ROAD TRIP เขาค้อ – ภูทับเบิก – เขาหน่อ 2 วัน 3 คืน ด้วยเงน 1,600 บาท

ถ้าคุณกำลังทำงานประจำอยู่แล้วรู้สึกเหนื่อย เมื่อยหล้า อยากออกไปนอกบ้าน สูดอากาศบริสุทธิ์ให้มันโปร่งๆ แล้วรู้สึกโล่งสบาย ไม่แน่ทริปนี้ อาจทำให้คุณหายเหนื่อยได้ เพราะเราจะพาคุณๆ ทั้งหลายไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในบรรยากาศที่ Blogger หลายคนเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าสวิซเซอร์แลนด์เมืองไทย

แต่เอาเข้าจริงๆ ทริปนี้อาจจะไม่ใช่การพักผ่อนที่ดีสำหรับบางคนก็ได้ เพราะด้วยความที่เวลาน้อย บวกกับกิจกรรมที่เราอยากจะไปเห็นอยากจะไปทำ มันจำเป็นจะต้องขับรถออกไปจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด เพื่อที่จะไปเช้าอีกที่ดูหมอกอย่างสบายใจ อ่ะ.. ว่าแล้ว ก็มาดูแพลนกันเลย

ผมขอขี้ตั๋วว่าเพื่อนๆ พักอยู่แถวลาดพร้าวเลยแล้วกัน ทริปนี้เป็นทริปคืนวันศุกร์ถึงเช้าวันจันทร์ นั่นก็คือ 3 คืน 2 วัน เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้ไปทันเช้าที่เขาค้อ เที่ยวเลาะเขาไปเรื่อยๆ ไปกินหมูกระทะตอนเย็นที่ภูทับเบิก นอนสักคืน แล้วก็ขับไปนครสวรรค์ไปปีนเขาหน่อ เขาที่หากวันไหนโชคดี จะเห็นค้างคาวบินออกจากถ้ำเป็นหมื่นเป็นพันตัว

ทริปนี้เราเดินทางกันสามคนครับ เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเลยหารสาม มันเลยได้ค่าทริปตกคนละ 1,200 บาท เราเอารถไปเองครับ ไม่ต้องเสียค่าเช่ารถ หนักสุดก็แค่ค่าน้ำมันและหมูกระทะเท่านั้น ถ้าเปิดตาม GPS ใน Google Map จากบ้านถึงเขาค้อ ใช้เวลาราวๆ 5 ชั่วโมง แต่ตอนเราขับ ขอยอมรับว่าแอบจอดหลับข้างทางครับ ง่วง…

แต่ไม่นานเราก็มาถึงเขาค้อครับ กะว่าจะมาถึงสัก 6 โมงเช้า ดูทะเลหมอก แต่ดีแล้วล่ะ ที่แอบหลับข้างทาง เพราะวันนี้ หมอกไม่มี แล้วอีกอย่างคือ เรามาถึงก็ 7 โมงกว่าแล้ว เราไปจุดยอดฮิตคือจุดชมทะเลหมอกแวะทานข้าวต้ม ดื่มชาร้อนๆ (ไม่ได้ถ่ายภาพมาให้ดูบรรยากาศ) พอทานเสร็จ ก็ขับไปที่ที่อยากไปเลย นั่นก็คือ บริเวณกังหันลมเขาค้อ

ขับออกมาจากทางหลัก ไม่นานก็เห็นวิวกังหันลมแต่ไกลครับ ซึ่งเจ้ากังหันลมเนี่ยคือแหล่งผลิตพลังงานสะอาดที่กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว เรียกกันเป็นชื่อเต็มว่า “ทุ่งกังหันลมบ้านเพชรดำ” ตัวกังหันที่มีความสูงกว่า 100 เมตร จำนวน 24 ต้นด้วยกัน โดยจุดที่ตั้งของโครงการทุ่งกังหันลม อยู่บนเนินเขาสูง บนระดับความสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร จึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกลไปถึงวัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 20 กม.

ไม่นานจากถนนสายหลักก็มาถึงครับ ที่นี่มีชาวบ้านท้องถิ่นมาตั้งหน้าร้านขายของกันเต็มไปหมด สามารถเดินชมวิวรอบๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ก็จะมีสวนของบางเจ้าที่เราต้องให้ค่าบำรุงคนละ 10-20 บาท นอกจากสวนดอกไม้ ฤดูหนาวก็มีไร่สตรอเบอร์รี่กองเซ้ง และอื่นอีกด้วย แต่ครั้งนี้ ขอแวะมาที่ไร่บีจี ซึ่งเป็นสวนดอกไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดเมื่อมาถึง

ภายในไร่บีจีมีของเล่นเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้หลากหลายพันธุ์ ฟอมูล่าม้ง หรือชิงช้าชาวดอย ทุกอย่างจ่ายค่าดูแลสถานที่เพียง 10 บาทแค่ครั้งเดียว ยกเว้นเสียแต่ฟอมูล่าม้งนี่แหละ ที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร เรียกได้ว่า เป็นเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนและคนท้องที่

บรรยากาศดีมากเลยนะ จริงๆ บริเวณนี้มีหลายไร่ให้พวกเราได้ไปเยี่ยมชมครับ หากมีเวลา ก็เอาเลย เอาที่สบายใจ ไปให้ครบทุกไร่เลยก็ได้ แต่ของเราขอเอาไร่เดียวพอ ขี้เกียจเดิน ๕๕๕๕

 

ถ่ายรูปกันเพลินเลยล่ะ ยังไงเตรียมพร๊อพกันไปสวยๆ เลยนะ คิดว่าจุดนี้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ facebook ได้เลย เดินไปหน่อย ก็จะมึโซนชิงช้าไม้ให้ได้นั่งผ่อนคลายและถ่ายรูปเล่นกัน

และจุดสุดท้ายที่จะพลาดไม่ได้ในไร่บีจี คือชิงช้าม้งครับ เป็นชิงช้าที่เป็นไม้สี่ขา มีาเชือกเส้นเดียวผูกไว้ตรงกลาง ให้เราได้ห้อยโหน นั่ง หรือเหยีบยืนพรางแกว่งออกไปสู่เขาหน้าชัน ที่มีวิวด้านล่างแบบ 270 องศา คือห้ามพลาดเลยนะจุดนี้

 

อ่ะ หมดแล้วสำหรับไร่บีจี แต่เผอิญตาดีไปเห็นไร่ข้างๆ มีชิงช้าเหมือนที่ปาย สาวๆ ทั้งสองเค้าอยากเล่น อ่ะ.. เราก็ตามใจ ไปก็ไป ค่าเล่นคนละ 50 บาท เล่นกันเหมือนเด็กๆ เลย

จริงๆ ผมไปเขาค้อมาหลายรอบแล้วครับ หากเพื่อนๆ อ่านทุกบรรทัดที่ผมเขียน paragraph นี้อาจเป็นประโยชน์ เพราะบนเขาค้อ นอกจากสถานที่เหล่านี้ ยังมีอีกหลายจุดให้แวะกัน ไม่ว่าจะเป็น ไร่บีเอ็น พระตำหนักเขาค้อ อนุเสาวรีย์ผู้เสียสละเขาค้อ พิธิธภัณฑ์อาวุธ พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก และอีกเพียบครับ ยังไงลองแวะกันดู เพราะถ้าจะเที่ยวให้หมดบนนี้ ควรนอนค้างไปเลยหนึ่งคืน

ที่พูดมาข้างบนคือไปมาหมดแล้วครับ เคยไป แต่มีอยู่จุัดหนึ่ง ที่ยังไม่เคยมาเลย นั่นก็คือ น้ำตกศรีดิษฐ์ ซึ่งเป็นน้ำตกชั้นเดียวไหลผ่านจากหน้าผาตัด ลัดเลาะมาตามซอกหินตกลงมาคล้ายม่านน้ำตกหลายม่าน แต่ช่วงที่เราไป น้ำน้อยจัง งือออออ ซึ่งด้านล่าง มีน้ำขังเป็นแอ่งขนาดใหญ่ ไปล่าสุดคือติดป้าย ห้ามาลงเล่นน้ำ

ระหว่างทางเข้าไป ต้องบอกว่าร่มรื่นมาก และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีผู้คนสนใจเท่าไหร่ เรียกได้ว่า เงียบเลยล่ะ เราเดินไปเรื่อยๆ จะเจอป่าไผ่ และป่าดิบ ซึ่งมีผีเสื้อบินเกาะแกะเต็มไปหมด

เดินมาจนถึงจุดชมวิวน้ำตก ก็สบายตาดี อาจไม่ใหญ่ ไม่อลังกาล แต่มันก็คือธรรมชาติสร้างมา ไม่มีที่ติ มันสวยในแบบของมัน อย่าเอามันไปเทียบกับใคร เพราะหากจะเอาเจ้าศรีดิษฐ์ ไปเทียบกับไนแองกาลา ก็คงไม่ใช่ ฉะนั้น… เราต้องรู้จักพอใจ เข้าใจ และปรับตัวเข้ากับสภาพธรรมชาติที่เราสัมผัสอยู่อย่างมีความสุข ว้ายยยย สวยจังเลยยย ไปถ่ายรูปเล่นกันดีกว่า

สถานีต่อไปคือภูทับเบิก เรามีเวลาเหลือเยอะครับ และแวะเที่ยวหลายที่มาก ขอสารภาพว่าจริงๆ ทริปนี้จะไม่ทำรีวิว เลยถ่ายรูปไม่ได้เผื่อเล่าเรื่องเลย ภาพที่เห็นคือถ่ายกันเล่นๆ ไม่ได้จะเอามาเล่าหรือบอกต่อ ต้องขอโทษไว้ตอนนี้เลยว่า ภาพอาจจะไม่ไม่ครบกับคำบรรยาย

ซึ่งกว่าที่เราจะขึ้นมาภูทับเบิก เราขับรถเล่นหลายที่ครับ ขึ้นไปชมวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วในมุมของ พีโน่ ลาเต้ รีสอร์ท แอนด์ คาเฟ่ ถามสาวๆ ว่ามีใครอยากเข้าวัดไหม ก็ไม่มีใครอยากเข้า บ่นร้อนกัน ไม่ใช่เพระบาปเหมือนตกนรกนะ แต่เวลาตอนนั้นคือบ่ายสอง ต่อให้คาเฟ่ฯ จะสวยขนาดไหน เจออากาศร้อนๆ แบบนี้ ก็ไม่อยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเลย แนะนำให้มาช่วงเช้าครับจุดนี้

เห้ยยย… แต่อย่างน้อยเราก็มีภาพดอกหญ้าบนคาเฟ่ให้ชมกันนะ ฮาๆๆ จบจากตรงนั้นหิวกันมากครับ แวะซื้อมะขามหวาน ที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาเพชรบูรณ์ แล้วรีบหาร้านขนมจีนทำมือเจ้าเก่าในหล่มเก่าเลย คือใครมาภูทับเบิกแล้วไม่ได้แวะเข้าไปในตัวเมืองหล่มเก่า ขอบอกว่าพลาดมากนะ ของกินเยอะมาก

แต่ก็นั่นแหละครับ ช่วงกิน ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมาให้ดูเลย ไม่ได้กะจะมารีวิว ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ เอาเป็นว่า ขนมจีนร้านไหนก็ได้ในหล่มเก่า อร่อยทุกร้านนั้นแหละ กินเสร็จแล้วก็ขึ้นไปด้านบนกันเลย ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ถนนจากหล่ามเก่าขึ้นมาภูทับเบิกก็กำลังซ่อมแซมจากการชำรุด เพราะฉะนั้น ขับกันดีๆ แต่ความสวยงามยังเหมือนเดิม

ขับขึ้นมาข้างบนสิ่งแรกที่ทำคือหาที่พักก่อนเลย พยายามหาหลายแบบมาก จริงๆ อยากนอนเต้นท์ แต่ดูเหมือนวันนี้ฝนจะตก สุดท้ายได้ห้องพักสำหรับสามคนแบบเป็นตู้เห็ด น่ารักมาก จำชื่อที่พักม่ได้ และไม่ได้ถ่ายไว้ด้วย เพราะหิวต่อเนื่อง ได้ที่พักคืนละ 800 บาท แล้วรีบหาร้านหมูกระทะที่ใกล้ที่สุด และวิวพอได้ทันที

สุดท้ายมาจบร้านแถวๆ ศูนย์ชุมชนฯ ครับ ขับเลยลงมาหน่อย ก็จะเห็นร้านเลย เป็นร้านเดี่ยวๆ ที่มีระเบียงยื่นออกไปในเชิงเขา ไม่รอช้า สั่งหมูชุดใหญ่ ปิ้ง ฟังเสียง ดมกลิ่ม อื้อหืออออ… ดูหน้าน้องฉันสิ น้องฉันต้องได้กินหมูกระทะ!!!

กินเสร็จก็ผลัดกันไปอาบน้ำ เพราะต้องมีคนเฝ้าของในห้อง และคือฝนตกด้านนอก รู้สึกชนะ ที่ไม่นอนเต้นท์ เป็นคืนที่หลับสบาย นั่งดีดกีต้า ร้องเพลง ด้วยกันหรอ เปล่า… กูคนเดียว นอกนั้นแม่งเล่นมือถือ เลยด่าเข้าให้ ๕๕๕๕ หลอกนะ ก็ร้องๆ เล่นๆ ด้วยกันแหละ จริงๆ ที่แบกกีต้ามา ก็เพราะอยากดีดนอกเต้นท์ ร้องชิลๆ จิบเบียร์พรางๆ แต่สภาพอากาศมันไม่ได้

เรื่องที่พัก อยากฝากข่าวนี้ไว้หน่อย ว่าลูกเพจของเราจองที่พักที่ไหนก็ได้บนโลกไปนี้ แล้วรับส่วนลด 1,000 บาทจากลิ้งค์ https://goo.gl/UcmytA ไปเลย!!! เงื่อนไขง่ายๆ คือต้องจองในราคา 2,000 บาทขึ้นไป และต้องผูกบัญชีบัตรเครดิทกับ Booking.com แค่นั้น ที่สำคัญ ใช้ได้แค่ครับแรกและคนละครั้งเท่านั้นเด้อค่ะเด้อออ ถ้าไม่เชื่อลองดูนะ !!!

ไม่ต้องแย่งกัน ได้นอนกอดพี่ทุกคน สำหรับคืนนี้ คงหลับเป็นตายล่ะ เพราะว่าไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน แถมยังกินหนักขนาดนั้นอีก ฝนตกแบบนี้ พรุ่งนี่่เช้าต้องมีหมอกแน่เลย ก็ขอให้เป็นแบบนั้น ก่อนนอนมาคิดค่าใช้จ่ายกันคร่าวๆ

  • ค่าน้ำมันขามา 1,000 บาท
  • ค่าข้าวต้ม น้ำชา ปาท่องโก๋ เขาค้อ 100 บาท
  • ค่าเข้าสวนบีจี 30 บาท
  • ค่าเล่นชิงช้า 100 บาท
  • ค่าเล่นฟอมูล่าม้ง 100 บาท
  • ค่าขนมจีนหล่มเก่า 200 บาท
  • ค่าที่พักคืนนี้ 800 บาท
  • ค่าหมูกระทะ 600 บาท (แพงงงง แงงงง)
  • ค่ากินไร้สาะ 100 บาท

รวมทั้งสิ้น วันแรกจ่ายไป 3,030 บาท

เช้าวันที่สองตื่นกันสายเลยครับ ตื่นกัน 7 โมงเช้า ตอนแรกว่าจะไม่ตื่นแล้ว ขี้เกียจ แต่ก็ต้องตื่นนั่นแหละ อุส่าต์ขับรถมาตั้งไกล อยากมาสูดอากาศบริสุทธิ์ดูหมอกเบาๆ ลอยปะทะกับเรากลางอากาศ จับกล้องคู่ใจ ล้างหน้าไหม ไม่ แปรงฟันไหม ไม่ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แล้วเดินถ่ายรูปให้ทั่วภูเลย อ่ะ ไปดูบรรยากาศเช้าวันนั้นกัน

 

ทำไมมันสบายตาแบบนี้ ไม่ว่าจะเที่ยวที่ไหน สุดตามก็มาตายเพราะเจอหมอกนี่แหละ หมอกมันมีสรรพคุณที่ดีจริงๆ และนี่ก็เป็นบรรยากาศสบายๆ ยามเช้าของเราวันนั้น แต่สาวๆ บอกว่า ยัง ยังไม่ใกล้หมอกพอ เห็นหมอกอยู่แต่ไกลตรงวัดภูทับเบิก อยากให้เราขับไปหาหมอก อ่ะได้ ไปก็ไป

ระหว่างทางจะทำให้เราเห็นสภาพแวดล้อมของคนภูทับเบิกแบบคนโลคอลจริงๆ ครับ คือเค้าก็จะปลูกผัก ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้า ถ้าเพื่อนๆ เห็นภาพติดตา ก็คงจะเป็นผักกระหล่ำดอกใหญ่ๆ หรือเค้าเรียกว่าอะไรนะ ๕๕๕๕

มองมาอีกฝั่งก็จะรู้เลยว่า ผู้คนรุกรานธรรมชาติมากแค่ไหน บางทีก็ตั้งคำถามไว้นะว่า ถ้าเกิดไม่มีพวกรีสิร์ท ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว ภาพนี้ที่เราถ่ายจะสวยงามเพียงใด จริงอยู่ที่เราควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ แต่ถ้ามันมากไปจนรู้สึกว่ารุกรานเขา ก็ควรจะออกมาจากจุดนั้น พูดแล้วก็เหนื่อยใจ มันคงยากแหละ สำหรับประเทศนี้

สุดท้ายขับรถตามหมอกเท่าไหร่ ก็ไม่เจอครับ มันคือภาพหลอกตา ถ้าจะให้เหมือนชีวิตก็คงจะเป็นอะไรที่เปรียบได้ว่าเป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้เราก้าวเดินออกมาทำตามความฝัน หรือตามหาอะไรสักอย่างในชีวิต พอรู้ว่าสุดท้ายเราตามไม่ทัน และมันไม่ใช่ของเรา เราก็คงต้องปล่อยไป และปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมัน ไปเด็ดกระหล่ำต่อกันดีกว่า

อ่าจากตรงนั้น กลับเข้าที่พัก เก็บของ แล้วเดี๋ยวจะพาสาวๆ ไปอีกจุดหนึ่ง เป็นจุดที่ผมชอบมากๆ ในภูทับเบิก เพราะจะทำให้เห็นมุมถนนคดโค้งไหลลงไปยันเนินเขา ซึ่งพอสายๆ หมอกจากด้านล่าง ก็จะตีขึ้นมาถึงด้านบน เป็นบรรยากาศที่สดชื่นมากๆ

และนี่คือจุดที่ผมโม้เอาไว้ครับ เป็นจุดที่สมัยก่อนเป็นศาลา แต่ก็ไม่รู้ว่าพังไปเพราะอะไร เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยอีกจุดหนึ่ง เรียกได้ว่า ใครที่มาภูทับเบิกแล้วไม่มาแวะโค้งนี้ ถือว่าพลาดมากๆ

เอาจริง คือ หลังจากที่เราถ่ายรูปจุดนี้เสร็จ เราขับขึ้นไปภูทับเบิกคืน เพื่อกินหมูกระทะ ครับ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ก็บอกแล้วไง ว่าจะมากินหมูกระทะบนนี้ ก็ทิ้งทวนหน่อยสิ พอทานเสร็จก็ขับยาวไปที่เขาหน่อเลย

เขาหน่อต้องบอกว่าแปลกตาสำหรับผมมาก คือไปถึงไม่คิดว่าลิงจะเยอะขนาดนี้ มันเยอะแบบ เยอะมากกกกกกกกกกกก เยอะแบบเป็นพันเป็นหมื่นตัว คือนี่ขับรถมาจู่ๆ ก็ปีนขึ้นมาบนรถดื้อๆ เลย

ว่ากันว่า ที่นี่ตอนเย็นจะมีค้างคาวเป็นหมื่นเป็นพันตัวบินออกจากถ้ำครับ แต่เราดูแล้วว่า เย็นนี้ไม่มีหรอก เพราะฝนกำลังจะตก แค่จะขึ้นเขายังคิดแล้วคิดอีกเลย แต่สำหรับผม บอกเลยว่าไม่กลัว ตกกูก็จะขึ้น พี่ร้านขายของชำหน้าวัดตรงทางขึ้นบอกว่า ถ้าจะจอดรถ อย่าจอดบริเวณทางขึ้น เด่วรถพัง เพราะลิงจะกัดแกะพวกรูปฉีดน้ำฝน ยางรถ ที่ปัดน้ำฝน เสาวิทยุพังหมด เราเลยไปจอดไว้หน้าร้านลุง แล้วให้ลุงเฝ้าให้

>> CLICK FOR WATCHING VIDEO <<

และอย่างที่บอกครับว่า ทริปนี้เราไม่ได้ตั้งใจมารีวิว เลยไม่ได้ถ่ายภาพอะไร เอาเป็นว่า เรื่องราวระหว่างทางของเราบนเขาหน่อทริปนี้ ดูวีดีโอไม่กี่นาทีด้านบน น่าจะเข้าใจอารมณ์พวกเราวันนั้น หลักๆ ที่ต้องรู้คือเวลาไปกลับสำหรับขึ้นเขาหน่อ เพียงหนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นครับ ใช้เวลาไม่นาน แต่หากใครจะอยู่ข้างบนนานๆ ก็ย่อมได้ และนี่คือภาพๆ เดียวที่มีในเครื่องครับ สำหรับเขาหน่อ

จบแล้วครับสำหรับทริปนี้ เป็นไงบ้าง เที่ยว ง่าย สบายดีไหม สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ ก็จะมีค่าหมูกระทะตอนเช้าอีก 600 บาท ค่าน้ำมันขากลับ 1,000 บาท และค่ากินจิปาทะอีกราวๆ 300 บาท ช่วงขากลับ รวมจากทั้งทริปจากเมื่อวาน 3,030 บาท ทริปทั้งทริป ก็จะมค่าเสียหายราวๆ 5,000 บาท หารสามไป ก็ตกเพียงคนละ 1,600 บาทเท่านั้น แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

Leave a Reply

*