ทริปนี้… ถ้าจะบอกว่าเป็นทริปโง่ๆ ทริปหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ Destination นี้ เราไม่เคยสนใจที่จะ Backpack มาเลย กะว่ามา ก็คงต้องเป็น Road Trip เก๋ๆ ขับรอบ Zone คันไซแบบเก็บให้หมด แต่ด้วยความที่มีวันหยุด 3 วัน ไม่รู้จะไปไหนดี เลยกะว่าถ้าเจอตั๋วโปรลงที่ไหน กูจะไปที่นั่นแม่งเลย…

ความสนใจในตัว โอซากา ไม่มีเลย ไม่รู้ว่ามันมีอะไรดี และไม่รู้ว่ามันติดกับเกียวโต และนาราด้วย อ่อ… นี่คือบินลงที่เดียว เที่ยวได้หลายเมืองขนาดนี้เลยหรอ และโชคชะตาก็พาให้เราเอาสองเท้าด้านๆ มาเหยียบที่นี้ เมื่อพี่เดียร์ พี่ชายผู้ร่วมทริป เจอตั๋วโปรไปกลับ กรุงเทพ – โอซากา ของ NokScoot เพียงคนละ 6,000 บาท

ฟังดูตลกนะ แต่พอถึงวันนั้นจริงๆ ทุกคนก็จองตั๋วแล้วอยู่หน้า Counter Check in กันแล้ว เวลาดีเลยแหละ คือบินดึกของอีกวัน ไปเช้าของอีกวัน บอกเลยว่าแพลนคร่าวๆ ของเราคือง่ายมาก หลังจากที่เราศึกษากันแบบกว้างๆ เรารู้ว่า โอซาก้า มีผู้ชายวิ่งชูแขนสองแขนเป็น Landmark รู้ว่านารามีกวาง และรู้ว่าเกียวโตมีประตูสีแดงหลายๆ บานซ้อนกัน เรารู้แค่นั้นจริงๆ

เราเลยวางแผนกันไว้หลวมๆ ว่าวันแรก กราวน์ NokScoot น่ารักจั… เห้ย!!! เล่าต่อ อย่าพึ่งเปลี่ยนเรื่อง อ่าๆ น่ารักจริงๆ ด้วย ตึ่งโป๊ะ!! เอาใหม่ๆ ตั้งสติอีกรอบ วันแรกพอบินไปถึง เราจะนั่งรถไฟไปเล่นกับกวางที่นารา แล้วนอนเกียวโตหนึ่งคืน วันที่สองเที่ยวเกียวโตเบาๆ แล้วกลับมานอนโอซากา พออีกวัน เราจะขออยู่ USJ ครึ่งวัน แล้วกลับมาเที่ยวเล่นใน Osaka อีกครั้ง แล้วกลับตอนเช้าของวันสุดท้าย บินสบายๆ มาถึงไทยแบบไม่ต้องรีบ

NokScoot เป็นสายการบินอีกเจ้า ที่มีช่องว่างระหว่างที่นั่งกว้างเกินราคามากๆ อาจจะเป็นชั้น Economics แต่เข่าก็ไม่ชนกับเบาะของคนข้างหน้าเลย ที่สำคัญ จัดโปรฯ อยู่บ่อยๆ เพื่อนๆ สามารถเช็คราคา หรือติดตามโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ https://www.nokscoot.com/th/ และตัวเครื่องของเราในทริปนี้ก็ใหญ่มากๆ เรียกได้ว่าเหมือนเช่าห้องพักนอนข้ามคืนแล้วตื่นมาเช้าอีกที่ก็ว่าได้

และแม้ว่าฝนจะตกหนักสำหรับเช้าวันแรกของเราในทริปนี้แค่ไหน กัปต้นของ Nokscoot ก็ทำให้เรา Landed ลงได้อย่างนิ่มนวลต้อนรับการมาเยือนโอซากาครั้งแรกของพวกเราทั้งสี่คนได้อย่างชื่นใจเลยทีเดียว ตัวอยู่นี่แล้ว หากใครอ่านมาถึงตรงนี้ คาดว่าทุกคนคงพร้อมแบกกระเป๋าแล้วเที่ยวมั่วๆ ไปกับเราแน่ๆ เลยใช่ไหม บอกแล้วไง ว่าแพลนมันหลวม ฮ่าๆๆๆๆ

DAY 1: 1st Time Osaka แต่ไม่ได้อยู่ Osaka นะ

สมัยก่อนยอมรับเลยว่าเป็นพวกไปตายเอาดาบหน้าจริงๆ แบบซิมไม่ใช้ แบกกระเป๋าเป้สองใบ ทุกอย่างไปตายเอาดาบหน้าและไปมั่วหน้างาน นี่ยังคงชอบความที่ไม่กำหนดอะไรในทริปแบบนั้นอยู่ แต่พออายุเริ่มมากขึ้น เราก็ขี้เกียจไปหลงและคลำหาครับ เพราะว่าตลอด 5-6 ปีที่เที่ยวมา คลำหาจนคิดได้แล้ว ฮ่าๆๆ

ทริปนี้ของเราเลยเป็นการเที่ยวแบบไปตายเอาดาบหน้ากึ่งจอง โตๆ กันแล้ว จะไม่ให้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างไร ถูกไหม ถ้าเกิดอะไรมันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ก็เลือกเก็บมันไว้ จะได้ไม่เสียเวลา อย่างทริปนี้ เข้า kkday แล้วพิมพ์ osaka ทุกอย่างที่เราอยากจะได้ อยากจะไป อยากจะมี จะขึ้นมาให้เราเลือกในราคาที่ถูกกว่าซื้อหน้างานทั้งหมดเลย

ซึ่งทริปนี้ เราก็เลือกซื้อก่อนมาไว้ 3-4 อย่าง ก็จะมี Sim Card, Universal Studio Japan, Kansai Thru Pass และ Harukas 300 ซึ่งพอเราซื้อไว้ เค้าจะส่งข้อมูลให้เราทางเมลล์พร้อมกับ Barcode ที่จะให้เรา Scan ใช้งานเมื่อเราไปถึงจุดรับ Ticket หรือใช้บริการตามจุดนั้นๆ ครับ อย่าง Sim Card และ Kansai Thru Pass ที่เราจะใช้เดินทางตลอดทั้งสี่วันนี้ สามารถรับได้ที่สนามบิน เค้าก็จะส่งข้อมูลบอกเราเลย เราแค่ยื่น Barcode ที่ส่งมาให้เมลล์ให้เค้า Scan แค่นี้ ก็ได้สินค้าที่จองไว้มาใช้งานอย่างง่ายดาย

เพื่อนๆ สามารถใช้ Code ส่วนลด 5% ของผมได้นะ ในการจองผ่านบริการของ kkday ทุกครั้ง เพียงใช้ Code ” PALAPILII ” ก็จะได้รับส่วนลดตรงนี้ไปเลย ซึ่งขอการันตีว่า จองไปก่อนเหอะ แล้วชีวิตจะง่ายมาก ๆ เชื่อสิ!!!

นี่คือแผนที่รถไฟที่บัตร Kansai Thru Pass สามารถใช้ได้ครับ ซึ่งเราก็จองมา 3 วัน ในราคา 1,536 บาท ซึ่งบัตร Kansai Thru Pass แบบ 2 วัน หรือ 3 วัน สามาถเดินทางทั่วภูมิภาคคันไซ อย่างโอซาก้าและเกียวโต ได้แบบไม่จำกัดเที่ยว ทั้งรถไฟ รถไฟใต้ดิน และรถบัส รับสินค้าได้ที่สนามบินคันไซ (Kansai Airport KIX) ทุกอย่างจะระบุไว้ใน e-mail หลังจองเลย และเมื่อดูจากแผนที่รถไฟแล้วที่แรกที่เราจะไปคือ Nara เราต้องนั่งตาม Step แบบนี้ครับ

  • หาสายรถไฟเส้นสีแดง (Nankai Araiway Main) เพื่อที่จะนั่งไปลงสถานทีปลายทางที่ Namba (เวลาสังเกตุว่าเราจะไปลงสถานีไหน ให้สังเกตุที่หัวหรือท้ายของเส้นทางนั้น ๆ)
  • พอถึง Namba Station เมื่อเราดูจากแผนที่ เราต้องใช้เส้นรถไฟสีเขียวอ่อน (Kintetsu Nara) ในการเดินทางไปที่นารา ทีนี้ให้สังเกตุปลายทางของขบวนดีๆ ว่าเราต้องขึ้นรถไฟ Platform ไหน เพื่อที่หัวรถไฟ จะได้หันหน้าไปถูกฝั่ง อย่างในกรณีนี้ เราต้องเลือกหัวรถไฟ ที่กำลังจะเดินทางไปที่สถานที Kintetsu Nara นั่นเอง

ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่ง ก็เดินทางมาถึงนาราครับ แต่เราไม่ได้พักกันที่นี่นะ เราแค่แวะมาเล่นกับกวางเฉยๆ ซึ่งช่วงเรามาถึง ฝนตกหนักมาก จริงๆ ก็ตกหนักมาตลอดทางแล้วล่ะ พอไปถึงสถานี ก็เอากระเป๋าฝากไว้ที่สถานที่เลย ราคากระเป๋าใหญ่ 700 YEN ต่อครั้ง ซึ่งในช่วงที่เราไปค่าเงินเย็นกำลังอ่อนตัวนะ 1 YEN จากที่เคยเท่ากับ 30 THB ก็ลดลงมาเหลือ 28 THB เท่านั้น

จากสถานที่ Kentetsu-Nara มุ่งหน้าไปที่ Nara Park เพียงไม่ถึง 5 นาที เพื่อนๆ ก็จะเจอฝูงกวางเต็มเมืองเลยครับ บ้าไปแล้ว ยั่งกับซอมบี้ กวางพวกนี้ไม่กลัวคนเลย แถมคนที่นี่ต่างหากต้องกลัวกวางด้วย แล้วกวางที่นี่ดันรูืเรื่องด้วยนะ เวลาจะข้ามถนน เค้าก็รอให้ฝั่งตัวเองเป็นไฟเขียวก่อน เค้าถึงจะข้ามไป

บริเวณนั้นมีคุณลุงคนหนึ่ง เค้าขายขนมให้เราซื้อให้กวางกิน ซึ่งเค้าไม่ให้เราถ่ายรูปอ่ะ แต่ก็นั่นแหละ จะบอกว่ากวางที่นี่ดุมากครับ มันกัดเรา แหย่เรา เพื่อจะเอาขนมที่อยู่ในมือ ผมนี่โดนกัดตูด แล้ววิ่งไล่ตามเลย หลอนมาก

แม้ว่าฝนจะตก แต่ทุกคนก็ดูสนุกกับการให้อาหารกวาง และดูเตรียมความพร้อมกว่าพวกเราเยอะ ฝนตกหรอ ก็ตากฝนเที่ยวไปเลย ไม่เห็นเป็นไร ในโซนของ Nara Park จะมีวัด ศาลเจ้า รวมถึงมิวเซียมชื่อดังให้เพื่อนๆ ได้เที่ยวกันเยอะแยะเต็มไปหมดอย่าง ศาลเจ้าชินโต สวนพฤกศาสตร์ เยอะแยะตาแปะไก่ครับ เดินเล่นกันไปเลย เอาแค่โซนเดียวก็เหนื่อยแล้ว แต่พวกเราไปแค่อยากไปเล่นกับกวางเท่านั้นครับ

แต่เราก็ไปเดินรอบๆ อยู่นะ ไปชมวัด Kōfuku-ji ที่มี Kōfukuji Five Storied Pagoda ห้าชั้นสวยงามมากๆ แล้วก็อีกฝั่งหนึ่งจะเป็น Chū-Kondō (Central Golden Hall) , Kōfuku-ji ซึ่งในช่วงที่เราไปเค้าปิดซ่อมบำรุงอยู่ครับ เอาพอหอมปากหอมคอนะ เพราะฝนตกหนักมากกกกก

เก็บภาพและความรู้สึกปนสัมผัสได้ไม่นานมากนัก เราก็เดินวนกลับไปที่ Shopping Mall หน้าสถานีครับ บริเวณนั้นจะมีการละเล่นของคนท้องถิ่น ร้านอาหารชื่อดัง ของกินเล่น ของฝากวางขายเต็มไปหมดเลย

ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็เกือบบ่ายแล้ว การหาอะไรรองท้องก่อนที่จะย้ายตัวไปเกียวโต น่าจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ และด้วยความที่เราต้องเดินทางแข่งกับเวลา การซื้ออาหารกล่องจึงเหมาะสมที่สุดที่จะนั่งแช่ในร้านอาหาร พร้อมตัวที่เปียกกับแอร์เย็นๆ แบบนี้

 

การเดินทางในรอบถัดไป เป็น Challenge ของเราอีกครั้ง ขอยอมรับตรงนี้เลยว่า ตัวเองก็ไม่ได้นั่งรถไฟในญี่ปุ่นมาหลายปีแล้ว อาจจะหลงๆ ลืมๆ บ้าง ซึ่งการจะนั่งเปลี่ยนไปสถานีหนึ่งไปอีกที่ เลยต้องใช้เวลางมกันสักหน่อย โจทย์ต่อไปก็คือ นั่งจาก Kentetsu-Nara ไปที่ Kyoto ครับผม

และในบางครั้ง แผนที่ที่ให้มากับ Kansai Thru Pass ก็ไม่สามารถทำให้เราประหยัดเวลาขึ้นได้มากกว่าการที่เรา Check ผ่าน Google Map เลย เทคโนโลยีมันไปไกลครับ เพียงแค่ Google Map ไป เค้าก็จะบอกสถานที เวลาที่จะถึง พร้อมราคาที่เราต้องจ่ายให้เรียบร้อยเบ็ดเสร็จในทีเดียวเลย ในช่วงหลัง เราจึงพับ Map เก็บ แล้วใช้วิธี Google Search เอา แต่ก็ไม่ใช่ว่า Map ไม่มีความหมายนะครับ เพราะในนั้น เค้ายังบอกภาพรวมของการใช้งานตัวบัตรให้เราได้อ้างอิงอยู่

ไม่นานเราก็มาโผล่ที่สถานทีใกล้ๆ กับที่พักที่เราจอง (สถานที Higashiyama) หลังจากเดินออกมาจากสถานที สิ่งแรกที่ผมเห็นในเมืองเกียวโตคือหมอกและสภาพเมืองที่ไม่มีตึกสูงให้รำคาญใจเลย

ที่ญี่ปุ่น คนที่ดูแผนที่เป็นและเก่ง จึงมีความสำคัญกับคนในกลุ่มไปโดยปริยาย เรามีทั้งมือถือ แผนที่ แต่เราก็ยังต้องมาอ้างอิงกับแผนที่ในแผนผังของเมืองๆ นั้นอยู่ดี เรียกได้ว่า อันไหนหยิบมาง่ายสุด หรือเห็นก่อน ก็ดูจากอันนั้นครับ จากสถานทีที่เราขึ้นมา เดินไปราวๆ 700 เมตร ก็ถึงที่พักเราแล้วล่ะ

ระหว่างทางเพียง 700 เมตร เราแวะถ่ายรูปหลายจุดมาก เมืองมันสวยครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมชอบเกียวโตตั้งแต่แรกเห็น ชอบความตึกไม่สูงบังวิว ชอบความที่โครงสร้างบางอย่างยังอนุรักษ์ความเดิมๆ ไว้อยู่ ชอบผู้คน ชอบถนน ชอบความสะอาด ชอบการตกแต่ง โดยรวมแล้ว ชอบหมดเลย เอาไงดี

ที่พักคืนนี้เราจองก่อนมาเพียงสองสามวัน เป็นที่พักเราเราจองใกล้กับย่านกลางคืนตามศึกษามา ห้องพักสะอาด สวย น่ารัก พนักงานดี และที่สำคัญอย่างที่บอก… ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปในคืนนี้เลย ที่พักชื่อ Stay SAKURA Kyoto Gion North

ที่พักตกคืนละ 2,000 กว่าบาท แต่ที่ดีคือเราจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิทหรือเดบิท ทำให้เราได้ส่วนลด 1,000 บาทอย่างง่ายดาย เพื่อนๆ ก็สามารถรับส่วนลดเหมือนเราได้นะ เพียงจองผ่านลิ้งค์ที่แนบไว้เลย แต่ต้องจองห้องพักที่มีราคาการจองใน Booking นั้น 2,000 บาทขึ้นไป ถึงจะได้ส่วนลดเท่านัน้นเอง

เนื่องจากฝนตก ทำให้การเดินทางของเรามันเลื่อนออกไปหมด คุยกันคร่าวๆ ว่าวันนี้จะเก็บศาลเจ้าหรือวัดที่มีประตูแดงๆ กัน แต่คงไม่ทันแล้วล่ะ แล้วเหนื่อยมากด้วย เอาเป็นว่า เราไปย่านริมน้ำและโซนเที่ยวกลางคืนของที่นี่อย่าง Gion พอแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวตอนเช้า ตื่นมาค่อยไล่เก็บจุดที่เหลือก่อนกลับไปโอซากา

หลังจากเช็คอินเสร็จ เก็บของ เราก็พร้อมที่จะไปหาของกินในย่านริมน้ำของเมืองเกียวโตก่อนเลย ซึ่งต้องขอบอกตรงนี้ว่า ย่านนี้ เป็นย่านที่ผมชอบมากๆ เหมือนสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผมเลย ยังไงไปดูภาพกันครับ…

ตึกข้างๆ ที่พักเราเป็นร้านขายต้นไม้ ดอกไม้ครับ ข้างในสวยมาก เลยแอบถ่ายเก็บไว้

ถัดไปก็ถ่ายเล่นตามเมืองนะ มีจุดหลายจุดที่เป็น Background สวยๆ

แวะร้านสะดวกซื้อของที่นี่ จะพบว่ามีชานมไข่มุกขายอยู่ทุกร้าน ถึงแม้ไม่เป็นแบบทำสดๆ ก็เป็นแก้วแบบพร้อมดื่มเลยง

เดินไปเรื่อยๆ เราก็จะถึงย่านริมน้ำ คิดว่าใช่นะ เพราะมีสะพาน ๕๕๕๕

ช่วงที่เดินข้ามสะพาน พอมองดูวิวรอบๆ ก็ต้องหยุดเดินต่อเลย วิวสวยมากก ก ก เหมือนภาพเมืองในฝัน มีภูเขา มีแม่น้ำ มึหมอก มีตึกเรียงรายที่ไม่สูงเกินงาม และผู้คนที่นี่ ที่ปนเชื้อชาติเดินเพ่นพ่านไปมาได้อย่างลงตัว

จริงๆ แล้วย่านริมน้ำเรียกกันอย่างเอาให้ถูกสามารถ search ใน google ได้คือ พอนโตโชะ (Pontocho) ครับ พื้นที่ตั้งแต่ถนนชิโจ (Shijo-dori) ถึงถนนซันโจ (Sanjo-dori) โดยตลอดเส้นทางเดินที่เป็นเส้นแคบๆไม่ใหญ่ไม่เล็กนั้นจะขนานไปกับแม่น้ำคาโมะ ที่เรียกว่าย่านริมน้ำก็เพราะว่ามีแม่น้ำคาโมะ (Kamogawa) ที่เป็นจุดสังเกตและเพิ่มบรรยากาศให้กับย่านนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบนี่แหละ ห้ามพลาดจริงๆ

  

เดินวนมาใต้สะพานคือชิลไปอีก ที่นี่ หมายถึงทั้งญี่ปุ่นในเมืองใหญ่ๆ มักจะมีนักร้อง หรือศิลปินอิสระมาร้องเพลง โชว์ของกันเยอะมากๆ แล้วคือดีจริงๆ นะ ฟังเพลินเลย จากที่จะเดินเล่นย่านริมน้ำ มาหยุดดูสองคนนี้เล่นร้องไปสองสามเพลงเลยอ่ะ ๕๕๕

เดินไปสักระยะ ก็ได้ร้านถูกใจอยู่ร้านหนึ่ง ราคาไม่แพงมาก เพราะเป็นร้านที่นั่งรวมกับคนที่สูบบุหรี่ได้ แต่ก็ไม่ได้น่าเหม็นหรืออะไรขนาดนั้นนะ เป็นร้านกึ่งบาร์ บรรยากาศดีเลย เป็นร้านชั้นใต้ดิน อยู่ด้านล่างร้าน อิชาคายะ ( こがんこ 三条店 ) คือหาไม่ยาก แต่ก็ต้องสังเกตุดีๆ

เราสั่งอาหารกันแบบไม่กลัวเปลืองตังค์ครับ เพราะทริปนี้ เราจะกินให้สุดไปเลย รายการอาหารที่สั่ง และหน้าตาอาหารที่ได้มา ก็จะประมาณนี้ และรสชาติน่ะรอ ดีงามตามท้องเรื่องครับ ๕๕๕๕๕

เอาจริงๆ นะ รายการกินที่ไม่ใส่ไว้ในรีวิวเรามีเยอะมากเลย แต่กลัวจะเรื่อยเปื่อยไป เอาเป็นว่าถ้ากินตรงไหนแล้วมีภาพ ก็จะพูดถึงแล้วกัน แต่ส่วนอาหารมื้อหลัก ก็จะบอกไว้ ว่ากินร้านไหน หมดเท่าไหร่ ประมาณนี้เนอะ ซึ่งจะสรุปราคาค่าใช้จ่ายไว้ในทุกๆ การจบของวันนั้นๆ เน้อ แต่วันนี้ยังไม่จบนะ เดี๋ยวเดินไปต่อในแถบ Gion กัน ไปดูว่าย่านกลางคืนเค้าเป็นยังไงบ้าง

เอาล่ะ ออกแรงกันหน่อย เพราะจากย่านริมน้ำ ไปย่าน Gion ไม่ไกลมาก แต่ก็เอาเมื่ออยู่เหมือนกัน ซึ่งย่านนี้เป็นย่านท่องเที่ยวราตรีของเมืองเกียวโต ไม่ได้มีเฉพาะแหล่งช็อปปิ้งนะ ยังมีการผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นอย่างเกอิชาไว้ด้วย โดยสามารถเห็นเกอิชาเดินไปมาในซอยนี้กันเยอะเลย

ถนนเส้นหลักจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านดื่มชาและร้านอาหารท้องถิ่น แต่ละร้านจะมีการแสดงโชว์จากเกอิโกะ(geiko) และ ไมโกะ (maiko) เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมาก ๆ แต่ดูแล้วเหมือนจะออกไปแนวผู้ใหญ่แบบผู้ใหญ่เลยอ่ะ เราเลยเดินวนมาหาร้านนั่งรื่นแถวริมน้ำกันดีกว่า ดูวัยรุ่นดี

และแล้วก็ไปเจอกับ ZAZA PUB ครับ เป็นบาร์ชิลๆ ด้านล่าง และเป็น Club เบาๆ ด้านบน ที่นี่มีบารากุขายด้วยนะ สนุกดีครับ วัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าเที่ยวกันแบบ เที่ยวจริงๆ ที่สำคัญคือวัยรุ่นญี่ปุ่นและชายหญิง หน้าตาดี๊ดี ฮ่าๆๆๆ

ค่าใช้จ่าย DAY 1 (1 JPY = 30 THB)

  • ค่า Sim Card สำหรับ 5 วัน 387 THB
  • ค่า Kansai Thru Pass สำหรับ 3 วัน 1,536 THB
  • ค่าซูชิ สถานีรถไฟ 777 JPY //หารสอง
  • ค่าล็อคเกอร์ฝากของ 700 JPY //หารสอง
  • ค่า Tax ที่พักเพิ่ม 400 JPY //หารสี่
  • ค่าอาหารมื้อเย็นอิซากายะ 3,200 JPY //หารสี่
  • ค่าร่ม 590 JPY //หารสอง
  • ค่าเบียร์ที่ร้านบาร์ในนารา 2,700 JPY //หารสี่
  • ค่าข้าวหน้าเนื้อ 1,060 JPY //หารสอง
  • ค่าที่พัก 2,800 THB //หารสี่
  • ค่าตั๋วเครื่องบินเฉลี่ยคนละ 7,000 THB

ตกคนละ 10,669 THB (คิดแบบแปลงค่าหน่วยให้แล้ว)

DAY 2: Kyoto – Osaka เก็บตกเกียวโตก่อนไปโอซากา

เมื่อคืนกว่าจะกลับกว่าจะนอนก็ตีสามตีสี่ สิ่งที่คิดว่าจะตื่นแต่เช้าไปศาลเจ้าและวัดต่างๆ นั่นล่มไม่เป็นท่าครับ เพราะกว่าจะออกจากที่พัก ก็ปาไปเกือบ 10 โมงเช้า วันนี้เราจะพาไปเก็บวัดน้ำใสกับศาลเจ้าหมาจิ้งจอกกันครับ แต่ก่อนอื่น ต้อง Check out และเอากระเป๋าลากตัวใหญ่ไปฝากไว้ที่สถานีรถไฟก่อน

เดินทางไม่ยากครับ หลังๆ มาเช็ค Google ควบกับ Map ในมือ ก็ทำให้การเดินทางของเราง่ายขึ้น ด้วยความงัวเงีย มาถึงแบบหิวๆ บวกกับง่วงนอน เลยหาอะไรดื่มกันแก้เนือยก่อน ไปเจอร้านหนึ่ง ร้านน่ารักมาก

ร้านอยู่ในซอยแถบนั้นเลย ชื่อร้าน Vermillion กาแฟเค้าอร่อยมาก ถ้าจำไม่ผิด ลาเต้ เย็นแก้ว นี้ คือดีงามเว่อร์ ปกติไม่ใช่คนที่จะดื่มกาแฟนะ ไม่ได้ชอบ แต่พอจิบไปนิดหน่อย ก็รู้ถึงความหมายของคำว่ากลมกล่อมเลย นี่ก็เลยขอถ่ายรูปพนักงานร้านไว้หน่อย ข้อหา ทำดีมาก

ได้กาแฟกันคนละแก้วแล้ว ก็ต้องหาอะไรรองท้อง ก่อนที่จะเข้าไปสู้รบปรบมือกับคนเป็นร้อยเป็นพันด้านในศาลเจ้าครับ ต้องบอกแบบนี้จริงๆ ว่า สถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่น คนจะเยอะมากๆ แต่ก็ชอบนะ ดูให้ความสำคัญกับศาลเจ้าและวัดของบ้านเกิดตัวเอง เรียกได้ว่า สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น

ละแวกนั้นของซื้อของขาย ของกินเล่นเยอะมาก ๆ เผลอ ๆ กินไปอาจจะอิ่มก่อนสั่งอาหารทานจริง ๆ ก็ได้ แต่ไม่หรอก เพราะมื้อหนักก็คือมื้อหนั… เห้ย!!! ร้านหัวมุมสี่แยกตรงน

Print Friendly, PDF & Email

Pin It on Pinterest

Share This