Backpack ไคโร – ลักซอร์ – อัสวาน 6 วัน 7 คืน ด้วยเงิน 20,000 บาท [ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน]

E G Y P T  1st  T I M E

ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะรีวิวทริปยังไง เพราะนี่เป็นอียิปต์ครั้งแรก มันคือการเสียซิงให้กับสิ่งต่างๆ ของที่นี่ เรื่องราวมันเย้ออออ เยอะ เยอะจนเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่งอ่ะ แล้วคืออารมณ์แบบไปเที่ยวไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนบ้าง ต้องมานั่งไล่ใหม่เองตอนไปเที่ยวกันสดๆ ว่าที่ไหนสวย ที่ไหนน่าไป มีค่าบัตรไหม แล้วค่าบัตรราคาเท่าไหร่ เดินทางจากตรงนู้นมาตรงนี้อย่างไร ทางนี้ก็จับพัดจับถูกันจนจบทริป!!!

ระหว่างที่กำลังพิมพ์อยู่ตอนนี้ นี่ก็ไม่รู้จะไปเอาข้อมูลมาจากไหน //กูนิไปเที่ยวแบบไปเที่ยวจริงๆ ฮาๆๆ ไล่ดูหมุดปักที่ปักตามแผนที่ในมือถือเอามารีวิว แล้วพวกรายจ่ายเนี่ย ก็จำอะไรไม่ได้เลย แต่เผอิญญญญญญญ… ตอนเที่ยวบังคับให้อิปาร์ค (เพื่อนที่ไปด้วย) เป็นเหฯ ข้อมูลพวกนี้ก็เลยจะแม่นมากๆ ไปกันสามคน หมด 82,307.43524 บาท อิดอก!!! ละคือในนั้น มีเฉพาะค่าโรงแรมที่พักเว่อร์กันเอง 3 คืนอยู่ 36,000 บาท พอตัดออกละก็เหลือ 46,327.4352 บาท เฉลี่ยต่อคนทั้งทริปอียิปห์หกเจ็ดวันเที่ยวกันหรรษาบ้าระห่ำแค่ 15,000!!! นี่นึกว่าไปโตเกียว ๕๕๕๕๕

หน้าจั่วรีวิวก็เลยบวกเข้าไปอีก 5,000 บาทให้สำหรับที่พัก 3 คืนที่หายไป เลยกลายเป็น Backpack ทั้งหมดทั้งมวลนี้แบบไม่รวมตั๋วที่ 20,000 บาท ส่วนตั๋วนะหรอ บอกไว้ตรงนี้เลยว่า 12,000 – 20,000 ใครหาได้ควรจองเลย ส่วนราคาปกติจะอยู่ที่ 27,000 – 31,000 ฮาๆๆๆ นิก็พยายามอัดข้อมูลให้น้อยที่สุดละ เห็นใจพวกไม่รักการอ่านอย่างเราๆ //กูเองนี่แหละ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า รูปเกือบ 100 ใบที่กำลังจะเอามาลง ไม่เพิ่มหรือดรอปป๊อบสีอะไรทั้งสั้น ใส่แค่ grain +25% ตามไสตล์เพจ นี่ก็คิดว่าเก๋แล้วววว!!

DAY 0 BANGKOK

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินและไม่คุ้นเคย เราชื่อ “ไม” เป็นนักท่องเที่ยวสาย Backpacker สายลุยที่เริ่มเดินทางนอกประเทศคนเดียวตอนที่พูดภาษาอังกฤษยังไม่เป็น ฮาๆๆ ถ้าจะให้เล่าเรื่องมันก็คงยาว เอาเป็นว่าเข้าไปติดตามชีวิตเราได้ที่เพจเลย ตัดมาที่รีวิวของเราดีกว่า เราจะตีเป็นตัวเลขกลมๆ สำหรับคนที่อยากเที่ยวอียิปต์สัก 7 วันพอดี และหากใครอยากควบจอร์แดนด้วย ก็บวกเพิ่มไปอีก 3 วัน เป็นทั้งทริปรูทนี้ เก็บสองประเทศติดกันได้ 10 วันแบบพอเหมาะ ก็ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มที่ประเทศอียิปต์กันเลยดีกว่า มา….

DAY 1: ลงเครื่องที่ไคโร จากนั้นก็ขี่อูฐเที่ยวปิรามิด เที่ยวมิวเซียม เดินตลาดเก่า นอนค้าง 1 คืน  **เด่วบอกที่นอนวิวปิรามิดแจ่มๆ ให้ Chapter ถัดไป**

DAY 2 – DAY 3: ออกทริป White Desert  ณ จุดนี้บอกเลยคุ้มค่าสุดๆ เพราะคืนนี้เราจะนอนกลางทะเลทรายซาฮาร่า จะมีรถมารับ และกลับมาดึกวันที่ 3 เพื่อนั่งรถไฟไปอีกเมือง ** ตรงนี้เราไม่ได้ไป เพราะมีปัญหากับ ตม.สนามบิน ทำให้ถูกกักตัว 5 ชั่วโมง แผนเปลี่ยนหมด สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการจองทริปตรงนี้ ลองหาใน google เลยครับ ราคาทัวร์เฉลี่ย 2 วัน 1 คืน ตกอยู่ที่คนะล 10,000 บาท **

DAY 4: ให้มาโผล่ที่ Aswan //แนะนำให้นั่งรถไฟ ซึ่งจะมีอยู่ใน Day 2 ของรีวิวนี้ แล้วหารถไป Abu simbel กลับมาถึงช่วงบ่ายๆ ก็เก็บสถานที่สำคัญใน Aswan ให้หมด มีอยู่ 3-5 ที่ก็เลือกเอา จากนั้นก็จะ Classic หน่อยๆ คือจะให้นั่งเรือใบโบราณข้ามเมืองไปที่ Kawn Ombo รับรองประสบการณ์นี้พีคมาก แต่หากจะเอาแผนสองก็คือแล่นเรือใบโบราณตอนเย็น ไปหมู่บ้าน Nubia แล้วนอนค้าง Aswan จากนั้นเหมารถตอนเช้าวันที่ 5 ไปต่ออีกที

DAY 5: นั่งรถเที่ยวตลาด และวัดที่ Kawn Ombo จากนั้นแวะ Edfu แล้วลากยาวไปที่ Luxor

DAY 6: ตื่นเช้าตรู่ไปขึ้นบอลลูนตั้งแต่ตีห้า //อันนี้ไม่ได้ทำ เพราะจองไม่ทัน แนะนำให้จองผ่าน website ถึงจะได้รอบตี ๕ ไม่งั้นได้รอบ ๗ โมงเช้าเหมือนเรา เราเลยไม่ขึ้น เบ็ดเสร็จกลับมาก็เกือบเที่ยง ไล่เก็บสถานที่สำคัญต่างๆ ให้ได้เยอะที่สุด แต่คิดว่าวันเดียวไม่น่าพอ เพราะแค่ Karnak ก็กินเวลาสุดๆ แล้ว แนะนำให้วันนี้เที่ยวนอกเมืองไปเลย

DAY 7: เที่ยวในเมือง แล้วจอง Flight กลับ Cairo ช่วงเที่ยงหรือช่วงเย็นไปเลย จะปลอดภัยกว่าการนั่งรถจาก Luxor ไป Cairo ซึ่งไม่สามารถกะเวลาได้แน่นอน และส่วนวันนี้ใครจะกลับไทย ก็จอง Flight ดึกๆ กลับได้เลย ส่วนใครจะไปต่อ ก็…

DAY 8: บินต่อไปจอแดนสิ เหลือ DAY 9 DAY 10 ก็เก็บ เปรตา และก็เดดซี (ทะเลที่ลอยน้ำได้) ก่อนกลับบ้าน แพลนนี้เป็นไงบ้าง ได้ป้ะ!?

นั่นคือทั้งทริปที่เราแนะนำสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากจะเที่ยวอียิปต์แบบจุใจให้ครบทุกรสชาติและพาดเกี่ยวไปที่จอร์แดนด้วย แผนนี้สามารถใช้ได้จริงแบบไม่อิงนิยาย นี่ยังคิดเสียใจหน่อยๆ อยู่เลยว่าน่าจะได้ทำตามแผนข้างบน เพราะมันดีมาก แต่เวลาเราไม่พอ และทริปนี้คือลงทุนชุปตัวใหม่แบบพร้อมลุย เช็คอุณหภูมิและเตรียมรองรับกับสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม ที่เค้าว่ากันว่าเป็นเมืองทะเลทราย เสื้อผ้าหน้าผมอุปกรณ์นุ่งห่มต้องเป๊ะ ใครว่ามาอียิปต์แล้วจะร้อนเหงื่อแตกไหลย้อย ไม่เลยยยย กูไปหน้าหนาว!!

อียิปต์มันก็ไม่ได้ไปกันง่ายๆ แล้วไม่ได้ไปกันบ่อยๆ เพราะฉะนั้นคอสตูมมันก็ต้องดูคูล พร้อมลุย เข้ากับสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมของประเทศเค้าด้วย ทริปนี้จัดชุดของ Columbia เปน Main หลักเลย มีอะไรที่ใส่ทั้งทริปในทริปนี้บ้าง มาดูกัน!!!

  • กางเกง M Silver Ridge Convertible Pant ที่ใส่ยาวตัวเดียวทั้งทริป สามารถต่อเป็นขายาวได้ ผ้าบางกันลม โดนน้ำก็แห้งเร็ว เนื้อผ้าพริ้ว ไม่หนัก ใส่สบาย พร้อมลุยกับทุกสภาพอากาศ
  • Fleece M Titan Pass 2.0 Fleece Jacket เป็น Jacket ที่ภายนอกดูไม่หนา แต่ปกป้องความเย็นได้ดีมาก กันละอองน้ำ หยดน้ำ กันลม ที่สำคัญคือให้ความอบอุ่นในระดับที่เหมาะสมกับฤดูที่เราไป อีกอย่างที่ชอบคือ มีกระเป๋าหลายที่มาก ฮาๆๆ
  • รองเท้า Multisport MPEAKFREAK XCRSN II XCEL MID OUTDRY จะบอกว่าตัวนี้ดีมากกกกก คือกันน้ำได้ดีเลิศ เบา สบาย ใส่แล้วนุ่มมากๆ แถมรูปทรงอย่างดีย ดูคูลสุดๆ

สามชิ้นหลักๆ ก็ประมาณนี้ นอกนั้นก็จะเป็นเสื้อเชิ้ต กระเป๋า Backpack กระเป๋าใส่ของ แล้วก็ Mask กันฝุ่น พร้อมทั้งกัน UV ไปในตัว คือเป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆ จริงๆ เรื่องนี้เหมือนจะง่ายนะ แต่ก็ไม่ง่าย เวลาไปต่างประเทศก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย เพราะการมีของที่เหมาะสมกับฤดูกาลท่องเที่ยว และบรรยากาศ ภูมิประเทศนั้นๆ จะทำให้การท่องเที่ยวของเราราบรื่น แถามรูปถ่ายที่ถ่ายออกมา ก็ยังดูชิคอีกด้วย ฮาๆๆ เอาล่ะ อ่านมาถึงตรงนี้กันแล้ว เรามาเริ่ม DAY 1 ของการเดินทางครั้งนี้กันดีกว่า มา ไปกันเลย!!!

DAY 1 BANGKOK – JORDAN – CAIRO

ยินดีต้อนรับสู่ Cairo อย่างจริงๆ จังๆ ถ้าเลื่อนอ่านมาถึงตรงนี้ละก็ แสดงว่าเพื่อนๆ บินมาถึงประเทศอียิปต์กันแล้วล่ะ เราจะไม่เล่าเยอะ เราจะเล่าน้อยๆ และจะใส่แต่เนื้อๆ ไม่มีน้ำ คอยดูว่าจะห้ามใจได้ไหม ฮาๆๆ สำหรับรูทนี้เราได้ตั๋ว 28,000 บาท แบบไปกลับ ขามาบินแวะจอร์แดนก่อน แล้วค่อยเข้ามาไคโร ส่วนขากลับ บินไปพักที่อาบูดาบี จากนั้่นก็กลับกรุงฯ

ซึ่งวันแรกเราติดปัญหากันนิดหน่อยแหละ คือก่อนหน้านี้ก็มีคนไทยหลายคนไปอียิปต์ เค้าก็ไปปล่อยโดรนกัน เก็บภาพมุมสูงสวยๆ มางี้ เราก็แบบ เออออ คุยกับเพื่อนว่า เมิงเอาไป กูเอาไป เผื่อของใครพังหรือบินตก จะได้เปลี่ยนกันใช้ พอเครื่องจอด เดินมาถึง ตม. ด่านสุดท้าย ตรวจกระเป๋า เพื่อนไปได้ แต่เราจ้าาาาา

เราถูกกักตัวในสนามบินกว่า 5 ชั่วโมง เพราะทาง ตม.ที่นั่นตรวจเจอ Drone //ประเทศอียิปต์ห้ามเอา Drone เข้าประเทศถ้าไม่ได้รับอนุญาต เอาจริงๆ แล้ว… ไม่เอา ไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวดราม่า

คือวุ่นวายมาก เราตั้งสเตตัสให้คนไทยที่อยู่ที่นี่ช่วย คนไทยที่อยู่ไทยก็ช่วยกันทุกหนทาง จนมีสถานฑูตติดต่อมา สุดท้ายก็ต้องจำยอม ทำตามคำสั่งของสนามบิน คือยึด Drone ไว้ไม่ให้เข้าประเทศ ตอนนั้นก็เลยได้รู้จักกับพี่คนหนึ่งที่เป็นนักเรียนไทยอยู่ที่นั่น เค้าก็เลยอาสาจะพาเราเที่ยวพรุ่งนี้ แต่เอาจริงๆ ปะ ตอนแรก เค้าก็คงไม่ได้ตรวจกุเพราะเจอโดรนหรอก กุว่าเค้าเจอเพราะไมโครโฟนกุป่าว แม่งเหมือนจรวจขีปณาวุธอะไรแบบนั้น ฮาๆๆๆ

แต่เอาเหะ ตัดจบไปที่หน้าสนามบิน การเดินทางในไคโรไปสถานที่ต่างๆ พวกเราแนะนำให้ใช้ Uber ครับ เป็นอะไรที่ปลอดภัย และมาตรฐานที่สุด แต่หากเพื่อนๆ รอ Uber ไม่ไหว หรือตอนนั้น ไม่สามารถใช้ internet ได้ หรือยังไม่เปิด sim card ก็สามารถหารถหน้าสนามบินได้เลย เราได้มา 330 EGP

พูดถึงเรื่อง Sim Card ทางนี้ก็ขอแนะนำ Sim2Fly ของ AIS นะ นี่ใช้มาหลายประเทศแล้ว สัญญาณถึง เน็ตแรง โทรติด ไม่มีสะดุด ที่สำคัญ ราคาไม่แรงมากด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาซื้อซิมที่นู่น ซึ่งราคาก็ไม่ได้ถูกกว่ากันเท่าไหร่ Confirmed!!

จากสนามบินถึงที่พักเราไม่ไกลมากครับ แต่การจราจรของเมืองนี้สุดตีนจริงๆ คือบอกได้คำเดียวว่า พี่อินโด พ่อเวียดนาม ขับกันแบบเห้ออออ ถ้ามีคนชนกันจะไม่แปลกใจเลย คืนแรกเราพักกันที่ Le Meridian Pyramids Hotel And Spa

Le Meridian Pyramids Hotel And Spa เนี่ย เป็นที่พักวิวพีระมิดเลยครับ คือเปิดระเบียงออกไปก็จะเห็นวิวพีระมิดเลย ซึ่งการหาที่พักแบบนี้ ก็ไม่ยากครับ search ใน google หาที่พักวิวพีระมิด ก็จะมีรายชื่อขึ้นมากลุ่มหนึ่งให้เพื่อนๆ เลือกซื้อเลย แต่ของเราจองผ่าน booking เพราะว่ามีรายละเอียดยิบย่อยให้เราได้เอามาเป็นเหตุผลในการเลือกได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์การเดินทางของเรา อย่างตัวนี้ เค้าบอกเลยว่า ห้องพักมีวิวพีระมิดไหม อะไรแบบนี้ ยังไงลองไปดูบรรยากาศห้องพักของโรงแรมนี้ดูครับ

ข่าวดีสำหรับเพื่อนๆ ของไมที่ติดตามเพจไมมาเนิ่นนานครับ ตอนนี้ใครที่จะไปเที่ยวไหน สามารถรับส่วนลด 1,000 บาทไปเลย เพียงจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท แค่นี้เงินก็จะจ่ายคืนกลับเข้าไปในบัตรแบบสบายกระเป๋าหลังจากเข้าพักเรียบร้อยแล้ว จองเลย เชื่อเรา แต่ใช้สิทธิ์ได้แค่คนละ 1 ครั้งเท่านั้นนะ และยอดจองต้องมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป

วันนี้เราไม่ได้ไปไหนครับ เพราะติดปัญหาที่สนามบินกินเวลาไปกว่า 5 ชั่วโมง ไม่งั้นละก็วันนี้คงเก็บครบจบหมดในไคโรที่ออยากไปและได้วางแผนไป white desert ในเช้าวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ก็เลยวางแผนใหม่ เป็นยกเลิก white desert แล้ว sightseeing ไคโรพรุ่งนี้แทน

DAY 2 CAIRO – ASWAN

วันแรกของทริปอย่างวุ่นวาย แต่สุดท้ายเราก็ได้แผนครับ ซึ่งแผนของเราในครั้งนี้มันก็ค่อนข้างที่จะไม่นิ่ง บอกแผนวันนี้ แม่งเด่วก็จะเปลี่ยนอีกที่วันมะรืน เอาเป็นว่า ตามกันต่อเลยดีกว่า แล้วดูว่าเราไปที่ไหนกันบ้าง ซึ่งสำหรับวันที่สองนี้อย่างที่บอก เราจะออกเดินทางไป sightseeing Cairo กัน แต่การเดินเล่นดูเมืองของเราในครั้งนี้ ไม่ได้เข้าเมืองเลยนะ อยู่ที่สวนพีระมิดทั้งนั้น ซึ่งที่แรกที่เราจะไปก็อยู่จากที่พักเพียง 5 นาทีเท่านั้น…

ทุ่งพีระมิด หรือ Garden Of Pyramids คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่มาอียิปต์กว่า 100% ก็คงมาเพื่อสิ่งนี้ และผมต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่าของจริงอลังกาลงานสร้างมาก แต่อาจจะแปลกใจนิดหน่อย ที่มันติดกับเมืองสุดๆ ซึ่งตอนแรก ผมคิดว่า จะต้องขับรถไปตามทะเลทรายสักหน่อย ถึงจะมีพีระมิด แต่ไม่เลยอิดอกกก อยู่ติดเมือง!!!

การเข้าไปชมพีระมิด เพื่อนๆ จะต้องจ่ายค่าเข้า 120 EGP อ่า นี่ก็ลืมแนะนำสกุลเงินอียิปต์ ที่นี่ใช้เงินสกุล Egyptian Pond มีสัญลักษณ์คือ EGP ซึ่ง 100 EGP ก็ประมาณ 200 บาทไทย คิดง่ายๆ คือคูณสองเข้าไปเลย

จ่ายค่าเข้า 240 บาทแล้วก็สามารถเดินเข้าไปดูได้เลย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ เลยว่าจะเดินทางกันไปแบบไหน เดินไปเองก็ได้ ถ้าหาที่พักใกล้ๆ หรือเหมารถไป Uber ไป แต่พอเข้าไปถึงข้างในก็อยากให้จอดรถแล้วเดินออกมาสัมผัสกับพีระมิดของจริงที่เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกกัน

พีระมิดของจริงแม่งว้าวมากนะ หินที่เค้าใช้มาเรียงต่อกันเนี่ยสูงเท่าหัวเราเลย หนักประมาณก้อนละ 2 ตัน แล้วคือเป็นหินที่ถูกตัดมาจากภูเขา ทะเลทราย หรืออะไรก็ตามแต่ที่อยู่ที่ตอนใต้เมืองหลวงเก่านามว่า Aswan ซึ่งเดี๋ยวเราก็จะเดินทางไป แต่นั่นแหละ สมัยก่อน เค้าตัด เค้าขน เค้าย้ายกันมายังไง บระเจ้า

ซึ่งในจุดนี้เนี่ย เท่าที่ผมได้ฟังหรือมีความรู้เข้าหัวคร่าวๆ มา คือ เค้าสร้างมาเพื่อปิดผนึกฟาไรห์ ไม่อยากให้ไปเกิดที่ไหนอีก เหมือนประมาณว่าเค้ารักของเค้าและไม่อยากให้ไปผุดไปเกิดที่ไหนหรือเปล่า อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ความรู้ที่มัน Actual จริงๆ อ่ะ ไม่มีหรอก ขนาดตอนนี้พวกนักค้นหา นักนู่นนี่ต่างๆ ยังไม่รู้เลย ว่าทางเข้าพีระมิดของจริงแล้วแม่งอยู่ที่ไหน ที่เราเข้าได้จริงๆ ตอนนี้เกิดจากการกัดเซาะของดินน้ำลมทรายที่ทำให้เกิดโพรง และคนก็เจาะเข้าไปเพื่อเข้าไปดูข้างใน ซึ่งข้างในว่ากันว่า ใหญ่ยังกับสี่สนามฟุตบอลแหนะ เอื้อออ!!

ส่วนข้างในจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ไม่รู้อีกล่ะ ทางนี้ไม่ได้เข้า แนะนำให้ Google ต่อจากเรา ณ ตรงนี้ แต่เราจะขอเล่าต่อก่อนละกันว่า หลังจากที่เข้าไปใน Garden of Pyramids แห่งนี้ เพื่อนๆ จะเหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีพีระมิดหลายลูกที่อยู่ในทะเลทราย มีเรือด้วย และก็มี Sphinx ทีคอยปกปักษ์รักษา Garden of Pyramids แห่งนี้ เค้าเชื่อกันมาอย่างงั้น

และการที่จะชมพีระมิดอย่างจุดใจคือการขี่อูฐครับ อันนี้คือห้ามพลาดเลย แต่การขี่อูฐถ้าเราพูดภาษาอาระบิคไม่เป็นเนี่ย ก็จะต้องนอยด์แดกนิดหน่อย เพราะเค้าจะเสนอราคามาให้เรา 300-400 EGP แต่ต่อเหอะ ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ 200 EGP นะ เพราะเราได้ราคานี้มา

ราคานี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้เป็นชาวอียิปสามสิบนาที ขี่อูฐชมพีระมิดไปตามจุดต่างๆ รวมถึงวิวสุดยอดที่ห้ามพลาดที่ใครหลายคนเดินทางไปถ่ายกัน แต่เรา ไม่ได้ไป เพราะขี้เกียจ ๕๕๕ เลยไม่ได้เอารูปมาโชว์เลย แต่แค่นี้ที่เอามาโชว์ ก็น่าจะทำให้เพื่อนๆ อยากเก็บกระเป๋าออกจากบ้านแล้วล่ะ ใช่ไหมล่ะ สรุปเบ็ดเสร็จ กุฟาดไปชั่วโมงเต็มๆ กับการขี่อูฐและจอดถ่ายรูป เล่นเอาพี่บังแกคงเครียดเลย ฮาๆๆๆ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกต่อ เวลาคนที่นี่ยื่นอะไรให้อย่ารับ เพราะถ้ารับแล้ว ต้องจ่าย ถ้าเราไม่จ่าย ก็จะต้องเจรจากันเนิ่นนานเลยล่ะ เอาเป็นว่า อย่ารับอะไรก็ตามแต่จากมือของคนแปลกหน้า ตัดมาที่การขี่อูฐชิคๆ ของเรา ที่นี่ทำให้เห็นว่า มีที่พักติดพีระมิดเยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งก็ได้สรุปไว้เป็นวีดีโอให้เพื่อนๆ แล้ว คิดว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจแน่นอน ยังไงลองไปชมกันที่ลิงค์นี้ได้เลย ” รีวิวที่พักวิวพีระมิด

สถานที่ต่อไปคือ Step of Pyramids  ขับไปราวๆ เกือบ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงแล้วครับ ที่นี่คือ Pyramid of Djoser  ราคาเข้า 120 EGP ก็จะเป็นพีระมิดขั้นบันไดอีกแบบที่แปลกตา แต่ถามว่าสวยกว่าที่แรกไหม ตอบว่าไม่ และไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ถ้ามีเวลาน้อยตัดออกก็ได้ แต่เอาล่ะ ไหนๆ เราก็พามาดูแล้ว ยังไงลองไปชมบรรยากาศดูครับ

ถ้าย้อนกลับไปได้นะ จะไม่ไป Step of Pyramids แล้วไปดู Museum ในเมืองแทน เพราะเค้าบอกว่า ใน museum ที่ไคโร แม่งมีมัมมี่ตัวเป็นๆ รวมไปถึงพวกของเก่าแก่ที่หาดูไม่ได้แล้ว คือเค้าขุดค้นพบจากพีระมิดนั่นแหละ แล้วเอามาดูแลรักษาไว้ใน museum กลางเมืองไคโรแทน แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ได้มา ก็จะไม่ได้เจออะไรอย่างข้างล่างนี้

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ก่อนเข้าไปที่ Step of Pyramids เราเห็นร้านอาหารหนึ่ง น่านั่งมากๆ อยู่ในทุ่งของต้นอินทผาลัม  เราจอดรถ และเดินลงไปแต่บรรยากาศร้านอาหารต้องบอกเลยว่าดีมาก และ local สุดๆ เป็นร้านที่เราแนะนำ เพราะว่ารถชาติอาหารนั้นก็ดี ไม่เสียหาย แถมพนักงานก็บริการดีด้วย

เสียงเพลงบรรเลงก้อง ให้ตายเถอะ มีดนตรีมาต้อนรับเราด้วย เล่นกันจนเสร็จนี่ก็ปรบมือให้ เอ้าอิดอกก เดินมาขอติป คือที่นี่อ่ะนะ เอะอะอะไรก็จะขอติปอย่างเดียว ร้านนี้ชื่อร้าน ฟาโรห์ ครับ เรามาดูหน้าตาอาหารกันดีกว่า ก็ถ้าไม่ได้มาที่นี่ คงไม่เจอร้านอาหารอะไรแนวนี้ รวมถึงบรรยากาศ ที่หาแบบนี้ในเมืองไม่ได้แน่นอน

จบจากตรงนั้นขับรถออกไปในเมือง ได้ให้ความวุ่นวายอีกครั้ง จะสังเกตเห็นบ้านเรือนของที่นี่เป็นสีครีม หรือปูนที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือไม่ทาสี เหตุผลที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า หลังไหนที่ทาสี จะต้องจ่ายภาษีมากกว่าหลังอื่น  2 เท่าครับ ซึ่งเป็นกูกูก็ไม่ทา ทามาแม่งก็สกปรกเหมือนเดิม เพราะเมืองทั้งเมือง ฝุ่นเยอะมาก

ขาขับเข้ามาได้เห็นเมืองไคโรที่วุ่นวาย เราไม่มีโอกาสได้ไปไหนแล้วล่ะ เพราะเวลาเราไม่พอ ขนาดขับผ่านมิวเซียม อยากจะลง ยังลงไม่ได้เลย ต้องรีบไปจองตั๋วรถไปนอนไปอีกเมืองให้ทัน

อ่อ เราลืมบอกไปเลยว่าคืนนี้เราจะไป Aswan ครับ ซึ่งก็ไปได้หลายแบบ ไม่ว่าจะบิน บัส หรือรถไฟ ครั้งนี้เราเลือกรถไฟ เพราะว่าถือเป็นการพัก นอน แล้วเดินทางไปในเวลาเดียวกัน กะว่าตื่นมาแล้วเดินทางต่อกันเลย

หน้าตาตั๋วรถไฟ ก็จะประมาณนี้ อย่าให้หายเชียว

ที่นี้การจองรถไฟอ่ะ จริงๆ แล้วก็ควรจองผ่านเว็บไซต์นะ ซึ่งเว็บไซต์ก็มีหลายเจ้า  แต่ว่าพวกเราไม่ได้จองเพราะแพลนเราไม่ได้ฟิกซ์อะไรขนาดนั้น เราเลยต้องไปจองหน้างานกันครับ ซึ่งการจองหน้างานก็จะต้องไปจองที่สถานี El Giza Station หรือถ้าอยู่ในเมืองก็ Ramses Station ได้เลย เราเดินทางไปสายใต้ สู่ Aswan ซึ่งเส้นทางนี้ผ่าน Luxor ด้วยนะ รถไฟสายเดียวกัน

ราคารถไฟตกเฉลี่ยคนละ 80 USD ตีเป็นเงินไปก็ราวๆ เกือบ 3,000 บาท แบบนอนตื่นเดียวถึง Aswan เลย ก็นั่นแหละครับ สองวันแรกเป็นเรื่องราวที่เราอยู่ Cairo และนี่คือบังซัน และพี่วัน (ใส่หมวก) ที่มาช่วยพาเราเดินทางไปยังจุดต่างๆ ในเมือง Cairo ทั้งวันของวันที่สองนี้ และยังช่วยติดต่อช่วยเหลือเรื่อง Drone ที่ถูกยึดไว้ที่สนามบินให้เราอีกด้วย Keep in touch ครับพี่ๆ

DAY 3 ASWAN

Aswan เป็นเมืองที่เราไม่มีแพลนยิ่งกว่าไคโรครับ อย่างไคโรก็ยังรู้ว่ามีพีระมิด แต่ Aswan แม่งมีอะไร ๕๕๕ คือพอมาถึงเดินเข้าไปที่ Information Center ของ Aswan เลย หยิบโบชัวร์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทุกอย่าง แล้วก็ขอคำแนะนำจากพนักงาน สรุปคือไม่รู้ว่าต้องไปไหน แล้วทัวร์ก็เข้ามาขายโหดเหลือเกิน เลยเดินหนีเข้าไป Downtown แต่เดี๋ยววว ภาพด้านล่าง คือสภาพห้องพักในรถไฟของเราครับ ฮาๆๆ

ว่าแต่ เมิงรู้หรอ  Downtown อยุ่ไหน ไม่รู้ ใครจะรู้ ก็เดินมั่วไง สรุป แม่งต้องเรียก Taxi ให้ไปส่งที่ไหนก็ได้ตอนนี้ เราเลยจิ้ม maps.me แล้วเลือกที่พักอะไรก็ได้ที่มันใกล้กับโรงแรมที่เราจองไว้ (คือเราจอง Movenpick มา แต่เป็นของวันพรุ่งนี้ เหตุก็เกิดจากการผิดแผนตอนที่โดนขังตัวที่สนามบินนั่นแหละ ทุกอย่างเลยแบบพังทลาย)

แต่ก็ไม่ได้เป็นความน่ากลัวอะไรมาก เราให้เงิน 25 EGP แก่คนขับ แล้วลากกระเป๋าไปที่ที่พักที่เราจิ้มมั่ว ถือเป็นการตั้งหลักที่ดี สรุปคือทำท่าถามราคาทัวร์ หารถเช่า ถามราคาห้อง ก็เริ่มมีข้อมูลเข้ามาในหัวมากขึ้น จากนั้นก็ไดคุยกับ Travel Agency ตัวจริง จนรู้ว่าเราต้องไปไหนบ้าง

ถึงเวลาที่กูต้องต่อราคาแล้วอ่ะ เรื่องต่อราคานี่ต้องยกให้กูเลยขอบอก พูดไปพูดมา สรุปไปสรุปมา เป็นแผนอย่างดี และราคาไม่แพง ตกคนละไม่กี่บาทแบบรวมทุกอย่างแล้ว เอาล่ะ จะเล่าแผนให้ฟัง

  1. เราไม่มีที่พักวันนี้ แต่เราจองโรงแรม ๕ ดาวไว้พรุ่งนี้ เราจะขอเลื่อนที่พักจาก booking.com จะลองดู ถ้าได้ ก็จะดีมาก
  2. หลังจากที่ได้เราจะฝากกระเป๋าไว้ แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะจองที่พักที่จิ้มมั่วที่นี่แหละ เพราะราคาโอเคคืนละ 40 USD นอนได้ 3 คน (เราไปกันสามคน)
  3. จากนั้นจะไปทัวร์ Day Trip ตามจุดต่างๆ 3 จุด ราคาไกด์และคนขับ รวมกันตกคนละ 5 USD
  4. จากนั้นจะล่องเรือข้ามแม่น้ำไนล์ไปชมบ้านทาสีหนึ่งเดียวของอียิปต์
  5. แล้วค่อยกลับมาที่พัก

เป็นไงแผนเรา ดีมั้ย สรุปคือ ทาง booking.com ให้ติดต่อกับทางโรงแรมเองเลย และทางโรงแรมก็เช็คห้องให้ สรุปคือ ได้จ้า คือถ้าไม่ได้ต้องเสียงค่าห้องคืนละ 15,000 กว่าบาททิ้งไปเลย ก็ถือว่าเป็นโชคดีของเรามากๆ

เอาล่ะ เสร็จจากตรงนั้น ก็จะเดินตามแผนที่ว่ากันไว้ข้างบนเลย เบ็ดเสร็จทั้งทริปของวันนี้คือ คนละ 20 USD เป็นไง ถูกมั้ย ฮาๆๆ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่าย จบจนเย็นแบบอากาศหนาวสุดๆ

Aswan Dam หรือ High Dam Aswan  เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศอียิปต์ สร้างโดยการสนับสนุนของสหภาพโซเวียต เป็นเขื่อนขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ซึ่งโครงการสร้างเขื่อนในช่วงแรกสนับสนุนโดยสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ต่อมาสนับสนุนและออกแบบโดยสหภาพโซเวียต มีความสูงถึง 365 ฟุต และกว้างถึง 3280 ฟุต ด้วยความใหญ่ของเขื่อนนี้ทำให้เกิดทะเลสาบขนาดใหญ่ชื่อนัสซอร์

และนี่คือ The Monument of Friendship between Egypt and Soviet Union ครับ เป็นการรำลึกให้เห็นความเป็นงานของการสร้างเขื่อน และความเป็นมาของเรื่องราวต่างๆ

วิหารฟิเลเป็นสิ่งก่อสร้างอันนึงที่ถูกย้ายทันหรือพูดง่ายๆ ว่าตอนที่เริ่มสร้างเขื่อนอัสวานนั้นทำให้หลายๆที่ในอียิปต์ถูกน้ำท่วมแต่ต้องบอกว่าต้องขอบคุณทางอิตาลีรวมทั้งองค์การยูเนสโก้ที่มีการไหวตัวทันทำให้ไม่เสียหายมากเท่าไหร่นัก เพราะมีการเร่งให้ย้ายวิหารด่วน จากเกาะฟิเลไปอยู่บนเกาะอากิลเกีย (Agilika Island)  ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์

การย้ายครั้งนี้ทำโดยการตัดหินของวิหารออกเป็น 40,000 ก้อนและนำมาต่อเป็นวิหารตามเดิมอีกครั้งซึ่งใช้เวลาร่วม 8 ปี เพราะตอนนี้วิหารตั้งอยู่บนเกาะนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปก็ต้องนั่งเรือไปเทียบท่าเรือแล้วก็พากันเดินขึ้นไปชมวิหาร ผนังวิหารบอกเรื่องราวต่างๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องของเทพฮอรัสที่เสียตาไปข้างนึง และได้รับดวงตาใหม่จากฟาโรห์ที่กลายเป็นที่มาของ ดวงตาของฮอรัส เครื่องรางที่มีชื่อเสียงมากๆ ของอียิปต์

สำหรับ Temple of philae มีต่าเข้าคนละ 100 EGP แต่ค่าเรือที่จะต้องเดินทางไปเกาะนี่สิ ที่จะต้องต่อรองราคากับคนขับให้ดี เพราะเค้าไม่มีการรอให้คนเต็มเรือแล้วไป เราไปแค่คนเดียว ก็จ่ายคนเดียวแล้วนั่งเรือไปเลย เราได้มาคนละ 120 EGP เฉพาะค่าเรือ ซึ่งถือว่าราคาสูงมากๆ

เสร็จจากจุดนั้น ก็นั่งรถกลับมาที่ท่าเรือหน้าที่พักของเราครับ แล้วก็นั่งเรือไปชมหมู่บ้าน Nubia Village เป็นหมู่บ้านที่ทาสีกันเกือบทั้งหมู่บ้าน การเดินทางจะต้องล่องแม่น้ำไนล์ไปราวๆ 30 – 45 นาที และวิวระหว่างทางนั้น แจ่มแมวมากกกก

Nubian Villages ที่ Gharb Aswan นี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ หมู่บ้านชาวนูเบียน Elephantine Island Gharb Aswan เป็นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวนูเบียนราว 50,000 คน ซึ่งต้องอพยพจากหมู่บ้านของตนเองที่อยู่ทางใต้ของเมืองอัสวานหลังการสร้างเขื่อนอัสวาน (Aswan High Dam) นั่นเอง

หลังจากที่ทุกอยากจบลงวันวันนี้ด้วยความอ่อนเปรี้ยเพลียแรง ต้องขอบอกว่าสวย แต่ก็เหน่อยสุดๆ จริงๆ เรื่องราวระหว่างวันมีเยอะมาก แต่ไม่ขอเล่าเพราะเด่วแม่งยาว ตัดกลับมาที่ท่าเรือข้ามฟากไปโรงแรม เจ้าเอเจนซี่ตัวร้ายของเราได้มาดักรอเราแล้ว เพื่อที่จะดีลงานต่อ ส่วนเราจะดีลไว้ว่ายังไงบ้าง รอชมพรุ่งนี้เลย รับรองว่าต้องไม่มีคนไทยคนไหนเคยทำเหมือนกูแน่ ๕๕๕๕

ตัดกลับมาที่ท่าเรืออีกครั้ง ฮาๆๆๆ Movenpick เป็นโรงแรมที่ตั้งสง่าสุดอยู่กลางแม่น้ำไนล์ เป็นโรงแรม ๕ ดาวที่พวกเราบรรจงคัดสรรจาก www.booking.com คือเราไปกัน 3 คน ก็สลับกันจองมั้ยล่ะ ได้เงินคืนตั้ง 1,000 บาท เพียงจองผ่านลิงค์นี้ https://www.booking.com/s/palapi11 มาดูห้องพักของเรากันดีกว่ามาๆๆ

สำหรับคืนนี้คงไม่มีอะไรมาก เป็นการได้นอนดีอีกคืนหนึ่งที่ขอร้องให้ทางโรงแรมช่วยเลื่อนวันมาให้ ต้องขอบคุณ Movenpick Aswan มากมาย แต่ประเด็นคือเรามีเวลานอนแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เนื่องจากพรุ่งนี้เรามีนัดกันตั้งแต่เช้าตรู่เลย ราตรีสวัสดิ์ครับ

DAY 4 ASWAN – ABU SIMBEL – KAWN OMBO

สวัสดีวันที่สี่จาก Aswan ครับ คือเมื่อคืนอ่อนเปรี้ยเพลียแรงกันสุดๆ แต่ก็ยังไม่มีความอ่อนเปรี้ยเพลียแรงเพิ่มเข้ามาอีก เพราะเช้านี้เราต้องตื่นกันตั้งแต่ตีสามครับ โอแม่เจ้า เมื่อวานเลยสั่งให้ทางโรงแรมทำ Breakfast set box ไว้ให้ เพราะเดี๋ยวเช้านี้ เราจะไป Abu Simbel กันครับ ซึ่งทัวร์ก็มีหลายราคามากเว่อร์ ไล่ไปตั้งแต่เป็นรถ Private cart คนละ 60 USD จนไปถึง นั่งบัสไปหัวละ 10 USD ครั้งนี้ของเรา เค้าก็จะนัดรับเราที่หน้าโรงแรมครับ อย่างของเราคือท่าเรือ ก็จะมี Agency ที่ขายบัตรให้เรานี่แหละ มารอเราที่ท่าเรือ ตื่นตีสาม เก็บข้าวของ เตรียมอุปกรณ์ และบอก Lately Check out ออกมากกัน ไม่นานก็มีรถบัสเล็กๆ มารับครับ แล้วก็ไปส่งเราที่จุดศูนย์รวม คือหน้าหน้าสถานีรถไฟ Aswan เป็นรถบัสท่องเที่ยวเหมือนบ้านเรานี่แหละ ก็ไม่ได้มีแค่เราครับ มีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ รู้สึกดี ที่ครั้งนี้ มีคนอื่นมาเที่ยวด้วย เพราะสามวันก่อน กูไปกันเอง 3 คนแบบน่าเบื่อมากกกก ๕๕๕

จากจุดนี้ไปถึง Abu Simbel จะใช้เวลาราราวๆ 4 ชั่วโมงครับ ขับไปได้สักพักตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น จนจอดที่จุดจอดข้างทาง และระหว่างนั้นแหละ ที่ทำให้ผมต้องอึ้ง หลังจากที่เดินลงมาจากรถ ดวงอาทิตย์ขึ้นพอดีครับ คว้ากล้องถ่ายรูปแทบไม่ทัน คือสวยมากกก สวยจริงๆ

ระหว่างทางก็จะเป็นทะเลทราบยาวๆ เลย ถนนเค้าก็ดำจริงๆ ดำแต่เนียนมาก ไม่มีทางขรุขระเหมือนบ้านเราเลย คือชอบถนนที่นี่นะ ดูสุดลุกหูลูกตาจริงๆ ไม่นาน ก็เดินทางมาถึง Abu Simbel

อะบูซิมเบล (Abu Simbel) เป็นมหาวิหารของอียิปต์โบราณที่ประกอบขึ้นจากหินขนาดใหญ่สองก้อน มีลักษณะเป็นรูปปั้นองค์ฟาโรห์ทั้งสี่ ส่วนองค์ที่สองถล่มลงเนื่องจากแผ่นดินไหว ตั้งอยู่ทางใต้ของอียิปต์ บนริมฝั่งตะวันตกของทะเลสาบนัสซอร์ ระยะทางประมาณ 290 กิโลเมตรจากอัสวาน และเป็นโบราณสถานหนึ่งในมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

นอกจากนี้ยังรู้จักกันในนาม อนุสรณ์สถานแห่งนิวเบีย สมัยก่อนเนี่ย มหาวิหารถูกก่อสร้างโดยการเจาะแกะสลักเข้าไปในภูเขาหินในช่วงรัชสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในช่วงศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล และยังเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสุดท้ายของพระองค์และพระมเหสีของพระองค์นั้นคือพระนางเนเฟอร์ทารี ซึ่งอะบูซิมเบล ยังมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองกับชัยชนะของอียิปต์ที่มีต่อนิวเบียที่สมรภูมิแห่งคาเดส อีกทั้งเพื่อเป็นการข่มขู่นิวเบียไม่ให้มารุกรานอียิปต์ซึ่งเป็นอาณาจักรใกล้เคียง

อย่างไรก็ตามมหาวิหารทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายโดยคณะวิศวกรจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งใช้เวลาตลอดทั้งทศวรรษที่ 1960 เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนอัสวาน อันจะส่งผลให้มหาวิหารและโบราณสถานที่รายรอบอยู่ต้องจมอยู่ก้นทะเลสาบนัสซอร์ ปัจจุบันมหาวิหารเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากและโด่งดังแห่งหนึ่งของอียิปต์ ซึ่งครั้งหนึ่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันและญี่ปุ่นเคยถูกลอบสังหารขณะเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้

ถือเป็นอีกสถานที่ที่ต้องบอกว่าห้ามพลาดเมื่อมาอียิปต์ครับ  เพราะทุกคนจากทั่วทุกมุมโลกมาอียิปต์แล้วล้วนมาที่นี่กันทั้งนั้น และที่ Abu Simbel แห่งนี้ ถือเป็นจุดท่องเที่ยวจุดสุดท้ายใต้สุดของอียิปต์ด้วย นอกจากมันจะยิ่งใหญ่และสวยงามแล้ว มันยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำอีกด้วย

เราขับรถกลับมาที่ Aswan แล้วเดินทางไปล่องเรือข้ามเมืองครับ นี่ไง ที่บอกว่าเป็นกิจกรรมที่คิดว่าไม่เคยมีคนไทยทำแน่ๆ หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปเค้าก็ไม่ทำกัน ส่วนใหญ่เค้านั่งเรือหรูข้ามเมือง พวกเรานี่แบบ นั่งเรือใบจ้า และนี่คือภาพส่งท้ายที่จะส่งลาเมือง Aswan ถ่ายเก็บไว้เพราะกลัวโดนโกงครับ เผื่อเอาหน้าเค้าไปแจ้งความ คือเราไม่ได้ใจร้ายนะ แต่ป้องกันตัวเองไว้ เห็นมั้ย ในรอยยิ้ม มีหลักฐานซ่อนอยู่ และได้โปรดดูหน้า Agency กูด้วย เหมือนคนขี้โกงปะล่ะ ๕๕๕๕

คือเรื่องมันมีอยู่ว่า เราอยากลองอะไรใหม่ๆ ก็เลยออกแบบทริปให้ Agency ครับ ก็สนใจอยากล่องเรือ Felucca อยู่แล้ว เลยเสนอเค้าไปว่าถ้าทำแบบนี้ได้ไหม เพราะเราจะต้องไปที่ Luxor อยู่แล้ว เค้าบอกว่าได้ แต่อาจจะไม่ถึง Luxor แต่จะเป็นอีกเมืองแทน เราก็บอกไม่เป็นไร ยังไงเราก็ต้องไปทางนั้นอยู่แล้ว ไหนๆ ก็ต้องจ่ายค่าโรงแรมและค่าเดินทาง ก็นอน และเดินทางโดยเรือในเวลาเดียวกันเลยแล้วกัน

เบ็ดเสร็จต่อรองราคากันได้หัวละ 60 USD รวมทุกยอ่างแบบถึงโรงแรมที่จองไว้ที่ Luxor เลยครับ แต่ อีดอก พากุนั่งรถมาซะไกล แล้วปล่อยกูไว้ที่ริมน้ำแห่งนี้ แม่น้ำไนล์สีน้ำมันจะดูขลังมากๆ นะ ด้วยความที่บรรยากาศรอบข้างสีเขียวค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะมีแต่ดินกับทราย น้ำที่นี่เลยดูสีน้ำเงินเข้มเหมือนน้ำทะเลในมหาสมุทร

เราลงจากรถแล้วเดินไปริมน้ำที่เรือจอด โอ้มายกอด เป็นอะไรที่ชิคๆ คูลๆ คือตอนแรกก็งงๆ ว่าขับรถมาทำไมตั้งไกล นี่เมิงขับมาขนาดนี้ ส่งกูที่ Luxor ก็ได้ แต่นั่นแหละ พอมาเห็นบรรยากาศ และเรือที่เราจะต้องใช้นอนสำหรับคืนนี้ บอกเลยว่าตื่นเต้นสุดๆ

การล่องเรือของเค้าคือ ลองทแยงแซงซ้ายแซงขวาครับ ล่องตรงๆ ไปเลยเหมือนเรือมอเตอร์ไม่ได้ เพราะมันต้องอาศัยใบเรือให้กินลม ถึงจะทำให้เรือเคลื่อนที่ได้ แต่ก็นั่นแหละ การเดินทางมันเลยช้ามากๆ ปกติเดินทางเป้นเส้นตรง แต่ทีนี้ต้องเดินทางแทยงไปมาซ้ายขวา อิสัส เมื่อไหร่จะถึง แล้วมีบางช่วงคือน้ำเข้าเรือ คนเรือมีสองคน บวกพวกกูสามคน คนบังคับก็บังคับเรือไป คนทำกับข้าวก็ทำกันไป พวกกุกูลุ้นเหลือเกิน ช่วงที่พวกเราไปเป็นหน้าหนาวครับ วันนั้นเป็นวันที่ 31 ธันวาค 2560 คือเป็นการนอนในเรือเพื่อ countdown โหดสัสไหมละเมิง

อาทิตย์อัสดงทำให้อากาศหนาวสุดๆ เราเริ่มมองไม่เห็นอะไร และอากาศก็หนาวมากจนกระทั่งพวกรเนอนลงและหาอะไรก็ได้ที่มีทั้งหมดมาใส่กันหนาว อย่างของผมตอนนั้น จำได้ว่าใส่ทุกตัวที่มี อีดอกกก คือหนาวมาก หนาววัวตายควายล้ม เค้าก็จอดเรือริมน้ำ แล้วก็เอากับข้าวที่เค้าทำให้เรากิน

อิสัส กูก็นึกว่าอะไร เห็นทำตั้งนาน ปรากฏว่าเป็น ทูน่ากระป๋อง ชีส กับผักที่เมิงทำท่าสับตอนกูเห็นตั้งแต่เข้ามาลงเรือ นี่ก็งง สรุปมีแค่นี้จริงๆ หรอ ๕๕๕ นี่กูจ่ายไปหัวละ 60 USD แต่ได้แดกอะไรแบบนี้เนี่ยนะ ๕๕๕ กุหรรรม โชคดีที่เพื่อนอีกคน มีมาม่าคัพ อิดอกก ช่วยชีวิตได้มาก นี่อะไรเนี่ย กูว่าจะไม่เล่าเยอะ แต่ทำไมกูเล่นเป็นฉากๆ ขนาดนี้ นิว่าจะมารีวิวเนื้อๆ นะเนี่ย ทำไมมาเต็มเหมือนกับว่าเอาพวกเมิงมาอยู่ด้วย แต่ช่างเถอะ ของมันตั้องเล่าเมิง นี่เชื่อมั้ยว่า แวะซื้อเบียร์ริมน้ำมา 6 กระป๋อง เลี้ยงพวกคนเรือด้วย กะเอาว่าชนกันเบาๆ แล้วเซย์ Happy New Year 2018 ใส่กัน แต่เปล่าเลยอิดอกกก หนอนหนาวจู๋หด หนาวจนขนาดที่ว่าต้องเอาผ้ารองเท้ามาห่มแทนผ้าห่มที่บ้าน อิเหี้ย!!!

DAY 5 KOMONDO – EDFU – LUXOR

เมื่อวานคือทรหดมากอิดอกก บอกใครใครจะเชื่อว่ากูมาอียิปตืแบบนี้ เหมือนมาฆ่าตัวตายชัดๆ แต่เมิง ทว่าไปแล้ว การเดินทางแบบไม่ได้คาดหวังอะไรแบบนี้ ก็เก๋กู้ดสุดๆ ใครที่ไหน จะมีโอกาสได้มานั่งทำทาจิบชาร้อนๆ เอาผ้ารองเท้ามาปูริมน้ำไนล์ แล้วทำตัวคูลๆ ดูพระอาทิตย์ขึ้นแบบนี้

อิดอกกกก พูดละก็หมั่นไส้ตัวเอง แต่องค์ประกอบที่ออกมามันก็ดีมากจนอยากตามรอยใช่ไหมล่ะ ก็บอกให้ตามกันมาเลย ไม่ว่ากัน และจะรู้ว่า อียิปต์แบบไม่มากับทัวร์มันเก๋กู้ดสุดๆ หลังจากนั้นก็อยากจะลองดี เกิดมาชาติหนึ่ง ถ้าได้ว่ายน้ำไนล์สักครั้ง มันคงดี

คือมันหนาวมากนะ จำได้ว่าวันนั้น 6 โมงกว่าๆ พระอาทิตย์พึ่งขึ้นเลย ถ่ายรูปเสร็จก็ถอดเสื้อผ้าลงเล่นน้ำ จนตอนที่พิมพ์อยู่ตอนนี้ ยังไม่หายป่วยดีเลย ฮาๆๆ เอาล่ะ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในทริปนี้คือ เราจะต้องล่องเรือกันไปต่อ ซึ่งไม่รู้ว่าระยะทางอีกไกลเท่าไหร่ เพราะเราล่องเรือใบ เราก็เตรียมพร้อมแล้วล่ะ ว่าวันนี้มันต้องเหลทแน่ๆ หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ก็บอกให้คนเรือรีบใบ

อินี่จา ก็พายไป โดยไม่ใช้ใบเรือนะ กูก็คิดว่า สงสัยมันจะพายไปกลางแม่น้ำ อิสัส ก้มหน้าเล่นมือถือ เงยมาอีกทีบอกกูถึงแล้ว เอ้าอิดอกกก คำว่าถึงคือการพายมาฝั่งตรงข้าม เอ้า อึ้ง อึ้งในอึ้งบวกงงในงง นี่แสดงว่า กูมาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้วหนิ เอ้า แล้วทำไมไม่บอกกูว่าถึงแล้ว ฮาๆๆ โอ้ยๆๆๆๆ เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ในปีใหม่ที่ดีมากกกก

เราเก็บของแล้วขึ้นมาบนฝั่งอีกฝั่งหนึ่งเพื่อรอรถมารับ ไม่นานนัก รถก็มารับเราครับ จริงๆ แล้วแพลนวันนี้เราจะต้องไป Kawn Ombo  temple , Edfu temple แล้วก็ลง Luxor หาที่เที่ยวอื่นถัดไปหลังจากเอากระเป๋าไปเก็บ แต่ๆๆๆ แพลนทุกอย่างถูกเปลี่ยนหมด เรา cancel Kawn Ombo แล้วไป Edfu เลย เพราะเวลาไม่พอ จากนั้นค่อยไปว่ากันอีกที ว่าจะเก็บอะไรได้บ้าง

หลังจาก Edfu Temple ก็ดูเหมือนว่าเราจะเหลทสุดๆ เป็นห่วงว่าจะเก็บที่อื่นทันหรือเปล่า คราวนี้เปลี่ยนแผนเป็นไม่เข้าไป check in และไปสถานทีท่องเที่ยวเลย เราก็เลยตกลงราคากันไหม จ่ายเพิ่มไป 150 EGP ให้ตายเถอะ ขับวนไปวนมาสุดท้ายหิวมาก มาตายกันอยู่ KFC ฮาๆๆๆ

ทานเสร็จ ก็ลุยต่อไปที่ทีอยากไป นี่ก็เร่งเอาให้ลุ้นหัวใจจะวายว่าอยากไปที่นี่ เพื่อนก็บอกชื่อแบบนี้ๆ นี่คนขับก็ไปไม่เป็น ไม่รู้ทาง เพราะเป็นคน Aswan ไม่ใช่คนที่นี่ พอขับไปถึง ด้วยความตื่นเต้น จ่ายค่าเข้า 160 EGP ค่ารถ มีจ่ายค่าถ่ายรูปด้วย พอเข้าไป เปิดแผนที่ดู เอ๊ะ ทำไมมันแปลกๆ

ที่ว่าแปลกๆ คือเมิงต้องเดินข้ามเขาไป เอ้าอีเหี้ย มีรอยคนเดินไปด้วย ว่าแต่ ข้างล่างมันเป็นอะไร เค้าบอกว่าควรเข้าหมายเลข 2 8 แล้วก็ 11 เราก็ด้วยความที่ว่าพระอาทิตย์มันใกล้ตก ก็เลยเอารูปสถานที่ที่อยากไปให้เค้าดู พร้อมถามว่า ไปทางไหน

อิดอกกกก อยู่คนละที่กันชื่อมันไม่เหมือนกัน นี่เครียดเลย จะเอายังไงดี จะเอายังไงดี ยังไงดีๆๆๆ คืออยากไปที่นั่น ไม่ใช่ที่นี่สุดท้ายคุยกัน เออ ไปเว้ย ทัน ยังไงก็ต้องทัน ไปข้างหน้าถ่ายซูมเข้าไปก็ยังดี เพราะพรุ่งนี้ไม่มีเวลาแล้ว ต้องกลับบ้าน เราวิ่งกันเหมือนหนีควายป่าที่กำลังจะมาขวิด อิสัส ในใจก็อยากจะลงไปดูว่าข้างล่างคืออะไร เพื่อนๆ ก็วิ่งกันไปแล้ว เอาวะ กูว่ากูวิ่งเร็วนะ กูขอดูหน่อย ว่าข้างล่างแม่งมีอะไร อุส่าต์มาถึงแล้ว โอ้วแม่เจ้า เหี้ยมากกก สวยที่สุดตั้งแต่เดินทางมาประเทศนี้ ทุกอย่างในนี้คือสมบูรณ์มาก ภาพเขียนทุกอย่างถูกลงสี ลายอักขระทุกอย่างชัดเจนพร้อมไฟที่ช่วยส่องให้ข้างในมองเห็นทาง ให้ตายเถอะ กราบความหยากรู้อยากเห็นที่ลากตัวเองเข้ามาในนี้เพียงไม่ถึง 2 นาทีก็ตาม ที่นี่คือ Valley of the Kings ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านใน

เราวิ่งไปขึ้นรถ และดูเหมือนว่า driver เราจะรู้ว่าเรารีบ เราก็ชี้โทรศัพท์แล้วบอกว่า พวกกูมาผิดที่ เชี่ยยย ช่วยกูด้วย ช่วยขับเร็วๆ เพื่อไปที่นี่ที ผมเปิดแผนที่ นำทางเค้าไป มันก็ใจดี ขับเร็วให้ จนกระทั่งไปถึงที่ที่พวกเราจะไป

โอ้วแม่เจ้า ที่นี่แหละครับ ที่พวกเราอยากมา ที่นืคือ วิหารพระนางฮัตเช็ปสุต หรือ Deir el-Bahri ( Hatshepsut’s Temple ) คือชื่อวิหารนั้น ตั้งตามพระนางฮัตเซ็ปสุต ก็เพราะว่าเป็นฟาโรห์หญิงองค์แรกของอียิปต์ครับ  ซึ่งพระนางฮัตเชปสุต เป็นพระราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมสิสที่ 1 (Thutmosis I ครองราชย์ระหว่างปี 1504 – 1492 ก่อนคริสตกาล) แต่งงานกับพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของพระนางเอง คือ ธุตโมสิสที่ 2 (ซึ่งครองราชย์อยู่ระหว่างปี 1492 –1479 ก่อนคริสตกาล) ต่อเมื่อสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์ลง พระนางฮัตเชปสุตก็ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้สำเร็จราชการ ใช้อำนาจร่วมกันกับโอรสบุญธรรมอยู่ 3 ปี พอมาถึงปีที่สาม พระนางก็ประกาศตนเป็นฟาโรห์ และปกครองอียิปต์โดยลำพังต่อไปถึง 21 ปีกว่า (1479 – 1458/7 ก่อนคริสตกาล)

สถานที่สุดท้ายสำหรับ Luxor วันแรกก่อนพระอาทิตย์ตกดินของเราเป็นอะไรที่น่าจดจำมาก เราคือนักท่องเที่ยวกลุ่มสุดท้าย ที่หันหลังให้กับสิ่งโบราณที่มีค่าแห่งนี้ แต่ Luxor ไม่ได้มีแค่นี้นะ ยังมีอีกหลายที่ ที่ให้พวกเราไป

เราคุยกันว่าหลังจากทานอาหารเสร็จ เราจะไป Luxor Temple ในช่วงกลางคืน ครับ เพราะมันสวยมากๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะขี้เกียจ คืนนี้เราจองที่พักกับ booking.com ครับ เป็น Hiltan Luxor พร้อมอาหารเช้า และอาหารเย็น ที่นี่ราคไม่แพงมาก คืนละ 8,000 บาท วิวติดสระและแม่น้ำไนล์ อยู่ฝั่ง west bank ที่เค้าปล่อยบอลลูนกัน มาดูห้องกันดีกว่าว่าสวยประมาณไหน

เราพยายามจะจองขึ้นบอลลูนตอนเช้าครับ แต่ว่าไม่สำเร็จ เพราะรอบที่สมบูรณ์สุดๆ อย่างรอบ ตีห้า แม่งเต็ม เหลือแต่เจ็ดโมงเช้า ถ้าให้กุขึ้นบอลลูนตอนเจ็ดโมงเช้า กูกลับบ้านดีกว่า แม่งคงร้อนน่าดู นอกจากนั้นแล้ว เราก็ ดีลรถกลับไปไคโรด้วย เพราะพรุ่งนี้ช่วงเที่ยงคืน เราจะต้องบินกลับประเทศไทย สรุปคือได้รถราคาดีงามมากๆ ต่อไปต่อมาได้ราคา 2,840 EGP

จริงๆ แล้วเราอยากจะบินกลับด้วยซ้ำครับ แต่เวลาไม่มี คือเวลาเที่ยงมันเต็ม เรื่องนี้อยากให้ทุกคน focus ดีๆ นะ เพราะการจราจรของอียิปต์ในเมืองรถติดมากกกกก แนะนำให้บินจะดีกว่า แต่นั่งรถกลับแม่งก็ได้วิวที่ฟินเว่อร์ จะฟินขนาดไหน เด่วพรุ่งนี้รู้เรื่อง วันนี้ขอไม่ทำอะไร นอนตื่นสายๆ แล้วกัน บอลลูนก็ไม่ได้ขึ้นแล้วหนิ ราตรีสวัสดิ์

DAY 6 LUXOR – CAIRO – ABU DABI – BANGKOK

เราเดินทางกันจนเข้ามาวันที่ 6 แล้วครับ โคตรเหนื่อยเลย จริงๆ 10 วันให้เที่ยวเรื่อยๆ กำลังพอดีนะ นี่ 6 วันเหนื่อยมาก ต้องอัดสุดๆ แล้วก็ได้เดินดูปราสาทแต่ละที่แป็บเดียวเพราะต้องแข่งกับเวลา วันนี้เราไม่ได้ขึ้นบอลลูน แต่เราก็ดูบอลลูนจากวิวระเบียงห้องเราอย่างคูลๆ ฮาๆๆ

ที่พักของเราคืนนี้ดีมากครับ สบายๆ ใสๆ ผมเดินออกไปพักผ่อนข้างนอกพร้อมกับบอกตัวเองว่าจบทริปสักที วันนี้ถ้าเพื่อนชวนไปไหน จะไม่ออกไปเลย เพราะเหนื่อยแล้ว บรรยากาศที่พักมันเหมาะจะนอนอยู่เฉยๆ แบบไม่ต้องทำอะไรเลยจริงๆ บวกกับวิวที่แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องให้เห็นบอลลูนเกาะกลุ่นกันอย่างชัดเจนแล้ว ก็ทำให้วิวตรงนี้ยิ่งสวยเข้าไปอีก

เราทานข้าวเช้ากันอย่างราชา จริงๆ แล้วก็ราชาตั้งแต่มาแล้วล่ะ เพราะเมื่อเย็นมี Buffet Dinner ให้เราด้วย จนกระทั่งกลิ่นตะมุๆ ก็มาถึงเราแบบกระซิบว่า เมิง ไป Karnak ไหม กูอยากไปที่สุดในทริปนี้แล้ว กูเห็น do you travel เค้าไปกัน นะๆๆ ไปเป็นเพื่อนกูเถอะ เออ.. เมิงไปกันเลย กูไม่ไปหรอ… 50 EGP is ok? เสียงต่อรองราคา taxi จากกูเอง อ้าว กูหลวมตัวไปกับเมิงเฉย และนี่คือ Karnak ที่พวกมันอยากมากันครับ

มหาวิหารคาร์นัก เป็นมหาวิหารที่มีความกว้างใหญ่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองลักซอร์ 3 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าอะมอนรา (สุริยะเทพ) และเพื่อเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ ใช้เวลาก่อสร้างจากรุ่นสู่รุ่นหรือผ่านฟาโรห์มาประมาณ 30 พระองค์ ลานกว้างหน้าวิหารลักซอร์ จะเต็มไปด้วยรูปปั้นสฟิงซ์ ตั้งอยู่สองข้างทางยาวเหยียดไปตลอดแนว ทางตรงนี้จะยาวไปจนถึงวิหารคาร์นัค ห่างออกไปประมาณ 2.5 กม. ถนนสฟิงซ์ตรงนี้สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์เนคทาเนโบที่ 1 แห่งราชวงศ์ที่ 30 ส่วนถ้ามองไปทางซ้ายจะเจอกับซุ้มประตูวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งจะเป็นทางเข้าไปยังวิหารลักซอร์ด้านใน

มหาวิหารคาร์นัก เป็นวิหารที่สร้างโดยฟาโรห์ในสมัยอียิปต์โบราณหลายพระองค์ โดยในส่วนหน้ามีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ เดิมเคยมี 2 ต้น แต่ในสมัยพระเจ้ามูฮัมหมัดได้ส่งไปเป็นของขวัญให้ฝรั่งเศส 1 ต้น ปัจจุบันจึงเหลือแค่ต้นเดียว ด้านหลังเสามีรูปสลักฟาโรห์รามเสสที่ 2 เดิมเคยมีอยู่ในท่านั่ง 2 ตัว ท่ายืน 4 ตัว แต่ปัจจุบันเหลือแค่ท่านั่ง 2 ตัว ท่ายืน 1 ตัว เท่านั้น

ณ จุดนี้เองเป็นอะไรที่ไม่มาไม่ได้ครับ เวลาเราหมดแล้วจริงๆ ถ้ามีเวลาเราคงจะพาเพื่อนไป Temple of Luxor ต่อ แต่นัดรถไว้ 10.oo น. เลยทำให้ไม่สามารถไปเที่ยวที่อื่นได้แล้ว กลัวตกเครื่องครับ นี่ต้องรีบไปทำเรื่องขอ Drone ที่ยึดไว้คืนด้วย เค้าบอกว่าให้ไปเร็วกว่าเครื่องออก 4 ชั่วโมง

เดินทางมาถึงตรงนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ที่เดินทางมาด้วยกันครับ เรื่องราวมันเยอะมากจริงๆ นี่ก็พยายามย่อมาให้ได้ใจความที่สุดแล้ว ประเทศนี้ เป็นอีกประเทศที่ควรมาก่อนแก่ครับ เพราะเดินทางลำบากมาก ไม่มีรถสาธารณะที่สะดวกๆ เหมือนญ๊่ปุ่น หรือจะเอาให้ดีก็มากับทัวร์ครับ ง่ายดี แต่ก็จะไม่ได้รสชาติการเดินทางอย่างที่ผมเล่าให้ฟังอยู่ตอนนี้ สรุปจบทริป ไปทันนะครับ แล้วได้ Drone คืนด้วย พร้อมกับจ่ายค่าฝาก Drone ไปราวๆ 60 บาท หวังว่าเพื่อนๆ จะสนุกไปกับทริปนี้ของผมนะครับ แล้วเจอกันระหว่างทาง

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : https://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *