรามานี่แหละ 4 โมงเย็น แสงกำลังดีเลย และจะสวยอีกทีก็ตอนอาทิตย์ตกดิน

จุด Highlight ที่นี่คือเค้าเลียนแบบรังนกจากบาหลี เอามา Settle ไว้ แล้วก็ตกแต่งร้านสวย ๆ เรียกแขก อาหารเราไม่ได้สั่งเลย เพราะทานกันมาแล้ว เลยสั่งของหวานไป และต้องบอกว่า Toast ที่นี่ดีมาก ต้องลอง

มานั่งเฉย ๆ ก็ไม่ได้ ก็จัดเครื่องดื่มกันสักหน่อย เผอิญ Hoegaarden มาจัดบูธ และมีการบริการปริ้นภาพลงบนฟองเบียร์ด้วย โดยการสั่ง 2 pins เพื่อแลกกับแก้วที่จะได้ปริ้นท์ภาพลงฟอง 1 แก้ว ถามว่าเราเอาไหม ก็นี่ไง ด้านล่างเลย

อ่า… ก็พอหอมปากหอมคอนะ เพราะเราจะไปชมพระอาทิตย์ตกต่ออีกคาเฟ่หนี่ง ซึ่งคาเฟ่นี้ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นผ่าน Feed กันมาบ้างแล้ว นั่นก็คือ Tutu Beach ที่ตกแต่งในโทน Bean bag สีชมพูนั่นเอง

ห่างกันไม่นานเลยครับผู้อ่าน ราว ๆ 15 นาทีก็ถึงเลย แล้วนี่พึ่งรู้ด้วยว่าอยู่ใกล้พัทยาใต้นิดเดียวเอง ทางเข้า และทุกอย่างเหมือนย้อนกลับไป Papa Beach เลย ลึกลับ และที่จอดรถกว้างมาก พอเข้าไปก็ไปจองคิว แต่ที่นี่นานหน่อย รอราว ๆ 30 นาทีกว่าจะได้นั่ง

ภายในร้านตกแต่งเหมือน summer Stay แต่เปป็น Summer Stay ที่ติดหาด บวกกับเบาะนั่งและร่มทุกอย่างเป็นสีชมพู บรรยากาศดี คนมาเยอะมาก จุดถ่ายรูปไม่เยอะเท่า pap Beach แต่ผมชอบที่นี่มากกว่า 

ข้าง ๆ มีเครื่องเล่นกิจกรรมทางน้ำเพียบเลยนะ  ก็ถือว่าเป็นจุดชมวิวอีกแบบหนึ่งไปเลย ตัวร้านปกคลุมด้วยต้นสนด้านข้าง เราไม่ได้สั่งอาหารเลยอ่ะ แต่เราสั่งแอลมาดื่มกัน แล้วก็สั่ง Signature จากทางร้านมาลองทานด้วย ชื่อว่า Pink Sunset อะไรสักอย่าง 

ตัวเครื่องดื่มรสชาติจะคล้าย ๆ ไหมไท แล้วหั่นแอปเปิ้ลสดผสมเข้ามา บอกเลยว่าหวานมาก คือมันดี มันอร่อย ช๊อตกำลังได้ แต่คือกลัวอ้วน ๕๕๕๕๕ เราก็อยู่กันตรงนี้จนพระอาทิตย์ตกดินเลย และนี่ก็คือกิจกรรมวันแรกของพวกเราครับ

ในส่วนของอาหารเย็น ที่พัก เราขอไม่พูดถึงแล้ววกัน  แต่เพื่อน ๆ สามารถหาที่พักผ่าน agoda ได้ เพียงกดเข้าไปที่ลิ้งค์นี้เลย https://invol.co/cllwfy   มีให้เลือกหลากหลายเจ้า เพราะเค้าดีลที่พักไว้เยอะ ครอบคลุม และรบบการจ่ายเงินมีหลากหลายช่องทางด้วย สำหรับคืนนี้ ฝันดีครับ

DAY 2 KOH LARN AGAIN

เมื่อวานสนุกมากนะ ชอบ นี่อยากไปดำน้ำอีก แต่ก็ไม่ได้หรอก เพราะว่าวันนี้เราจอง Half Day Tour ผ่าน mamybooking มาในราคาคนละ 2,300 บาท มาดูกันดีกว่าว่าราคานี้ รวมอะไรให้แล้วบ้าง

  • Private Speed Boat
  • Parasailing 
  • Sea Walker
  • Jet Ski
  • Banana Boat
  • Lunch
  • Guide
  • Haad Ta wan Koh Larn

บ้าบอ นี่พอมาลิสต์ดูว่าได้ไปไหน ทำอะไรบ้าง คือคุ้มมากเลย ยังไงลองเข้าไปดูรายละเอียดตามลิ้งค์นี้

เรานัดเรือไว้ตอน 9 โมงเช้าครับ เรือจะจอดที่หาดตรงข้ามกับพัทยาซอย 11 เราสามารถเอารถเข้าไปจอดที่ทิพย์พลาซ่าได้ราคา 40 บาท จุดนั้นมีที่อาบน้ำด้วย คนละ 20 บาท แต่ไม่สะอาดเท่าไหร่ แต่เอาล่ะ ยังไงก็ต้องจอด และยังไงก็ต้องอาบหลังจากกลับมาขึ้นฝั่ง

ไกด์เดินมาต้อนรับเราขึ้นเรือ สภาพเรือค่อนข้างเก่า แต่ถือว่าใช้ได้ ไม่แย่มาก เพียง 5 นาทีเท่านั้น ก็ถึงโป๊ะกลางทะเลหน้าหาดพัทยา เราขึ้นไปได้สักพัก ก็ต้องงง เพราะทุกอย่างเร็วมาก จู่ ๆ มีเรือใหญ่แล่นมาจอดหลังเรา แล้วคนเป็นร้อย พี่ ๆ พนักงาน parasailing เลยบอกว่า น้องเร็วหน่อย คนกำลังมา

แกถามว่าจะลงน้ำด้วยไหม (ลอยไปแล้วเอาขาจุ่มน้ำ) เราก็บอกว่าเรา เพื่อน ๆ เราพากันใส่ชุดเซฟตี้อย่างรวดเร็ว (เค้าใส่ให้) แล้วจู่ ๆ ก็ร่อนขึ้นไปแบบงง ๆ 

บ้าบอ ถ่ายก็ไม่ทัน และแถมไม่ให้เอากล้องขึ้นไปถ่ายด้านบนอีก เอาล่ะ ก็เพื่อความปลอดภัย และไม่เป็นตัวอย่างให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ เราเข้าไปประจำตำแหน่ง ใส่ชุดเซฟตี้ เดินไปตรงลานร่อน ตีนเปล่า ร้อนสัส พนักงานจับใส่กับร่มร่อ… สัส!!!!!

บินแล้ว บินแล้ว แล้วจู่ๆ เรือก็ลดความเร็ว จนขาเราจุ่มน้ำและลงไปถึงเข่านิดหน่อย ก็พาเราลอยขึ้นฟ้าเลย โห้วววววววว ว้าววววววววววว สนุกมากกกก แม้จะเคยเล่นมาแล้วที่ banana beach ภูเก็ตก็เถอะ แต่ที่พัทยา ข้างบนเย็นดีครับ ทุกคนจะได้เล่นเพียง 3 – 5 นาทีเท่านั้น สำหรับผม มันค่อนข้างปลอดภัยนะ หายห่วงเลย ส่วนใครที่กลัวความสูง ยังไงลองดูสักครั้งครับ ไม่เสียหาย

ถัดจากโป๊ะ Parasailing นั่งเรือต่อไปราว ๆ 10 นาทีก็ถึงเกาะล้านครับ จุดนี้เรายังไม่ขึ้นฝั่ง แต่ไปขึ้นเรือที่หนึ่งที่ขายทริป Sea Walker อยู่ หลาย ๆ คนสงสัยแน่นอน ว่า Sea walker คืออะไร

ก่อนที่เราจะโขว์ภาพ เราขออธิบายคร่าว ๆ ว่า มันคือการลงไปใต้น้ำ กึ่งฟรีดำ กึ่ง Scuba เป็นอะไรที่ไม่เหมือนสักอย่างในที่พูดมา ตึ่งโป๊ะ แล้วมึงจะพูดเพื่อ คือกูจะอธิบายยังไงดี เอาเป็นว่า มันคือการที่มึงเหมือนเอาหมวกอวกาศมาคลุม แล้วก็ลงไปใต้น้ำลึกราว 5 เมตร คือหมวกมันมีกาศด้านใน ก็เกิดแรงดัน ไม่ให้น้ำเข้าไป แล้วหมวกของเราคือต่อสายออกซิเจนไว้ด้วยนะ อธิบายไปเยอะ ไม่รู้รู้เรื่องหรือเปล่า หรือเห็นภาพหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า ให้ภาพอธิบายแทนเลยละกัน

เป็นไงกันบ้าง อารมณ์มันก็จะประมาณนี้นะ คือเราเดินเล่นบนหาดทรายใต้น้ำได้เลย ยังไงลองไปเล่นดูนะ ซึ่งจากจุดนั้น ก็ติดกับหาดตาแหวนแล้วล่ะ จุดนี้เองพอเราซื้อ Half Day Trip มา เค้าจะ support เครื่องเล่นทางทะเลหน้าหาดให้เราด้วยนะ คือเล่นไปหลายรอบเลย ทั้งบานานาโบ๊ท และสกี

ที่ตื่นเต้นคือสกีครับ เพราะนี่โตมาจะ 30 แล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลองขับ สนุกมาก แปลกดี ถ้ามีโอกาสครั้งหน้า คิดว่าไม่พลาดอีกแน่นอน แล้วคือคนดูแลเค้าก็ใจดีด้วย ใจเย็น ค่อย ๆ แนะนำตอนขับ

กาะล้านมาทีไรไม่เคยผิดหวังเลย หาดยังสวย ทรายขาย ทะเลยังใสเหมือนเดิม ครั้งนี้แม้ไม่ได้ทัวร์รอบเกาะ แต่ได้มาแวะที่หาดนี้หาดเดียวก็ชื่นใจแล้ว

อย่างที่บอกว่า package นี้รวมอาหารเที่ยงครับ อาหารพอทานได้ ไม่หวือหวา หรือน่าทานขนาดนั้น รสชาติพอได้ ทานเสร็จก็นั่งเรือกลับขึ้นฝั่งเลย 

ขึ้นฝั่ง อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วรันต่อไปจุดสุดท้ายของทริปเลยครับ นั่นคือ Sea Food Club บางแสน เป็นร้านอาหารทะเลปนคาเฟ่ที่ hot hit สุด ๆ ณ เวลานี้

ทางเข้าเหมือนทุกที่อีกแล้ว คือต้องเข้าไปตามซอยเล็ก ๆ และพอไปถึงลานจอดคือรถเยอะมาก และคนก็แต่งตัวกันเต็มมาก ที่นี่จะเป็นไสตล์บาหลีไปเลย และมีการเอาบอร์ดเซิร์ฟมาตกแต่งด้วย บอกเลยว่าเปิดดูราคาอาหารแล้วพอก่อน น่าทานมาก แต่พอก่อน งือออออออออออ

แต่สุดท้ายก็มาจบกันที่แอบเหมือนเดิม คือบังเอิญมาก ไปเจอพี่ ๆ ที่จุดบูธเมื่อวาน เค้าก็มาจัดต่อกันที่นี่อีก อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น ครั้งนี้จัดไปเลย 5 แก้ว ฟรี 2 พร้อมผ้าพันคอหนึ่งผืน

คือบรรยากาศดีจริง คนเยอะจริง และคือ ถ่ายรูปสวยได้เยอะเลย เราอยู่กันไม่นานครับที่นี่ ไปให้พอรู้ และนี่คือจุดสุดท้ายของทริปสองวันหนึ่งคืนของเรา คิดว่าเพื่อน ๆ น่าจะเอาไปเป็นไกด์ไลน์ได้ จะลดตรงไหน เพิ่มตรงไหน ทำได้หมดเลย สำหรับเรา พอแค่จุดนี้ เพราะเผื่อเวลาขากลับไว้ด้วย ยังไงไว้เจอกันระหว่างทางครับ

สรุปรายจ่ายหลักที่สำคัญ

ค่าทริปดำน้ำแสมสาร คนละ 600 บาท

ค่าที่พัก คนละ 300 บาท

ค่าทัวร์ Half Day Pattaya Activities คนละ 2,500 บาท

ค่าน้ำมันคนละ 200 บาท

นอกนั้นค่ากิน และเบ็ดเตร็ดตามสไตล์ครับ

  

[PALAPILII x CHEVROLET] กิน เที่ยว หัวหิน กับทริปทดลองขับ All New Captiva จากเชฟโรเรต

[PALAPILII x CHEVROLET] กิน เที่ยว หัวหิน กับทริปทดลองขับ All New Captiva จากเชฟโรเรต

สัปดาห์ก่อนนี้ PALAPILII ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ของเชฟโรเลต  (All-New Captiva) ซึ่งเป็นทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน  เพื่อทดลองขับและสัมผัสฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของพระเอกในทริปนี้ ซึ่งการเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพ โดยมีจุดหมายปลายทางคือ หัวหิน  และตลอดเส้นทางก็อันแน่นด้วยกิจกรรมสนุก ๆ มากมาย  และด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตาเราตั้งแต่แรกเห็น ก็อยากจะซิ่งไปซะเดี๋ยวนั้นเลย ฮ่า ๆๆ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ  All-New Captiva  กันก่อนดีกว่า  รอบนี้มีมา 3 รุ่น คือ  3LS, LT และ Premier นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นแล้วนั้น  ภายในก็หรูหราหมาเห่า ไม่แพ้กันเลย  หน้าจออินโฟเทนเมนท์แสดงผลระบบสัมผัส  ขนาดใหญ่ 10.4 นิ้ว  กุญแจอัจริยะ  PEPs ระบบ  keyless entry  พร้อมระบบป้องกันการโจรกรรม  Immobilizer (สำหรับรุ่น LT และ Premier)  ระบบเครื่องเสียง  Infinity by Harman  คุณภาพเยี่ยม  พลังเสียงรอบทิศทางด้วยลำโพง 9 ตัว (เฉพาะรุ่น Premier)

คุณชอน พอพพิท ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารจีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ให้เกียรติเป็นผู้กล่าวเปิดงาน และร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

รถคู่ใจของเราวันนี้ คือรุ่น  Premier  ความรู้สึกแรกที่ขึ้นมานั่งคือมันว้าววมาก ทุกอย่างภายในรถมันดูหรูหราไปหมดเลย   ออกเดินทางกันเลยดีกว่า 

เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯประมาณ 2 ชั่วโมง  ก็แวะดื่มกาแฟกันที่ร้านบรูดา  ซึ่งตกแต่งภายในเหมือนเราได้อยู่ร่วมกับวาฬบรูด้านั่นเอง ซึ่งตัวมือถือเองสามารถซิงค์เข้าไปอยู่ใน monitor ตัวรถ ทำให้สะดวก ไม่ต้องมาคอยพะวงดูแผนที่จากมือถือเหมือนแต่ก่อนแล้ว

นอกจากที่นี่มีเมนูเครื่องดื่มแสนอร่อย ยังมีของฝากให้เพื่อน ๆ ได้แวะชม ชิม ช้อป กันเต็มที่ และยังเป็นมุมเช็คอินถ่ายรูปเก๋ ๆ อีกด้วย 

มากไปกว่าภายนอกที่น่าดึงดูดแล้ว พระเอกของเรายังจัดเต็มด้วยระบบ กล้องมองภาพรอบทิศทาง  360 degree Camera 4 ตำแหน่งรอบคันเฉพาะ รุ่น Premier ทำให้การขับเอย จอดเอย ถอยเอย นั้นปลอดภัย และสะดวกสุด ๆ

ขับกันต่อมาเรื่อย ๆ  เราก็มาแวะทานมื้อเที่ยง กันที่ร้านอาหาร  Air Space

ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก ขอหม่ำให้เต็มที่ พร้อมลุยกิจกรรมช่วงบ่ายที่ทางทีมงานแอบมากระซิบว่าเป็นกิจกรรมเบา ๆ  ว่าแต่…จะเบาจิงหรอว๊า > <

หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนของีบแป๊บบ  เฮ้ยไม่ใช่! อิ่มแล้วต้องไปต่อเซ่  จุดหมายต่อไปคือศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี  เพื่อรับภารกิจต่อไป  จะเป็นอะไรนั้นต้องตามไปดู

วันนี้อากาศดี ทดลองเปิด Sun Roof ขับให้เหมือนช่วงหน้าหนาวซะหน่อย ซันรูฟยาวไปถึงข้างหลังเลยแก  อยากจะโผล่หัวขึ้นไปยืนรับลมแต่ก็เกรงกลัวแดด ไว้รอร่ม ๆ ก่อนละกันเนอะ 

ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี  เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ย้อนหลังไปเมื่อ 10 กว่าปีเคยเป็นนากุ้งที่ได้รับสัมปทาน แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาที่ปราณบุรี กรมป่าไม้ได้สนองพระราชดำริด้วยการยกเลิกสัมปทาน นากุ้ง แล้วรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมเร่งฟื้นฟูป่าชายเลนและกำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการปลูกป่าและพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนในเวลาต่อมา

กิจกรรมของเราจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มเพื่อนปฏิบัติภารกิจ  4 ภารกิจด้วยกัน

1. ค้นหาจิกซอว์ให้ครบตามภาพที่กำหนดในบริเวณเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อข้ามไปยังด่านต่อไป 

2. ตอบคำถาม 5 ข้อเพื่อนที่จะไปด่านที่ 3

3. ต่อรูบิคพร้อมกับถ่ายรูปแต่ละทีมอัพลงโซเชียลพร้อมกับติดแฮชแท็ก #Chevrolet #AllNewCaptiva

4. กิจกรรมสุดท้าย คือให้ทุกคนได้มีโอกาสเพาะเมล็ดโพธิ์น้ำร่วมกัน  จำนวน 80 เมล็ด

หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมทั้งหมดแล้วนั้น เรามาลองนึกย้อนกลับไปว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นนากุ้งร้างจริง ๆ หรอ เพราะวันนี้ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวามาก  เพราะได้รับความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากหลาย ๆ ฝ่าย ช่วยกันฟื้นฟูสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เราคิดว่า ยังมีอีกหลายจุดในไทย ที่ต้องการคนช่วยอนุรักษ์และซัพพอร์ตแบบนี้นะ

ออกเดินทางกันต่อ ซึ่งที่พักของเราคืนนี้คือ  So Sofitel หัวหิน จากจุดนี้ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 10 นาที

ระหว่างทางเราก็ไม่ลืมเปิดเพลงชิวๆ เพราะรุ่นนี้ให้มาเต็มกับระบบเสียง Infinity by HARMAN พร้อมลำโพง 9 ตัว ฟังเพลงดัง ๆ เพลิน ๆ กันไปเลยจ้า

จริง ๆ เราเคยรีวิวที่นี่ไว้แล้วครั้งหนึ่ง เพื่อน ๆ สามารถชมรีวิวเฉพาะที่ Sofitel Hua Hin ได้ที่ลิ้งค์นี้เลย https://www.palapilii.com/archives/9815

ที่พักของเราคืนนี้ น่านอนใช่มะหละ  ถ้ามาที่นี่อย่าลืมถ่ายรูปกับเจ้ากระต่ายน้อยหน้าโรงแรม So Sofitel หัวหิน  ด้วยนะ ซึ่งกุสโลบายของเค้าคือ ให้เจ้ากระต่ายเป็นตัวแทนของผู้ฝากเวลาไว้ ใครที่มาพักที่นี่ จะต้องฝากเวลาความวุ่นวายในชีวิตจริง เพื่อมาพักผ่อนที่นี่ให้เต็มร้อยเปอร์เซ็น หลังจากกลับบ้า ก็ค่อยแวะมาเอาเวลากลับบ้านไปพร้อมกับพลังงานที่พร้อมไปลุยกับชีวิตอันแสนโหดร้ายต่อไปนั่นเอง

หลังจากเราอาบน้ำพักผ่อนกันเสร็จเรียบร้อย  คืนนี้เรามีนัดปาร์ตี้กันเบาๆ บริเวณริมหาดของโรงแรม

หลังจากปาร์ตี้จบลง ก็หลับสนิทไปเลยยย นอนสบายในบรรยากาศฝนตกเบา ๆ จนไม่อยากตื่นกันเลยทีเดียว กลิ่นไอของฝนตอนนี้ทำให้ไม่อยากกลับกรุงเทพเลย

ก่อนที่เราจะไปทำกิจกรรมสุดท้ายของทริปนี้  เราไปหม่ำมื้อเช้ากันก่อนดีกว่า  กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อัดแน่นกันจุก ๆ ไปเลย ฮ่า ๆๆๆๆ  ซึ่งอาหารเช้าของที่นี่ ต้องบอกก่อนเลยว่า เยี่ยมยอดมาก มีหลากหลาย ไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญ รสชาติโอเคมาก ๆ ด้วย

กิจกรรมสุดท้ายสำหรับทริปนี้  คือการวาดภาพสีน้ำกับคุณ ‘กวาง’ – สิรินาฏ สายประสาท เจ้าของเพจ SIRI   เพียงแรกพบสบตากับลุคที่สะดุดตาของคุณกวางทำให้เรายิ้มไปโดยไม่รู้ตัว การพูด การลงลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมันดูน่ารักไปหมดเลย

เสร็จจากกิจกรรมาทั้งหมดก่อนกลับกรุงเทพได้ทานมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหารครัวห้วยทราย ใครที่ชอบความแซ่บ ความสด ถึงเครื่งถึงพริกและราคาไม่แพงบอกเลยห้ามพลาด

สุดท้ายนี้สำหรับเชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ เป็นรถ 7 ที่นั่งสำหรับครอบครัวจริงๆ  ด้วยพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง หลังคาที่สูง หน้าจอสัมผัสใหม่ขนาด  10.4 นิ้ว  กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และพาโนรามิก ซันรูฟ 

ส่วนราคาทั้ง 3 รุ่น

LS – ราคา 999,000 บาท

LT – ราคา 1,099,000 บาท

Premier – ราคา 1,199,000 บาท

สอบถามได้ที่ศูนย์เชฟโรเลต หรือ www.facebook.com/chevyclub

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

16 Highlights ประทับใจ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ต้องห้ามพลาด [ Local People Brought Me Here ]

16 Highlights ประทับใจ สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง ที่ต้องห้ามพลาด [ Local People Brought Me Here ]

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนเลย ผมชื่อไมนะครับ ซึ่งในบทความนี้จะแทนตัวเองว่าไมตลอด กลัวคนอ่านจะสับสนกับคำว่า ” ไม่ ” เดี๋ยวหาว่าพิมพ์ตก นั่นแหละครับ วีคที่ผ่านมาไมมีโอกาส แหนะ… เชื่อว่าบางคนต้องอ่านว่า ” ไม่มีโอกาส ” แน่ ๆ นั่นแหล ะไมมีโอกาสได้ไปทัวร์พัทลุงแบบคนโลคอลกับน้อง ๆ ที่นี่ ซึ่งตลอดเวลา 2 วัน 1 คืนที่มาอยู่ที่นี่ ขอบอกก่อนเลยว่ายับมาก ๆ แต่ก็ไม่พลาดที่จะสรุป 16 Highlight ประทับใจ สถานที่ท่องเที่ยวมาให้เพื่อน ๆ ได้ปักหมุดจุดที่สนใจเพื่อตามรอยทริปนี้แน่นอน

ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นไว้เลยว่า ทริปนี้จะออกแนวท่องเที่ยวชุมชนหน่อย ๆ เป็นการเที่ยวแบบให้กำลังใจชุมชน ให้คนในพื้นที่ได้มีกำลังใจ เกิดการหมุนเปลี่ยนการเงินที่สะพัดเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนนั้น ๆ มากขึ้น และหากใครที่จะตามรอย 16 Highlight สถานที่ท่องเที่ยวแนวชุมชนในบทนี้ละก็ เตรียมท้องว่าง ๆ ไว้ได้เลยนะ เพราะของกินจุกจิกจะมีอยู่ทุกจุด Check in เลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไป Highlight แรกกันเลย

1. ควายน้ำ

Location: อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 93150

โห… เห็นครั้งแรกต้องสะดุดเลย ควายที่นี่เลี้ยงกันมานับร้อย ๆ ปี คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักควายพันธุ์นี้ แต่หลังจากสร้างสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เชื่อมจากพัทลุงไปสงขลา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสะพานเอกชัย คนผ่านไปมามากขึ้น เห็นตัวดำ ๆ เขางามตาหวาน อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ว่ายดำผุดดำว่ายอยู่กลางบึง โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ในปากจะเต็มไปด้วยหญ้ากระจูดหนู หรือหญ้าข้าวผี เต็มปาก…ควายน้ำเลยเริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนนับตั้งแต่นั้นมา

คือด้วยพฤติกรรมที่ต่างจากฝูงสัตว์ชนิดอื่นที่มีตัวผู้เป็นจ่าฝูง ควายน้ำ ทะเลน้อยจะมีตัวเมียเป็นหัวหน้าฝูง ชาวบ้านเรียกขานให้เป็น ‘แม่โยชน์’ จะทำหน้าที่นำทาง เฝ้าระวังภัย ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตในน้ำ ลูกควายและตัวที่อ่อนแอ จะอยู่รวมกันกลางฝูง ตัวที่แข็งแรงจะล้อมป้องกันภัย บริเวณไหนน้ำลึก ลูกควายจะเอาปากเกยเกาะบั้นท้ายแม่ไปตลอดทาง

การเลี้ยงถูกปล่อยอิสระ ไม่มีการสนตะพายจมูก ควายตัวผู้จึงมักหนีไปฝูงอื่นแต่กว่าจะเข้าฝูงใหม่ได้ต้องชนะใจควายตัวเมีย กว่าจะกลับเข้าฝูงได้ บางครั้งตัวผู้ต้องใช้เวลาเดินตามตื๊อรอบ ๆ ฝูงนานเป็นเดือนแหนะ ซึ่งวิวที่เราเห็นจากระยะไกล คือสวยมาก เหมือนไปแอฟริกาเลย แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงน้ำลดล่ะ เลยไม่เห็นควายอยู่ในน้ำ ถ้าเป็นช่วงน้ำขึ้นนะ คงได้เห็นควายน้ำ ตามชื่อสมใจ และข่าวดีคือ หลายฝ่ายพยายามจะทำให้สถานที่แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเกษตรโลก (GIASH : Globally Important Agricultural Heritage Systems) ให้ได้ภายในปีนี้ เพราะไม่มีอะไรแบบนี้ในประเทศอื่นเลย มีแค่ในไทยเท่านั้น

2. ทะเลบัว (ทะเลน้อย)

Location: ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ที่นี่คือทะเลสาบน้ำจืด ที่ตั้งอยู่ใน ตำบลนางตุง และ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีคลองนางเรียมยาว 2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อยได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย แต่ประชาชนมักเรียก กันว่า “อุทยานนกน้ำทะเลน้อย” ซึ่งนับเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทยเลยล่ะ และด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลน้อย ทำให้พื้นที่ “พรุควนขี้เสี้ยน” ของทะเลน้อยได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ “แรมซาร์ ไซด์” (Ramsar Site) แห่งแรกในเมืองไทยนั่นเอง

ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือการล่องเรือชม “ทะเลบัวแดง” หรือ “ทะเลบัวสาย” พันธุ์บัวที่มีขึ้นอยู่มากที่สุด คือมาได้เฉพาะช่วงเช้าด้วยนะ เพราะบัวจะบานตอนเห็นแสงแรก ซึ่งบัวจะไม่เหี่ยว และดูเปล่งปลั่งเต็มท้องน้ำ ในบริเวณที่มีบัวชนิดนี้ขึ้นอยู่ ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันความงามคู่ทะเลน้อยเลยล่ะ และใครมาไม่ทันช่วงเช้าก็ต้องแสดงความเสียใจด้วย เพราะช่วงสายบัวก็จะหุบแล้ว

ดอกบัวจะเริ่มบานตั้งแต่กลางเดือน ก.พ – เม.ย. ฉะนั้นช่วงที่เราไปเลยไม่เยอะเท่าที่ควร แนะนำให้มาช่วงที่บอกไปนะ สวยมาก จริง ๆ นอกจากนี้ระหว่างนั่งเรือชมดอกบัว ยังสามารถชมพืชพันธุ์น่าสนใจ อื่น ๆ อีกเพียบ รวมถึงนกกว่า 287 ชนิด มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมาจากที่อื่น ตามฤดูกาล เช่น นกกาบบัว นกกุลา นกอีโก้ นกระยาง นกกระสานวล นกกระสาแดง นกกาเล็กน้ำ นกแขวก นกเป็ดน้ำ นกกระทุง นกนางนวล นกกระเด็น นกกระสาแดง ฯลฯ และช่วงพีคคือช่วงหน้าหนาวนี่แหละ เป็นแสนตัวเลย

3. แสงแรกที่ท่าเรือปากประ

Location: ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ท่าเรือปากประเรียกได้ว่าเป็นท่าเรือยอดฮิตของพัทลุงเลยนะ เพราะคนที่มาที่นี่จะต้องเอารถมาจอดและล่องเรือหางยาวออกนอกทะเลอันกว้างใหญ่ไปกว่าสองชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งตัวท่าเรือปากประเอง ก็มีชุมชน และที่พักหลายจุดให้เพื่อน ๆ ได้มาพักผ่อนกันที่นี่ และเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดของพัทลุง

โดยการล่องเรือเนี่ย เค้าจะพาเราไปชมวิธีชีวิตของคนที่นี่ หลายครั้งที่เพื่อน ๆ ได้เห็นอวนแหจับปลากลางทะเลน้อยแห่งนี้ ก็คืออยู่บริเวณท่าเรือปากประนี่แหละ เสียดายที่วันที่เราไปมีไฟป่าจากอินโดฯ ไหม้ไม่หยุด ทำให้ควันจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตัวภาคใต้ในหลายเขตส่วนถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควัน

นั่งเรือกันไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นบางจุดที่ชาวบ้านเค้ามาปลูกข้าวกินกันด้วย นี่งงมาก ปลูกข้าวในทะเลได้ด้วยหรอ แต่เห้ย!! มันได้ว่ะ อาจจะเป็นช่วงที่โซนนี้มันปนน้ำจืดน้ำเค็มกัน เลยสามารถปลูกได้อยู่ คิดว่าช่วงที่ข้าวสุก จุดนี้น่าจะสวยงามไม่น้อย

ธรรมชาิตสองฝั่งทำให้เราเพลินจนบางขณะก็เผลอหลับไป เพราะตื่นกันเช้ามาก ๆ ไม่นานก็มาถึงพื้นที่ที่เป็นลานหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ที่มีฝูงนกนานาพันธุ์บินกันให้วุ่น จุดนี้เองปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ไม่งั้นสัตว์หลากชนิดคงไม่มาวิ่งเล่นกันที่นี่แน่ ๆ

4. สะพานเอกชัย

Location: ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

หากใครได้ไปทะเลน้อยมาแล้ว มองไปไกลหน่อย เราจะเห็นสะพานที่คิดว่าน่าจะยาวที่สุดในประเทศไทยแล้วล่ะ แต่เสียดาย ไม่สามารถบินมุมสูงเก็บภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ Drone พังหรอ เปล่า!! ลืมเอาเมมใส่มาด้วย แงงงงงง แต่ก็ไม่เป็นไร หากเพื่อน ๆ อยากเห็นภาพบรรยากาศ เราก็ได้ Live ไว้ที่เพจเราแล้ว สามารถตามไปดูได้ที่ลิ้งค์นี้เลย

โดยเจ้าสะพานแ่หงนี้ชื่อ “สะพานเอกชัย” เป็นส่วนหนึ่งของ ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เป็นสายทางที่สร้างตามแนวระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวงของทะเลสาบสงขลา ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างถนนลูกรังกันมาก่อน แต่มีปัญหาถนนพังชำรุดง่ายและเมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็ยังเป็นแนวขวางทางระบายน้ำระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้สร้างสายทางตามโครงการภายใต้แผนบูรณาการงบประมาณพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

โดยให้กรมทางหลวงชนบทเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวเฉพาะส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 จำนวน 50 ล้านบาท และใช้งบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2549 ในการดำเนินก่อสร้างต่อไปอีก 549 ล้านบาท โดยเส้นทางในช่วงที่ 2 เป็นทางยกระดับระยะทาง 5.450 กิโลเมตร นั้นเอง

5. ข้าวสังข์หยด

Location: หมู่ที่ 5 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาที่นี่ทุกคนจะได้รู้จักคำว่า ” ข้าวสังข์หยด ” ครับ ข้าวสังข์หยดมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวปนสีแดงจาง ๆ จนถึงสีแดงเข้ม ข้าวกล้องมีสีแดง เพราะมีแอนโทไซยานินอยู่ในเยื่อชั้นนอกของข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือเมื่อขัดสีบางเมล็ดมีสีขาวใส แต่ส่วนใหญ่ลักษณะขุ่นขาว เมื่อหุงสุกจะนุ่มมากและยังคงนุ่มอยู่ เมื่อเย็นลงจะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเจ้าตัว ” ข้าวสังข์หยด ” นี่แหละ ที่เป็น Highlight ของที่นี่

เราจะได้เรียนรู้วิธีการและกระบวนการการทำข้าวสังข์หยดจากคุณลุงคุณป้า ได้เห็นถึงหลักโภชนาการของ Product ตัวนี้ ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการมากแค่ไหน ซึ่งถือว่าข้าวสังข์หยดเนี่ย เป็นข้าวชื่อดังของจังหวัดพัทลุงเลยนะ เราได้ลองทาน ก็ต้องขอบอกว่า กรอบนอกนุ่มใน และหอมมันมาก ๆ

ซึ่งหากใครมาที่วิสาหกิจชุมชนอ่านช้างฯ แห่งนี้ อาจจะต้องอยู่นานหน่อย เพราะมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการทำข้าวสังข์หยดแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ และของกินพื้นเมืองให้เราได้ลองสัมผัสกันด้วย

6. สานกระเป๋าจากใบกระจูด

Location: หมู่ที่ 5 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ต่อจากข้อสองเลยคือใครที่ชอบกิจกรรมทำเองรับรองว่าต้องชอบที่นี่ นอกจากที่นี่จะเป็นการรวมเอาหลักการของข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ มาทำให้เป็นวัตถุดิบหลักของโครงการแล้ว ยังมีกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลมาสัมผัสกับประสบการณ์ต่าง ๆ ณ ที่แห่งนี้ด้ว่ย

มาที่นี่เพื่อน ๆ จะได้ลองสานกระเป๋าด้วยตัวเอง ที่ใช้วัตถุดิบจากใบกระจูด นำมาตกแห้ง จนสามารถนำมาทำกระเป๋าสานเพื่อใช้งานจริง ๆ ได้ ตัวกระเป๋าจะใช้วัตถุดิบจากใบกระจูด สวนสายสะพายเนี่ย จะทำจากหญ้าแฝกที่อาบแดดให้แห้งแล้ว บางใบ สามารถย้อมสีได้ด้วย

นั่งคุยกับคุณป้า ถามว่ากระเป๋าหนึ่งเป๋าอย่างที่เห็นในภาพ ใช้เวลากี่ชั่วโมงกว่าจะทำเสร็…ไม่ถึงจ้าาา!!! คุณป้าสวนกลับมาเหมือนตีลูกสแมชกลางสนามเทนนิสเข้ามากลางอกผม ปั๊ดโถ่!!! มันทำง่ายขนาดนี้เลยหรอป้า สรุปคือใบหนึ่ง ป้าใช้เวลาราว ๆ 30 นาทีเท่านั้น

เห็นแบบนี้เนี่ย ราคาไม่แพงเลยนะ ขายแค่ 100 บาททุกใบเท่านั้น และไม่ใช่แค่กระเป๋าสาน ยังมีผ้ามัดยอมสีธรรมชาติ ที่ทำมาจากดอกไม้ พ์ช และดินด้วย เพื่อน ๆ สามารถลองทำเองได้ ทำลายไหนก็ได้ เอาไปเป็นของฝากหรือใช้เองเลย

7. ทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ

Location: หมู่ที่ 5 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

เรายังคงอยู่ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจนะ เรียนรู้วิธีการทำข้าวสังข์หยดไปแล้ว สานกระเป๋าใบกระจูดไปแล้ว ก็มาถึงการทำผ้ามัดยอมกันบ้าง จะมีคุณป้ามาแนะนำวิธีการทำลาย คุณป้าบอกว่า พอย้อมเสร็จ ก็ต้องเอามาแช่น้ำปูนใสก่อน จากนั้นก็ล้าง ๆ แล้วก็เอาไปตากให้แห้ง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ… มันจะตกสีไหม ตกสิอิบ้า มันก็ต้องตกก่อนช่วงแรก แต่หลังจากนั้นคุณป้าคอมเฟิร์มเลยว่า ไม่ตกแน่นอน สงวนขายที่ผืนละ 100 บาท ราคาเดียว ทั้งปลีกทั้งส่ง

นอกจากนั้นก็จะมีอาหารพื้นบ้าน และขนมคนที ที่ทำจากพืชเศรษฐกิจให้เราได้ทานกัน จริง ๆ เราเองก็สามารถทดลองทำขนมเองได้ด้วยแหละ มาที่นี่ นอกจากจะได้มาเรียนรู้วิธีการแปรรูปข้าวแล้ว ก็ยังมีอีกหลายกิจกรรมให้เพื่อน ๆ ได้ลองทำอย่างที่เราได้มาสัมผัสในครั้งนี้เลย หากมีโอกาส จุดนี้เองก็ควรทิ้งเวลาไว้เลยสักชั่วโมงสองชั่วโมงครับ

เอาจริง เคยเห็นผ้ามัดยอมขายตามถนนคนเดินบ่อยมาก แต่พอได้ลองมาทำเอง แล้วรู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ เลย มันอาจไม่สวยสุด แต่มันโอเคที่เป็นสิ่งที่ทำมาจากฝีมือเรา ยังไงใครไปพัทลุงไม่อยากให้พลาดเลย กิจกรรมเหล่านี้

// photos is coming //

8. สาคูจากต้นสาคู

Location: 167 ม.13 ตำบล เกาะเต่า อำเภอ ป่าพะยอม พัทลุง 93210

สวนเกษตรทองคำ เป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมชอบมาก ๆ คือมีโอกาสได้ไปกับคนโลคอล เราก็จะรู้อะไรเกี่ยวกับโลคอลเยอะครับ คิดว่าเพื่อน ๆ เคยทานสาคูน้ำกระทิกันมาบ้าง แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่าเหล่านั้นทำมาจากแป้งที่ประดิษฐ์กันเอง ไม่ใช่จากต้นสาคูแท้

// photos is coming //

ซึ่งต้นสาคูแท้เนี่ย จะมีลักษณะเป็นไบมะพร้าว คือนี่ก็ไม่ได้ถ่ายภาพมา มัวแต่ทานอยู่ ทั้งต้นสาคู ทั้งสาคูน้ำกระทิ คือเอาเป็นว่า ไม่ได้ถ่ายภาพมาเลยจุดนี้ มัวแต่กินข้าว กับกินของหวาน ฮ่า ๆๆๆ

// photos is coming //

แต่ก็จะเล่าง่าย ๆ ว่า ต้นสาคูเนี่ย ใบมัน เค้าใช้เอาไปทำเป็นหลังคา ส่วนต้นมันเนี่ย พอเราตัดลำต้นออก ลำต้นจะมีแป้งอยู่ ซึ่งเค้าจะนำแป้งนั้นล่ะ มาขูดเอาแป้งเก็บไว้ และทำเป็นแป้งสาคูให้เราเอามาทานกัน ซึ่งก็ไม่ได้ทำได้แค่ขนามหวานอย่างเดียว ยังทำเมนูอื่นได้ด้วย

นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังมีการคั่วลูกประกับเม็ดทราย ลูกประเนี่ยจะคล้าย ๆ อินทผาลัม แต่จะเรียวกว่า สามารถหาได้ตามเนินเขา รสชาติหวานมัน คือบ้านของคุณลุงทองคำต้องบอกเลยว่าเกษตรกรของจริง ทุกยอ่างอินทรรีย์หมด มีอากาศได้เดินรอบสวนแก คืออึ้งเลย เหมือนอยู่ในวิชาเกษตรสมัยอยู่ประถม สิ่งที่เรียนมาทุกอย่าง มีอยู่ที่นี่หมด เหมาะสำหรับเด็ก ๆ มาทัศนศึกษามาก ๆ

9. วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี

Location: ตำบล ชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง พัทลุง 93000

วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก หลัก ๆ จะเป็นการเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ ไหว้ศาลาหลักเมืองเอย ชมถ้ำน้ำ บ่อน้ำศักสิทธิ์ ในยอ ถ้ำพระ ป้อมปราการรูปดาว และอีกอื่น ๆ มากมาย

โดยตามหลักฐานที่ได้บันทึกเก็บไว้มาตั้งแต่อดีต ก็ระบุว่า เมืองพัทลุงเขาชัยบุรี จัดตั้งขึ้นเป็นเมืองสมบูรณ์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา หรือ เมื่อประมาณ พ.ศ.2223 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเมืองพัทลุงที่ตั้งอยู่ที่หัวเขาแดงของจังหวัดสงขลาในปัจจุบัน ถูกกรุงศรีอยุธยาปราบแล้วเผาทำลาย เมื่อปี พ.ศ.2185 เป็นเพราะว่า สุลต่าน สุลัยมาน เจ้าเมืองหัวเขาแดง ได้ประกาศตั้งตนเป็นอิสระ เรียกกันว่า รัฐสุลต่าน เมื่องพัทลุงเขาชัยบุรี ได้มีเจ้าเมืองปกครองจำนวน 9 คน โดยมี ฟาเพรีซี หรือ ตาเพชร น้องชายของ สุลต่าน สุลัยมาน เป็นเจ้าเมืองคนแรก

ปัจจุบันจังหวัดพัทลุง โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง และหน่วยงานของป่าไม้ ได้ใช้งบประมาณพัฒนารอบๆ เขาเมือง ประกาศให้เขาเมืองเป็นวนอุทยาน ปรับปรุงบริเวณให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการกำหนดทางเดินป่าไปสู่จุดชมวิว ศึกษาธรรมชาติเขาหลักช้าง เดินจากพื้นที่ราบขึ้นสู่ยอดเขาสูงประมาณ 970 เมตร

นอกจากนี้ ชาวบ้านบริเวณเขาเมือง ยังได้สำรวจพบถ้ำน้ำขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า ทะเลภูเขา ที่มีน้ำขังภายในถ้ำตลอดทั้งปี เมื่อได้เข้าสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดก็พบว่า ถ้ำน้ำเมืองเก่าชัยบุรี ตั้งอยู่กลางป่าเขาเมือง ต้องเดินเท้าปีนที่สูงจากพื้นที่ราบขึ้นไปบนยอดเขาประมาณ 200 เมตร ก็จะพบกับปากถ้ำที่เป็นช่องแคบ ๆ ภายในถ้ำไม่มีแสงสว่าง ต้องใช้ไฟส่องเข้าไปในถ้ำ ก็พบว่า ถ้ำน้ำเป็นถ้ำ 3 ชั้น ๆ แรก เป็นห้องโถงที่ไม่ใหญ่นัก ชั้นที่ 2 เป็นถ้ำน้ำที่กว้างลึก ผนังถ้ำและเพดานถ้ำจะมีลวดสายสวยงามแปลกตา ส่วนชั้นที่ 3 เป็นห้องโถงอยู่เหนือน้ำ มีหินงอกหินย้อยสวยงามทั่วบริเวณ ซึ่งเราไม่มีเวลาไปสำรวจ เสียใจมาก

จริง ๆ เมืองเก่าชัยบุรี ถ้าจะเที่ยว คือต้องเที่ยวครึ่งวันเลย เพราะมีจุดหลายจุดที่ต้องเดิน และขึ้นเขา หากใครจะมาที่นี่ แนะนำให้พกแว่นกันแดด และทาครีมกันแดดมาด้วย เพราะแดดแรงมากแม่จ๋าาาาา….

10. วัดเขาอ้อ

Location: ตำบล มะกอกเหนือ อำเภอ ควนขนุน พัทลุง 93110

มีบันทึกชื่อสำนักเขาอ้อในหนังสือโบราณเล่มหนึ่งที่อยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยพาราณสีในประเทศอินเดีย ซึ่งในบันทึกมีใจความว่าแต่เดิมสำนักเขาอ้อเป็นสำนักทิศาปาโมกข์ คือเป็นที่บำเพ็ญพรตของพราหมณ์ผู้ทรงวิทยาคุณทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เชื่อพระวงศ์ หรือวรรณะกษัตริย์ และลูกหลานผู้นำ เพราะพราหมณ์เป็นชนชั้นรักสงบมีธาตุแห่งความประนีประนอมสูง มีความคิดกว้างไกล เป็นชนชั้นนักการศึกษาชนชั้นแรกของโลกโดยนอกจากจะมีวิชาเกี่ยวกับการปกครองตามตำราธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีเรื่องพิธีกรรม ฤกษ์ยาม การจัดทัพตามตำราพิชัยสงครามตลอดไปถึงไสยเวทย์ และการแพทย์

การสืบทอดวิชาในสำนักเขาอ้อได้ดำเนินมาจนกระทั่งถึงพราหมณ์รุ่นสุดท้ายท่านได้เล็งเห็นถึงสถานการณ์ว่าไม่สามารถที่จะต้านกระแสศรัทธาของศาสนาพุทธได้แน่แล้วจึงคิดหลอมสำนักเขาอ้อเข้ากับศาสนาพุทธและกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดรับสืบทอดวิชา และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อซึ่งพราหมณ์ผู้บรรลุพระเวทย์หลายท่านได้ฝังร่างไว้ที่นี้ก็จะถูกปล่อยให้รกร้าง ประกอบกับขณะนั้นอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาได้แผ่เข้ามาถึงตัวจังหวัดพัทลุงแล้ว จึงได้ตัดสินใจนิมนต์พระรูปหนึ่งมาจากวัดน้ำเลี้ยว วัดน้ำเลี้ยวปัจจุบันเป็นวัดร้างหมดสภาพความเป็นวัดแล้ว” มีนามว่า พระอาจารย์ทองให้มาอยู่ในถ้ำแทนและมอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของบูรพาจารย์พราหมณ์พร้อมถ่ายทอดวิชาให้และมอบสำนักให้กลายเป็นที่พักสงฆ์จึงกลายมาเป็น “วัดเขาอ้อ”

แม้ว่าสำนักเขาอ้อจะกลายมาเป็นสำนักสงฆ์แล้ว แต่ก็ยังคงสืบทอดหน้าที่เป็นสำนักเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนต่อมาอีกหลายร้อยปี แต่ว่าเมื่ออยู่ในความปกครองของพระภิกษุ บรรดาศิษย์ที่เข้าเรียนในสำนักนี้มีหลายชนชั้นไม่เหมือนกับสมัยพราหมณ์ปกครองอยู่เปิดโอกาสให้แก่เชื่อพระวงศ์ หรือวรรณะกษัตริย์ และลูกหลานผู้นำเท่านั้น ซึ่งต่อมาในปี 2284 พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพุทธรูปหล่อสำริด 1 องค์ และหล่อด้วยเงิน 1 องค์แก่วัดเขาอ้อสร้างโดยเชื้อพระวงศ์ที่เคยมาศึกษาวิทยาการที่สำนักเขาอ้อมีนามว่า เจ้าอิ่ม กับ เจ้าฟ้ามะเดื่อ

ซึ่งในสมัยพระมหาอินทราชท่านได้ทำการบูรณะพระพระพุทธรูปในถ้ำ 10 องค์ แทนพระบารมี 10 ทัดของพระพุทธองค์ สร้างอุโบสถขึ้น 1 หลัง สร้างพระพุทธบาทจำลอง พระพุทธไสยาสน์ 1 องค์ พร้อมด้วยมณฑปไว้บนเขาอ้อ และสร้างเจดีย์ไว้บนเขาอ้อ 3 องค์ แล้วท่านก็ไปจากวัดเสีย ต่อมาปะขาวขุนแก้วเสนาและขุนศรีสมบัติพร้อมกับชาวบ้านใกล้เคียงไปนิมนต์พระมาหาคงให้มาอยู่ต่อที่วัด ต่อมาก็มีเจ้าอาวาสปกครองวัดเขาอ้อต่อกันมาหลายสิบรูปล้วนแต่มีความเชี่ยวชาญทางไสยเวทย์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคใต้ ซึ่งตอนที่มีโอกาสได้เข้าไปในถ้ำ ก็รับรู้ถึงพลังบางอย่างเลยล่ะ คือน่าเข้าไปนั่งสมาธิด้านในมาก และไม่ควรเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

11. กะลาแลนด์

Location: หมู่ 1 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

คือต้องบอกเลยว่าไม่ได้หมายถึงประเทศไทยนะ กะลาแลนด์เนี่ย แต่หมายถึงกลุ่มคนที่นำเอากะลามะพร้าที่เหมือนเป็นเพียงเศษวัสดุที่ไม่มีราคาเท่าไหร่ มาทำให้สามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งลุงปลื้มเค้ามองเห็นแง่งามอันเลอค่าของกะลา และสร้างสรรค์ให้วัสดุที่ไร้ราคาชิ้นนี้กลายเป็น “กะลาเงินล้าน” ที่สร้างชื่อเสียงให้กับพัทลุงไปเลยล่ะ

อีกทั้งยังสืบสานงานหัตถกรรมกะลามะพร้าวแห่งแดนใต้ให้โด่งดังน่าทึ่งกว่านั้นจากกะลามะพร้าวธรรมดา คือการสร้างอาชีพและเม็ดเงินให้กับชุมชนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยในปี พ.ศ. 2536 กลุ่มหัตถกรรมกะลามะพร้าวมีรายได้จากการจำหน่ายผลงานมากถึง 3.4 ล้านบาทเลยทีเดียว และด้วยรายได้ที่มากมายเช่นนี้เอง จึงเป็นที่มาของฉายา “หมู่บ้านกะลาเงินล้าน” ที่ใคร ๆ พากันยกย่องศูนย์รวมหัตถกรรมกะลามะพร้าวแห่งนี้

พอเราเข้าไปภายในศูนย์ฯ  นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิต พร้อมกับชื่นชมงานหัตถกรรมกะลามะพร้าวหลากหลายรูปแบบตั้งแต่พวงกุญแจรูป เครื่องประดับ เครื่องแต่งกายสุภาพสตรี เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน ไปจนถึงของประดับตกแต่งบ้าน อย่างโคมไฟและตะเกียงเจ้าพายุ ที่ออกแบบได้อย่างประณีตสวยงาม มีสไตล์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือแม้กระทั้งกลองให้จังหวะ คุณลุงก็สามารถนำกะลามะพร้าวมาประยุกต์ใช้ได้

เป็นอีกจุดที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ และเตรียมเงินดี ๆ เลย เพราะของฝากแต่ละอย่าง น่าซื้อมาก และที่มากไปกว่ากะลามะพร้าว คุณลุงยังเอาบางส่วนของต้นมะพร้าว มาทำเป็นวัสดุที่สามารถใช้ได้ในครัวเรือนอีกด้วย เรียกได้ว่า ใช้ทุกส่วนของต้นมะพร้าวจริง ๆ

// photos is coming //

12. ล่องแก่งหนานมดแดง

Location: ทางหลวงชนบท พัทลุง 3140 ป่าพะยอม อำเภอ ป่าพะยอม พัทลุง 93110

ช่วงที่เราไปน้ำขุ่น เสียใจมากกก แงงง ซึ่งการล่องแก่งหนานมดแดง เกิดจากการที่คุณโยธิน เขาไข่แก้วได้บุกเบิกนำร่องให้กับชาวบ้านในชุมชนได้เริ่มกิจกรรมการล่องแก่งขึ้น เพราะในพื้นที่ตำบลลานข่อยนั้นมีห้วยน้ำใส ซึ่งไหลมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส โดยจะมีแก่งหินขวางลำน้ำในบางจุด ประกอบกับน้ำในอ่างเก็บน้ำจะถูกปล่อยมาตลอดทั้งปี จึงทำให้เหมาะแก่การจัดทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อล่องแก่ง

// photos is coming //

เพียงความคิดง่าย ๆ แค่นั้นเอง จุดนี้จึงเป็นจุด Highlight อีกจุดหนึ่งของพัทลุงที่ดึงคนจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงตัวผมเองที่บินลงไปจากรุงเทพ เพื่อที่จะไปสัมผัสการล่องแก่งหนานมดแดงที่นี่ ซึ่งการล่องแก่งหนานมดแดงมีระยะทางทั้งหมดประมาณ 5-6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.30-2 ชั่วโมง สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะน้ำจะมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ซึ่งสามารถบังคับให้น้ำไหลมากน้อยได้ และไม่มีอันตรายจากน้ำป่าไหลหลาก

ระหว่างที่เราล่องกัน จะเห็นรีสอร์ทต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึง 7-eleven พื้นบ้าน ที่ตตั้งอยู่ริมน้ำในช่วงครึ่งทางของการล่องแก่งด้วย คือได้อารมณ์สุด ๆ ล่องแก่งมาเหนื่อย ๆ ก็มีลูกชิ้นทอด มาม่า และน้ำเย็น ๆ ให้ทานกัน นี่ถ้ามีเพลงแนว Deep House หน่อย ๆ เผลือ ๆ เป็นวังเวียงไทยแลนด์ได้เลย

// photos is coming //

เราล่มไปสองรอบ ต้องเรื่อล่มนี่คือกินน้ำไปเกือบเต็มท้องครับ เพราะปากคาบ Gopro เอาไว้ แต่สนุกดีครับ สำหรับค่าบริการล่องแก่งหนานมดแดงนั้น จะอยู่ที่ประมาณคนละ 200 บาท มีอุปกรณ์ทั้งเสื้อชูชีพ หมวกกันน็อกให้พร้อม คนที่พายเรือไม่เป็นก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปพายให้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ที่สำคัญคือ พอล่องแก่งเสร็จ มีห้องอบสมุนไพรให้เราคลายเมื่อยกันมาก แนะนำเลยที่นี่ ของเจ้าไหนก็ได้

13. วัดบ้านสวน

Location: ตำบล มะกอกเหนือ อำเภอ ควนขนุน พัทลุง 93150

คือจริง ๆ วัดแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นลูกหลายของวัดเขาอ้อเลยล่ะ เนื่องเพราะอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนต่างล้วนเป็นศิษย์สำนักวัดเขาอ้อทั้งสิ้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2070 ตรงกับสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่า พระปรมาจารย์ผู้เฒ่าวัดเขาอ้อ พร้อมด้วยพุทธบริษัทเป็นผู้สร้างขึ้น และเจ้าอาวาสรูปแรกก็คงเป็น “ศิษย์” มาจากวัดเขาอ้อ แต่ต่อมาเมื่อเสีย กรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 วัดบ้านสวนอาจรกร้าง ทำให้เอกสารหลักฐานต่าง ๆ สูญหายไป มาปรากฏแต่ในชั้นหลังภายหลังจากที่พ่อท่านสมภารนอโม

พ่อท่านสมภารนอโมได้ทำนุบำรุงเสนาสนะและโบราณวัตถุต่างๆ ภายในวัดให้มีสภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะโบสถ์ ทำด้วยไม้กลมแก่นของต้นหาด หลังคามุงจาก มีพระพุทธรูปองค์เล็กเป็นประธานอยู่ในโบสถ์ ซึ่งต่อมาในสมัยพระฤทธิ์ อิสฺสโร ได้สร้างโบสถ์ใหม่คร่อม และหลังจากนั้นในสมัยพระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต) ได้รื้อหลังที่คร่อม แล้วสร้างโบสถ์หลังใหม่ขนาดใหญ่ 2 ชั้น ในการสร้างอุโบสถใหม่ครั้งนี้ ได้มีการขุดลูกนิมิตเดิมที่ฝังไว้ ได้พบหัวนอโมในหลุมลูกนิมิตด้วย เป็นหัวนอโมสมัยกรุงศรีอยุธยา

เป็นที่เล่าลือกันว่า พ่อท่านสมภารนอโมเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เก่งกล้าวิทยาคม สามารถสำแดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ได้ แม้ว่าพ่อท่านสมภารนอโมจะมรณภาพไปแล้วก็ยังสำแดงปาฏิหาริย์ให้ได้เห็นกัน ความจริงในการมรณภาพของพ่อท่านสมภารนอโมนั้น ไม่มีใครพบเห็นร่างของท่าน เนื่องเพราะพ่อท่านสมภารนอโมได้หายไปจากวัดอย่างไร้ร่องรอย ชาวบ้านเล่าขานกันว่าท่าน “โละ” กล่าวคือ หายตัวกลายเป็นแสงสว่างพุ่งเป็นทางไปในท้องฟ้า เช่นเดียวกับอัตโนประวัติของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ตอนหนึ่งที่หายไปจากวัดพะโคะ

ซึ่งอีก Highlight ที่เหนือจากแสงญานุภาพ คือตำราการรักษาแผนโบราณ เป็นพวกการประสมยาต่าง ๆ ตามเสาของโบสถ์ รวมไปถึงการจับเส้นตามจุดต่าง ๆ แก้ไขอาการป่วยให้ได้หายปราศจากโรคภัยกัน  เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคน

14. คาเฟ่ติดทะเลสาบ

Location: ตำบล พญาขัน อำเภอเมืองพัทลุง พัทลุง 93000

ที่นี่คือ Waterside Café: ร้านกาแฟเลียบทะเลสาบตอนบน อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมาก ติดแม่น้ำไปตามทาง มองจากด้านบนเป็นวิวภูเขา และสะพานข้ามแม่น้ำ ตัาคาเฟ่แบ่งเป็นสองชั้นลดหลั่นกันไป มองผ่านนอกเหมือนร้านธรรมดา แต่พอเข้าไปจะรับรู้ถึงกลิ่นอายของคาเฟ่สมัยใหม่

ชั้นบนถูกปูด้วยหญ้าเทียม และมีบีนแบ็คให้ได้นอนพิงหลังชมวิวกันไป มีของกินเล่นอร่อย ๆ ให้ทานมากมายตามเมนู โดยเมนูแนะนำคือสเต็กคำ เป็นแบบ สเต็กทานคำเดียว บรรยากาศสดชื่นดีครับ มองไปรอบ ๆ จะเห็นวิวธรรมชาติสวยงามมาก

เมนูที่เค้าแนะนำจะเป็นน้ำมะพร้าวเสวรส ได้ลองทานแล้วก็ชื่นใจ มีความนิ่มของมะพร้าว และความกราดเกรี้ยวของเสาวรส และอีกเมนูที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือชาซีลอนของที่นี่ หอม มัน กลมกล่อม และหวานพอดีอย่างลงตัว หากใครมีโอกาศ อยากให้แวะมาที่นี่ครับ นั่งชิลยาว ๆ เลยล่ะ

15. บ้านต้นไม้

Location: บ้านบางเหรียง หมู่ที่3 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง

บ้านต้นไม้ร้อยหวันเป็นอีกจุดที่น่าพักมาก ๆ เราไม่ได้พัก แต่มีโอกาสแวะมาเยี่ยมเจ้าของบ้านครับ ตัวบ้านอยู่ในป่าไม่ลึกมาก แต่ติดริมธารที่มีสายธารเป็นสีใส อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน คือมีน้องกบเกาะตามหิน คิดดูแล้วกัน

ซึ่งพี่เจ้าของบ้านเองชื่อ นายสุรศักดิ์ เย็นทั่ว คือแกเล่าว่า ” ผืนป่าต้นน้ำที่ชาวบ้านได้ร่วมกันคัดค้านจากการสัมปทานเมื่อ 40 กว่าปี ทำให้ป่าที่นี่ได้หลงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ได้เรียนรู้เรื่องราวของต้นไม้ท้องถิ่น ” ซึ่งนี่เลยกลายเป็นห้องเรียนที่เรียนรู้อย่างไม่มีวันจบในระบบนิเวศน์แห่งฝืนป่า ใบไม้ใบพืชสีเขียวนั่นคืออาหารที่ได้มาจากธรรมชาติ ได้รู้ที่มาที่ไปและปลอดภัยจากสารพิษ พี่แกอยากคงธำรงไว้ให้ธรรมชาติ อยู่ในแบบของมันให้สมบูรณ์ที่สุด

ที่พักจะมีหลายแบบ มีเป็นแบบลานระเบียงด้านบนให้ได้ปูนอนกันเอง มีเต้นท์ มีบ้านต้นไม้ และมีบ้านเป็นหลังติดพื้นดิน ราคาเริ่มต้นที่คนละ 200 บาทต่อคืนแบบรวมอาหารเช้า บรรยากาศเหมาะที่จะมาอยู่กับตัวเอง หรือนัดเพื่อน ๆ มาสังสรรค์กันเบา ๆ กับกีต้าร์ และเสียงเพลงในลิสต์ที่เราชื่นชอบ

เจ้าของบ้านเป็นกันเองครับ ในตัวบ้านเองสะอาด และน่าอยู่จริง ๆ นี่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง ให้ได้เท่ากับภาพที่เห็น แต่เอาเป็นว่า แนะนำให้เป็นที่พักในใจอีกที่หนึ่งในจังหวัดพัทลุงเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ได้พัก แต่ได้อยู่กับตัวเองด้วย นี่คือหัวใจหลักของบ้านริมน้ำแห่งนี้

16. ของหวานป้ากี้

Location: ตำบล มะกอกเหนือ อำเภอ ควนขนุน พัทลุง 93150

อันนี้คือ Unseen สุด ๆ ไม่คิดว่าจะมีคนขายของหวานตอนกลางวัน แล้วจะมีคนมาซื้อ ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีร้านขนมหวานที่ขึ้นชื่อ เป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่น และกลายเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว ด้วยความหลากหลายของขนม และความคึกคักของผู้คน ทำให้ “ร้านขนมหวานป้ากี๊” มีชื่อเสียงโด่งดังสุด ๆ แต่กูไม่รู้จัก แงงงงง > <

เอาจริงนะ แกขายมาหลายปีแล้ว ประวัติก่อนนั้นไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ เพราะพึ่งรู้จักเลย แต่การไปกินขนมที่ร้านป้ากี๊ก็เหมือนเสี่ยงดวง ด้วยจำนวนโต๊ะที่มีไม่มากนัก บางครั้งก็เต็มจนต้องรอคิว แต่ขนมหวานถ้วยเล็ก  ใช้เวลากินไม่นานมาก รอหน่อยเดี๋ยวก็ถึงคิว แต่ประเด็นมันอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี  เพราะมันเยอะมาก มีหลายหม้อมาก  แต่ที่ต้องลองคือ “สาคูเปียก” เป็นขนมสาคูทำจากสาคูต้น เอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่พัทลุง โด่งดังแบบต้องมาชิมกันถึงที่

คือมันหลากหลายจริง ๆ อยากชิมทุกอย่างเลย ถ้วยละ 10 บาท ไม่แพงด้วย ในร้านผึ้งก็จะเยอะมาก ๆ นี่เลยถามป้ากี้ไปว่า วัน ๆ หนึ่ง ผึ้งตายไปกี่ตัว แกสวนกลับมาบอกว่าเป็นพันตัว โอ้แม่เจ้า นี่คิดในใจแค่หลักร้อย แต่ก็นะ มันมีหลายกระบวนการแหละ กว่าจะได้ออกมาหนึ่งหม้อขนาดนี้ นี่กำลังคิดอยู่ว่าบ้านป้ากี้แม่งมีรังผึ้งกี่รัง ฮ่า ๆๆ

แต่ที่ชอบที่สุดไม่ใช่สาคูเปียกนะสำหรับไม ไมชอบกล้วยเชื่อมมม   แงงงงงงงงงงง อร่อยยย แข็ง กรอบ นุ่ม หวานไม่หนัก แต่หวานนุ่ม งงอ่ะ อร่อย ทำไมอร่อยขนาดนี้ ซื้อกลับมากินในรถ และก็เก็บเป็นของฝากอีกด้วย ใครที่ไป อย่าลืมลองชิมกล้วยเชื่อมล่ะ อร่อยจริง

และนี่ก็เป็น 16 Highlight ที่ไมได้มีโอกาสได้ไปสัมผัสจากหลากหลายสถานที่ เอาจริง มีอีกเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นตลาด ภูเขา หรือแหล่งกิน แหล่งช๊อปอีกเพียบ นี่มาแค่ 2 วัน เก็บได้ขนาดนี้ก็เยอะแล้วล่ะ ไหนจะมีร้านตอนกลางคืนที่ไม่ได้เอามาพูดถึงอีก ร้านเหล้า ผับ และร้านข้าวต้ม อื้อหืออออ… ยับแบบเละรู้ตัวจนไม่ติดกล้องไปด้วยเลยล่ะ ยังไงก็ฝากเมืองรองอีกเมืองด้วยนะครับ พัทลุง คนน่ารักจริง ๆ ไว้คิดถึงจะมาใหม่ แล้วเจอกันระหว่างทางค้าบบบบ

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

ได้เงินคืนจากการซื้ออะไรก็ได้บนโลกใบนี้ [ ShopBack แอพพลิเคชั่นซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่มาแรงสุดๆ ในขณะนี้ ]

ได้เงินคืนจากการซื้ออะไรก็ได้บนโลกใบนี้ [ ShopBack แอพพลิเคชั่นซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่มาแรงสุดๆ ในขณะนี้ ]

อกอีแป้นจะแตก… นี่การแข่งขันทางการค้ามันสูงจนทำให้ลูกค้าอย่างเราๆ ได้เงินคืนจากการซื้ออะไรก็ได้บนโลกใบนี้อย่างงั้นหรอ ให้ตายเถอะ!!! ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก เพราะนี่ก็ใช้งานมาช่วงหนึ่ง และตอนนี้ได้เงินคืนจาก เว็บไซต์/แอพพลิเคชั่นนี้มา 2,000 กว่าบาทแล้ว เดี๋ยวจะมาสรุปง่ายๆ 4-5 ข้อให้ฟัง ซึ่งเราสามารถได้รับเงินคืนสูงสุดถึง 30% เลยนะเอ้ออออ

  • Shopback เค้ารวมร้านค้าและบริการทั่วโลกมากมายกว่า 300 ร้านค้าและบริการชั้นนำมาไว้ในเว็บนี้เว็บเดียว ถ้าให้พูดไปทุกคนต้องรู้จักสินค้าและบริการพวกนี้แน่ ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee, AliExpress, Agoda, Booking, AirAsia, Thai Airways และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทั้งขาเที่ย ขาช๊อปต้องชอบแน่ๆ

  • หลักการของเค้าคือง่ายมากๆ  แค่เลือกร้านค้าผ่าน Shopback แล้วก็ทำรายการปกติกับร้านและบริการนั้นๆ จากนั้นเราก็จะได้เงินสะสม และรับเงินผ่านบัญชีธนาคารเราได้อย่างง่ายดาย อย่างในกรณีตัวอย่างนี้ เราสนใจจะจองที่พักผ่าน Booking.com ก็แค่เลือกร้านค้าที่ชื่อ Booking เพียงคลิ๊กเดียว

  • ส่วนลดในช่วงนั้น ก็จะโผล่ขึ้นมาและมี Condition ต่างๆ ให้เราอ่านสักครู่ เพื่อรับรู้เงื่อนไขต่างๆ อย่างช่วงนี้ booking ลดสูงสุดถึง 12% คิดเป็นตัวเลขห้องพักหลักพันหลักหมื่น 12% ของเงินจำนวนนั้น ไม่น้อยเลยนะครับ

  • พอคลิ๊กเรียบร้อย ก็จะขึ้นหน้าสินค้าและบริการปกติเลย อย่าง booking ครั้งนี้ ก็อาจจะขึ้นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าเป็น Partnership กันกับ Shopfest เป็นต้น จองไปเลยครับ จองไปจนถึงขั้นตอนชำระสินค้านู่นเลยล่ะ

  • พอทำทุกอย่างเสร็จ ตัว Shopback ก็จะส่งข้อมูลเงินคืนให้เราครับ อย่างครั้งนี้จองที่พักราคาราวๆ 5,000 บาท แต่สินค้านี้ได้รับส่วนลด 6% จาก 12% เลยได้เงินกลับมาราวๆ 290 บาท เค้าก็จะแจ้งเราผ่านมาทาง e-mail ที่ผูกบัญชีไว้

เห็นไหมครับ ง่ายนิดเดียว คือจะบอกว่าสมัครไว้ไม่เสียหายเลย เพราะเรา Shopping Online กันอยู่แล้ว และเวลาไปเที่ยว ก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินและที่พักอยู่แล้ว ซื้อผ่าน Shopback ผมว่าคุ้มเข้าไปอีก นี่ถ้าใช้บัตรเครดิตแบบ Cashback แล้วด้วย ยิ่งได้เพิ่มคืนสองทางอีกด้วยซ้ำ ยังไงลองดูครับ สามารถสมัครได้ที่ลิ้งค์นี้เลย https://bit.ly/2z80dJu

ด้านบนนี้เป็นตัวอย่างภาพรวมเงินคืนของผม เป็นไงล่ะ ง่ายไหม คือกินเที่ยว และซื้อเสื้อผ้า ซื้อของใช้อยู่แล้ว ก็เข้ามาที่ Shopback เหอะ คุ้มจริงๆ นี่จริงๆ พึ่งกลับมานึกถึงอีกรอบ เพราะลืมไปเลย ว่ามีเว็บไซต์ดีๆ แบบนี้ติดตัวอยู่ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

Pin It on Pinterest