กิน เที่ยว “เมืองคอง” นอน “บ้านอาชิ” จังหวัดเชียงใหม่ 2 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 6,000 บาท [รวมตั๋วเครื่องบิน]

แว่ว ๆ มาว่าปี 2019 ดอยหลวงเชียงดาว จะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวสายเขา ขึ้นไปเดินเล่นชมธรรมชาติด้านบน คงเป็นข่าวที่น่าเสียดาย หากเรื่องลือเล่าอ้างที่ว่านี้ เป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่วางแผน และเตรียมตัวจะเก็บยอดเขาลูกนี้ในปีนี้…

เหตุก็เป็นเพราะ เมื่อช่วง ก.ค. – ส.ค. ที่ผ่านมา มีเพลิงไหม้บางส่วนของดอยหลวง ทางเขตฯ จึงอยากปิดพื้นฟู และให้ธรรมชาติฟื้นกลับตัวมาโดยเร็ว ซึ่งเรื่องนี้เองนี่แหละ เลยเป็นเหตุผลหลักที่ไมเดินทางมาที่นี่ เพื่อมาที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใกล้เชียงดาว และก็ได้พบว่า… สถานที่แห่งนี้ มีน้ำตกลับซ่อนอยู่ในหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง

เรามีเวลาไม่มาก แต่อยากเที่ยวเสาร์อาทิตย์ไง โปรแกรมเลยดูรีบหน่อย แต่ก็ไม่ได้แน่นจนหายใจไม่ออก คือจริง ๆ ไมเดินทางตั้งแต่คืนวันศุกร์เลยนะ แล้วกลับเย็นวันอาทิตย์ ให้นับช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวจริง ๆ ก็คือ เสาร์เต็มวัน นอกนั้น เป็นวันเละเทะเองทั้งนั้น ฮ่า ๆๆๆ

MUANG KOKG

มารู้จักเมืองคองกันก่อนเลยดีกว่า จะไปกันแล้วหนิ ยังไม่รู้เลยว่าเมืองคองอยู่ส่วนไหนของเชียงใหม่ เอาจริง ๆ แล้วหากใครเคยไปบ้านระเบียงดาวมาเนี่ย ไปอีกครึ่งทางราว ๆ 24 กิโลเมตร ก็จะถึงเมืองคองแล้วนะ ขับต่อไปอีกสักชั่วโมงคือถึงเลยอ่ะ ภาพแรกที่เห็นเมืองคองคือบ้านนอกอ่ะ ก็เหมือนต่างจังหวัดทั่วไป มีบ้านตึกบ้าง ไม้บ้าง ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว มีทุ่งนามองไปสุดลูกหูลูกตาที่ Background เป็นภูเขาซ้อนกันเยอะ ๆ หน่อย

มีแม่น้ำไหลผ่าน มีโฮมสเตย์ขึ้นเรียงราย บรรยากาศดีนะ มีร้านกาแฟชิค ๆ มีร้านขายของแบบบ้าน ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวแบบแปะได้ (ติดไว้ก่อน) คือเหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อนทำนองนั้น ถ้าถามหาความตื่นเต้นตอนที่ไปถึงหรอ บอกเลยว่าดูภายนอกไม่น่าตื่นเต้น แต่รู้สึกว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ เกริ่นมาขนาดนี้ เรามาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า…

ทริปนี้เราเดินทางโดย Viet Jet Air ครับ เนื่องจากว่า ผมทำงานประจำ จึงจำเป็นที่จะต้องเดินทางในช่วงเย็นวันศุกร์ แล้วกลับเย็นวันอาทิตย์ พอเช็คเวลา Viet Jet Air ตอบโจทย์ช่วงเวลานี้ของผมมากที่สุด และราคาก็เหมือนจะถูกกว่าเจ้าอื่นด้วย ซึ่ง Flight ที่เราบิน คือ 20:25 น. แล้วไปถึงเชียงใหม่ 21:45 น. ตีไปง่าย ๆ คือชั่วโมงครึ่ง

พนักงาน Viet Jet ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวครับ หน้าตาน่ารักต้อนรับทริปนี้ตั้งแต่ตอนเช็คอินละ อีกอย่างที่ประทับใจสำหรับการเดินทางกับ Viet Jet Air คือที่นั่ง ใช่.. ที่นั่งคือสบาย และมีช่องว่างระหว่างแถวไม่แน่นจนเกินไปแบบเข่าไม่ติด จริง ๆ มีหลาย Flight ให้เลือกเลยนะ ยังไงเพื่อน ๆ ลองเข้าไปเช็ค Flight บินได้ที่ https://www.vietjetair.com/Sites/Web/th-TH/Home

อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับการเดินทางครั้งนี้คือรถเช่าครับ ถ้าเป็นสมัยวัยรุ่น เดินทางยังไงก็ได้ ไม่เกี่ยงเลย จะเหมาสองแถว เช่ามอไซต์แว๊นไป อันนั้นก็เคยทำมาหมด แต่โตมา ขอเป็นรถเช่าส่วนบุคคลขับสบาย ๆ หน่อยเถอะนะ และเจ้านี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก เพราะทุกคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว AVIS

จริง ๆ เรากับ AVIS นี่คือไปด้วยกันหลายทริปแล้วนะ เอาจริงคือชอบโทนสีที่แบบ พอลงเครื่อง เดินออกมาโซน Arrival แล้วไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกล หาแค่บูธสีแดง ๆ ก็เจอแล้ว AVIS คือหาง่าย แล้วตัว LOGO คือชัดเจน ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย เพื่อน ๆ สามารถหารถเช่าได้ทั่วเอเชียผ่านทาง http://www.avisthailand.com/EN/index.php

อย่างครั้งนี้เราไปกันหลายคน ก็เลือกรถแบบ SUV ได้มาเป็น TOYOTA CH-R ในราคาเพียงวันละ 1,000 บาท เช่าสองวันเพียง 2,000 บาท เท่านั้น หลักการง่าย ๆ สำหรับคนที่ไม่เคยจอง สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำและต้องมีง่ายนิดเดียว คือ

  1. ต้องใช้ Credit Card ในการค้ำประกัน
  2. ตอนไปรับรถต้องมีบัตรประชาชน และใบขับขี่
  3. ขับรถอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดร่องรอยหรืออุบัติเหตุ (ในส่วนนี้เราสามารถซื้อประกันเพิ่มเติมได้นะ)
  4. คืนรถด้วยน้ำมันที่เต็มถังเหมือนเดิม

เห็นไหม ง่ายนิดเดียว ไม่มีอะไรยากเลยทีนี้พอลงจากเครื่อง เราก็พร้อมที่จะเดินทางไปไหนต่อไหนกันแล้วล่ะ และอย่างที่บอก ว่าขอข้ามไปเช้าวันเสาร์เลยนะ เพราะคืนวันศุกร์ เละมาก แต่หากใครมาถึงดึก ๆ เหมือนพวกเราแล้วอยากหาร้านนั่งชิล บอกเลยครับว่ายากหน่อย ถ้าไม่ได้จองมา เพราะเชียงใหม่ ร้านเหล้า ผับ บาร์ คนจะเต็มตั้งแต่ห้าโมงเย็นเลยล่ะ อันนี้ไม่ได้โม้นะ เป็นเรื่องจริง

คืนนั้นเราไปเละกันที่ ตั้ง หวัง เจ๊ง ครับ เป็นร้านเหล้าชื่อดังของเชียงใหม่เลยนะ และหากใครจะหาของกินมื้อดึกหลังผับปิดในเชียงใหม่ คงปฏิเสธไก่ทอดเที่ยงคืนไม่ได้ ลาบบังเกอร์ก็ดี ไหนจะขนมจีนแถวกาดหลวงอีก และหม่าล่าริมถนนประปราย คือบอกเลยว่า ถ้าใครไม่เคยนะ ลองดูสักร้านที่ผมเอ่ยไปดู และจะรู้ว่า ถึงไม่เมาไปกินก็อร่อย ๕๕๕๕๕

SATURDAY’s MORNING

ทริปนี้เราซื้อผ่านบ้านอาชินะ คือซื้อเหมาทริปไปเลย เป็นทริปตะลุยเมืองคอง พร้อมที่พัก และอาหารสามมื้อ รายละเอียดคร่าว ๆ คือให้ไปเจอกันที่บ้านอาชิก่อน 9 โมงเช้า แล้วก็ต่อรถสองแถวข้ามเขาไปเมืองคอง จะมีกิจกรรมเดินป่า ไปน้ำตก ทำอาหารทานกันกลางป่าแบบโลคอล ๆ ไปดูงานของชาวบ้าน และจบด้วยล่องแพไม้ไผ่แม่น้ำคอง แล้วนั่งรถกลับมาที่บ้านอาชิมากินชาบูต่อ

ทั้งหมดที่พูดคือตอนนี้อยู่ช่วงโปรที่ 1,999 บาทนะ หลังจากนี้ เห็นว่าราคาจะดีดไปที่ 2,500 บาทต่อหัวเลย สำหรับผม ผมมองว่าคุ้มเลยล่ะ เดี๋ยวดูภาพบรรยากาศที่เราไปมาเรื่อย ๆ ก็ได้ว่าคุ้มไหม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือบางอย่างรายทางที่ไม่ถูกรวมอยู่ใน Budget นี้ที่ได้มาฟรี ๆ ผมว่าแม่งคุ้ม!!! ซึ่งจากตัวเชียงใหม่ขับมาเชียวดาวไม่นานเลยนะ ราว ๆ ชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงก็ถึงแล้ว ถนนขับง่าย เขตชุมชนมีประปราย แต่ก็ให้ระวังช่วงโค้งก่อนเข้าเชียงดาวหน่อย มีจุดอันตรายอยู่หลายจุด

ก่อนเข้ามายังบ้านอาชิ จะเจอจุด Highlight จุดหนึ่งคิดว่าทุกคนน่าจะชอบ เป็นจุดที่ถนนจะคดเคี้ยวลดหลั่นเป็นระดับแต่ยังอยู่ในสายตาที่เราสามารถมองเห็นได้อยู่ จุดนี้คือสวยมากกก และมีต้นไม้สูงใหญ่ตรงสู่ฟากฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ริมทางด้วย ยังไงลองสังเกตุดี ๆ

บ้านอาชิ จริง ๆ แล้วก็เป็นเกสต์เฮ้าส์ปกติทั่วไปนั่นแหละ แต่มันแตกต่างตรงที่เรื่องราวของบ้านนี้ต่างหาก รู้ไหมว่า เจ้าของบ้านนี้อ่ะ เค้าเป็นวิศวกร ทำงานอยู่สระบุรี ทุก ๆ เสาร์อาทิตย์ เค้าจะนั่งบัสจากสระบุรี ขึ้นมาเชียงดาว เพื่อมาต้อนรับแขกบ้านของเค้าตลอด ทำแบบนี้มาครบหนึ่งปีเต็มแล้ว ผมแวะมาที่นี่บ่อย ๆ เห็นพัฒนาการของบ้านดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ

ตัวบ้านอาจจะดูไม่น่าค้นหา หรือสวยจนต้องร้องว้าว แต่ความมีเสน่ห์ของมันคือความตั้งใจของเจ้าของบ้านนี่แหละ ความตั้งใจที่อยากจะเสิร์ฟเมนูไข่กระทะ Signature ในช่วงเช้าให้แขกได้ทานกันอร่อย ๆ ความตั้งใจที่จะให้แขกผู้พักได้นอนชมวิวดอยหลวงเชียงดาวแบบสบาย ๆ มีหมอนวดที่เรียกได้ หากต้องการ แล้วตอนนี้เค้าก็มีคาเฟ่แล้วด้วยแหละ หากใครมาเยือนที่นี่ ก็อยากให้มาชิมลาเต้สักแก้ว และให้กำลังใจเจ้าของบ้านกันหน่อย อ่อ… ลืมบอกไป นอกจากเจ้าของบ้านจะเป็นวิศวะที่ทำงานประจำนั่งรถมาดูบ้านทุกอาทิตย์จากสระบุรีแล้ว เจ้าของบ้านคนนี้ เค้ายังเป็นผู้หญิงด้วยนะ ปรบมือให้เค้าเลย!!!!

ตัดมาที่จุดเริ่มต้นของทริปเราดีกว่า เอารถจอดที่บ้านแล้วเปลี่ยนถ่ายคนไปที่รถสองแถวด่วน ๆ เลย จากนี่ไปเมืองคองระยะทางอาจไม่ไกลมาก แต่ต้องข้ามเขาและเส้นทางคดเคี้ยว ก็ใช้เวลาราว ๆ ชั่วโมงครึ่งละกัน

ระหว่างทางผ่านบ้านระเบียงดาว เลยเล่ากันว่า ตอนนี้โซนนี้เค้าไม่ได้เปิดให้พัก ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเก๋ ๆ แล้วนะจ๊ะ โดนข้อหาบุกรุกธรรมชาติไป ยังไงใครจะมาก็เช็คข่าวมาด้วย มาถึงเดี๋ยวเอ๋อแดก ไม่อยากให้แผนพัง เพราะขับรถมาถึงนี่ได้ก็ลำบากอยู่

ทุ่งนาเขียวขจีเต็มสองฝั่งข้างทางบ่งบอกว่าเราเข้ามาถึงตัวเมืองคองแล้วล่ะ พี่ผู้ใหญ่จอดรถ เตรียมอุปกรณ์ แล้วเกริ่นทริปคร่าว ๆ ให้เราพอเข้าใจแบบสังเขปพร้อมถามว่าใครว่ายน้ำไม่เป็นบ้าง แต่เอาจริง ๆ เป็นหรือไม่เป็นก็จอยทริปนี้ได้อยู่ดีครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปที่จุดแรกของทริปนี้กันก่อนเลย

จุดแรกเราต้องจอดรถ แล้วเดินเข้าป่าไปราว ๆ หนึ่งกิโลแม้วครับ จุดนี้เองจะมีน้ำตกลับที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคยเห็น หรือแม้แต่ Search ใน google เอง ก็อาจจะไม่เจอภาพตัวอย่างดูด้วยซ้ำ อ่ะ… เดี๋ยวลอง search ก่อน … น้ำตกถ้ำเกาะ

อีเหี้ย!!! ไม่เจอจริง ๆ ว่ะ เห้ย ลองเซิร์ชยัง ไม่เจอจริง ๆ นะ เอาล่ะ ก็ในเมื่อมันไม่เจอภาพตัวอย่าง ก็เดินเข้าป่าไปพร้อมกับเราเลยละกัน ระหว่างทางจะเจอหมอกลอยอยู่เหนือเขาเบา ๆ พร้อมกับพืชพรรณไม้ต่าง ๆ นานาที่บางทีก็ไม่รู้ชื่อ

มีจุดหนึ่งที่ทำให้ผมได้รู้จักต้นเกาลักและลูกเกาลักแบบยังไม่คั่วด้วย นี่คือครั้งแรกเลยนะ ที่เห็นผลเกาลักสด ๆ แบบนี้ พอเราตอกออกมา ก็จะเป็นเหมือนในร้านที่เค้าขายกันเลย แต่จะยังไม่ใช่สีดำน้ำตาล จะเป็นผลเขียว ๆ อยู่ ซึ่งสามารถกระเทาะออกมากินกัดสด ๆ ได้ แต่แนะนำให้เอาไปขั้วเหมือนในร้าน จะหอมอร่อยกว่า

เดินไปสักพัก จะเห็นป่าไผ่ ในเป็นสัญญาณบ่งว่าเราใกล้ถึงน้ำตกแล้ว ระหว่างนั้นพี่ ๆ ไกด์เค้าก็จะเอามีดที่พกมาด้วยฟันลำต้นไม้ไผ่ เพื่อเอาไปทำเป็นภาชนะให้เราบางส่วนบ้าง และหาหนอนไม้ไผ่ให้เราทานบ้าง และในที่สุด เราก็เจอตัวหนึ่ง…

เกริ่นไว้ก่อนเลยว่า นี่คือวิถีชีวิตของคนที่นี่ เค้าทานกันเป็นปกติ ไม่มีเหตุอะไรที่จะทำลายธรรมชาติหรือระบบนิเวศในป่าแห่งนี้ ตัวหนอนไม้ไผ่มันเคลื่อนตัวแบบน่าเกลียดน่ากลัวมาก หรืออาจจะเป็นเพราะเราไม่ชอบอะไรแบบนี้ก็ไม่รู้ คุณลุงบอกว่า ทานได้ ผมเลยจับตัวมันมาแล้วเอาเข้าปาก…

ฟันสองสี่หน้ากัดลงไปที่หนังกำพร้าของหนอนไม้ไผ่ เสียงดังเปาะ… แล้วน้ำสีขาว ๆ จากลำตัวของหนอนฯ ก็แตกเต็มริมฝีปาก พรางกระเซ็นไปโดนเพื่อน ๆ ที่ล้อมวงเข้ามาดู รสชาติเลี่ยนเบา ๆ ออกแนวมายองเนสผสมนมข้าว แล้วกัวนให้มันร่วน ๆ คำที่สองกัดไป รู้สึกถึงความคาว ตอนนั้นรู้สึกผะอืดผะอม อยากจะคายออ…ถุย!!!

มึงนี่ขี้โม้จริง ๆ ให้กินจริง ๆ มึงก็ไม่กล้ากินหรอกไม น่ากลัวโคตร ใช่ครับ แม่งโคตรน่ากลัว มันเคลื่นตัวได้น่าเกลียดมาก คุณลุงบอกว่าแดกสด ๆ ไม่ได้ครับ ต้องเอาไปทำให้สุกก่อน เราเลยพกหนอนไม้ไผ่ลงมาที่แคมป์กลางป่าของเราด้วย

อีกสิ่งสำหรับการเดินทางมาที่นี่ พวกเราพลาดมาแล้ว คือใส่กางเกงขาสั้น บริเวณนี้จะมีพืชชนิดหนึ่งที่ลำต้นมีหนามเต็มไปหมดเลย ระหว่างเดินให้ระวังดี ๆ ด้วย เพราะไม่อย่างนั้น หนามจะตำ และฝั่งตามผิวหนังเรา เจ็บเลยนะบอกไว้ก่อน

และไม่นานนัก ก็เจอแคมป์กลางป่าที่ว่าครับ ที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังจุดไฟเผาอาหารให้เรา ทริปนี้คือเค้าจะทำอาหารกันสด ๆ กลางป่าเลย เมนูหลัก ๆ จะเป็นหมกไก่ กับหมกปลา ทานกับข้าวเหนียวห่อใบตอง ก็คือเอาลำไม้ไผ่ที่ตัดมาข้างทางระหว่างเดิน มาทำเป็นภาชนะทำกับข้าวนั่นแหละ

เรื่องทำอาหารขอไม่ยุ่ง เดี๋ยวรอดูหน้าตาตอนเสร็จเลยแล้วกัน และแล้ว คุณลุงก็เอาหนอนให้คุณป้าไปจี่ครับ โห… สงสารหนอนมาก คือเราพูดออกมาเลยว่าสงสารหนอน แต่ชาวบ้านเค้าดูเฉย ๆ กับเรื่องพวกนี้ครับ คือมันเป็นวิถีชีวิตอ่ะ เค้าล่ามาเพื่อกิน มันก็ถูกแล้ว

แต่แม่งอร่อยจริง… ตะกี้พึ่งสงสารมันไปอยู่หยก ๆ ถ้าใครเคยกินดักแด้ นั่นแหละ รสชาติประมาณนั้นเลย แต่หวาน มัน และหอมอร่อยกว่าเยอะ อาจจะเป็นเพราะพึ่งจี่ร้อน ๆ และจี่ตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ล่ะมั้ง ยังไงใครที่กำลังจะตามรอยเรา ก็ลองสัมผัสประสบการณ์นี้ดูนะครับ

พื้นที่ที่เป็นเบสแคมป์อยู่ใกล้น้ำตกนิดเดียวครับ ซึ่งบริเวณนี้ เหมือนเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าให้ชาวบ้านสมัยก่อนด้วยนะ แต่ตัวโรงงานผลิตไฟฟ้าเหมือนปิดทิ้งร้างไปแล้ว อันนี้ค่อยไปหาข้อมูลกันต่อเอง เราไปดูน้ำตกถ้ำเกาะกันดีกว่า…

โห…. สวยงามเกินคาดคะนาจริง ๆ ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนี้ มันคือร่องหินที่ถูกทำให้แยกออกจากกันด้วยธรรมชาติ และก็มีน้ำไหลผ่านมาแบบไม่ขาดสายลงมาเรื่อย ๆ ประหนึ่งเหมือนอยู่ในถ้ำแต่ก็ไม่เชิง

ตรงนั้นบอกเลยว่าเย็นมาก เพราะเป็นน้ำที่มาจากภูเขา การได้เอาเรือนร่างไปสัมผัสและปล่อยให้น้ำตกตีพัดร่างกายเราในขณะนั้นคือที่สุดของทริปนี้จริง ๆ ไม่อยากให้พลาดเลย

เล่นน้ำกันเหน็ดเหนื่อย ก็ถึงเวลาทานข้าวแล้ว จะบอกว่า หน้าตาอาหารเกินคาดสุด ๆ คือน่าทานมากกกกกก ของมาก แล้วรสชาติอร่อยด้วย นี่ถ้าเกิดนี่ของปิ้งของย่างอีกสักอย่าง นี่คือใช่เลย

คือบรรยากาศมันดีไปหมดจริง ๆ อุปกรร์ทุกอย่างแทบจะเป็นจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็น แม้กระทั่งช้อนก็ทำจากไม้ไผ่ ระหว่างที่ทานก็จะมีดาวลอยจากพี่ ๆ คอยรินมาให้เราอยู่ร่ำไร เป็นอันไม่ต้องไปไหนกันพอดี บวกกับพืชเศษรฐกิจให้เราได้ลิ้มลองกลิ่นอาย ขอบอกว่าชวนฝันสุด ๆ

ดาวลอยคือเหล้าต้ม ที่ทางชาวบ้านเค้าต้มขายกันอย่างถูกกฏหมายนะครับ เพราะจำเป็นจะต้องไปซื้อหัวเชืั้อที่ถูกกฏหมายมาต้มขายกันในหมู่บ้านตามสัดส่วนที่ทางการกำหนดมาให้ ไม่ใช่ว่าอยากแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ตามใจชอบ แบบนั้นก็ไม่ใช่

พออิ่มหน่อย คุณลุงเค้าก็จะเอาใบชาไปต้มน้ำร้อนในกระบอกไม้ไผ่ และรินใส่แก้วไผ่ที่พึ่งตัดทำมาใหม่ ๆ ให้เรา กลิ่นชา กลิ่นไผ่ ตีกันไปหมด แต่ก็หอมในแบบที่ไม่เจอตามร้านไหนในเมืองแน่นอน

เราเดินกลับขึ้นมา ใช้เวลานานก็เก่า เพราะขาไปเป็นทางลง ขากลับเป็นทางชันขึ้น เหนื่อยหน่อย ก็พัก ชมบรรยากาศกลาย ๆ ชักภาพหมู่เป็นที่ระลึก ก่อนจะไปดูจุดชมทะเลหมอกตอนเช้า ที่พี่เค้าพูดหนักพูดหนาว่าสวยมาก ถ้ามาตอนเช้าตรู่

แต่ให้ตายเหอะ แค่นี้บรรยากาศก็สวยวัวตายควายล้มแล้ว ใครที่ชอบสีเขียว กลิ่นไอ่น้ำ สัมผัสของหมอก และเมฆน้อยที่ไหลหล่นระดับมาอยู่ในสายตาเราไหลเลื่อนผ่านไป รับรองว่าต้องชอบที่นี่แน่ ๆ

จริง ๆ จบจากจุดนี้เราต้องไปดูสิ่งท้อของหมู่บ้านนี่แหละ แต่เราขี้เกียจ เราเลยตัดช่วงเดินป่า 3 กิโลฯ และดูผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านออก ไปล่องแก่งกันเลย ซึ่งการล่องแก่งในทริปนี้ เราจะล่องแก่งราว ๆ 3 กิโลเมตร ตามแม่น้ำคองไปจนสุดเส้นทางที่ทางชาวบ้านกำหนดให้

วิวสองข้างทางจะทำให้เราเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่มากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นน้องควายแสนน่ารัก สวนผักและพืชผลนานาพันธุ์ริมน้ำ วิวภูเขาหลากหลายที่ไม่รู้ชื่อ และเห็นดอยหลวงเชียงดาว ที่น้อยคนจะเห็นในมุมนี้มาก่อน

คือล่องไปสามกิโลฯ เพลิน ๆ เลย เพราะวิว และบรรยากาศดีมาก ให้ภาพอธิบาย น่าจะเห็นอะไรได้มากกว่าตัวหนังสือ…

เอาจริง ๆ แล้วน้กก็ไม่ได้ลึกทุกช่วงนะ สามารถลงไปเล่นน้ำได้ แต่พวกเราไม่เล่นกันเลยอ่ะ ได้เบียร์กันคนละกระป๋องก็นั่งชิล กันไปจนสุดสาย บางจุดอยากบังคับเรือเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ชาวบ้านจัดการให้ แต่ก็อาจจะทุลักทุเลหน่อย ๆ

ก่อนกลับคุณป้าหยิบดาวลอยมารินให้พวกเราคนละหนึ่งจอก ถือเป็นการร่ำลากันไป คุณป้าต้องคิดถึงพวกเราแน่ ๆ พูดเลย เพราะแก๊งค์พวกเรา กิ่งเก่ง ดื่มเก่ง ดูดเก่งกันขนาดนี้ ต้องมีคิดถึงกันบ้างล่ะ แต่ก็เรียกได้ว่าทริปนี้ เอาแรงพวกเราออกจากร่างไปเยอะพอสมควร

ตัดมาที่บ้านอาชิ หลังจากล่อทริปเมืองคองจนหมดแรง ก็มาเติมพลังกันที่ชาบูสูตรอาชิกันต่อเลย เอาจริง ๆ ก็เป็นหมู่จุ่มง่าย ๆ แหละ แต่มันอร่อยไปด้วยบรรยากาศ บวกกับหมาล่าที่จัดมาให้เป็นถาด แล้วปิ้งทานกันเอง

คืนนี้บอกเลย No Alcohol ก่อนสักคืน อยากใช้ชีวิตติดธรรมชาติเบา ๆ ได้ยินเสียงนก เสียงจิ้งหรีด พรางเปิดเพลงร้องคลอตามเบา ๆ อาหารทุกอย่างสำหรับมื้อนี้ ผมทานจนเดินไม่ตรงอ่ะ พูดเลย

ใครกินต่อได้ ก็กินไป ใครไม่ไหว ก็ทยอยผลัดกันอาบน้ำ ที่บ้านอาชิจะเป็นห้องน้ำรวมส่วนหนึ่ง แล้วก็มีห้องน้ำในตัวด้วยส่วนหนึ่ง ก็แบ่ง ๆ กันอาบ ไป ตกดึกหน่อย อากาศก็ดีจนไม่ต้องเปิดแอร์หรือพัดลมแล้วล่ะ

เราเอาผ้าปูมาปูนอนคุยกันตรงระเบียง คุยได้ไม่นานก็แข่งกันหลับ แข่งกันกรน คงเป็นเพราะเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ใส่ไปตั้งแต่คืนวันศุกร์จนสุดเย็นวันเสาร์แบบไม่มีพักกันเลย นึกแล้วก็ยังติดใจ

SUNDAY SAY GOOD BYE

ตื่นเช้าวันอาทิตย์พร้อมกับแสงที่แยงตาหน่อย ๆ ตื่นแล้วก็ไม่อยากลุกไปไหน อากาศมันดี นอนตรงนั้น ก็เห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวจากระเบียงบ้านเลย ก็ขอนอนต่ออีกสักประเดี๋ยวแล้วกัน

แต่ไม่นานท้องก็ร้องแล้วล่ะ มื้อเช้ามื้อนี้ แม่บ้านอาชิ เสิร์ฟไข่กระทะ Signature จานฮิตให้เราทานกันอย่างร้อน ๆ คงไม่มีไข่กระทะที่ไหนมีรสชาติเหมือนบ้านอาชิหรอก

สามารถสั่งกาแฟ หรือชาขึ้นมาทานได้ หรือจะไปนั่งจิบเบา ๆ ด้านล่างบริเวณคาเฟ่ก็ดี ล้วนทำได้หมด เพราะไม่ว่าจะล่างหรือบน ก็ได้บรรยกาศดอยหลวงแบบใกล้ชิดเหมือนกัน

มีเวลาหน่อย แนะนำให้นวดที่นี่นะ เพราะสบายมาก ๆ นอกจากหมอนวดแต่ละคนจะมือดีแล้วเนี่ย บรรยากาศยังควบคู่ไปด้วยกันอีก นวดไปเพลิน ๆ หลับยาวแบบน้ำลายไหลได้เลยนะ ฮ่า ๆๆๆ

สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้พลาด คือบ้านอาชิอยู่ตรงข้ามกับถ้ำเชียงดาวเลย หากใครยังไม่เคยไป ลองไปหน่อย สวยเหมือนกันนะ บริเวณก่อนเข้าถ้ำมีสระสีเขียวมรกตที่มีปลาพลวงหินตัวใหญ่แหวกว่ายอยู่แบบน่ารักเลย

ส่วนข้างในก็จะเป็นถ้ำหินงอกหินย้อย ต้องใช้ตะเกียงไฟของชาวบ้านนำทางเข้าไป อันนี้ก็ Unseen ไปอีก ตะเกียงราคาตะเกียงละ 100 บาท ชาวบ้านหรือวิสาหกิจมวนชนเค้าจะพาเราเดินชมรอบถ้ำเลย แต่แต่งตัวไปแบบโปร่ง ๆ หน่อยนะ เพราะข้างในอึดอัดหน่อย ๆ เนื่องจากออกซิเจนน้อย

และนี่ก็เป็นอีกทริปหนึ่งที่ผมมองว่าโอเคเลยนะ สำหรับวันหยุดเสาร์อาทิตย์แบบนี้ หากเรา manage เวลาเหลือ อยากจะเข้าไปนั่งคาเฟ่เก๋ ๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ย่อมได้ ยังไงลองจัดการทริปสำหรับอาทิตย์หน้าของเพื่อน ๆ ดูกันนะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม : )

สรุปค่าใช้จ่าย

ทริปเมืองคอง คนละ 2,000 บาท

รถเช่า 2,000 บาท บวกน้ำมัน 500 บาท หากห้า ตกคนละ 500 บาท

ค่ากินจิปาถะ คนละ 500 บาท

ค่าเครื่องไปกลับ กทม. – เชียงใหม่ เฉลี่ย คนละ 3,000 บาท

ค่าใช้จ่ายทั้งทริป ตกคนละ 6,000 บาท

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *