เที่ยว “อียิปต์” แบบไม่ต้องกักตัว พร้อมแจกแพลนกับข้อควรรู้ที่ห้ามพลาด!!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.. ว่าโควิดกินเวลาชีวิตเราไปกว่า 2 ปีแล้ว บ้าจริง ทริปสุดท้ายที่ไปต่างประเทศล่าสุด คือจองตั๋วบินผ่าน Traveloka ไปรีวิวที่สิงคโปร์ กลับมาไทยต้องกักตัวต่ออีก 14 วัน ยังจำได้ดี แต่…..

ตอนนี้ มีหลายประเทศที่สามารถเดินทางไปได้แบบไม่ต้องกักตัว เข้าปึ้บ เช็กวัคซีนปั๊บ ก็เที่ยวต่อได้เลย ซึ่งหนึ่งในหลายประเทศที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากไทยไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องกักตัวได้นั้นก็คือ อียิปต์

ต้องบอกก่อนว่า อียิปต์ เป็นประเทศที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน และสถานที่แต่ละจุดคือ Amazing ทุกจุด จนหลายสำนักยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไปเลย และตอนไมไปช่วงขึ้นปีใหม่ของ 2018 ที่ได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเอง สัมผัสจากประสบการณ์จริง ก็ต้องบอกว่าไม่อยากให้พลาดเลย เพราะถ้าเราไม่ไปตอนนี้ ไม่รู้ว่าเราจะได้ไปอีกทีเมื่อไหร่นะ โลกทุกวันนี้แม่งคาดเดาอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ

วันนี้ไมก็เลยจะย้อนรอยทริปตัวเองด้วยการเริ่มจองตั๋ว แพลนการเที่ยวบวกกับแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ที่ห้ามพลาดให้เพื่อน ๆ ได้ลอกตามกันแบบ Step by Step เลย

STEP 1 – Check ตั๋วเครื่องบิน

ก็ยังคงเป็น Traveloka ที่ไมไว้ว่างใจ ถึงเค้าไม่จ้าง ก็ใช้เว็บนี้หากินในการเดินทางอยู่ดี เพราะหน้าจอสบายตา ใช้ง่าย มี filter กรองสิ่งจำเป็นที่ต้องการจะเห็น ไม่ว่าจะเป็น ราคา เวลา เที่ยวบิน คือสามรถกรองหาได้หมด

และถ้าเกิดว่าเราจะไปอียิปต์ช่วงนี้ ตั๋วบินไปกลับจะตกอยู่ที่ไปกลับราว ๆ 20,000 บาทเท่านั้น (search ผ่านลิ้งค์นี้ได้เลย: https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Cairo.CAI )

และสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ ก็สามารถจองผ่าน https://www.traveloka.com/th-th/flight/safe-travel ทางนี้ได้เลย เพราะตอนนี้มีฟีสเจอร์ใหม่ของ TVLK ชื่อว่า Flight Upgrade ที่เวลาจองตั๋วเครื่องบิน ถ้าหากว่าทำการอัพเกรดตั๋วเครื่องบิน จะทำให้สามารถเลื่อนไฟลท์ได้ไม่จำกัด และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เช่น น้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม และเช็คอินช่องพิเศษ แต่ต้องแล้วแต่เงื่อนไขของในแต่ละสายการบิน (ไม่ได้มี Flight Upgrade กับทุกสายการบิน depend on)

เป็นไงล่ะ… ราคาหน้าโดนมาก ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามีงานประจำอยู่ คงจองไป Road Trip สัก 14 วันแล้วล่ะ เอาล่ะ  STEP 1 ผ่านไป เรามาดู STEP 2 กันดีกว่า ว่าจะทำยังไงต่อดี

STEP 2 – วางแผนการเดินทาง

แผนการเดินทางที่ไมกำลังจะให้เพื่อน ๆ ใช้ในทริปนี้ บอกเลยว่า โคตรเด็ด และสามมารถลอกตามได้จริง หรือถ้าจะไม่ลอกทั้ง 100% ก็สามารถจับนั้นออก ดึงนี่เข้า ตาม life style ของเราได้เลย อ่ะ ไปดูกัน

DAY 1: ลงเครื่องที่ไคโร จากนั้นก็ขี่อูฐเที่ยวปิรามิด เที่ยวมิวเซียม เดินตลาดเก่า นอนค้าง 1 คืน  **เด่วบอกที่นอนวิวปิรามิดแจ่มๆ ให้ Chapter ถัดไป**

DAY 2 – DAY 3: ออกทริป White Desert  ณ จุดนี้บอกเลยคุ้มค่าสุดๆ เพราะคืนนี้เราจะนอนกลางทะเลทรายซาฮาร่า จะมีรถมารับ และกลับมาดึกวันที่ 3 เพื่อนั่งรถไฟไปอีกเมือง ** ตรงนี้เราไม่ได้ไป เพราะมีปัญหากับ ตม.สนามบิน ทำให้ถูกกักตัว 5 ชั่วโมง แผนเปลี่ยนหมด สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการจองทริปตรงนี้ ลองหาใน google เลยครับ ราคาทัวร์เฉลี่ย 2 วัน 1 คืน ตกอยู่ที่คนะล 10,000 บาท **

DAY 4: ให้มาโผล่ที่ Aswan //แนะนำให้นั่งรถไฟ ซึ่งจะมีอยู่ใน Day 2 ของรีวิวนี้ แล้วหารถไป Abu simbel กลับมาถึงช่วงบ่ายๆ ก็เก็บสถานที่สำคัญใน Aswan ให้หมด มีอยู่ 3-5 ที่ก็เลือกเอา จากนั้นก็จะ Classic หน่อยๆ คือจะให้นั่งเรือใบโบราณข้ามเมืองไปที่ Kawn Ombo รับรองประสบการณ์นี้พีคมาก แต่หากจะเอาแผนสองก็คือแล่นเรือใบโบราณตอนเย็น ไปหมู่บ้าน Nubia แล้วนอนค้าง Aswan จากนั้นเหมารถตอนเช้าวันที่ 5 ไปต่ออีกที

DAY 5: นั่งรถเที่ยวตลาด และวัดที่ Kawn Ombo จากนั้นแวะ Edfu แล้วลากยาวไปที่ Luxor

DAY 6: ตื่นเช้าตรู่ไปขึ้นบอลลูนตั้งแต่ตีห้า //อันนี้ไม่ได้ทำ เพราะจองไม่ทัน แนะนำให้จองผ่าน website ถึงจะได้รอบตี ๕ ไม่งั้นได้รอบ ๗ โมงเช้าเหมือนเรา เราเลยไม่ขึ้น เบ็ดเสร็จกลับมาก็เกือบเที่ยง ไล่เก็บสถานที่สำคัญต่างๆ ให้ได้เยอะที่สุด แต่คิดว่าวันเดียวไม่น่าพอ เพราะแค่ Karnak ก็กินเวลาสุดๆ แล้ว แนะนำให้วันนี้เที่ยวนอกเมืองไปเลย

DAY 7: เที่ยวในเมือง แล้วจอง Flight กลับ Cairo ช่วงเที่ยงหรือช่วงเย็นไปเลย จะปลอดภัยกว่าการนั่งรถจาก Luxor ไป Cairo ซึ่งไม่สามารถกะเวลาได้แน่นอน และส่วนวันนี้ใครจะกลับไทย ก็จอง Flight ดึกๆ กลับได้เลย ส่วนใครจะไปต่อ ก็…

DAY 8: บินต่อไปจอแดนสิ เหลือ DAY 9 DAY 10 ก็เก็บ เปรตา และก็เดดซี (ทะเลที่ลอยน้ำได้) ก่อนกลับบ้าน แพลนนี้เป็นไงบ้าง ได้ป้ะ!?

STEP 3 – จองที่พักและรถเช่า

เอาจริง… ถ้าเราไม่ใช่สาย Backpacker ตัวจริง หรือ Walk in จนชินชา ก็ควรจองที่พักไว้ เพราะจะทำให้เราสบายหายห่วงไปเปราะหนึ่ง แต่ความจำเป็นมันก็มี อย่างน้อย ๆ ยังไงก็ต้องจองไว้สักคืน เพราะเป็นใบเบิกทาง ตม. ก่อนเข้า ว่าเรามีที่พักแล้วนะยู

ทีพัก รถเช่า กิจกรรม หรืออะไรก็ตามแต่ อยู่ใน Traveloka ทั้งหมดแบบ One Stop Service ยูไม่จำเป็นต้องกด x เพื่อไปจองเว็บอื่นแอพฯ อื่นอีกแล้ว

STEP 4 – สิ่งที่จำเป็นสำหรับทริปนี้

แต่ละที่จะมีความจำเป็นต่างกันออกไป แต่อียิปต์ สิ่งที่จำเป็นและจะพลาดไม่ได้เลย ไมก็จะขอลิสต์ไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  1. Passport
  2. เงินสด
  3. บัตรเครดิท
  4. ใบอนุญาตบินโดรน (ต้องมี)
  5. International license สำหรับขับรถ
  6. กระเป๋าสะพายขนาดเล็กห้อยหน้าสำหรับเก็บเงิน
  7. กระเป๋าสะพายหลังใบเล็ก เก็บน้ำ หรือของจุกจิก
  8. กระเป๋าใบใหญ่สำหรับใส่ของทั้งหมด
  9. แว่นกันแดด
  10. แมสก์กันฝุ่น (ฝุ่นเยอะมาก)
  11. สเปรย์แอลกอฮอลล์ เตรียมไปเลย (เมืองไม่ค่อยสะอาด)
  12. Sim สำหรับ Roaming หรือจะไปซื้อที่นู่นก็ได้ (จำเป็น)
  13. แผนการเดินทาง พร้อมแผนที่เดินทาง
  14. กล้องถ่ายรูป + เมมโมรี่การ์ด (เอาไปเยอะ ๆ ทุกที่สวยมาก)
  15. อียิปต์เป็นเมืองเหมือนจะร้อน แต่เย็นนะ (เตรียมเสื้อกันหนาวไปหน่อยสักตัว)

นี่ก็เป็นสิ่งจำเป็นหลักที่ห้ามพลาด เพราะถ้าพลาดจะกระทบกับเวลาในการเดินทางของเราด้วย ยังไงลองเช็กดี ๆ สามารถเพิ่มลิสต์ลงไปได้ แต่อย่าลดของจากลิสต์นี้โดยเด็ดขาด เชื่อพี่!!!

STEP 5 – ข้อมูลสถานที่และรีวิวก่อนหน้า

Step นี้ จะทำให้การเดินทางของเพื่อน ๆ มีความหมายสุด ๆ และอินไปกับประวัติของสถานที่นั้น ๆ ไม่ใช่ไปแค่ถ่ายรูป ถ้าแบบนั้นทุกที่ไม่มีความหมายเลย เดี๋ยวไมจะเหลาสถานที่สำคัญ ๆ ให้คร่าว ๆ รวมถึงกิจกรรมด้วย เริ่ม!!!

ทุ่งพีระมิด หรือ Garden Of Pyramids

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่มาอียิปต์กว่า 100% ก็คงมาเพื่อสิ่งนี้ และผมต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่าของจริงอลังกาลงานสร้างมาก แต่อาจจะแปลกใจนิดหน่อย ที่มันติดกับเมืองสุดๆ ซึ่งตอนแรก ผมคิดว่า จะต้องขับรถไปตามทะเลทรายสักหน่อย ถึงจะมีพีระมิด แต่ไม่เลยอิดอกกก อยู่ติดเมือง!!!

การเข้าไปชมพีระมิด เพื่อนๆ จะต้องจ่ายค่าเข้า 120 EGP อ่า นี่ก็ลืมแนะนำสกุลเงินอียิปต์ ที่นี่ใช้เงินสกุล Egyptian Pond มีสัญลักษณ์คือ EGP ซึ่ง 100 EGP ก็ประมาณ 200 บาทไทย คิดง่ายๆ คือคูณสองเข้าไปเลย

จ่ายค่าเข้า 240 บาทแล้วก็สามารถเดินเข้าไปดูได้เลย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ เลยว่าจะเดินทางกันไปแบบไหน เดินไปเองก็ได้ ถ้าหาที่พักใกล้ๆ หรือเหมารถไป Uber ไป แต่พอเข้าไปถึงข้างในก็อยากให้จอดรถแล้วเดินออกมาสัมผัสกับพีระมิดของจริงที่เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกกัน

พีระมิดของจริงแม่งว้าวมากนะ หินที่เค้าใช้มาเรียงต่อกันเนี่ยสูงเท่าหัวเราเลย หนักประมาณก้อนละ 2 ตัน แล้วคือเป็นหินที่ถูกตัดมาจากภูเขา ทะเลทราย หรืออะไรก็ตามแต่ที่อยู่ที่ตอนใต้เมืองหลวงเก่านามว่า Aswan ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะเดินทางไป แต่นั่นแหละ สมัยก่อน เค้าตัด เค้าขน เค้าย้ายกันมายังไง บระเจ้า

ซึ่งในจุดนี้เนี่ย เท่าที่ผมได้ฟังหรือมีความรู้เข้าหัวคร่าวๆ มา คือ เค้าสร้างมาเพื่อปิดผนึกฟาไรห์ ไม่อยากให้ไปเกิดที่ไหนอีก เหมือนประมาณว่าเค้ารักของเค้าและไม่อยากให้ไปผุดไปเกิดที่ไหนหรือเปล่า อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ความรู้ที่มัน Actual จริงๆ อ่ะ ไม่มีหรอก ขนาดตอนนี้พวกนักค้นหา นักนู่นนี่ต่างๆ ยังไม่รู้เลย ว่าทางเข้าพีระมิดของจริงแล้วแม่งอยู่ที่ไหน ที่เราเข้าได้จริงๆ ตอนนี้เกิดจากการกัดเซาะของดินน้ำลมทรายที่ทำให้เกิดโพรง และคนก็เจาะเข้าไปเพื่อเข้าไปดูข้างใน ซึ่งข้างในว่ากันว่า ใหญ่ยังกับสี่สนามฟุตบอลแหนะ เอื้อออ!!

ส่วนข้างในจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ไม่รู้อีกล่ะ ทางนี้ไม่ได้เข้า แนะนำให้ Google ต่อจากเรา ณ ตรงนี้ แต่เราจะขอเล่าต่อก่อนละกันว่า หลังจากที่เข้าไปใน Garden of Pyramids แห่งนี้ เพื่อนๆ จะเหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีพีระมิดหลายลูกที่อยู่ในทะเลทราย มีเรือด้วย และก็มี Sphinx ทีคอยปกปักษ์รักษา Garden of Pyramids แห่งนี้ เค้าเชื่อกันมาอย่างงั้น

และการที่จะชมพีระมิดอย่างจุดใจคือการขี่อูฐครับ อันนี้คือห้ามพลาดเลย แต่การขี่อูฐถ้าเราพูดภาษาอาระบิคไม่เป็นเนี่ย ก็จะต้องนอยด์แดกนิดหน่อย เพราะเค้าจะเสนอราคามาให้เรา 300-400 EGP แต่ต่อเหอะ ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ 200 EGP นะ เพราะเราได้ราคานี้มา

ราคานี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้เป็นชาวอียิปสามสิบนาที ขี่อูฐชมพีระมิดไปตามจุดต่างๆ รวมถึงวิวสุดยอดที่ห้ามพลาดที่ใครหลายคนเดินทางไปถ่ายกัน แต่เรา ไม่ได้ไป เพราะขี้เกียจ ๕๕๕ เลยไม่ได้เอารูปมาโชว์เลย แต่แค่นี้ที่เอามาโชว์ ก็น่าจะทำให้เพื่อนๆ อยากเก็บกระเป๋าออกจากบ้านแล้วล่ะ ใช่ไหมล่ะ สรุปเบ็ดเสร็จ กุฟาดไปชั่วโมงเต็มๆ กับการขี่อูฐและจอดถ่ายรูป เล่นเอาพี่บังแกคงเครียดเลย ฮาๆๆๆ

สถานที่ต่อไปคือ Step of Pyramids

ขับไปราวๆ เกือบ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงแล้วครับ ที่นี่คือ Pyramid of Djoser  ราคาเข้า 120 EGP ก็จะเป็นพีระมิดขั้นบันไดอีกแบบที่แปลกตา แต่ถามว่าสวยกว่าที่แรกไหม ตอบว่าไม่ และไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ถ้ามีเวลาน้อยตัดออกก็ได้ แต่เอาล่ะ ไหนๆ เราก็พามาดูแล้ว ยังไงลองไปชมบรรยากาศดูครับ

ถ้าย้อนกลับไปได้นะ จะไม่ไป Step of Pyramids แล้วไปดู Museum ในเมืองแทน เพราะเค้าบอกว่า ใน museum ที่ไคโร แม่งมีมัมมี่ตัวเป็นๆ รวมไปถึงพวกของเก่าแก่ที่หาดูไม่ได้แล้ว คือเค้าขุดค้นพบจากพีระมิดนั่นแหละ แล้วเอามาดูแลรักษาไว้ใน museum กลางเมืองไคโรแทน แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ได้มา ก็จะไม่ได้เจออะไรอย่างข้างล่างนี้

วิหารฟิเล

เป็นสิ่งก่อสร้างอันนึงที่ถูกย้ายทันหรือพูดง่ายๆ ว่าตอนที่เริ่มสร้างเขื่อนอัสวานนั้นทำให้หลาย ๆ ที่ในอียิปต์ถูกน้ำท่วมแต่ต้องบอกว่าต้องขอบคุณทางอิตาลีรวมทั้งองค์การยูเนสโก้ที่มีการไหวตัวทันทำให้ไม่เสียหายมากเท่าไหร่นัก เพราะมีการเร่งให้ย้ายวิหารด่วน จากเกาะฟิเลไปอยู่บนเกาะอากิลเกีย (Agilika Island)  ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์

การย้ายครั้งนี้ทำโดยการตัดหินของวิหารออกเป็น 40,000 ก้อนและนำมาต่อเป็นวิหารตามเดิมอีกครั้งซึ่งใช้เวลาร่วม 8 ปี เพราะตอนนี้วิหารตั้งอยู่บนเกาะนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปก็ต้องนั่งเรือไปเทียบท่าเรือแล้วก็พากันเดินขึ้นไปชมวิหาร ผนังวิหารบอกเรื่องราวต่างๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องของเทพฮอรัสที่เสียตาไปข้างนึง และได้รับดวงตาใหม่จากฟาโรห์ที่กลายเป็นที่มาของ ดวงตาของฮอรัส เครื่องรางที่มีชื่อเสียงมากๆ ของอียิปต์

จะบอกว่ายังไม่หมดนะ ข้อมูลแน่น ๆ มีอีกเพียบ แต่ทั้ง 5 Step นี้ จะทำให้เพื่อน ๆ เที่ยวอียิปต์ได้อย่าง สนุก ปลอดภัย และได้บรรยากาศที่ย้อนกลับไปในยุครุ่งโรจน์ของฟาโรเลยล่ะ

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจรีวิวฉบับเต็ม Backpack ไคโร – ลักซอร์ – อัสวัน 6 วัน 5 คืน ด้วยเงิน 20,000 บาท ได้ที่: https://www.palapilii.com/archives/10559 มาถึงตรงนี้ก็อยากให้เพื่อน ๆ เที่ยวให้สนุก เดินทางดี ๆ และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เฉพาะที่อียิปต์ แต่ทุกที่บนโลกที่ไป แม้แต่ในประเทศไทยของเราเอง Step สุดท้ายที่ 6 คือกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

ไม

Leave a Reply

*