14 วิธีการขึ้นเครื่องบินอย่างโปร สำหรับคนที่พึ่งเคยนั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต

14 วิธีการขึ้นเครื่องบินอย่างโปร สำหรับคนที่พึ่งเคยนั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต

เอ้า… อีดอกกก มึงอย่าตกใจไป คนเราโอกาสมันไม่เท่ากัน ชีวิตประจำวันของบางคนเค้าไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินไหมล่ะ ฉะนั้นนี่คิดว่าคิดดีแล้วที่ทำ คอนเท้นท์นี้มาสอนคนที่พึ่งเคยจองตั๋วเครื่องบินครั้งแรก ซึ่งนี่คิดว่า ถ้าครั้งนี้เป็นครั้งแรก การจองตั่วเครื่องบินเองของคุณคุณทั้งหลาย คงเป็นครั้งแรกเหมือนกัน อ่ะปรบมือให้ตัวเองเลย พวกคุณเก่งมากๆ ที่กดๆ มั่วๆ จนมีตั๋วอยู่ในมือมาได้

แต่เอาเข้าจริงๆ บางทีคนที่บินบ่อยๆ เอง ก็ยังไปมั่วๆ ตามเพื่อนอยู่เลยนะ หรือจะเถียง เอาล่ะ… วันนี้ ไมจะมาสอนวิธีการตรวจสอบตั๋วเครื่องบินที่เราได้ วิธีเช็คอิน ข้อห้าม เวลาที่ควรไปรอหน้าเกท จนจบการก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนเครื่องที่เราจองไว้ ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ค่อนข้างจะเยอะนิดหนึ่ง ไปดูข้อแรกกันเลย

  • หลังจากที่เราจองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะโดยสายการบินใด เว็บไซต์ไหน เราจะได้ E-mail ยืนยัน Flight บินของเรา ซึ่งนั่นคือข้อมูลสำคัญทั้งหมด ที่จะแจ้งให้เราเดินทางไปถูกที่ และบินถูกเวลา
  • การเช็คข้อมูลการบินของเรานั้น อยากให้เช็คเป็นสเต็ปสำคัญเป็นขั้นตอนดังนี้
  • วันและเวลาในการบิน ทั้งขาไปและขากลับ ถูกต้องหรือไม่

  • เช็คสนามบิน ว่าบินสนามบินใด เพราะแต่ละที่ไม่ได้มีแค่สนามบินเดียว ยกตัวอย่างกรุงเทพฯ มีสองสนามบิน นั่นก็คือ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ถ้าเดินทางไปผิดที่ เสียเวลาและอาจตกเครื่องได้
  • มากไปกว่าเช็คสนามบิน ให้เช็ค Terminal หรืออาคารที่เราต้องนั่งรอเครื่องด้วย ว่าอยู่อาคารไหน ตัวอย่างเช่นสนามบินดอนเมือง มีสอง Terminal ซึ่ง Terminal 1 จะบินไปต่างประเทศ และ Terminal 2 จะบินภายในประเภท ในกรณีที่ไปถูกสนามบิน แต่รอผิด Terminal ก็ไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงจุดหมายนะ

  • ตรวจสอบ Add on ต่างๆ ที่เราเลือก ว่าตรงตามที่เราต้องการไหม เช่นที่นั่งบนเครื่อง อาหาร หรือน้ำหนักกระเป๋า เป็นต้น
  • เช็คข้อมูลส่วนตัวของตัวเองอีกครั้งเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด โดยเฉพาะชื่อและสกุล รวมถึงเลขพาสปอร์ต หากไม่ตรงกับข้อมูลที่จองตั๋วไปกับทางสายการบิน เราจะไม่มีสิทธิ์ขึ้นบินโดยเด็ดขาด

  • ข้อสองเป็น Step คร่าวๆ ที่สำคัญในการเช็คข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหากเราเช็คข้อมูลทุกอย่างเรียบร้อย แน่ใจว่าถูกแล้ว เราสามารถเช็คอินออนไลน์ได้ผ่านเว็บไซต์เลย ซึ่งขอดีตรงนี้คือ เราไม่จำเป็นต้องไปต่อคิว Check in หน้า Counter เมื่อถึงสนามบิน เราสามารถนำตั๋ว Electronic ไปยื่นแก่ผู้ตรวจฯ หรือ Staff สายการบินนั้นๆ เพื่อเดินทางได้เลย แต่หากในกรณีที่จำเป็นต้อง Load ปลาเก๋า ข้อนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสนามบินนั้นๆ หรือสายการบินนั้นๆ ว่ามีช่องลัดให้สำหรับ Load ปลาเก๋าสำหรับผู้ที่ Check in online มาแล้วหรือไม่ แต่ทั้งนี้ การ Check in online ก็ยังมีข้อดี และได้เปรียบกว่าไป Check in หน้า Counter แน่นอน และควรทำให้เป็นนิสัย
  • หากไม่ได้เช็คอินออนไลน์ไป เราก็ต้องไปเช็คอินหน้า Counter วิธีดูว่าเราต้องไปเช็คอินที่ Counter No. อะไร ให้ดู เลข Flight ในข้อมูลที่เราจองมา อย่างเช่น Nokscoot เที่ยวบินที่จะบินไป Taipei จะขึ้นต้นด้วย XW 281 ซึ่งแต่ละสายการบิน จะมี Code หรือรหัสที่ไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องจำก็ได้ ให้เช็คที่ข้อมูลการจองของเราในแต่ละทริปนั้นๆ หลังจากเทียบ Flight บิน กับตารางบินบริเวณสนามบิน เราก็จะรู้ Counter Check in ของเราแล้ว
  • ปัญหาหลักๆ ของคนที่บินไม่บ่อย หรือนานๆ บินที จะไม่ค่อยจำว่า สิ่งไหนโหลดได้ สิ่งไหนโหลดไม่ได้ อยากให้จำข้อสำคัญตรงนี้ไว้เลยว่า กระเป๋าที่จะโหลด สิ่งเดียวที่ห้ามโหลดลงไปใต้ท้องเครื่องคือ แบตเตอร์รี่ หรือ Power Bank ส่วนกระเป๋า Carry on หรือกระเป๋าที่จะเอาขึ้นเครื่อง ห้ามนำวัตถุหรือของเหลวขึ้นเครื่อง หรือหากเป็นยา ครีม น้ำหอม ก็ห้ามเกิน 100 ml. ห้ามนำของมีคม สิ่งอันตรายต่างๆ ขึ้นเครื่อง ซึ่งตรงนี้คิดว่าทุกคนน่าจะพอเดาได้ว่าอะไรที่มันดูอันตราย จริงๆ ตรงนี้ ทางสายการบินจะแจ้งเรามาตั้งแต่เราจองตั๋วผ่านทาง e-mail เรียบร้อยแล้ว

  • หลังจาก Check in เรียบร้อย จะได้ Boarding Pass มา หรือตั๋วเครื่องบินที่เป็นใบกระดาษจริงๆ (กรณีของ Boarding Electronic) จะไม่แจ้ง Gate ไว้ และหากโชคไม่ดี Boarding Pass ที่เราได้มา ก็จะไม่แจ้ง Gate ไว้เหมือนกัน Gate คือประตูสู่เครื่องบินที่เราจะเดินทาง หากไม่มี Gate No. แจ้งไว้ เราสามารถ ดูเลข Flight เราอีกครั้ง เพื่อเทียบหา Gate No. ด้านใน หลังจากที่ผ่าน ตม.แล้ว ซึ่ง Monitors ด้านในกับด้านนอก ข้อมูลจะต่างกันอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวสับสน
  • ในช่วง ตม. หรือตรวจคนเข้าเมือง หากประเทศนั้นๆ จำเป็นต้องใช้ VISA เราจำเป็นต้องทำ หากไม่ทำคือบินไม่ได้ หรือประเทศที่ไม่ใช่ VISA ก็จำเป็นต้องมี Passport เพราะถือเป็นตัวแทนของเราที่เป็นเอกสาร หากบินภายในประเทศ สามารถใช้บัตรประชาชน ใบขับขี่ ก็เพียงพอ ซึ่งในช่วงที่เราอยู่ในโซน ตม. ห้ามถ่ายรูป ต้องถอดแว่น ถอดหมวก เพื่อยืนยันตัวตน

  • พอเข้าไปได้แล้ว นั่นถือว่าเรามีโอกาสจะได้บินราวๆ 60% เลยนะ เป็นไง ละเอียดไหม กว่าจะได้บิน เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ซึ่งพอเรามาฝั่งที่ผ่าน ตม.แล้ว สินค้าหลังจากนี้ จะเป็นสินค้าปลอดภาษีทั้งหมด สามารถ Shopping ได้กระจาย บางสายการบินมี Lodge หรือห้องพักให้กับลูกค้า ซึ่งบิน Flight เดียวกัน แต่ที่นั่งก็มีหลายเกรดเข้าไปอีก
  • เรื่องเกรดที่นั่งไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองนะ แต่สิ่งสำคัญที่ควรรู้มากกว่า Class ที่นั่ง คือเวลา Boarding Time สำคัญมากๆ ส่วนใหญ่จะให้มารอหน้า Gate ก่อนบิน 45 นาที เรียกได้ว่าไปรอตั้งแต่ 1 ชั่วโมงปลอดภัยสุดหากบินต่างประเทศ แต่ในประเทศบางที 30 นาที ก็ยังคุยกันได้ ไม่ควรเถลไถลจนถึงช่วงที่ STAFF แจ้ง Final Call นั่นหมายความว่า อีกไม่กี่นาที หากคุณไม่ไปแสดงตัวที่หน้า Gate คุณจะหมดสิทธิบินทันที
  • ซึ่ง Gate จะบินก่อนบิน 15 นาทีเสียส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสายการบิน และสถานที่นั้นๆ ด้วยแหละ ถ้าเอาให้ดี ควรรออยู่หน้า Gate ก่อนถึงเวลาบิน 1 ชั่วโมงจะดีที่สุด

  • หลังจาก STAFF เรียกขึ้นเครื่อง ก็ต้องยื่นตั๋วพร้อมเอกสารยืนยันตัวตน (พาสปอร์ตหรือบัตรประชาชน) ให้กับเจ้าหน้าที่ หากไม่ติดอะไร ก็สามารถไปต่อได้เลย ซึ่ง Flight บินแต่ละลำก็จะต่างกันออกไป บาง Flight สามารถเข้าเรื่องได้เลยผ่านทาง Sky Walk แต่บาง Flight ต้องนั่งบัสเข้าไป แล้วเดินขั้นบันไดไปยังตัวเครื่อง

  • ก่อนจะเข้าตัวเครื่องบิน เจ้าหน้าที่ภายในเครื่องบินก็จะเช็คตั๋วเครื่องบินและเอกสารยืนยันตัวตนอีกครั้ง ก่อนที่จะอนุญาตให้เราขึ้นเครื่องได้
  • เลขที่นั่งของเครื่องบินส่วนใหญ่ จำไว้เป็น Pattern นี้ได้เลยครับ แถวหน้าสุดคือแถวที่ 1 ไล่ลงไปกี่แถวก็นับลงไปเรื่อยๆ เลย และเลขต่อถ่ายแถวคือคอลัมล์ ทุกเครื่องบินจะเรียงจากซ้ายไปขวาเป็น A B C D E F G H I J K ไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าเครื่องบินลำนั้นมีกี่คอลัมล์ ยิ่งคอลัมล์เยอะ แสดงว่าเครื่องฯ ลำนั้น ใหญ่มาก
  • เดินไปถึงที่นั่งแล้ว เช็คอีกรอบ หากตรงที่ของเรา ก็สามารถนั่งได้เลย หากมีสัมภาระ หรือกระเป๋า Carry On ถ้าเป็นเภทกระเป๋าถือ หรือ Backpack เล็กๆ สามารถสอดไว้ใต้ที่นั่งเราได้ แต่หากเป็นกระเป๋า Luggage ใบเล็ก ก็นำขึ้นไว้บนชั้นวางที่หัวเราเท่านั้น

ซึ่งหลังจากนี้ ก็ถือว่าเพื่อนๆ คงจะได้บิน 90% แล้วล่ะ หากไม่เกิดเหตุการณ์อะไรที่น่าเป็นห่วง เช่นเครื่องเสียกระทันหัน เกิดการทะเลาะกันของผู้โดยสาร มีคนแอบแฝงตัวตนมาบินแทน บลาๆ คือน้อยมากที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ อ่านมาถึง 14 ข้อนี้ ขั้นตอนต่อไปก็เป็นขั้นตอนของพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่จะอธิบายเพื่อนๆ ต่อแล้วล่ะ หวังว่าจะได้รับความรู้จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วเจอกันระหว่างทาง

 

 

9 จุดหลักห้ามพลาดใน ” โอซากา (OSAKA) ” สำหรับคนที่พึ่งเคยมาครั้งแรก!!!

9 จุดหลักห้ามพลาดใน ” โอซากา (OSAKA) ” สำหรับคนที่พึ่งเคยมาครั้งแรก!!!

การไปเที่ยวญี่ปุ่นสักครั้งหนึ่ง หากในการเดินทางครั้งนั้น คุณมีโอกาสที่จะได้ไปเหยียบในตัว Osaka สักสองสามวัน หรือว่าได้ตั๋วโปรไปกลับราคาถูกประมาณ 5,000 – 6,000 บาทแล้ว ห้ามพลาดสถานที่ต่อไปนี้ที่ผมอยากจะแนะพวกคุณทุกคนให้ไปให้ไดหากว่าครั้งนี้ เป็นการมาเหยียบโอซากาครั้งแรกของคุณ!!!

1. CUP NOODLES MUSEUM OSAKA IKEDA

ที่อยู่: 8-25 Masumicho, Ikeda, Osaka 563-0041, Japan

ค่าเข้าชม: ฟรีค่าเข้าชม แต่มีค่าใช้จ่ายในกรณีที่ทำ workshop

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 9:30 – 16:00 น. (เข้าได้ถึง 15:30 น.)

วันปิดทำการ: ทุกๆวันอังคารและวันหยุดช่วงปีใหม่

วิธีการเดินทาง: ใช้รถไฟสาย Hankyu-Takarazuka Line ลงสถานี Ikeda ทางออก Masumi-cho Homen เดินต่อไปอีกประมาณ 6-7 นาที

พิพิธภัณฑ์บะหมี่สำเร็จรูป (Momofuku Ando Instant Ramen Museum) อยู่ในเขตอิเคดะ จังหวัดโอซาก้า สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของบะหมี่ชื่อดังนามว่า Nissin ที่ใครหลายคนคงเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้วล่ะ ประวัติคร่าวๆ คือนาย Monofuku Ando คนที่ก่อตั้งบริษัท Nisshin Food เค้าได้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ชื่อ “Chicken Ramen” มาเป็นครั้งแรกของโลก ถ้ามองจากตัวอาคารด้านนอกดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่พอได้เข้าไปข้างในแล้ว สิ่งแรกที่หลายคนเห็นคือประวัติความเป็นมาอันยาวนานที่เรียงมาม่าแต่ละแบบไว้เป็นรางรถไฟเลยล่ะ

ข้างในมีจอหนังให้คนที่สนใจได้ดูเรื่องราวด้วยนะ highlight ของที่นี่ที่ผู้คนหลั่งไหลมาคือ Workshop การทำเส้นบะหมี่ที่เราเห็นกันในถ้วนมาม่านี่แหละ เค้าจะสอนตั้งแต่วิธีนวดแป้งจนกระทั่งทำเป็นเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มเป็น Step เลย

และที่หลายคนชอบอีก Highlight หนึ่งก็คือ My Cup Noodle Factory โซนนี้จะให้เราได้ทำมามาคัพในแบบของเราเอง โดยทางโรงงานจะมีอุปกรณ์และวัตถุดิบให้เรา มี 4 รสชาติให้เราได้ลองทำมาม่าคัพของตัวเอง น้ำซุปไก่ ซีฟู๊ด แกงกะหรี่ แล้วก็พริกมะเขือเทศ ซึ่งเราสามารถวาดเขียนลายหรืออะไรก็ตามแต่ที่ข้างถ้วยได้ เรียกได้ว่าเป็นของฝากชั้นเยี่ยมเลยล่ะ

ตัวกิจกรรมพวกนี้อาจจะต้องจองมาก่อนนะ เพราะคนเยอะเว่อร์ ค่าเสียหายสำหรับผู้ใหญ่ก็ 500 JPY ส่วนเด็กที่ไม่เกินชั้นประถมจะอยู่ที 300 JPY ทุกอย่างง่ายครับ มี Staff ที่น่ารักคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิด และนอกจากนี้ข้างในก็มีร้านขายของที่ระลึกด้วยนะ คือเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่แนะนำมากๆ หากมีโอกาสได้มาโอซาก้า!!!

ขอปิดท้ายด้วย Noodle Cup ของ Nissin ที่ทำส่งออกมาขายที่ไทยให้เราได้ทานกัน ในมิวเซียมนี้มีอยู่ 5 รส 5 สี เลย ยังไงใครผ่านร้านไหนแล้วเห็น ก็ลองซื้อมาชิมก่อนไปเยือนแหล่งกำเนิดของเค้าได้เลย

2. Osaka Castle

ที่อยู่: 1-1 Osakajo, Chuo Ward, Osaka, 540-0002, Japan

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กนักเรียนต่ำกว่าชั้นมัธยมต้น ฟรี

เวลาเปิด-ปิด: 9:00 – 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที)

วันปิดทำการ: 28 ธันวาคม – 1 มกราคม ของทุกปี

วิธีการเดินทาง: จริงๆ ลงได้หลายสถานีเลย แต่ถ้าจะเอาใกล้สุดคงเป็น Morinomiya Station แล้วเดินเล่นต่อจนถึงตัวปราสาท ใช้เวลาเดินประมาณ 10-20 นาที ก็ถือว่าเดินเล่นชมเมืองไป

เรียกได้ว่าปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) เป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเมืองโอซาก้าเลยก็ว่าได้ ใครไม่มาเหมือนแบบ มึงยังมาไม่ถึงอ่ะ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแบบมีชื่อเสียงไม่ใช่เฉพาะดังในจังหวัด แต่มีชื่อเสียงระดับประเทศเลยนะ ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างของปราสาทที่มีถึง 8 ชั้น และถูกล้อมด้วยกำแพงหินที่มีคูน้ำล้อมไว้เพื่อป้องการอันตรายใดๆ ในสมัยก่อนรอบนอก ซึ่งกว่าเราจะเข้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องเดินผ่านสวนนิชิโนมารุ (Nishinomar Garden) กันพอสมควร จากหลายๆ รีวิวคนนิยมมาที่นี่ก่อนใครถ้ามาโอซากา แต่พีคสุดคือช่วงใบไม้ผลิ เพราะที่นี่แม่งมีต้นซากุระมากกว่า 600 ต้น บานพร้อมกันสร้างสีสันและบรรยากาศให้กับตัวปราสาทเข้าไปอีก

สมัยก่อนว่ากันว่าเป็นที่ตั้งของวัดอิชิยาม่า ฮอนกันจิ (Ishiyama Honganji Temple) แต่หลังจากที่ถูกโอดะ โนบุนากะ (Oda Nobunaga) ทำลายลงราวๆ 30 ปีของช่วงนั้น ก็ได้มีการสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาแทน ซึ่งคนที่สร้างชื่อ โทโยมิ ฮิเดะโยชิ เค้าสร้างเพื่อให้เป็นศูนย์กลางรวมใจของญี่ปุ่น  ซึ่งหลังจากท่านโทโยมิฯ เสียชีวิตไป ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งจากการโจมตของโทคุกาว่า และแม้ว่าจะปรับปรุงอีกรองในปี ค.ศ. 1620 ยังเสือกโดนฟ้าผ่า ทำให้ปราสาทได้รับความเสียหายเข้าไปอีก

และด้วยความที่ทุกคนยังต้องการทำนุบำรุงสิ่งปลูกสร้างอันล้ำค้าแห่งนี้ไว้อยู่ จึงถูกบูรณะเรื่อยมาถึงปัจจุบัน ล่าสุดมีลิฟต์แล้วนะ เรียกได้ว่า ใครอยากดูต้องได้ดู ขึ้นไปให้ถึงชั้น 8 เลยมึง นี่ก็ถือว่าเป็น Landmark หลักที่ไม่ว่าโบชัวร์หรือโปสเตอร์ท่องเที่ยวที่ไหน เค้าก็ต้องยัดรูปปราสาทโอซากาเข้าไปไว้ในโฆษณาของเค้า แล้วเราจะไม่เข้าไปดูข้างในด้วยตาตัวเองจริงๆ หรอออออ

ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว การเดินทางไปโอซากามันง่ายมากเลยนะ โปรโมชั่นมีมาตลอด และราคาถูกด้วย อย่างหน้าร้อนราคาไปกลับจะอยู่ที่ 6,000 – 8,000 บาท หรือหากจะเป็น BC แบบ Full Service ราคาต่อเที่ยว 10,000 ต้นๆ ถึงปลายๆ ก็มีมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ นอกจากจะเช็คราคาได้ตามเพจและเว็บโปรโมชั่นแล้ว เข้าไปที่หน้าเพจหลักของ Traveloka เพื่อใช้ตัวเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น Manage ตั๋วไปกลับให้เราตามความต้องการให้เราได้อย่างสบาย

คุณสามารถเลือกช่วงบินได้ด้วยเวลา หรือไปถึงจุดหมายแบบกำหนดเวลาได้ สามารถเลือก Transit หรือไม่ Transit ที่ใดเลยก็ได้ เลือกได้แม้กระทั่งสายการบินที่เราต้องการจะบินในใจ ตัวเว็บไซต์และแอพพลเคชั่น ก็จะกรองความต้องการของเพื่อนๆ มาโชว์รูทพร้อมราคาแบบไม่แอบแฝง และปัจจุบัน Traveloka เค้าได้พัฒนาระบบการจัดการให้สามารถเดินทางเป็นแบบ Mutiple Route หรือเดินทางแบบหลายเที่ยวบินเพื่อเพิ่มความสะดวกให้เราอีกด้วยนะ นี่เคยเบรมตัวระบบเค้าไป ไม่คิดว่าจะปรับปรุงเร็วขนาดนี้

เห็นปะเนี่ย กดจองมั่วๆ ช่วงวันแม่ ได้ตั๋วขาไปใบแรกราคา 2,xxx บาท ขากลับก็เลือกเวลาออกเดินทาง หรือถึงที่หมายแบบฟิกซ์ Period เวลาได้ด้วย แบบนี้จะไม่ให้แนะนำก็คงจะนิสัยเสียมากๆ ยังไงลองเข้าไปที่ https://www.traveloka.com/th-th/flight แล้วหา Destination ลงตามใจเพื่อนๆ ได้เลย ไม่ใช่เฉพาะแค่โอซากา แต่แม่งหาที่ลงได้ทั่วโลก!!! เอาล่ะ มาต่อกันที่ Destination ที่สามกันเลยดีกว่า

3. KUROMON ICHIBA MARKET

ที่อยู่: 2 Chome-4-1 Nipponbashi, Chuo Ward, Osaka, 542-0073, Japan

เวลาปิดเปิด: แม่งแล้วแต่ร้านเลย แต่ส่วนใหญ่จะเปิด 7 โมงเช้าแล้วปิด 6 โมงเย็น

วันปิดทำการ: ไม่มี

วิธีการเดินทาง: ลงสถานีรถไฟใต้ดิน Nippombashi Station นั่งสาย Sakaisuji Line ประทางออก 5 หรือ 10 ก็ได้ ได้หมด

ตลาดคุโรมง โอซาก้า (Kuromon Ichiba Market, 黒門市場) ถือว่าเป็นตลาดที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซากาเลยนะ ได้รับสมญานามว่าเป็น ครัวของโอซาก้า (Osaka’s Kitchen) กันเลยทีเดียว บรรยากาศก็จะเหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แบบอยู่ในตรอกซอยที่ดูเหมือนจะสะอาดกว่า ๕๕๕๕๕๕ คือตัวซอยแม่งยาวราวๆ ครึ่งโลเลยนะ มีร้านขายอยู่ 160 กว่าร้าน แล้วแบบมีทั้งขายสดๆ แล้วพร้อมทาน ที่สำคัญคืออาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นเมืองด้วย

แต่ส่วนใหญ๋ก็จะเป็นแนวอาหารทะเลอ่ะ พวกซาชิมิ ซูซิ หอยนางรมแบบปลุงสุกให้ดูกันสดๆ ปลาไหล ปลากหมึก หอยเชลย่าง กุ้ง แล้วก็จะแซมๆ ด้วยผลไม้หรืออาหารพื้นเมืองต่างๆ สำคัญที่ราคามันถูกกว่าบ้านเรานี่แหละ และสดกว่าด้วย อย่างน้ำปลาดิบเนี่ย มันก็เป็นน้ำจากปลาไม่ใช่จากน้ำแข็งที่ Freeze มาเก็ทป้ะ พอเข้าปากมันเลยหวานกว่าประมาณนั้นในคำอธิบาย ว่าแต่ว่า แซลมอนไทยเนี่ย ได้ข่าวว่าเลี้ยงตรงสระแถวบ้านไม่ใช่หรอ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

นอกจากที่พูดมาก็ยังมีของฝากด้วยนะ เรียกได้ว่าหากใครมีเวลาน้อยๆ อาจจะไปจบที่นี่เดียวเลยก็ได้ มีของฝากแบบญี่ปุ่นอ่ะ พวกกลูลิโกะ คิทแคท หรือลามไปยังอุปกรณ์ทำครัวของญ๊่ปุ่น และเสื้อผ้าต่างๆ เลย เป็นอีกที่ที่ชอบมาก สำหรับใครเป็นพวก Salmon Lover ไปเหอะ รับรองชอบแน่ๆ

4. UNIVERSAL STUDIOS JAPAN

ที่อยู่: 2 Chome-1-33 Sakurajima, Konohana Ward, Osaka, 554-0031, Japan

ค่าเข้าชม: สำหรับตั๋วแบบ 1 วัน ผู้ใหญ่ ราคา 7,200 JPY เด็ก ราคา 4,980 JPY ผู้สูงอายุ ราคา 6,470 JPY (ทุกราคารวมภาษีแล้ว แต่ราคานี้ยังไม่รวมบัตร Express Pass นะ ซึ่งราคาจะสูงกว่าเท่าตัวเลย)

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 17:00 น. (Low Season) และ 9:00 – 21:00 น (Peak Season)
วันปิดทำการ: ไม่มี

การเดินทาง: ลงสถานี Nishikujo แล้วเปลี่ยนมาเป็น JR สาย Yamesaki ลง Universal-City Station เดินต่ออีก 10 นาทีถึงเลย

ยูนิเวอร์ซัล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan, USJ) คือสวนสนุกแห่งแรกในเอเชียเลยนะ ใครที่คิดว่าเป็น USS (Universal Studios Singapore) เหมือนอิชั้นตอนแรกก็ต้องหน้าแตกไป คือเปิดตัวอย่างอัลการในปี 2001 แต่คือแม่งเริ่มมาบูมอีกครั้งตอนสร้างเมืองจำลองของแฮรี่พอตเตอร์นี่แหละ

ข้างในมีเครื่องเล่นเยอะมาก แบ่งเป็นหลายโซน ไม่ว่าจะเป็น New York, Hollywood, Jurassic Park, Minion Park, Universal Wonderland, Lagoon, Water World, Amity Village, และ The wizarding World Harry Potter ที่พลาดไม่ได้เลย ซึ่งบรรยากาศก็หลากสีสัน สนุกมากๆ แถมยังมีขบวนตามเทศกาลต่างๆ มาเดินรอบสวนสนุกเป็นเวลาไปอีก อย่างตอนที่เราไปกันคือเป็นช่วง Summer ทุกคนก็จะเอาน้ำมาสาดใส่กัน สนุกมากๆ

และถ้าจะให้แนะนำเครื่องเล่นที่ผมเองก็ชอบเป็นการส่วนตัว นั่นก็คือ Backdrop Coaster กับ Flying Dinosaur อันนี้คือสนุกมากๆ ส่วนโซนเดินเล่นและทำกิจกรรมต่างๆ คงยกให้เป็นโซนนี้เลย The wizarding World Harry Potter อยู่ได้ทั้งวันจริงๆ แล้วข้างในยังมีเครื่องเล่น 4D อยู่ในโรงเรียน  Hogwarts ด้วยนะ ห้ามพลาด

5. TEMPOZAN GIANT FERRIS WHEEL

ที่อยู่: 1 Chome-1-10 Kaigandori, Minato Ward, Osaka, 552-0022, Japan

ค่าเข้าชม: คนละ 800 เยน

เวลาเปิด-ปิด: 10:00-22:00 (เข้าชมก่อนเวลา 21:30)

วันปิดทำการ: ไม่มมี

การเดินทาง: ลงที่สถานี Cosmosquare Station ที่เกาะซากิชิมะ แล้วนั่งรถรางไปต่อราวๆ 10 นาทีถึง

จริงๆ มาที่นี่ก็ไม่เชิงมาแค่ชิงช้าสวรรค์สวยๆ ตรงข้าม USJ หรอก แต่ตรงนี้คือ ย่านริมอ่าวโอซากา (Osaka Bay Area) เลยนะ เรียกได้ว่าฮิตสุดไม่แพ้ย่านใดๆ ซึ่งก็สรางขึ้นเป็นเกาะและคาบสมุทรที่นี่พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก หอดูดาว และห้างสรรพสินค้าทั้งในแต่ต่างประเทศ แถมยังได้บรรยากาศแบบ Water Front เป็นท่าเรือเก๋ๆ ด้วย

แม้ว่าจะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายสำหรับคนที่มีเวลาเหลือก ก็ไม่ควรพลาดทุกจุดบนเกาะนี้ แต่สำหรับคนที่มาที่นี่ครั้งแรก ก็คงต้องแนะนำ Tempozan  นี่แหละ ข้างบนสามารถชมวิวแบบ 360 องศา ที่ชิงช้าความสูงสุด 112.5 เมตรจากพื้น ยังไงถ้ามีโอกาสได้ไป ก็อย่าลืมชวนคนรักคนรู้ใจขึ้นไปนั่งชิงช้าเล่นกันนะครับบบบบ > <

6. UMEDA SKY BUILDING

ที่อยู่: 1 Chome-1-87 Oyodonaka, Kita Ward, Osaka, 531-6023, Japan

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1000 เยน เด็กมัธยมต้นและปลาย 700 เยน เด็กประถม 500 เยน

เวลาเปิด-ปิด: 10:00-22:30 (เข้าชมได้ถึง 22:00)

วันปิดทำการ: ไม่มี

วิธีการเดินทาง: ลงสถานี Osaka หรือ Umeda แล้วเดินไปประมาณ 10-15 นาทีถึง

จุดนี้เรียกได้ว่าเป็นย่านเศรษฐกิจ ธุรกิจแล้วใจกลางของโอซากาก็ได้ว่า เรียกเต็มๆ ว่าอาคารชมวิวอูเมะดะสกาย (Umeda Sky Building) หรือที่รู้จักกันในชื่อ New Umeda City คืออยู่ใกล้สถานีใจกลางเมืองอย่าง Osaka เลยนะ ด้วยความสูงของตัวอาคารถึง 173 เมตร จึงนับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมอาคารสูงที่รูปทรางแปลกตา มีจุดชมวิวชั้นลอยฟ้าที่ 39 เรียกได้ว่าชมวิวเมืองแบบเต็มอิ่มเลย

มากไปกว่าชั้นบนที่ดูวิวได้ ในตึกยังมีชั้นใต้ดินที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร Takimi-koji โดยออกแบบจำลองถนนของญี่ปุ่นในสมัยต้นโชวะ ชั้นอื่นๆ ก็จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานต่างๆ ช่วงที่เราไปไม่ได้ขึ้น จึงไม่มีภาพด้านบนเก็บมาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน แต่ก็ถือว่าเป็นอีกที่ที่ห้ามพลาดเลยนะ

7. SHINSAIBASHISUJI AREA

ที่อยู่: Chuo Ward, Osaka, Japan

เวลาเปิดปิด: ไม่แน่นอนแล้วแต่ร้าน บางรานตีสามยังเปิดอยู่

การเดินทาง: ลงที่สถานีชินไซบาชิ (Shinsaibashi) แล้วเดินเล่นได้เลย

จริงๆ ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) มันอยู่ใกล้ย่านดังๆ อย่างย่านมินามิ นัมบะ (Minami Namba) ด้วยนะ ก็ถือโอกาสพูดไปพร้อมๆ กันเลยแล้วกัน เพราะเดินเชื่อมต่อกันงงย่านไปหมด จุดนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองโอซาก้า (Osaka) เรียกได้ว่าเป็นย่านยอดสุดฮอตของเหล่านักท่องเที่ยวเลย คือถ้ามาโอซากาแล้วไม่มาเที่ยวย่านนี้ถือว่ามาไม่ถึง เพราะเป็นย่านศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโอซากาและภูมิภาคคันไซนาจาาาา

จริงๆ ตรงนี้มีแลนด์มาร์กของเมืองอย่างเจ้าป้ายกลูลิโกะอยู่ที่ย่านนี้อีกด้วย ซึ่งเดี๋ยวจะพูดในหัวข้อถัดไป ซึ่งแหล่งช้อปปิ้งสตรีทจะรวมตัวกันอยู่ระหว่างสถานีรถไฟนัมบะ (Namba) และสถานีรถไฟชินไซบาชิ (Shinsaibashi Station) นอกจาก Shopping แล้วก็ยังมีร้านอาหาร ร้านเหล้า บาร์ โหวววว คือเป็น Night Life อีกจุดหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งลามไปถึงจุด Landmark ที่จะไม่พูดถึงที่อยู่ในหัวข้อถัดไปไม่ได้เลย

8. DOTONBORI AREA

ที่อยู่: 1 Chome-9 Dotonbori, Chuo Ward, Osaka, 542-0071, Japan

ช่วงเวลาเปิดปิด: ไม่แน่นอนแล้วแต่ร้าน

การเดินทาง: ลงสถานีนัมบะ (Namba) หรือ สถานีนิปปอมมาชิ (Nippombashi) เดินประมาณ 5 นาทีถึง

ใครมาโอซากาก็ต้องนึกถึงย่านนี้แน่นอน โดทมดบริ (Dotonbori) เป็นแหล่ง Shopping mี่ดังสุดๆ และยังมีความโรแมนติกอีกด้วย จริงๆ ย่านนี้เป็นซับย่อยอยู่ในย่านดังด้านบน แต่ที่บรรยากาศแปลกกว่าคือมีสะพานข้ามคลองโดทมโบริ ซึ่งทั้งสองฝั่งเป็นแหล่ง Shopping ขนาดใหญ่ของโอซากา บริเวณริมคลองจะติดไฟโคมเหลืองนวลชวนสร้างบรรยากาศมากๆ

และจุดที่พลาดไม่ได้ และเรียกคนทั่วโลกมาเดินย่ำที่นี่ ก็เห็นจะเป็นป้ายไฟกูลีโก ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายผ่านทางอินเตอร์เน็ตและโฆษณาต่างๆ จุดนี้สามารถเดินไปที่สะพานเอบิซูนะ คนจะพลุกพล่านตลอดทั้งคืน ก็นอกจากจะมีของซื้อของฝายของฝากเสื้อผ้ารองเท้าราคาถูก จุดนี้ยังมีร้านดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมนูปูยักษ์ ราเม็งสูตรต้นตำรับที่ตอนเราไปช่วงตีหนึ่ง ยังมีคนต่อแถวอยู่เลย ยังไงลองไปกินกันครับ

9. HARUKAS 300

ที่อยู่: 1 Chome-1-43 Abenosuji, Abeno Ward, Osaka, 545-0052, Japan

ค่าเข้าชม: คนละ 1,500 เยน

เวลาเปิด-ปิด: 10:00-22:00

วันปิดทำการ: ไม่มี

วิธีการเดินทาง: ลงที่สถานี Tennoji Station แล้วเดินเข้ามาในตึกได้เลย

จุดชมวิวอาเบะโนะ ฮารุกัส (Abeno Harukas) ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ Tennoji  ด้วยความสูงมากถึง 300 เมตรเลขกลายมาเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโอซากา หรืออาจจะสูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย ข้างบนสวยมากนะ โดยการมาชมวิวจะอยู่ที่ดาดฟ้าชมวิวมีชื่อว่า Harukasu 300 อยู่บนชั้น 58-60 ซึ่งจะต้องมาแลกตั๋วหรือบัตรเข้าชมที่ชั้น 16  แล้วขึ้นลิฟท์ต่อไปที่ชั้น 60

ตั้งแต่ชั้นชั้นที่ 58 ถึง 59 จะมีลานระเบียงไม้ ร้านคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก มีสระว่ายาน้ำด้วยนะ เหมาะสำหรับคนที่หาที่ Dinner บรรยากาศดีๆ มาก ซึ่งเราก็ไม่ได้ใช้บริการอะไรหรอก เราขึ้นมาบนชั้นที่ 60 เลย ก็สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา โดยจุดที่ผมชอบที่สุดคือฝั่ง West (ทิศตะวันตก) สวยมาก เพราะมีกระเบื้องแก้ว ทำให้เราลอยฟ้าอย่างสมจริงมากขึ้น

ซึ่งในตึกนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าอาเบะโนะ ฮารุกัส คินเทซุ (Abeno Harukas Kintetsu Department Store) ที่เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ทั้งหมด 100,000 ตารางเมตร เป็นอาคารที่มึตึกปีกย่อยแยกไป แบนรด์ต่างๆ มากมายเข้ามาลง ร้านอาหารด้านบนเพียง และชั้น 10 ของบางช่วงเป็นดาดฟ้าพลาซ่า ที่มีบรรยากาศเป็นสวนผักขนาดเล็กและศาลเจ้าอีกด้วย

และนี่ก็เป็น 9 จุด Check in ห้ามพลาดสำหรับคนที่มาเยือนโอซากาครั้งแรกสำหรับผมที่ต้องแนะนำว่าห้ามพลาดเลยทีเดียว ขอโทษที่ผมไม่ใช่สายกราบไหว้เท่าไหร่ ในลิสต์เลยไม่เห็นศาลเจ้าหรือวัดต่างๆ อย่างไรก็ตามสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของโอซาก้าได้ อย่างรวม Cafe ห้ามพลาดใน Osaka ตามลิ้งค์นี้ https://www.palapilii.com/archives/13116 หรือรีวิวทริป โอซากา เกียวโต นารา ภายใน 4 วัน 3 คืน จากลิ้งค์นี้ https://www.palapilii.com/archives/16679 หวังว่าทุกคนจะมีความสุขและได้รับประโยชน์จากบทความสั้นๆ บทความนี้ของผมนะครับ ขอบคุณครับ

11 วิธีการเบื้องต้น ที่ทำให้คนทำงานประจำเที่ยวง่ายเที่ยวถูกกว่าชาวบ้านเค้า

11 วิธีการเบื้องต้น ที่ทำให้คนทำงานประจำเที่ยวง่ายเที่ยวถูกกว่าชาวบ้านเค้า

เมิง…

คืองี้….

กูทำรีวิวท่องเที่ยวมา 6 ปีละ ถู ๆ ไถ ๆ จนรู้วิธีการเดินทางในหลาย ๆ แบบ ซึ่งในแบบที่กูถนัดสุดคือ แบบที่คนทำงานประจำมีวันน้อยๆ ไปเที่ยวด้วยงบที่มันจำกัดแบบไม่เว่อร์วัง ที่สำคัญคือ กินดี อยู่ดี

ในที่นี่คำว่ากินดีอยู่ดีของแต่ละคนก็จะต่างกัน แต่กูขอบอกเลยว่า คำว่ากินดีอยู่ดีของกูนั้น อยู่ในพื้นฐานการใช้ชีวิตที่อยู่ในระดับปานกลางขึ้นไป นี่ก็ว่าเทสต์กูก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ซึ่งจากหลาย ๆ คอมเม้นท์ ไม่ว่าใต้โพสต์หรือการแชร์ ก็จะมีหลากหลายความเห็น แต่มีอยู่ความเห็นแนวหนึ่งที่กูเห็นใจ และอยากบอกว่ากูก็ไม่ได้ต่างอะไรจากมึงเลยในสมัยก่อน นั่นก็คือคอมเม้นท์เชิงแบบว่า…

” ทำไงถึงจะได้ไปแบบนี้บ้าง ”

” อยากไป แต่เงินไม่มี ”

” เมื่อไหร่จะมีเงินได้ไปเที่ยวเหมือนคนอื่นเค้… สัส!!!

เมิงเลิกบั่นทอนตัวเองด้วยคำพูดที่ทำร้ายตัวเองก่อนเลยเป็นอันดับแรก กูแค่อยากจะบอกว่า ถ้ามึงอยากเดินทางจริงๆ มันมีหลายวิธีที่เค้ามาเป็นตัวช่วยเรา ไม่ว่าจะโปรฯ ต่าง ๆ วางแผนก่อนเที่ยวดี ๆ หาอะไรทีี่เราไปแล้วเงินในกระเป๋ามันรับได้ ซึ่งการวางแผนที่ดีแม่งมีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องรบ เรื่องเที่ยว และเรื่องรัก อ่ะฮิ้ววววว!!!

ฉะนั้นแล้ว การที่คนทำงานประจำอย่างเรา ที่มีค่าใช้จ่ายมากมายกับรายได้ที่ฟิกซ์คอร์สต่อเดือนมาให้แล้ว ก็ต้องประมาณเงินของแต่ละคนเอาเอง ว่ามีประมาณไหน มีเยอะ ก็สบายหน่อย มีน้อยก็ต้องทำใจ และถ้าอยากไปจริง ๆ ต้องเก็บอย่างมีวินัย และความเลิศคือการหาเงินเพิ่มในอีกทางหนึ่ง ซึ่งนี่สนับสนุนมาก ๆ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาดูวิธีที่จะทำให้การท่องเที่ยวใน Destination นั้น ๆ ของเราเป็นไปได้กันดีกว่า ว่าหลักการและวิธีการที่กูใช้มาตลอด 6 ปีเนี่ย มีประมาณไหน ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่า เราจะไม่นับรวมในทริปไปตายเอาอาบหน้านะ เพราะมันคนละแบบกัน อ่ะเริ่ม!!!

  1. หา Destination ที่เป็นไปได้ก่อน เป็นไปได้นี่คือหมายความว่า ที่ที่ไม่ไกลเกินไป อาจใช้งบน้อย ไม่ต้องทำวีซ่า และดูไม่อันตรายสำหรับมือใหม่อย่างเรา
  2. ซึ่ง จริง ๆ แล้ว ทุกที่แม้แต่ในประเทศไทยก็อันตรายหมดแหละ ฉะนั้น การจะไปในที่ใดที่หนึ่งในช่วงนั้น ๆ ที่เราแพลนไว้ ต้องดูข่าวสารบ้านเมืองเค้าด้วย ว่าเกิดเหตุอะไรหรือเปล่า เช่น มีการประท้วงไหม แผ่นดินไหวไหมเอ่ย ภูเขาไฟอยู่ในช่วงประทุหรือไม่ อะไรประมาณนั้น
  3. ค่าเงินจะบอกว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเราตลอดทั้งทริปนั้น เรื่องนี้ อาจเอาไปคิดควบคู่กับ Destination ก็ได้ อย่างเช่น ช่วงนี้ เงินเยนของจี่ปุ่งลดค่าลงมาจากที่เคย 1 JPY = 30 THB ตอนนี้เหลือ 28 THB นั่นหมายความว่า Destination นี้ก็น่าสนใจ หรือถ้าเรากำลังแพลนว่าจะไปอยู่แล้ว ก็ควรรีบทำให้เป็นไปได้เสียเดียวนั้น เพราะ…. จังหวะแบบนี้ไม่ได้มีบ๊อยบ่อยยยย ฮ่าๆๆๆๆ
  4. เราศึกษาข่าว ดูค่าเงิน หา Destination ที่นี่ก็ต้องมา Focus และ Zoom in เข้าไปใน Area ที่เราจะไปแล้วล่ะว่า จำนวนวันที่เรามี มันพอกับ Area ที่มีให้เราหรือเปล่า เช่น จะไปเวียดนาม ในโซนใต้ มีเวลา 4 วัน เราก็มาดูว่า 4 วันนี้ เราสามารถไปที่ที่เราอยากไปครบหรือเปล่าภายใน 4 วันนั้น ถ้าได้ ก็เดินหน้าต่อเลย
  5. ซึ่งการที่เราแพลนไว้คร่าว ๆ เบื้องต้นจากข้อสี่ จะทำให้เราเห็นสภาพทริปของเราคร่าว ๆ แล้วว่า วันนี้ เวลานี้ ตัวเราจะอยู่ที่ไหน และเราสามารถที่จะรู้กิจกรรมนั้น ๆ รวมถึงวิธีการเดินทางในการย้ายตัวเองไปแต่ละที่ ต้องใช้เวลาในการเดินทางเท่าไหร่ และปัจจัยเท่าไหร่ด้วย
  6. จากข้อห้า เราจะประเมินราคาของทริปทั้งหมดคร่าว ๆ ได้โดยที่เรายังไม่ต้องไปเองเลย เอาจริง ๆ เพียงห้าข้อข้างบนมันก็ควบจะจบได้แล้วในสมัยก่อน เพราะเทคโนโลจี มันไม่ได้ดี และมีอะไรมาช่วยให้เราเที่ยวง่ายขึ้นมากเท่าทุกวันนี้ จริง ๆ จองตั๋วตอนนี้ ก็ไป Destination ที่เราอยากจะไปได้เลยตอนนั้น
  7. แต่… ทุกวันนี้การแข่งขันมันสูง เลยทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเรานั้น มีตัวเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นของสายการบินต่าง ๆ ส่วนลดจาก Code ของเว็บนั้นเว็บนี้ หรือแม้การะทั่ง Promotion อื่น ๆ อีกมากมายที่เราจะพบเจอระหว่างทางที่เราเดินทางท่องเที่ยว
  8. เอาล่ะ เรามาเริ่มจองตั๋วเครื่องบินกันได้แล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าจะบินต่างประเทศ แนะนำ https://www.skyscanner.co.th/ แต่ถ้าบินภายในประเทศ แนะนำตัวนี้ https://www.traveloka.com/th-th/ ทั้งสองเว็บนี้คือเว็บไซต์ที่ผมใช้บ่อยที่สุด และจัดการรูทบินให้เราได้รวดเร็ว เหมาะสมกับราคา ตัวตัวกรองความต้องการของเราได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นช่วงบิน เวลาบิน การต่อเครื่อง และอื่นๆ อีกมากมาย
  9. ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วเนี่ย Promotion ที่หลาย ๆ เพจ หลาย ๆ เว็บไซต์บอกมา คนทำงานประจำอย่างเรามันไปไม่ได้ตามราคานั้นหรอก ถ้าได้คือโคตรฟลุ๊ค รู้ไหมทำไม เพราะวันที่เราไปมันเป็นวันหยุดยาวไง เรื่องอะไรผู้ประกอบการเค้าจะไปให้มึงใช้ส่วนลดในช่วงที่เค้ามั่นใจว่าเค้าต้องขายหมดแน่ ๆ 100% กูพูดถูกป้ะ เพราะฉะนั้น ดูโปรฯ อ่ะ  ดูได้ แต่ซื้อได้ในราคาโปรฯ ไหม ก็อีกเรื่องหนึ่ง ลืม ๆ มันไปเถอะ คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดจริง ๆ คือพวก Freelance หรือพวกที่มีธุรกิจส่วนตัว ไม่ได้ฟิกซ์วันหยุดยาวเหมือนชาวบ้านเค้า
  10. ถ้ามีตั๋วแล้ว การมีที่พักก่อนในบางวัน ก็ย่อมดี ซึ่งตอนนี้คงไม่แนะนำเว็บอื่นแล้วอ่ะ เพราะ www.booking.com คือมาเป็นอันดับหนึ่งเลย และถ้าเพื่อน ๆ จองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิทนะ เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรฯ แบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว แต่มีข้อแม้ว่าใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้น และยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป
  11. มาถึงตรงนี้ มีตั๋วบิน มีแผนเดินทาง มีที่พัก ต่อไปบางกิจกรรมเนี่ยนะ ถ้าเราจองไว้ก่อนไป มันจะช่วยประหยัดเวลามั่วหน้างานของเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเล่นเครื่องเล่น ซิมการ์ด บัตรรถไฟ และอื่น ๆ เยอะแยะตาแป๊ะไก่ แนะนำให้จองผ่านสองเว็บนี้ นั่นก็คือ KKday และ Klook ทั้งสองเว็บนี้ จะจ่ายบัตรต่าง ๆ พร้อมแจ้งเงื่อนไขที่เข้าใจง่ายมาทาง e-mail และจะให้ Bar code เรามาเพื่อ Scan รับหน้างาน คือง่าย สะดวก ประหยัดเวลา โลกทุกวันนี้ ไม่ต้องใช้กระดาษกันแล้วครับ ทุกอย่างอยู่ในมือถือ และสุดท้ายรู้ไรไหม การจองไปก่อนผ่านสองเจ้านี้ ส่วนใหญ่จะถูกกว่าไปซื้อหน้างานด้วย ฮ่าๆๆๆ

อ่านมาจนถึงข้อ 11 คิดว่าทริปมึงคงเป็นรูปเป็นร่างแบบเอาแต่ตัวเข้าไปในเกมส์และแพลนที่วางอยู่ได้แล้วล่ะ แต่ปัญหาของคนทำงานประจำอย่างเรา นอกจากเงินที่บ่น ๆ กันแล้ว ก็มีเรื่องขอหัวหน้าลางานให้ได้นี่แหละ ที่แม่ง โคตรน่าเบื่อเลย หวังว่าทั้ง 11 ข้อนี้จะช่วยให้ใครหลายคนที่ท้อ หรือกำลังงงว่าจะเที่ยวยังไงให้สามารถควบคุมการเดินทาง บัดเจ็ท และอะไรอีกหลาย ๆ อย่างได้ไม่มากก็น้อย แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

7 เหตุผล ที่วัยรุ่นไทยควรไปถนนข้าวสารสักครั้งในชีวิต

7 เหตุผล ที่วัยรุ่นไทยควรไปถนนข้าวสารสักครั้งในชีวิต

พอโจทย์คือถนนข้าวสาร เลยไม่รู้จะพูดถึงถนนข้าวสารยังไงดี ให้ทุกคนเข้าใจ เพราะหลายคนมีหลากความคิด และแน่นอนว่า ถนนข้าวสารของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันแน่นอน บางคนบอกว่าดี บางคนว่าไม่ดี เสี่ยง อันตราย ดูเป็นแหล่งมั่วสุม มียาป้ะเนี่ย ไปต้องเสียตัวแน่เล…ดี!!! แงงงงง อันนั้นก็ดูจะเก็บกดเกินไป แต่เอาเป็นว่า ถนนข้าวสารที่หลายคนรู้จัก ทั้งเคยไปและไม่เคยไป เรื่องดีๆ มันก็มีนะ

ถ้าย้อนกลับไป ครั้งแรกที่ไมไปข้าวสารคือช่วงที่ทำเทปสั้นๆ เทปหนึ่งที่ชื่อ 18 hours in Bangkok (ดูวีดีโอคลิ๊กนี่) ครั้งนั้นเป็น one day trip ที่เหนื่อยมาก ถ่ายกับทีมงานรุ่นแรกๆ (ต้องขอบคุณที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กัน) ซึ่งมันก็เป็นการเปิดโลกของเราไปเลย ตอนนั้นเหมือนว่าจะทำอะไรก็เอาให้สุดเหวี่ยง ภาพในวันนั้น จบด้วยความจำคร่าวๆ คือถอดเสื้อ ยืนบนเก้าอี้ เอ๊ะหรือโต๊ะวะ นั่นแหละ แต่ถอดเสื้อ ยืนบนที่สูงๆ แล้วควงเสื้อตัวเองยั่งกับโรบินฮู้ดดดด

ไอ่บ้าเอ้ยยยย หน้าตาหล่อๆ ไปทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง แต่มันก็เป็นการปลดปล่อยที่ดีสุดๆ เลยนะ เป็นการไปข้าวสารที่ไม่เจอและสัมผัสกับสิ่งที่คิดว่าจะมีอย่างยา คนไม่ดี หรือคนลวนลาม อะไรแบบนั้นไม่มีเลย เหมือนทุกคนมาสนุกกันมากกว่า มาเปิดโลก ที่สำคัญคือต่างขาติกับคนไทยครึ่งๆ เลยล่ะ วันนี้เลยจะมาพูดถึงบางมุมในข้าวสารที่เราชอบ และมันทำให้เราอยากกลับไปอีก

  1. Street Food ที่นี่ถือเป็นที่ที่หลายคนจะหาของกินแบบ local ได้ง่ายมากๆ และบางครั้งคำว่า local มันจะลึกมาก มากเสียจนบางเมนูคนไทยเองหลายคนก็ยังไม่เคยลองอย่างเช่น แมงป่องทอดเสียบไม้ เป็นต้น
  2. Chill ถนนข้าวสารตอนกลางวันเป็นอย่างไรผมไม่รู้ แต่ตอนกลางคืนเหมือนทุกอาคารนัดกันเปิดเพลงแข่งกัน ช่วงที่เราเดินผ่านร้านไหน เราก็จะเต้นตามจังหวะเพลงร้านนั้น เหมือนเก้าอี้ดนตรีอ่ะ
  3. Stranger คนแปลกหน้า ที่ไม่น่ามารู้จักกัน ข้าวสาร มันก็คงจะเป็นที่ที่เอาคนที่มีความรู้สึกเดียวกันมาเจอกัน ณ ขณะนั้น บางครั้งที่ไป เราจะได้เพื่อใหม่กลับมา เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อนสมัยประถมหรือมัธยม แต่เป็นเพื่อนที่มีอารมณ์ตรงกันในตอนนั้น และบางครั้งก็ลากยาวจนมาถึงตอนนี้
  4. Friend ที่นี่ยังเป็นที่ที่รวมเพื่อนเก่า ก๊กแก๊งค์เก๋าๆ วัยโจ๋ของเราได้อย่างดี มันเหมือนมาย้อนเวลาไปทำอะไรบ้าๆ ด้วยกัน ยิ่งอายุน้อย ยิ่งสนุก พออายุเยอะแล้วจะคิดถึงตอนอายุน้อยๆ งงไหม ลองไปดูเลยถ้างั้น
  5. Drunk เป็นที่ที่เมาแล้วสนุกมาก สนุกหลุดโลก อาจจะไม่เมาแค่เครื่องดื่ม แต่จะเมาบรรยากาศด้วย เพราะบรรยากาศมันเหมาะแก่กันทำตัวมึนๆ มาก และนอกจากเครื่องดื่ม บรรยากาศ แสงสี เสียงเพลง จะทำให้คุณเมาแล้ว เพื่อนที่ไปกับเรานี่แหละ จะทำให้เรายิ่งเมาเร็วขึ้น อ่ะ… ชนนนน!!!
  6. Dance โอ้ยยย ปกติเป็นคนอายๆ พอไปที่นี่ที่เรา Step จากรากลึกมันออกมาทุกที บางท่าไม่รู้มาจากไหน แต่มันออกมาแล้ว โอเย โอเย๊
  7. Connection หลายครั้งที่ไปข้าวสารกลับมาแล้วได้ Connection ดีๆ มาด้วย ทั้งเพื่อนในไทยและต่างประเทศ เราจะได้ Connection ที่สามารถนำมาประยุกต์กับงานเราได้ หรือแม้แต่เราไปเที่ยวต่างประเทศในประเทศที่เพื่อนเราอยู่ นั่นก็เป็นอีกโอกาสที่เค้าสามารถsupport เราได้ เพราะฉะนั้นจง Keep in touch พวกเขาเหล่านั้นให้ดีๆ

นี่คงเป็นเหตุผลบางส่วนเท่านั้น ที่อยากทำให้ผมกลับไปที่นั่นบ่อยๆ มันสนุก มันปลอปล่อย และปล่อยวางในชั่วขณะ อาจจะผิดศีล ๕ ไปหนึ่งวัน แต่ก็ทำให้ชีวิตเราถูกเติมเต็มในบางมุมที่เราห่างหายไป

จริงๆ แล้วการไปข้าวสารเราควรหาที่พักแถวนั้นไปเลยด้วย เพราะกว่าจะกลับก็ดึก และอาการเราคงไม่สมบูรณ์ 100เหมือนตอนมาแน่นอน มีอยู่ที่หนึ่งที่ location ดีสุดๆ อยากจะแนะนำ นั่นคือ Ibis Styles Bangkok Khaosan Viengtai

เอาล่ะ… ถึงเวลาขายของแล้ว ถึงหน้านี้หลายคนคงบ่น และกำลังจะปิดกระทู้นี้ไป แต่เดี๋ยวก่อน ลองมาดูข้างในและบริการต่างๆ ของที่นี่ก่อน รับรองว่าจะไม่เสียใจ และอาจจะกดจองที่พักไปสำหรับทริปข้าวสารครั้งหน้าก็เป็นได้

Ibis Styles Bangkok Khaosan Viengtai เป็นที่พักที่อยู่ในถนนรามบุตรตรี อยู่ถนนถัดจากถนนข้าวสารที่สามรถเดินถึงกันได้ ซึ่งถนนรามบุตรตรีจะเป็นอารมณ์แนวชิลๆ หน่อย มีร้านนวด ซึ่งแตกต่างจากถนนข้าวสาร ตัว ibis khaosan เองดูดี มีร้านอาหารและคาเฟ่หน้าร้าน รวมถึง bakery

ด้วยพอเข้าไปดูข้างในต้องบอกว่า เรียบแต่โก้จริงๆ ห้องพักทั้งหมดมี 215 ห้อง มีทั้งสแตนดาร์ดเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องพักสำหรับสามคน รวมไปถึงห้องแบบครอบครัวที่ถูกจองเต็มตลอดถ้าไม่ book มาก่อน

“สตรีทส์” ร้านอาหาร บาร์ และเบเกอรี่ ที่ทำให้แขกได้รับประสบการณ์การทานอาหาร และดื่มเครื่องดื่มที่ไม่เหมือนใคร เพราะอาหารได้รับการปรุงแต่งตามแบบต้นตำหรับทั้งอาหารไทยและนานาชาติ ส่วนเครื่องดื่มก็เป็นสูตรพิเศษที่มีการคิดค้นขึ้นมาโดยเฉพาะจากผู้มีประสบการณ์ เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงดึก นอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารแล้วในช่วงค่ำเพื่อนๆ จะได้ซึมซับบรรยากาศของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาบนถนนเส้นนี้ ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

เมนูเย็นนี้ของผมก็จะเป็น กรีนสลัด (ไซด์ดิช) 50 บาท หอยแมลงภู่ผักโขมอบชีส 180 บาท สเต็กปลาแซลมอนซอสมะขาม 620 บาท และหอยเชลล์อบซอสไวน์ขาว สไตล์เวียงใต้ 650 บาท ทั้งหมดรสชาติดีมากๆ

มากไปกว่านั้นยังสามารถจัดงานประชุมได้ด้วยนะ ซึ่งห้องรามบุตรตรี ที่มีพื้นที่ขนาด 320 ตารางเมตร ความสูงจากพื้นถึงเพดาน 4.3 เมตร เหมาะสําหรับใช้เป็นห้องประชุม และห้องจัดงานระดับกลาง จนถึงขนาดใหญ่ อย่างงานประชุมเสวนา ทอล์คโชว์ รวมถึงงานเลี้ยงงานแต่งงาน ความสามารถในการรองรับแขกขึ้นอยู่กับรูปแบบที่นั่ง ซึ่งสูงสุดถึง 300 คนครับผม

อ่าาา… และที่นี่ก็มีสระว่ายน้ำเก๋ๆ มีบาร์ และบริการอาหารเช้าพร้อมที่พักด้วย ที่สำคัญคือ ใครจะไปคิดว่าข้าวสารจะมีที่จอดรถ 7 ชั้นในอาคาร บ้าไปแล้ว

แต่ที่นี่มีครับ บอกแล้วว่าอย่าพึ่งปิดกระทู้นี้ก่อน หากใครสนใจสามารถติดต่อตามช่องทางต่างๆ ของทางโรงแรมได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้เลย

Hotel website: www.ibisstylesbangkokkhaosan.com

Facebook: https://www.facebook.com/ibisStylesKhaosan/

Twitter: https://twitter.com/Ibis_Khaosan

Instagram: https://www.instagram.com/ibisbangkokkhaosan/

7 คาเฟ่ห้ามพลาด เมื่อไป “โอซาก้า”

7 คาเฟ่ห้ามพลาด เมื่อไป “โอซาก้า”

สวัสดีครับเพื่อนๆ เป็นอีกครั้งที่ไมพลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้ท่องเที่ยวไปในดินแดนใหม่ๆ ที่ในชีวิตยังไม่เคยได้ไป ใช่ครับ ผมยังไม่เคยไป ” โ อ ซ า ก า ” ให้ตายเถอะ ด้วยภาระหน้าที่ การงานต้องมาก่อน ฉะนั้นแล้ว การเดินทางครั้งนี้ เลยให้น้องเพ้นท์สุดน่ารักเดินเรื่องแทน

ซึ่งก่อนไปเราก็ได้พูดคุยกันแล้วล่ะ ว่าทริปครั้งนี้ เราจะเอาอะไรมาพูดให้เพื่อนๆ ฟังดี นี่คิดไปเองแล้วว่ารีวิวโอซากาคงมีกันทั่วบ้านทั่วเมือง เลยจับคอนเท้นท์ที่มันแคบลง จนสุดท้าย การเดินทางครั้งนี้ เลยได้คอนเท้นท์เล็กๆ น่ารักๆ เอาไว้ support การเดินทางของโอซากา ด้วยวาร์ป 7 คาเฟ่ ที่เมื่อคุณไปโอซากา เราต้องขอบอกเลย… ว่าห้ามพลาด!!!

การเดินทางครั้งนี้ เป็นอีกครั้งที่พิเศษมากๆ เพราะ NokScoot เค้าพึ่งเปิดรูทบินตรง กรุงเทพ – โอซาก้า แบบสดๆ ร้อนๆ และในช่วงโปรฯ นี้เอง ที่เพื่อนๆ สามารถใช้ช่วงเวลาดีๆ แบบนี้ จองตั๋วบินไปกลับโอซาก้าในราคาเที่ยวเริ่มต้นที่ 3,900 บาท หากเพื่อนๆ สนใจเข้าไปจองได้ที่นี่เลย https://www.nokscoot.com/th/

การเดินทางจากกรุงเทพไปโอซาก้า ใช้เวลาราวๆ 4 – 5 ชั่วโมงเท่านั้น ภายในห้องโดยสารและที่นั่ง ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป เหมาะสำหรับคนไทยอย่างเรา พนักงานดูแลดี คอยไถ่ถามและให้ความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง เรามีหน้าที่เดียวคือนั่งยาวๆ บนเครื่องบินลำใหญ่ Boing 777-200 ลำนี้ ซึ่งช่วงเวลาที่เราไปคือบินเที่ยงคืน ทำให้ตื่นมาเช้าที่โอซาก้าพอดี

อีกเรื่องก่อนถึงเนื้อหา หากใครที่ต้องการบินแบบหลากหลาย ลองใช้ traveloka ในการจองดูนะครับ ทาง traveloka จะทำการจัดการหาไฟลท์ที่เหมาะสมกับแผนการเดินทางของเราได้ดีมากๆ โดยเราเพียง filter หรือกรองข้อมูลที่เราต้องการไปในเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ก็จะได้รูทบินที่เหมาะกับแพลนของเรามาได้ง่ายๆ ทากไปกว่านั้นคือตัว traveloka เอง ยังสามารถจองที่พักได้อีกด้วย เพียง search ชื่อที่พักที่เรารู้ หรือหากไม่รู้ก็เพียง search เมืองที่เราจะไป ทาง traveloka ก็จะรวมที่พักทั้งหมดที่อยู่ในเมืองนั้นมาให้เราเลือกเลย

อีกสิ่งที่ชอบจากการได้ใช้ traveloka คือ มันสามารถกดเข้าไปเลือกที่พักใน map ได้เลย คือไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ก็แค่เลือกที่พักที่อยู่ใกล้ๆ เรา แค่นั้น สะดวกมากๆ นี่พูดเยอะเกินไปละ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันที่ร้านแรกกันเลยยยย!!!

Brooklyn Roasting Company สาขา Kitahama

การเดินทางทางนั้นแสนง่าย เพียงลง osaka metro สถานี kitahama สายสีน้ำตาลเข้ม (เดินใกล้กว่า) หรือสายสีแดง yodobayashi (ถ้ามาจากย่าน namba มาสายนี้จะสะดวกกว่า)

ร้านนี้เป็นสาขากาแฟจากอเมริกา บรรยากาศตกแต่งเหมือนอยู่ในย่านบรูคลินนิวยอร์ค เหมือนชื่อเลย นอกจากจะมีกาแฟกับเบเกอรี่แล้ว ร้านนี้ยังมีซุ้เมขายดอกไม้ในร้านด้วย และสำหรับคนที่อยากรับลมเย็นๆ จากธรรมชาติ เพียงเปิดประตูอีกบานในร้านออกไปก็ได้เจอกับบรรยากาศชิลๆ เย็นๆ ริมแม่น้ำ ชิคไปอีกแบบ

ในส่วนของเมนูที่สั่งวันนี้ เราได้สั่งตัว maple shay shay (500 yen) ซึ่งเป็นกาแฟลาเต้เย็นใส่ ไซรัปเมเปิล รสชาติหอมหวาน มีกลิ่นเมเปิลเบาๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบทานกาแฟร้อน เมนูนี้น่าจะถูกใจหลายๆ คน

อีกเมนูที่สั่งคือ คาปู฿ชิโน่ร้อน (450 yen) กาแฟนที่ร้านนี้รสชาติค่อนข้างอ่อน ทานง่ายกินไม่ยากเลย แต่สำหรับคนที่ชอบทานรสแน่นๆ ลองขอเพิ่ม extra shot ดู น่าจะถูกใจกว่า

เมนูขนมของที่ร้านเริ่มต้นที่ 100 เยน เราลองสั่ง cnaelle มากิน รสหนึบๆ แน่นเนย อร่อยดี

Location: 2 Come-1-16 Kitahama, Chuo Ward, Osaka, Osaka Prefecture

เวลาทำการ: 08.00 – 20.00 (จันทร์ – ศุกร์) และ 10.00 – 19.00 (เสาร์ – อาทิตย์)

Unir beans 1600

ร้านกาแฟนอุดมการณ์แน่วแน่ อยากเสิร์ฟกาแฟที่ตัวเองทานแล้วอร่อยให้คนอื่นได้รับรสชาติชื่อ Unir เป็นภาษาละตินแปลว่าหนึ่งเดียวกัน เจ้าของร้านต้องการจะสื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวของกระบวนการผลิตกาแฟนตั้งแต่ต้นน้ำ (เกษตรกร) ยันปลายน้ำ (ลูกค้า) ว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อพัฒนาวงการ Specialty Coffee

ร้านนี้มาจากจากโตเกียว เปิดในห้าง hankyu ชั้น10 สังเกตง่ายๆ มียีราฟ กับ พวกสัตว์ต่างๆ อยู่ข้างๆร้าน (ติดกับร้านleica) ถ้าเพื่อนๆคนไหน อยากมาช้อปย่าน umeda มาแวะพักกินกาแฟที่นี่ น่าจะผ่อนคลายไม่น้อย ที่ร้านไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง หากอยากนั่งพัก ฝั่งตรงข้ามร้านจะมี สแตนที่นั่งใหญ่ๆ ไว้ให้กับลูกค้าในห้างนั่งกันอย่างคึกคักหากขึ้นไปชั้นบนของห้างจะมีเป็นโซนขนม มีหลายร้านมากๆ เรียงรายกันเลือกไม่ถูกแน่ๆ สาวกของหวานน่าจะชอบใจ

กลับมาที่ร้านกาแฟกันต่อ ร้านนี้มีขายทั้งอุปกรณ์ เครื่องบด เมล็ดกาแฟ เครื่องดื่ม ร้านนี้พิเศษกว่าร้านอื่นตรงที่หากซื้อกาแฟ ครบ 200 กรัม (จะถุง 100 กรัม 2 ถุง หรือ 250 กรัม 1 ถุง ก็ได้) จะได้ทานกาแฟฟรี 1 แก้ว ซึ่งบาริสต้าจะเป็นคนเลือกเมล็ดกาแฟให้เรา รอบที่เราไปเราสั่งนิการากัว กลับบ้าน 1 ถุงใหญ่ (1600 เยน) เลือกฟรีเป็น อเมริกาโน่เย็น บาริสต้าทำเป็นเมล็ดเอทิโอเปียให้กิน รวมๆ ค่อนข้างบาลานซ์ บอดี้ไม่หนักมาก รสชาติอมเปรี้ยว ถือว่าคุ้มค่า กับราคาที่จ่ายไปจริงๆ

Location: 10f hankyu department store. 8-7 Kakudacho, Kita, Osaka, Osaka Prefecture.
เวลาทำการ: 10.00-21.00 ของทุกวัน

Milpour

เรามาต่อกันที่ร้านที่ 3 ร้านนี้ไม่ธรรมดา ตรงที่ บาริสต้ามีดีกรี osaka latteart champion 2015 วิธีเดินทางมาก็ไม่ยาก 250 เมตรจากosaka metro shinsaibashi สายสีแดง

ที่ร้านขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ organic และ ฮอตดอกที่ใช้ขนมปังจากยีสต์พิเศษ เนื้อเหนียว กรุบ และไส้กรอกนิ่มๆทำจากหมูเลี้ยงในฟาร์มปล่อย วันนี้เราลองสั่งchlli dog (390เยน) มาทานคู่กับ hot latte short (350เยน)

บรรยากาศร้านออกแนวอบอุ่น มีโต๊ะบาร์ในร้านใกล้ๆบาริสต้า กับโต๊ะรวมด้านนอกร้าน ร้านนี้เราประทับใจแก้ว take ของที่ร้านมาก สวยและดูดี รสชาติของกาแฟ ที่เราทานทำจากเมล็ด mill pour blend ของที่ร้าน (บราซิลกับอะไรสักอย่าง) คั่วเข้ม แต่รสชาติละมุนทานแล้วรู้สึกเหมือนกินชอคโกแลต ที่มีรสฉ่ำๆของผลไม้

อร่อยขนาดที่ต้องซื้อกลับบ้านมาทำทานเลย ตัวฮอตดอกไม่ต้องพูดถึง chilli แซ่บๆทานกับไส้กรอกและขนมปังชั้นเลิศเป็นเมนูรองท้องระหว่างวันได้อย่างลงตัว
Location:  3 Chome−6−1Ōsaka-fu, Ōsaka-shi, Chūō-ku, Minamisenba,
เวลาทำการ: 8.00-19.00 จ-ศ และ 10.00 – 19.00 ส-อา

HOOP

ร้านที่4 เป็นร้านที่เราชอบ concept การทำธุรกิจของที่ร้านมาเป็น ร้าน share roaster โดยจะให้คนมา shareเครื่องคั่ว(ของที่ร้าน), share ความรู้ และประสบการณ์การทำกาแฟกัน เครื่องคั่วที่ร้านนี้ใช้คือ probat สุดยอดเครื่องคั่วจากฝรั่งเศส

นอกจากนี้ที่ร้านยัง share พื้นที่กับร้านขายตุ้มหู และเสื้อผ้าผู้หญิง ในชั้นเดียวกันอีกด้วย นอกจากการขายเมล็ดกาแฟ ที่ต้องบอกว่าราคาถูกมากๆ (1000 เยน 250กรัม) ที่ร้านยังมีเมนูเครื่องดื่มให้เราทานอีกด้วย เราสั่งกาแฟดริป (500เยน)

ให้บาริสต้าแนะนำ ได้มาเป็น colombia เพราะเค้าบอกว่าลอตที่ได้มานี้ผลผลิต colombia เป็นลอตที่ดีที่สุดของปี รสชาติของกาแฟ ทานแล้ว acidity ดีมากๆรสชาติออกแนวcitrus เต็มปากเต็มคำ เผลอๆ ทานไปคุยไปหมดแก้วโดยไม่รู้ตัว บางทีที่ร้านยังจัด workshop share ความรู้ระหว่างคนในวงการกาแฟอีกด้วย

Location:  4 Chome−7−15, B1F, Ōsaka-fu, Ōsaka-shi, Chūō-ku, Minamisenba,
เวลาทำการ: 8.30-19.00 อ-ศ10.00-19.00 ส-จ

LILO COFFEE

Lilo coffee มี slogan ที่เปลี่ยนไปในแต่ละปีส่วนของปีนี้ คือ “life is colorful” จากการที่เป็นปีที่เจ้าของร้านพบผู้คนในวงการกาแฟใหม่ๆ มากมาย ร้านนี้มีกาแฟให้เลือกหลากหลาย origin มากๆ มากจนเลือกไม่ถูกเจ้าของเป็นช่างตัดผมที่ใฝ่ฝันอยากมีโรงคั่วกาแฟ

วันหนึ่งได้รู้จักกับเจ้าของที่จะปล่อยให้เช่าพื้นที่พอดี แต่ร้านที่ผ่านๆมาไม่เคยมีร้านไหนอยู่รอดในทำเลนี้ได้เลย เจ้าของตึกต้องการคนที่จะมาเปิดร้านที่จะพัฒนาย่านทำเลนี้ไปด้วย ฮัตตะซังจึงสนใจและชวนเพื่อนมาเปิดโรงคั่วกับร้านกาแฟด้วยกันที่นี่ เพื่อตอบแทนพื้นที่ที่สร้างชื่อเสียงให้ร้านตัดผมของเขา

วิธีการมาก็เดินมา ไม่ไกลจากย่าน ชอปของสายสตรีทแฟชั่น amemura วันนี้เราทานกาแฟมาเยอะเลย ขอสั่งเป็นของหวานแต่ยังคงเป็นกาแฟ อย่าง afforgato (450เยน) เมนูนี้ของที่ร้านสามารถเลือกได้ 2 แบบคือ regular bean กับ premium bean ซึ่งรสชาติก็จะต่างๆกันตามorigin

เราลอง regular bean เป็น lilo blend รสชาติจะออกแนวเข้มๆไหม้ๆหน่อย เวลาทานคู่กับไอศกรีม วนิลา โรยผงโกโก้ ได้รสชาติ salty เข้ากันสุดๆ กินเพลินๆ
Location: 1 Chome-1-10-28 Nishishinsaibashi, Chūō-ku, Ōsaka-shi, Ōsaka-fu
เวลาทำการ: 11.00-23.00 ยกเว้นวันเสาร์ 9.00-23.00

STREAMER COFFEE

ร้านต่อมาคือ streamer coffee ติดกับ lilo เลยร้านนี้เป็นร้านของ hiroshi sawada ชายญี่ปุ่นคนแรกที่ได้แชมป์ world latte art champion ร้านนี้เป็นสาขามา ที่ 6 จากสาขาแรกที่ชิบูย่า โตเกียว ร้านนี้เป็นร้านแนวๆ เหมือนร้านขายเสกตบอร์ด ดัดแปลงเป็นร้านกาแฟยังไงยังงั้น

ผู้คนที่มาทานที่ร้านนี้ก็แต่งตัวกันแนวๆ จัดเต็มกันทั้งนั้น ถือว่าเป็นที่รวมตัวของขาโจ๋ที่ย่านนี้เลยทีเดียว ในส่วนของกาแฟไม่ต้องพูดถึง

ถ้ามาร้านนี้ไม่กิน hot latte ถือว่าผิด เพราะสกิล latte art ของพนักงานแต่ละคนบอกเลยว่าสุดยอดมากๆ ผ่านการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันจริงๆนอกจากความสวยงามแล้วรสชาติยังถูกใจเราที่สุดในทริปนี้ เราสั่ง streamer latte (แก้ว12oz, 570เยน) แก้วนี้แค่ดูลาย latte art ก็คุ้มแล้ว

กับ special of the month เป็นเมนู mocha caramel maple (600เยน) รสชาติสุดยอดมากๆ หวานมันเข้มหอม รสของกาแฟมาเต็มๆ ไม่โดนนมกลบ มีรสชาติชอคโกแลตแซมๆมาแบบอุ่นๆ ปิดท้ายด้วยรสชาติของเมเปิล ชอบมากขนาดก่อนกลับยังแวะกลับไปทานอีกรอบ
Location: 1 Chome-10-19 Nishishinsaibashi, Chūō-ku, Ōsaka-shi, Ōsaka-fu
เวลาทำการ: 9.00-21.00 (ทุกวัน)

จะให้เก็บแค่  content คาเฟ่อย่างเดียวก็กลัวจะเบื่อ จริงๆ โอซาก้า เป็นประเทศที่ควรมาหน้านี้เลยครับ ก่อนปีใหม่ และอีกทีที่แนะนำคือช่วง summer นี้พูดเหมือนเคยไป ไม่เคยนะ แต่ก็พอเก็บข้อมูลคร่าวๆ ไว้บ้าง

ร้านนี้ไม่อยู่ในโอซาก้า (แต่อยู่ใกล้ๆ) ยังไงเราก็อยากนำเสนอร้านนี้ที่สุด เพราะเป็นร้านที่รวมๆ แล้วประทับใจมาก ร้านนี้เป็นสาขาที่ตั้งอยู่ในเกียวโต แถวๆ วัดน้ำใส (คิโยมิตสุ) สาขา arayashima ใครผ่านมาเทค่ยวแถวนี้ ต้องโดนนะ

ร้านตั้งอยู่ในย่านที่มีความเก่าและใหม่าผสานกันได้อย่างลงตัว ทั้งสถาปัตยกรรม บ้านแบบโบราณ แต่ร้านรวงย่างนั้นมีทั้งขายขนาของฝากและร้านเสื้อผ้าสมัยใหม่ ปนๆ กันไป

วันนี้เราโชคดีมากๆ ที่ได้เจอคุณจุนอิจิ co-founder ขอ งร้านมาประจำการที่ร้านวันนี้ คนนี้การันตีรางวัล japan latter art champion กับเครื่องชงเครื่องบด อุปกรณ์จัดเต็มมากๆ สีขาวคุมโทน ถ่ายมุมไหนของร้านก็สวย เจ้าของร้านยังแอคท่าให้ถ่ายรูปแบบเท่ๆ ทุกชอตจนต้องกรี๊ดดดด


 
เราสั่ง Latter ร้อน (450 เยน) กับอเมริกาโน่เย็นร (450 เยน) มาชม หากเราอย่างสั่งกาแฟกลับบ้าน ร้ืานนี้จะคั่วสดๆ ภายในร้านให้เราเลย (ยกเว้นตัวที่ีใช้เสิร์ฟที่ร้าน จะคั่วมาแล้วแบ่งมาให้)
 

ร้านนี้มีหลายสาขามากๆ กระจายในหลายประเทศทั่วโลก กาแฟนรสชาติอร่อย ละมุน ลาเต้อาร์ทงามหยดส่วนกาแฟดำออกแนวเข้มไปนิดสำหรับเรา ถ้าใครมีเวลาเหลือ วางแผนเที่ยวเกียวโตสักวันก็อย่าลืมแวะมาร้านนี้ ประทับใจแน่นอน

Location:  3−47 Sagatenryūji Susukinobabachō, Ukyō-ku, Kyōto-shi, Kyōto-fu
เวลาทำการ: 8.00-18.00 (ทุกวัน)

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ contetn ที่น้องผมเดินทางไปรวบรวมมา หวังว่าเพื่อนๆ หลายคนคงจะชอบ และลอกตามใน 7 คาเฟ่นี่แหละ ถ้าสำหรับผมแล้ว จากทั้งหมด 7 ที่นี้ ผมชอบอยู่ร้านหนึ่ง และถ้ามีโอกาสได้ไป จะแวะไปที่ร้านนั้นแน่นอน แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม

10 ประเทศ NO NEED VISA สำหรับ Backpacker

10 ประเทศ NO NEED VISA สำหรับ Backpacker

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันก่อนเอา External มาเสียบดูรูปเก่าๆ หลายทริป ซึ่งแต่ละทริปก็มีทั้งในและนอกประเทศ โหหหห… นี่กว่าเราจะเที่ยวเก่งขนาดนี้เนี่ย ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเหมือนกัน เจออะไรที่คิดว่าคนอื่นคงไม่ได้เจอบ่อยๆ หรือเรื่องราวระหว่างทางบางอย่างที่คิดว่า ชาตินี้ คงไม่เกิดขึ้นอีก นึกแล้วก็คิดว่าประสบการณ์และโอกาสแบบนี้ ถ้าแก่ไป คงไม่ได้เจอแน่ๆ หรือจะแบกเป้หนัก 15 โล เดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ล่ะ ถึงตอนนั้นก็คงไปกับทัวร์แล้วล่ะ วันนี้เลยอยากจะให้ใครหลายคนเดินออกจากห้องสี่เหลี่ยมง่ายขึ้น โดยการหยิบเอา 10 ประเทศสำหรับนักเดินทางมื่อใหม่ ซึ่งใครที่กำลังหาที่ลงหรือตัดสินใจไม่ได้สักที่ว่าจะไปที่ไหน ลองดูในลิสต์ข้างล่างนี้ได้เลย เพราะทุกประเทศ NO NEED VISA จ้าาาาา!!!

ลาว : 30 วัน

ลาวเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่เริ่มต้นเดินทางง่ายที่สุด เพราะภาษาที่คล้ายคลึงกับบ้านเรา คนที่ภาษาอังกฤษแบบไม่ได้เลยแต่อยากแบกเป้เดินทาง แนะนำที่นี่ ค่าเงินก็คิดง่าย 1 บาท ราวๆ 300 กีบ ของกินอร่อย ที่เที่ยวบู้ๆ เยอะ โดยเฉพาะ แม่น้ำ และน้ำตก ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลักๆ ที่คนชอบไปกันก็อย่างเช่น ตาดกวางสี หลวงพระบาง บลูลากูน วังเวียง หรือดินแดนมหาน้ำตกอย่าง ปากเซ สำหรับผม ลาวเป็นประเทศที่มันโคตรๆ เลยล่ะ

BACKPACK หลวงพระบาง – วังเวียง – เวียงจันทร์ ด้วยเงิน 6,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/330

BACKPACK วังเวียง 4 คืน 3 วัน ด้วยเงิน 3,500 บาท [ไม่รวมค่าเบียร์]: https://www.palapilii-thailand.com/archives/3182

BACKPACK วังเวียง ด้วยเงิน 2,500 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/192

BACKPACK ปากเซ – ดานัง – ฮอยอัน ด้วยเงิน 7,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/656

กัมพูชา : 14 วัน

เป็นอีกหนึ่งประเทศที่สมัยก่อนตอนอยู่ประถมเข้าออกเป็นว่าเล่น เนื่องจากตอนเด็กๆ อาศัยอยู่ จ.สุรินทร์ จึงสามารถขับรถเข้าออกประเทศกัมพูชาได้อย่างง่ายดาย ซึ่ง ณ จุดนี้ สถานที่ท่องเที่ยวของกัมพูชาถือเป็นอดีต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลย อย่าง ANGKOR WAT ที่ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาชมความงามความยิ่งใหญ่ของประติมากรรมชั้นสวรรค์แบบนี้ ถือเป็นอดีต 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด ค่าเงิน 1 บาท จะมีค่าราวๆ 130 เรลว์ นอกจากนั้นยังมีประวัติอันโหดร้ายของพอลพจน์ให้ได้ตามรอยโศกนาฏกรรมที่สำคัญของโลกอีกด้วย…

BACKPACK นครวัด – นครธม – โตนเลสาบ ด้วยเงิน 4,000 บาท [ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน]: https://www.palapilii-thailand.com/archives/8580

BACKPACK นครวัด – นครธม ด้วยเงิน 2,500 บาท: https://pantip.com/topic/32255585

พม่า : 14 วัน

SEE ANGKOR WAT AND DIE, SEE BAGAN AND LIVE ถ้าคุณได้เห็นนครวัดแล้ว จะทำให้คุณตายตาหลับ และถ้าคุณได้เห็นทะเลสาบเจดีย์ที่พุกามแล้ว จะทำให้คุณอยากมีชีวิตอยู่ นั้นคือคำพูดหรือนิยามที่เป็น Flight บังคับให้เราต้องเที่ยวสองประเทศนี้ให้ได้ครับ กลับมาที่พม่า พม่าเป็นเมืองที่ยังไม่เจริญเท่าบ้านเรา แต่ก็เต็มไปด้วยสิ่งมงคลที่ทำให้ใครหลายคนบินลัดฟ้าไปกราบไหว้บูชาและขอพร เป็นประเทศอีกประเทศหนึ่งคงความเป็นตัวเองสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นประเพณี ธรรมเนียม ความเป็นอยู่ อาหารการกินหรือภาษา ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 42 จาต

A LITTLE MALDIVES | เกาะนาวโอพี ประเทศพม่า: https://www.palapilii-thailand.com/archives/3758

BACKPACK มัณฑะเลย์ – พุกาม 4 วัน 3 คืน ด้วยเงิน 10,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/10409

ซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้ง ย่อมมีการเดินทางที่แตกต่างกันไป บางทริปนั่งรถไฟ บางครั้งใช้รถ และถ้าเริ่มไปไกลหน่อยก็คงจะหนีไม่พ้นการนั่งเครื่องบินข้ามประเทศไป ซึ่งในจุดนี้ ตัวเลือกที่ดีสำหรับผมที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกคนได้รู้คือ เว็บไซต์ที่จะรวมเที่ยวบินของทุกสายการบินทั่วโลก พร้อมเปรียบเทียบราคาตั้งแต่น้อยไปมาก ให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อตั๋วเครื่องบินตามช่วงเวลาและราคาที่เหมาะสม อย่าง Traveloka ที่ผมใช้อยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง ยังไงลองเข้าไปในเว็บแล้วแกล้งจองตั๋วไปสักที่ดูครับ เอาล่ะ มาต่อกันดีกว่า…

เวียดนาม : 30 วัน

เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่ติดบอร์ดเดอร์ของไทย แต่บอกได้เลยว่าควรไปอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะซาปา ฮานอย ฮอยอัน หรืออะไรก็ตามแต่ ไปเถอะ ซึ่งที่นี่เค้าก็มีนิยามที่ถูกสร้างมาจากคนไทยว่า ” ไปแล้วไม่ถูกโกง ถือว่ายังมาไม่ถึง ” เห้ยยย อะไรมันจะขนาดนั้น แต่ก็นะ จะถูกโกงไม่ถูกโกงไม่รู้ ที่นี่นั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ มากมาย รวมไปถึงมีทะเลทรายที่ใกล้ประเทศเราที่สุดอย่างมุยเน่ห์ให้ได้เดินเล่นราวกับซาฮาร่าที่อียิปต์ ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 725 ดอง

20 ข้อควรรู้ ก่อนไปเที่ยวเวียดนาม: https://www.palapilii-thailand.com/archives/140

BACKPACK ซาปา – ฮานอย – ฮาลองเบย์ ด้วยเงิน 4,000 บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน): https://www.palapilii-thailand.com/archives/539

BACKPACK โฮจิมินห์ – ดาลัท – มุยเน่ ด้วยเงิน 5,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/5

BACKPACK ปากเซ – ดานัง – ฮอยอัน ด้วยเงิน 7,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/656

มาเลเซีย : 30 วัน

มาเลเซียจริงๆ แล้วเป็นประเทศที่อาจจะไปบ่อยกว่าประเทศอื่นโดยไม่จำเป็น เพราะที่ Kuala Lamphure ถือเป็น Port บินต่อสำคัญของสายการบินหลายประเทศบนโลก ซึ่งหากจะออกไปข้างนอกแล้วแวะไปถ่ายภาพกับ Landmark อย่างตึกแฝดปิโตนัส ที่เป็นตึกแฝดที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้วก็ไม่เสียหายอะไร แต่เมืองที่คนไทยและต่างชาตินิยมเห็นจะเป็นปีนัง ยังไงลองไปสักครั้ง มากกว่านั้นยังมี “คินาบาลู” ยอดเขาสูงชันที่ติดอันดับ Top Destition Trekking ของโลก ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 0.12 ริงกิต

69 ชั่วโมงในปีนัง ด้วยเงิน 2,000 บาท (ไม่รวมค่าเดินทาง ไทย – มาเลเซีย): https://www.palapilii-thailand.com/archives/279

สิงคโปร์ : 30 วัน

ใครกำลังเริ่มเที่ยวจนได้ที่ มาประเทศนี้ ต้องบอกว่าเหนื่อยมาก ถ้าคิดว่าการเดินป่าที่ลาวใต้จะเหนื่อย เดินบนทะเลทรายที่มุยเน่ห์จะร้อน หรือเที่ยวทะเลตามบ้านเราจะคูลแล้ว ลองมาที่นี่ดูสักครั้ง การเดินวันละ 10-20 กิโลเมตร/วัน สำหรับท่องเที่ยวที่นี่ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเลยทีเดียว ด้วยสัญลักษณ์ของ Merlion ที่มีแบ็คกราวน์เป็น Marina Bay Sand โรงแรมที่มีเรือยักษ์อยู่ด้านบน ประเทศนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายของประชาชาติ เพื่อนๆ จะได้เห็นคำว่าประเทศกำลังพัฒนาจริงๆ ก็ต่อเมื่อมาประเทศนี้ ไม่ใช่บ้านเรา!!! ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 0.04 SGD ซึ่งค่าครองชีพค่อนข้างพอตัวเลยล่ะ…

30 ข้อควรรู้ ก่อน BACKPACK ไปสิงคโปร์: https://www.palapilii-thailand.com/archives/32

SINGAPORE | NO PLAN \\ NO FRIEND: https://www.palapilii-thailand.com/archives/3119

[PALAPILII X AIRASIA] ไปสิงคโปร์แบบแบ๊งค์พัน 8 ใบมีทอน: https://www.palapilii-thailand.com/archives/1172

อินโดนีเซีย : 30 วัน

อีกหนึ่งประเทศที่ไปครั้งเดียวไม่พอจริงๆ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวมีเยอะมาก ซึ่งในรูทที่คนไทยชอบไปกันคือ โบรโม่ – คาวาอิเจี้ยน หรือจะใช้ชีวิตคูลๆ ที่บาหลี เป็นต้น แต่ที่นี่มีสถานที่ไปเยอะมากๆ แต่เป็นในแนวแบบธรรมชาติ ไปกี่ครั้งประทับใจทุกครั้ง วัฒนธรรม ของกิน น้ำตก ภูเขาไฟ ถนน ผู้คน โหหหหห พูดแล้วก็อยากกลับไปอีก การันตีจุดเริ่มต้นของ Backpacker หลายคนก็เริ่มจากตรงนี้นี่แหละ เพราะมาที่นี่ มันได้เห็นโลกที่เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 400 รูเปียส เรียกได้ว่าไปประเทศนี้ รวยเลย แลกไปที เป็นแสนนนน แต่กลับมาก็แสนสาหัสเหมือนกันนะ ฮาๆๆ เอาล่ะ ไป ควรไปจริงๆ

BACKPACK รินจานี – อินโอนีเซีย ด้วยเงิน 5,000 บาท [ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน]: https://www.palapilii-thailand.com/archives/5848

BACKPACK บาหลี – คาวาอิเจี้ยน – โบรโม่ ด้วยเงิน 5,000 บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน): https://www.palapilii-thailand.com/archives/2624

ฟิลิปปินส์ : 30 วัน

อีกหนึ่งประเทศที่ผมรักสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ภูเขาไฟ ทะเลที่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำและปะการัง กิจกรรมปีนผา โรยตัว กระโดดน้ำตกต่างๆ นาๆ ไหนจะเป็นแหล่งที่ดูปลาวาฬชื่อดังของโลกอย่างเมือง Oslob ที่ซีบูอีก ที่นี่ จึงเป็นอีกหนึ่งที่ที่เพื่อนๆ ควรแพ็คกระเป๋ามา เมื่อมีสกิล และภาษาที่พร้อมพอตัวแล้ว ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 1.65 เปโซ ของกินอร่อยดี หมาล่าก็ดี มะม่วงปั่นก็อร่อย ไปแล้วเอาให้สุดนะเมืองนี้ ยิ่งดำน้ำลึกเป็น ยิ่งคุ้ม!!!

BACKPACK ซีบู ฟิลิปินส์ 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 5,000 บาท [ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน]: https://www.palapilii-thailand.com/archives/5397

ญี่ปุ่น : 15 วัน

จริงๆ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เที่ยวง่ายแบบไม่ต้อง Backpack แต่ที่เราติดอันดับไว้ท้ายๆ เพราะอยากให้เพื่อนๆ ได้ทั้ง Backpack และลอง Road Trip ในญี่ปุ่นดูบ้าง ไม่ต้องนอนตามโรงแรมดีๆ นอนตามบ้านคนญี่ปุ่นจริงๆ หรือเกสท์เฮ้าส์ก็ได้ เพื่อนๆ จะได้เจออะไรที่แปลกไปแบบที่ไม่ใช่ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว หรือบรรยากาศวุ่นวายเหมือนห้าแยกของชินจูกุ จงไปเพื่อไปเอาความเป็นญี่ปุ่นกลับมา ลองดูนะ แล้วจะรู้ว่า ญี่ปุ่น แม่งเป็นแบบนี้นี่เอง และกลับมา อาจจะเกลียดการจัดการระบบบ้านเมืองของประเทศตัวเองเลยล่ะ ค่าเงิน 1 บาท ราวๆ 0.29 เย็น

ROAD TRIP ญี่ปุ่น 7 วัน เริ่มต้นจากนาโกย่า ไต่ขึ้นบนแล้วย้อนลงมาจบที่โตเกียว: https://www.palapilii-thailand.com/archives/3993

หิ ม ะ สุ ด ท้ า ย ที่ ฮ อ ก ไ ก โ ด | THE LAST WINTER AT HOKKAIDO: https://www.palapilii-thailand.com/archives/5246

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ” ญี่ ปุ่ น ” ก็ฟิน!!!: https://www.palapilii-thailand.com/archives/4570

ตะลุย HAKODATE – AOMORI – SENDAI 3 ที่ 3 สไตล์ ด้วย JR EAST-SOUTH HOKKAIDO RAIL PASS: https://www.palapilii-thailand.com/archives/7194

เมื่อผมส่งพี่ในทีมไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต [ F U K U S H I M A ]: https://www.palapilii-thailand.com/en/archives/9878

เล่นสโนบอร์ด กอดฟูจิซัง แล้วไปเซโรงังที่โตเกียวเก๋ๆ ด้วยงบไม่เกิน 30,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/4180

[PALAPILII X AIRASIAX] TOKYO 1ST TIME: https://www.palapilii-thailand.com/archives/1111

ROAD TRIP ฮอกไกโด 5 วัน 4 คืน ด้วยเงิน 23,000 บาท (รวมตั๋วเครื่องบินแล้วนะเนี่ย): https://www.palapilii-thailand.com/archives/11234

รัสเซีย : 30 วัน

ประเทศสุดท้ายจริงๆ มีหลายตัวเลือกมากๆ ที่จะเอามาลง แต่คิดว่าประเทศนี้ควรเป็นจุดเปิดทางการไปเที่ยวแบบ No Need Visa ทางฝั่งยุโรปได้สวยที่สุด เพราะเต็มไปด้วยอำนาจ ประวัติศาสตร์ ประติมากรรม รวมไปถึงวาทกรรมต่างๆ ที่จารึกไว้ตามร่องรอยของโบราณสถานอย่างปราสาทข้างหน้าผมตรงนี้ ที่คนออกแบบต้องถูกควักลูกตาออกทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้สามารถสร้างประติมากรรมที่สวยงามแบบนี้ที่ไหนอีกบนโลกใบนี้ มากไปกว่านั้นเนื่องจากว่าเป็นประเทศใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจ อำนาจในมือที่ผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกแล้ว ธรรมชาติยังยิ่งใหญ่อีกด้วย น้อยคนในไทยที่จะได้เดินทางไปทะเลาสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไบคาลเลคตอนมันเป็นน้ำแข็ง หรือขึ้นไปดูแสงเหนือทางตอนบนของประเทศ รัสเซียมีมากกว่าที่คิด และให้เดินทางกว่า 1 ปี ก็ยังเก็บครบไม่หมดทุกที่หรอก อยากให้เริ่มต้นกับยุโปร ในเมืองที่มีทั้งสถาปัตยกรรมของยุโรป และแนวธรรมชาติของเวลาในโซนนี้รวมกันอย่างกลมกลืน รัสเซีย จึงถูกดูดมาเป็นหนึ่งประเทศสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุดในลิสต์ของคอนเท้นท์นี้ และที่สำคัญ ภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นกับที่นี่ เพราะที่นี่ใช้แค่ภาษาของบ้านเค้าเท่านั้น ค่าเงิน 1 บาทประมาณ 2 รูปเบิล คิดง่ายดี…

BACKPACK มอสโก – เซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ด้วยเงิน 50,000 บาท: https://www.palapilii-thailand.com/archives/7536

เป็นยังไงกันบ้างครับ กัน 10 ลำดับกับประประเทศที่ผมเอามาปักไว้ในลิสต์สำหรับเหล่า Backpacker มื่อใหม่ที่อยากสร้าง passion ผ่าน mission ของตัวเอง จริงๆ แล้ว ไม่เป็น Backpacker ก็ไปได้ แค่คุณมีหัวใจที่รักในการก้าวไปเจอสิ่งใหม่ เพื่อไปหาแรงบันดาลใจ ความฝัน พลัง หรือรวมไปถึงไอเดียต่างๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดกับอะไรที่มีประโยชน์กับชีวิตเพื่อนๆ ได้ นั่นย่อมเป็นอะไรที่ดี ไปละนะ แล้วเจอกันระหว่างทาง

Pin It on Pinterest