BACKPACK เกียวโต – โอซากา – นารา 4 วัน 3 คืน ด้วยเงิน 18,000 บาท

ทริปนี้… ถ้าจะบอกว่าเป็นทริปโง่ๆ ทริปหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ Destination นี้ เราไม่เคยสนใจที่จะ Backpack มาเลย กะว่ามา ก็คงต้องเป็น Road Trip เก๋ๆ ขับรอบ Zone คันไซแบบเก็บให้หมด แต่ด้วยความที่มีวันหยุด 3 วัน ไม่รู้จะไปไหนดี เลยกะว่าถ้าเจอตั๋วโปรลงที่ไหน กูจะไปที่นั่นแม่งเลย…

ความสนใจในตัว โอซากา ไม่มีเลย ไม่รู้ว่ามันมีอะไรดี และไม่รู้ว่ามันติดกับเกียวโต และนาราด้วย อ่อ… นี่คือบินลงที่เดียว เที่ยวได้หลายเมืองขนาดนี้เลยหรอ และโชคชะตาก็พาให้เราเอาสองเท้าด้านๆ มาเหยียบที่นี้ เมื่อพี่เดียร์ พี่ชายผู้ร่วมทริป เจอตั๋วโปรไปกลับ กรุงเทพ – โอซากา ของ NokScoot เพียงคนละ 6,000 บาท

ฟังดูตลกนะ แต่พอถึงวันนั้นจริงๆ ทุกคนก็จองตั๋วแล้วอยู่หน้า Counter Check in กันแล้ว เวลาดีเลยแหละ คือบินดึกของอีกวัน ไปเช้าของอีกวัน บอกเลยว่าแพลนคร่าวๆ ของเราคือง่ายมาก หลังจากที่เราศึกษากันแบบกว้างๆ เรารู้ว่า โอซาก้า มีผู้ชายวิ่งชูแขนสองแขนเป็น Landmark รู้ว่านารามีกวาง และรู้ว่าเกียวโตมีประตูสีแดงหลายๆ บานซ้อนกัน เรารู้แค่นั้นจริงๆ

เราเลยวางแผนกันไว้หลวมๆ ว่าวันแรก กราวน์ NokScoot น่ารักจั… เห้ย!!! เล่าต่อ อย่าพึ่งเปลี่ยนเรื่อง อ่าๆ น่ารักจริงๆ ด้วย ตึ่งโป๊ะ!! เอาใหม่ๆ ตั้งสติอีกรอบ วันแรกพอบินไปถึง เราจะนั่งรถไฟไปเล่นกับกวางที่นารา แล้วนอนเกียวโตหนึ่งคืน วันที่สองเที่ยวเกียวโตเบาๆ แล้วกลับมานอนโอซากา พออีกวัน เราจะขออยู่ USJ ครึ่งวัน แล้วกลับมาเที่ยวเล่นใน Osaka อีกครั้ง แล้วกลับตอนเช้าของวันสุดท้าย บินสบายๆ มาถึงไทยแบบไม่ต้องรีบ

NokScoot เป็นสายการบินอีกเจ้า ที่มีช่องว่างระหว่างที่นั่งกว้างเกินราคามากๆ อาจจะเป็นชั้น Economics แต่เข่าก็ไม่ชนกับเบาะของคนข้างหน้าเลย ที่สำคัญ จัดโปรฯ อยู่บ่อยๆ เพื่อนๆ สามารถเช็คราคา หรือติดตามโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ https://www.nokscoot.com/th/ และตัวเครื่องของเราในทริปนี้ก็ใหญ่มากๆ เรียกได้ว่าเหมือนเช่าห้องพักนอนข้ามคืนแล้วตื่นมาเช้าอีกที่ก็ว่าได้

และแม้ว่าฝนจะตกหนักสำหรับเช้าวันแรกของเราในทริปนี้แค่ไหน กัปต้นของ Nokscoot ก็ทำให้เรา Landed ลงได้อย่างนิ่มนวลต้อนรับการมาเยือนโอซากาครั้งแรกของพวกเราทั้งสี่คนได้อย่างชื่นใจเลยทีเดียว ตัวอยู่นี่แล้ว หากใครอ่านมาถึงตรงนี้ คาดว่าทุกคนคงพร้อมแบกกระเป๋าแล้วเที่ยวมั่วๆ ไปกับเราแน่ๆ เลยใช่ไหม บอกแล้วไง ว่าแพลนมันหลวม ฮ่าๆๆๆๆ

DAY 1: 1st Time Osaka แต่ไม่ได้อยู่ Osaka นะ

สมัยก่อนยอมรับเลยว่าเป็นพวกไปตายเอาดาบหน้าจริงๆ แบบซิมไม่ใช้ แบกกระเป๋าเป้สองใบ ทุกอย่างไปตายเอาดาบหน้าและไปมั่วหน้างาน นี่ยังคงชอบความที่ไม่กำหนดอะไรในทริปแบบนั้นอยู่ แต่พออายุเริ่มมากขึ้น เราก็ขี้เกียจไปหลงและคลำหาครับ เพราะว่าตลอด 5-6 ปีที่เที่ยวมา คลำหาจนคิดได้แล้ว ฮ่าๆๆ

ทริปนี้ของเราเลยเป็นการเที่ยวแบบไปตายเอาดาบหน้ากึ่งจอง โตๆ กันแล้ว จะไม่ให้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างไร ถูกไหม ถ้าเกิดอะไรมันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ก็เลือกเก็บมันไว้ จะได้ไม่เสียเวลา อย่างทริปนี้ เข้า kkday แล้วพิมพ์ osaka ทุกอย่างที่เราอยากจะได้ อยากจะไป อยากจะมี จะขึ้นมาให้เราเลือกในราคาที่ถูกกว่าซื้อหน้างานทั้งหมดเลย

ซึ่งทริปนี้ เราก็เลือกซื้อก่อนมาไว้ 3-4 อย่าง ก็จะมี Sim Card, Universal Studio Japan, Kansai Thru Pass และ Harukas 300 ซึ่งพอเราซื้อไว้ เค้าจะส่งข้อมูลให้เราทางเมลล์พร้อมกับ Barcode ที่จะให้เรา Scan ใช้งานเมื่อเราไปถึงจุดรับ Ticket หรือใช้บริการตามจุดนั้นๆ ครับ อย่าง Sim Card และ Kansai Thru Pass ที่เราจะใช้เดินทางตลอดทั้งสี่วันนี้ สามารถรับได้ที่สนามบิน เค้าก็จะส่งข้อมูลบอกเราเลย เราแค่ยื่น Barcode ที่ส่งมาให้เมลล์ให้เค้า Scan แค่นี้ ก็ได้สินค้าที่จองไว้มาใช้งานอย่างง่ายดาย

เพื่อนๆ สามารถใช้ Code ส่วนลด 5% ของผมได้นะ ในการจองผ่านบริการของ kkday ทุกครั้ง เพียงใช้ Code ” PALAPILII ” ก็จะได้รับส่วนลดตรงนี้ไปเลย ซึ่งขอการันตีว่า จองไปก่อนเหอะ แล้วชีวิตจะง่ายมาก ๆ เชื่อสิ!!!

นี่คือแผนที่รถไฟที่บัตร Kansai Thru Pass สามารถใช้ได้ครับ ซึ่งเราก็จองมา 3 วัน ในราคา 1,536 บาท ซึ่งบัตร Kansai Thru Pass แบบ 2 วัน หรือ 3 วัน สามาถเดินทางทั่วภูมิภาคคันไซ อย่างโอซาก้าและเกียวโต ได้แบบไม่จำกัดเที่ยว ทั้งรถไฟ รถไฟใต้ดิน และรถบัส รับสินค้าได้ที่สนามบินคันไซ (Kansai Airport KIX) ทุกอย่างจะระบุไว้ใน e-mail หลังจองเลย และเมื่อดูจากแผนที่รถไฟแล้วที่แรกที่เราจะไปคือ Nara เราต้องนั่งตาม Step แบบนี้ครับ

  • หาสายรถไฟเส้นสีแดง (Nankai Araiway Main) เพื่อที่จะนั่งไปลงสถานทีปลายทางที่ Namba (เวลาสังเกตุว่าเราจะไปลงสถานีไหน ให้สังเกตุที่หัวหรือท้ายของเส้นทางนั้น ๆ)
  • พอถึง Namba Station เมื่อเราดูจากแผนที่ เราต้องใช้เส้นรถไฟสีเขียวอ่อน (Kintetsu Nara) ในการเดินทางไปที่นารา ทีนี้ให้สังเกตุปลายทางของขบวนดีๆ ว่าเราต้องขึ้นรถไฟ Platform ไหน เพื่อที่หัวรถไฟ จะได้หันหน้าไปถูกฝั่ง อย่างในกรณีนี้ เราต้องเลือกหัวรถไฟ ที่กำลังจะเดินทางไปที่สถานที Kintetsu Nara นั่นเอง

ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่ง ก็เดินทางมาถึงนาราครับ แต่เราไม่ได้พักกันที่นี่นะ เราแค่แวะมาเล่นกับกวางเฉยๆ ซึ่งช่วงเรามาถึง ฝนตกหนักมาก จริงๆ ก็ตกหนักมาตลอดทางแล้วล่ะ พอไปถึงสถานี ก็เอากระเป๋าฝากไว้ที่สถานที่เลย ราคากระเป๋าใหญ่ 700 YEN ต่อครั้ง ซึ่งในช่วงที่เราไปค่าเงินเย็นกำลังอ่อนตัวนะ 1 YEN จากที่เคยเท่ากับ 30 THB ก็ลดลงมาเหลือ 28 THB เท่านั้น

จากสถานที่ Kentetsu-Nara มุ่งหน้าไปที่ Nara Park เพียงไม่ถึง 5 นาที เพื่อนๆ ก็จะเจอฝูงกวางเต็มเมืองเลยครับ บ้าไปแล้ว ยั่งกับซอมบี้ กวางพวกนี้ไม่กลัวคนเลย แถมคนที่นี่ต่างหากต้องกลัวกวางด้วย แล้วกวางที่นี่ดันรูืเรื่องด้วยนะ เวลาจะข้ามถนน เค้าก็รอให้ฝั่งตัวเองเป็นไฟเขียวก่อน เค้าถึงจะข้ามไป

บริเวณนั้นมีคุณลุงคนหนึ่ง เค้าขายขนมให้เราซื้อให้กวางกิน ซึ่งเค้าไม่ให้เราถ่ายรูปอ่ะ แต่ก็นั่นแหละ จะบอกว่ากวางที่นี่ดุมากครับ มันกัดเรา แหย่เรา เพื่อจะเอาขนมที่อยู่ในมือ ผมนี่โดนกัดตูด แล้ววิ่งไล่ตามเลย หลอนมาก

แม้ว่าฝนจะตก แต่ทุกคนก็ดูสนุกกับการให้อาหารกวาง และดูเตรียมความพร้อมกว่าพวกเราเยอะ ฝนตกหรอ ก็ตากฝนเที่ยวไปเลย ไม่เห็นเป็นไร ในโซนของ Nara Park จะมีวัด ศาลเจ้า รวมถึงมิวเซียมชื่อดังให้เพื่อนๆ ได้เที่ยวกันเยอะแยะเต็มไปหมดอย่าง ศาลเจ้าชินโต สวนพฤกศาสตร์ เยอะแยะตาแปะไก่ครับ เดินเล่นกันไปเลย เอาแค่โซนเดียวก็เหนื่อยแล้ว แต่พวกเราไปแค่อยากไปเล่นกับกวางเท่านั้นครับ

แต่เราก็ไปเดินรอบๆ อยู่นะ ไปชมวัด Kōfuku-ji ที่มี Kōfukuji Five Storied Pagoda ห้าชั้นสวยงามมากๆ แล้วก็อีกฝั่งหนึ่งจะเป็น Chū-Kondō (Central Golden Hall) , Kōfuku-ji ซึ่งในช่วงที่เราไปเค้าปิดซ่อมบำรุงอยู่ครับ เอาพอหอมปากหอมคอนะ เพราะฝนตกหนักมากกกกก

เก็บภาพและความรู้สึกปนสัมผัสได้ไม่นานมากนัก เราก็เดินวนกลับไปที่ Shopping Mall หน้าสถานีครับ บริเวณนั้นจะมีการละเล่นของคนท้องถิ่น ร้านอาหารชื่อดัง ของกินเล่น ของฝากวางขายเต็มไปหมดเลย

ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็เกือบบ่ายแล้ว การหาอะไรรองท้องก่อนที่จะย้ายตัวไปเกียวโต น่าจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ และด้วยความที่เราต้องเดินทางแข่งกับเวลา การซื้ออาหารกล่องจึงเหมาะสมที่สุดที่จะนั่งแช่ในร้านอาหาร พร้อมตัวที่เปียกกับแอร์เย็นๆ แบบนี้

 

การเดินทางในรอบถัดไป เป็น Challenge ของเราอีกครั้ง ขอยอมรับตรงนี้เลยว่า ตัวเองก็ไม่ได้นั่งรถไฟในญี่ปุ่นมาหลายปีแล้ว อาจจะหลงๆ ลืมๆ บ้าง ซึ่งการจะนั่งเปลี่ยนไปสถานีหนึ่งไปอีกที่ เลยต้องใช้เวลางมกันสักหน่อย โจทย์ต่อไปก็คือ นั่งจาก Kentetsu-Nara ไปที่ Kyoto ครับผม

และในบางครั้ง แผนที่ที่ให้มากับ Kansai Thru Pass ก็ไม่สามารถทำให้เราประหยัดเวลาขึ้นได้มากกว่าการที่เรา Check ผ่าน Google Map เลย เทคโนโลยีมันไปไกลครับ เพียงแค่ Google Map ไป เค้าก็จะบอกสถานที เวลาที่จะถึง พร้อมราคาที่เราต้องจ่ายให้เรียบร้อยเบ็ดเสร็จในทีเดียวเลย ในช่วงหลัง เราจึงพับ Map เก็บ แล้วใช้วิธี Google Search เอา แต่ก็ไม่ใช่ว่า Map ไม่มีความหมายนะครับ เพราะในนั้น เค้ายังบอกภาพรวมของการใช้งานตัวบัตรให้เราได้อ้างอิงอยู่

ไม่นานเราก็มาโผล่ที่สถานทีใกล้ๆ กับที่พักที่เราจอง (สถานที Higashiyama) หลังจากเดินออกมาจากสถานที สิ่งแรกที่ผมเห็นในเมืองเกียวโตคือหมอกและสภาพเมืองที่ไม่มีตึกสูงให้รำคาญใจเลย

ที่ญี่ปุ่น คนที่ดูแผนที่เป็นและเก่ง จึงมีความสำคัญกับคนในกลุ่มไปโดยปริยาย เรามีทั้งมือถือ แผนที่ แต่เราก็ยังต้องมาอ้างอิงกับแผนที่ในแผนผังของเมืองๆ นั้นอยู่ดี เรียกได้ว่า อันไหนหยิบมาง่ายสุด หรือเห็นก่อน ก็ดูจากอันนั้นครับ จากสถานทีที่เราขึ้นมา เดินไปราวๆ 700 เมตร ก็ถึงที่พักเราแล้วล่ะ

ระหว่างทางเพียง 700 เมตร เราแวะถ่ายรูปหลายจุดมาก เมืองมันสวยครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมชอบเกียวโตตั้งแต่แรกเห็น ชอบความตึกไม่สูงบังวิว ชอบความที่โครงสร้างบางอย่างยังอนุรักษ์ความเดิมๆ ไว้อยู่ ชอบผู้คน ชอบถนน ชอบความสะอาด ชอบการตกแต่ง โดยรวมแล้ว ชอบหมดเลย เอาไงดี

ที่พักคืนนี้เราจองก่อนมาเพียงสองสามวัน เป็นที่พักเราเราจองใกล้กับย่านกลางคืนตามศึกษามา ห้องพักสะอาด สวย น่ารัก พนักงานดี และที่สำคัญอย่างที่บอก… ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปในคืนนี้เลย ที่พักชื่อ Stay SAKURA Kyoto Gion North

ที่พักตกคืนละ 2,000 กว่าบาท แต่ที่ดีคือเราจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิทหรือเดบิท ทำให้เราได้ส่วนลด 1,000 บาทอย่างง่ายดาย เพื่อนๆ ก็สามารถรับส่วนลดเหมือนเราได้นะ เพียงจองผ่านลิ้งค์ที่แนบไว้เลย แต่ต้องจองห้องพักที่มีราคาการจองใน Booking นั้น 2,000 บาทขึ้นไป ถึงจะได้ส่วนลดเท่านัน้นเอง

เนื่องจากฝนตก ทำให้การเดินทางของเรามันเลื่อนออกไปหมด คุยกันคร่าวๆ ว่าวันนี้จะเก็บศาลเจ้าหรือวัดที่มีประตูแดงๆ กัน แต่คงไม่ทันแล้วล่ะ แล้วเหนื่อยมากด้วย เอาเป็นว่า เราไปย่านริมน้ำและโซนเที่ยวกลางคืนของที่นี่อย่าง Gion พอแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวตอนเช้า ตื่นมาค่อยไล่เก็บจุดที่เหลือก่อนกลับไปโอซากา

หลังจากเช็คอินเสร็จ เก็บของ เราก็พร้อมที่จะไปหาของกินในย่านริมน้ำของเมืองเกียวโตก่อนเลย ซึ่งต้องขอบอกตรงนี้ว่า ย่านนี้ เป็นย่านที่ผมชอบมากๆ เหมือนสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผมเลย ยังไงไปดูภาพกันครับ…

ตึกข้างๆ ที่พักเราเป็นร้านขายต้นไม้ ดอกไม้ครับ ข้างในสวยมาก เลยแอบถ่ายเก็บไว้

ถัดไปก็ถ่ายเล่นตามเมืองนะ มีจุดหลายจุดที่เป็น Background สวยๆ

แวะร้านสะดวกซื้อของที่นี่ จะพบว่ามีชานมไข่มุกขายอยู่ทุกร้าน ถึงแม้ไม่เป็นแบบทำสดๆ ก็เป็นแก้วแบบพร้อมดื่มเลยง

เดินไปเรื่อยๆ เราก็จะถึงย่านริมน้ำ คิดว่าใช่นะ เพราะมีสะพาน ๕๕๕๕

ช่วงที่เดินข้ามสะพาน พอมองดูวิวรอบๆ ก็ต้องหยุดเดินต่อเลย วิวสวยมากก ก ก เหมือนภาพเมืองในฝัน มีภูเขา มีแม่น้ำ มึหมอก มีตึกเรียงรายที่ไม่สูงเกินงาม และผู้คนที่นี่ ที่ปนเชื้อชาติเดินเพ่นพ่านไปมาได้อย่างลงตัว

จริงๆ แล้วย่านริมน้ำเรียกกันอย่างเอาให้ถูกสามารถ search ใน google ได้คือ พอนโตโชะ (Pontocho) ครับ พื้นที่ตั้งแต่ถนนชิโจ (Shijo-dori) ถึงถนนซันโจ (Sanjo-dori) โดยตลอดเส้นทางเดินที่เป็นเส้นแคบๆไม่ใหญ่ไม่เล็กนั้นจะขนานไปกับแม่น้ำคาโมะ ที่เรียกว่าย่านริมน้ำก็เพราะว่ามีแม่น้ำคาโมะ (Kamogawa) ที่เป็นจุดสังเกตและเพิ่มบรรยากาศให้กับย่านนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบนี่แหละ ห้ามพลาดจริงๆ

  

เดินวนมาใต้สะพานคือชิลไปอีก ที่นี่ หมายถึงทั้งญี่ปุ่นในเมืองใหญ่ๆ มักจะมีนักร้อง หรือศิลปินอิสระมาร้องเพลง โชว์ของกันเยอะมากๆ แล้วคือดีจริงๆ นะ ฟังเพลินเลย จากที่จะเดินเล่นย่านริมน้ำ มาหยุดดูสองคนนี้เล่นร้องไปสองสามเพลงเลยอ่ะ ๕๕๕

เดินไปสักระยะ ก็ได้ร้านถูกใจอยู่ร้านหนึ่ง ราคาไม่แพงมาก เพราะเป็นร้านที่นั่งรวมกับคนที่สูบบุหรี่ได้ แต่ก็ไม่ได้น่าเหม็นหรืออะไรขนาดนั้นนะ เป็นร้านกึ่งบาร์ บรรยากาศดีเลย เป็นร้านชั้นใต้ดิน อยู่ด้านล่างร้าน อิชาคายะ ( こがんこ 三条店 ) คือหาไม่ยาก แต่ก็ต้องสังเกตุดีๆ

เราสั่งอาหารกันแบบไม่กลัวเปลืองตังค์ครับ เพราะทริปนี้ เราจะกินให้สุดไปเลย รายการอาหารที่สั่ง และหน้าตาอาหารที่ได้มา ก็จะประมาณนี้ และรสชาติน่ะรอ ดีงามตามท้องเรื่องครับ ๕๕๕๕๕

เอาจริงๆ นะ รายการกินที่ไม่ใส่ไว้ในรีวิวเรามีเยอะมากเลย แต่กลัวจะเรื่อยเปื่อยไป เอาเป็นว่าถ้ากินตรงไหนแล้วมีภาพ ก็จะพูดถึงแล้วกัน แต่ส่วนอาหารมื้อหลัก ก็จะบอกไว้ ว่ากินร้านไหน หมดเท่าไหร่ ประมาณนี้เนอะ ซึ่งจะสรุปราคาค่าใช้จ่ายไว้ในทุกๆ การจบของวันนั้นๆ เน้อ แต่วันนี้ยังไม่จบนะ เดี๋ยวเดินไปต่อในแถบ Gion กัน ไปดูว่าย่านกลางคืนเค้าเป็นยังไงบ้าง

เอาล่ะ ออกแรงกันหน่อย เพราะจากย่านริมน้ำ ไปย่าน Gion ไม่ไกลมาก แต่ก็เอาเมื่ออยู่เหมือนกัน ซึ่งย่านนี้เป็นย่านท่องเที่ยวราตรีของเมืองเกียวโต ไม่ได้มีเฉพาะแหล่งช็อปปิ้งนะ ยังมีการผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นอย่างเกอิชาไว้ด้วย โดยสามารถเห็นเกอิชาเดินไปมาในซอยนี้กันเยอะเลย

ถนนเส้นหลักจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านดื่มชาและร้านอาหารท้องถิ่น แต่ละร้านจะมีการแสดงโชว์จากเกอิโกะ(geiko) และ ไมโกะ (maiko) เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวมาก ๆ แต่ดูแล้วเหมือนจะออกไปแนวผู้ใหญ่แบบผู้ใหญ่เลยอ่ะ เราเลยเดินวนมาหาร้านนั่งรื่นแถวริมน้ำกันดีกว่า ดูวัยรุ่นดี

และแล้วก็ไปเจอกับ ZAZA PUB ครับ เป็นบาร์ชิลๆ ด้านล่าง และเป็น Club เบาๆ ด้านบน ที่นี่มีบารากุขายด้วยนะ สนุกดีครับ วัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าเที่ยวกันแบบ เที่ยวจริงๆ ที่สำคัญคือวัยรุ่นญี่ปุ่นและชายหญิง หน้าตาดี๊ดี ฮ่าๆๆๆ

ค่าใช้จ่าย DAY 1 (1 JPY = 30 THB)

  • ค่า Sim Card สำหรับ 5 วัน 387 THB
  • ค่า Kansai Thru Pass สำหรับ 3 วัน 1,536 THB
  • ค่าซูชิ สถานีรถไฟ 777 JPY //หารสอง
  • ค่าล็อคเกอร์ฝากของ 700 JPY //หารสอง
  • ค่า Tax ที่พักเพิ่ม 400 JPY //หารสี่
  • ค่าอาหารมื้อเย็นอิซากายะ 3,200 JPY //หารสี่
  • ค่าร่ม 590 JPY //หารสอง
  • ค่าเบียร์ที่ร้านบาร์ในนารา 2,700 JPY //หารสี่
  • ค่าข้าวหน้าเนื้อ 1,060 JPY //หารสอง
  • ค่าที่พัก 2,800 THB //หารสี่
  • ค่าตั๋วเครื่องบินเฉลี่ยคนละ 7,000 THB

ตกคนละ 10,669 THB (คิดแบบแปลงค่าหน่วยให้แล้ว)

DAY 2: Kyoto – Osaka เก็บตกเกียวโตก่อนไปโอซากา

เมื่อคืนกว่าจะกลับกว่าจะนอนก็ตีสามตีสี่ สิ่งที่คิดว่าจะตื่นแต่เช้าไปศาลเจ้าและวัดต่างๆ นั่นล่มไม่เป็นท่าครับ เพราะกว่าจะออกจากที่พัก ก็ปาไปเกือบ 10 โมงเช้า วันนี้เราจะพาไปเก็บวัดน้ำใสกับศาลเจ้าหมาจิ้งจอกกันครับ แต่ก่อนอื่น ต้อง Check out และเอากระเป๋าลากตัวใหญ่ไปฝากไว้ที่สถานีรถไฟก่อน

เดินทางไม่ยากครับ หลังๆ มาเช็ค Google ควบกับ Map ในมือ ก็ทำให้การเดินทางของเราง่ายขึ้น ด้วยความงัวเงีย มาถึงแบบหิวๆ บวกกับง่วงนอน เลยหาอะไรดื่มกันแก้เนือยก่อน ไปเจอร้านหนึ่ง ร้านน่ารักมาก

ร้านอยู่ในซอยแถบนั้นเลย ชื่อร้าน Vermillion กาแฟเค้าอร่อยมาก ถ้าจำไม่ผิด ลาเต้ เย็นแก้ว นี้ คือดีงามเว่อร์ ปกติไม่ใช่คนที่จะดื่มกาแฟนะ ไม่ได้ชอบ แต่พอจิบไปนิดหน่อย ก็รู้ถึงความหมายของคำว่ากลมกล่อมเลย นี่ก็เลยขอถ่ายรูปพนักงานร้านไว้หน่อย ข้อหา ทำดีมาก

ได้กาแฟกันคนละแก้วแล้ว ก็ต้องหาอะไรรองท้อง ก่อนที่จะเข้าไปสู้รบปรบมือกับคนเป็นร้อยเป็นพันด้านในศาลเจ้าครับ ต้องบอกแบบนี้จริงๆ ว่า สถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่น คนจะเยอะมากๆ แต่ก็ชอบนะ ดูให้ความสำคัญกับศาลเจ้าและวัดของบ้านเกิดตัวเอง เรียกได้ว่า สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น

ละแวกนั้นของซื้อของขาย ของกินเล่นเยอะมาก ๆ เผลอ ๆ กินไปอาจจะอิ่มก่อนสั่งอาหารทานจริง ๆ ก็ได้ แต่ไม่หรอก เพราะมื้อหนักก็คือมื้อหนั… เห้ย!!! ร้านหัวมุมสี่แยกตรงนี้ น่าจัง น่ามาก กำลังย่างปลาไหลอยู่เลย

ดูจากราคาแล้ว ค่อนข้างแพงเลย ข้าวหน้าปลาไหลจานหนึ่งตก 2,100 JPY ตีเป็นเงินไทยก็ 700 THB กลมๆ แต่…

แม่งเข้าไปสั่งกันละ ก็ดีเหมือนกัน มื้อนี้จะได้จบไป แพงหน่อย ถ้าอร่อยก็ยอม ซึ่ง อาหารก็จะหน้าตาประมาณนี้ และที่สำคัญ อร่อยมากกกกกกกกกก แนะนำเลย ตรงหัวมุมนะ แถบๆ ย่าน shopping ตรงศาลเจ้าหมาจิ้งจอกอ่ะ

ชอบบรรยากาศร้านเค้าอ่ะ น่ารัก น่าอยู่ น่าสั่งต่อ แต่พอแล้ว เพราะราคาค่อนข้างเอาไปสั่งอย่างอื่นน่าจะได้กินเยอะกว่านี้ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน แต่นอนไม่ได้ เพราะเวลาเรามันน้อย รีบเดินไปศาลเจ้าก่อนเลย…

อ่า… ที่นี่มีให้เช่าชุด Kimono ด้วยนะ วันละ 3,000 JPY หากใครใคร่เช่า เช่า แต่หน้าร้อนแบบนี้ ขอใส่เสื้อแขนกุด เกงขาสั้น เดินสบายๆ ดีกว่า แม้ว่าจะสวย แต่ใส่มาแล้วต้องมาเจอกับบรรยากาศหน้าร้อนของญี่ปุ่น ก็ไม่สู้นะ

จริง ๆ ศาลเจ้าเทพอินาริ (伏見稲荷大社, Fushimi Inari Shrine) ที่เราชอบเรียกกันว่าศาลเจ้าแดงหรือศาลเจ้าจิ้งจอกเนี่ย เป็นศาลเจ้าชินโต (Shinto) คือศาลเจ้าแห่งนี้ฮอตฮิตมากพอๆ กับที่ Nikko เลยนะ สังเกตได้จากโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ จะต้องมีภาพของที่นี่ให้เห็นอยู่เสมอแม้แต่ปฏิทินที่บริษัทกู ๕๕๕๕

ที่นี่ถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต (Kyoto) มีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) หรือเสาประตูสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้าจำนวนหลายหมื่นต้เป็นทางเดินได้ทั่วทั้งภูเขาอินาริ เค้าเชื่อกันว่าที่นี่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธ์ โดยเทพอินาริจะเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยวข้าว รวมไปถึงพืชผลไร่นาต่าง ๆ และมักจะมีจิ้งจอกเป็นสัตว์คู่กาย เราเลยเห็นรูปปั้นจิ้งจอกเต็มศาลเจ้าไปหมด และตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น การเข้าวัดหรือศาลเจ้า ก็ต้องล้างสิ่งไม่ดีออกจากตัวเสียก่อนด้วย เอ๊ะ หรือล้างหลังชมเสร็จนะ อันนี้ไม่แน่ใจ ๕๕๕

ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้ กินพื้นที่ไปวงกว้างเลยล่ะ มีทางเดินขึ้นไปถึงยอดเขาเลย ใครไหวก็ไหวนะ แต่เราขอแค่ซึมซับบรรยากาศพอหอมปากหอมคอแบบได้ภาพเก๋ๆ กลับบ้านก็ดีใจแล้ว อีกสิ่งที่ต้องรู้คือ ศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างเมืองเกียวโตซะอีกแหนะ ซึ่งคาดกันว่าเป็นช่วง ปี ค.ศ. 794 หรือกว่าพันปีมาแล้ว

นอกจากจะมีไฮไลท์อยู่ที่เสาประตูสีแดงแล้วนั้นตัวอาคารศาลเจ้าเองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง Romon Gate ทางด้านหน้า และตัวอาคารหลักที่เรียกว่า Honden และยังมีส่วนประกอบศาลเจ้าที่น่าสนใจอีกหลายแบบที่ผมเรียกไม่ถูก กระจายกันอยู่รอบ ๆ บริเวณ ที่สำคัญคือทางเดินจะปกคลุมไปด้วยเสาโทริอิตลอดเส้นเลย

ซึ่งเสาโทริอิสีแดงนั้นไม่ได้จ้างหรือไปซื้อมาจากไหนนะ แต่ล้วนมาจากการบริจาคจากส่วนต่าง ๆ ทั้งจากบุคคลและองค์กรที่ใคร่ให้มา เราสามารถสังเกตเห็นได้จากตัวหนังสือข้างหลังเสา โดยราคาเริ่มจากไม่กี่ร้อยเยนสำหรับเสาต้นเล็กๆ ไปจนถึงหลายล้านเยนสำหรับเสาต้นใหญ่ ๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เอง เค้าก็จะเรียงความใหญ่เล็กให้มันสอดคล้องกัน

เคล็ดลับสำคัญที่จะถ่ายไม่ให้ติดคนสำหรับที่นี่ คือเดินไปในโซนขาออก แล้วรอจังหวะดี ๆ ครับ ไม่ยากเลย แต่ก็ต้องยอมรับนะว่าถ้าอยากได้ภาพเดี่ยวๆ เราก็ต้องรอหน่อยล่ะ แต่พวกเราโชคดีครับ ตอนเดินกลับ คนไม่มีพอดี เลยถ่ายเล่นกันเลย ฮ่าๆๆ

คนญี่ปุ่นนะ พอรู้ว่าเราจะถ่ายรูปเค้า เค้ายิ้มให้ถ่ายเลย คือประมาณ 80% เลย จากประสบการณ์ส่วนตัว แล้วเชื่อไหมว่า สองคนนี้ สุดท้ายแล้ว ไปวัดน้ำใสกับเราด้วย ในเวลาต่อมา…

แต่อย่างที่บอก ว่าแถวนี้ ของกินมันเยอะ หลังจากเดินชมวัดมาร้อน ๆ เหนื่อย ๆ ก็ไม่แปลก ถ้าจะหาอะไรเย็น ๆ กิน กัน หรือบางครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องเย็นนะ เอาแค่ใจอยาก ก็จบป้ะ???

อ่ะ… ทีนี้เราต้องต่อบัสกันหน่อย การจะไปสถานที่ต่อไป เราต้องนั่งรถไฟไปต่อบัสครับ ซึ่งหากเพื่อนๆ Search ใน Google เค้าก็จะโชว์ข้อมูลให้เห็นได้ไม่ยากเลย

เอาจริงคือวันนั้นร้อนมาก เมื่อวานฝนตก วันนี้แดดเปรี้ยงเลย รอรถไฟไม่นานครับ ที่นี่เวลาเค้าชัดเจนมาก รถไฟบอกมากี่โมง ก็มาเวลานั้นเป๊ะๆ เลย ถ้าเป็นบัส ก็อาจจะเหลทอย่างมาก 1 นาทีครับ

ไม่นานรถไฟก็มา ใช้ Kansai Thru Pass รูท แล้วก็ไปต่อบัสเลย ซึ่งสองสาวนั้นที่เราถ่ายรูป ก็เดินมาตามๆ กัน และขึ้นรถคันเดียวกัน ซึ่งตอนแรกกะจะให้เค้าช่วย เพราะเค้าเจ้าถิ่น ทำไปทำมา กูนี่แหละ ต้องเรียกมึงขึ้นรถ ๕๕๕๕

นั่งรถไปไม่นานครับ ก็เห็นทางขึ้นวัดเลย คือไม่แน่ใจว่าใช่วัดที่เราจะไปหรือเปล่า แต่ก็ถ่ายไว้ก่อนแล้ว สักพัก บัสก็จอดให้เราลงใกล้ๆ แต่เราต้องเดินต่อครับ จากจุดจอดเดินลงไปเกือบ 1 km. พร้อมอุณหภูมิถ้าจำไม่ผิดคือ 36 องศาเซลเซียส กูนี่กราบพวกคนใส่ชุดยุกาตะ หรือกิมโมโน จริงๆ เลย ๕๕๕๕

ระหว่างทางเดินไป สองฝั่งข้างทางจะมีร้านขายของเต็มไปหมด ของกินเอย ของฝากเอย คนเยอะ มากกกกกกกกกกก คือเดินกันเหมือนมดอ่ะ

วัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) หรือวัดน้ำใส ไม่ได้ดังแค่ในแถบคันไซนะ แต่คือดังแบบ มากๆ เพราะตัววัดมีสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามชวนตะลึงจนยูเนสโกได้บันทึกให้วัดแห่งนี้ขึ้นเป็นมรดกโลก (UNESCO world heritage sites)  เลยนะ อารมณ์ประมาณที่ Nikko เลย

ที่มาของชื่อวัดน้ำใสก็มาจากการที่วัดแห่งนี้นั้นได้ถูกสร้างขึ้นปี ค.ศ. 780 แล้วมีน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ไหลผ่านตัววัด จุดนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์การท่องเที่ยวของที่นี่โดยปริยาย อาคารไม้ขนาดใหญ่ที่แค่การสร้างก็น่าทึ่งแล้ว เพราะการสร้างทั้งหมดนี้ ไม่มีการใช้ตะปูแม้แต่ดอกเดียว  แต่คือน่าเสียดายที่ช่วงที่เราไป วัดกำลังปรับปรุงอยู่ อาจใช้เวลาราวๆ 1 ปีเต็ม เราเลยไม่เดินเข้าไปต่อครับ คอยกลับมาตอนมันสมบูรณ์อีกครั้งน่าจะดีกว่า แต่หากใครอยากเข้า ก็คนละ 300 JPY สบายปลาเก๋าาาาา

ก็นับว่าเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่สุดยอดเลยมาก ๆ เสาของอาคารมีความสูงถึง 13 เมตรจากพื้นดิน และโถงอาคารถูกสร้างให้ยื่นออกไปภายนอกทำให้บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่เรียกว่าหาได้ใน internet ทั่วไป แต่เราเข้าไปถ่ายไม่ได้ตอนนี้ เพราะปิดซอมแซมอยู่ ซึ่งหากในสถานการณ์ปกติแล้ว เราจะมองเห็นเมืองเกียวโตในฤดูต่าง ๆ จากจุดนี้ ที่สำคัญคือเป็นจุดชมซากุระและชมใบไม้แดงที่ขึ้นชื่อของเกียวโตอีกด้วย ไม่สิ ใช้คำว่าของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้

เอาจริงคือเกียวโตยังมีอะไรอีกเยอะเลย แต่ด้วยความที่เวลาเรามันน้อยครับ เราจึงจำเป็นต้องย้ายเมือง เพราะนี่ก็ปาไปบ่ายสามกว่าๆ แล้วนะ เรากลับไปที่สถานทีรถไฟที่เราฝากกระเป๋า แต่นั่งยาวๆ ราวๆ เกือบสองชั่วโมง ไปที่สถานนี Namba กลางเมือง Osaka ครับ สำหรับคืนนีเราพักกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ถือว่า Location ดีมากๆ ออกจากสถานี Namba ทางออก 6-7 ก็เจอที่พักของเราเลย เราเก็บกระเป๋า Check in แล้วรีบไปกันต่อที่ Harukas 300 ทันที ที่พักของเราชื่อ Sotetsu Fresa Inn Osaka Namba เฉลี่ยต่อคืนตกที่คืนละ 2,000 บาท

Harukas 300 ถือเป็นอีกจุดที่ห้ามพลาดของโอซากาเลยนะ แป็บนะ ตั้งสติกันหน่อย ตอนนี้เราเดินทางมาถึงโอซากาเรียบร้อยแล้วนะ อ่ะ มาว่ากันต่อ ก็ Harukas จะอยู่ในตึก Shopping Mall แห่งหนึ่ง เพื่อนๆ ลงสถานที Tennoji MIO แล้วเดินต่อมาได้เลย ไม่ยาก ถามคนแถวนั้นดูก็ได้ เค้ารู้หมดแหละ ต้องขึ้นไปชั้น 16 เพื่อไปโชว์บัตรที่จองผ่านทาง kkday ให้เค้าดู จากนั้นก็จะได้ตั๋วทันที ง่ายไหมล่ะ

ในส่วนค่าขึ้นนั้น จะตกอยู่ที่คนละ 407 THB ครับ ซึ่งที่เราขึ้นไป ก็เพราะจะชมวิวเมืองโอซาก้าแบบพาโนร่าจากตึกระฟ้าความสูง 280 เมตรเหนือพื้นดินนี่แหละ รับรองว่าสวยถูกใจหลายคนแน่ๆ แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน แต่ตอนดึกๆ ช่วงที่เรามาราวๆ 2 ทุ่มแบบนี้ ก็สวยเหมือนกันนะ

ตัวลิฟท์จะเป็นกระจก แล้วมีไฟตกแต่งเป็นเส้นสาย ทำให้เราดูเหมือนว่าเรากำลังอยู่บนดวงดาวครับ เหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในยานอวกาศแล้วพุ่งทยานขึ้นไปนอกโลก จากชั้น 16 จนถึง ชั้น 60 สูงจากพื้นดินตรงนั้น 280 เมตร

ข้างบนเป็นห้องตู้กระจกรอบด้าน ที่สามารถเดินชมวิวได้ด้านละ 180 องศา รวมเป็น 360 องศา ซึ่งกก็มีเป็นโซนภัตตาคาร อยู่ชั้นรองลงมาแบบคูลๆ ซึ่งถ้ารูล่วงหน้าว่ามีแบบนี้ อาจจะจองมาทานมื้อเย็นสักมื้อวันหลัง

เค้าฉลาดนะ ตอนแรกที่ขึ้นมาคิดว่าคงเปิดไฟในห้อง แล้วถ่ายรูปไม่ได้แน่เลย เพราะไฟจะสะท้อนกระจก มองวิวไม่ได้ แต่เลป่าเลย พอขึ้นมา ทั้งชั้นปิดไฟหมด เหลือเพียงไฟหรี่ๆ ริมทางเดินให้เราได้มองเห็นทางเดินอยู่บ้าง ไปดูวิวรอบด้านข้างบนกัน

 

ซึ่งทิศที่ผมชอบมากที่สุด คือทิศนี้ครับ WEST เพราะมีช่วงที่พื้นเป็นกระจก ทำให้การถ่ายรูปของเราเหมือนการลอยอยู่บนฟ้ายิ่งขึ้น ยังไงก็แนะนำนะครับจุดนี้

เสร็จจากจุดนี้ หิวมากครับ พยายามหาร้านปิ้งย่านแบบ All in one คือจ่ายครั้งเดียว กินได้ทุกอย่าง ซึ่งก็ไปเจออยู่ร้านหนึ่ง อยู่ในโซนที่พักเลย อ่า.. อย่างที่บอกไป ที่พักเรา Location ดีมากนั้นเอง ฮ่าๆๆ หน้าตึกทางเข้า ก็จะเป็นแบบนี้ครับ ร้านอยู่ชั้นสอง เดินเข้าไปถึง ขึ้นบันไดเลื่อน แล้วเจอร้านเลย

ร้านชื่อ Yakiniku Rikimaru Sennichimae เป็นร้านอาหารราคาต่อคนให้เลือกสองแบบ ซึ่งแบบแรกจะเป็น Standard แบบที่สองจะเป็น Premium และแน่นอนว่า ระดับเรา เลือก Premium อยู่แล้วครับ จำไม่ผิดตกคนละ 3,480 JPY แล้วบวกกับ 1,300 JPY สำหรับเครื่องดื่มไม่อั้นแบบไหนก็ได้ รวมทั้งเบียร์ ร้านปิดตีหนึ่งครับ เข้าไปจองที่นั่งจะดีมาก เพราะคนเยอะสุด จะได้ไม่พลาด http://handafood.jp/english/

โอ้ยคุณเอ้ยยย แดกเสร็จเดินไม่ตรงเลยค่ะ พุงนี่ปริ้นออกมาเลย ๕๕๕๕๕

สำหรับวันแรก เราเหนื่อยมากๆ เลยนะ แต่ก็ยังอยากที่จะเห็น Landmark ของ โอซากาอยู่ นั่นก็คือป้ายกูลิโกะ จริงๆ มันคือย่านเดียวกันเลย แต่แบ่งเป็นโซนแบ่งเป็นเขต ซึ่งโซนทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่าคือแหล่ม Shopping ที่ใหญ่ที่สุดในโอซากาเลยก็ว่าได้ ของซื้อของขายเต็มไปหมด แม้แต่ช่วงที่เราไปตอนราว ๆ เที่ยงคืน ตีหนึ่งแล้ว ก็ยังมีคนเดินเพ่นพ่านจนลืมไปเลยว่ากูอิ่ม และอยากนอนอยู่ ๕๕๕

โดตมโบริ (ญี่ปุ่น: 道頓堀) เป็นย่านการท่องเที่ยวและการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโอซากา มีลักษณะเป็นถนนเส้นเดียวเลียบขนานกับคลองโดตมโบริตั้งแต่สะพานโดตมโบริบะชิไปจนถึงสะพานนิปปงบะชิในเขตนัมบะของโอซากา ซึ่งที่นี่เรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปจากการที่มีโรงภาพยนตร์ในสมัยโบราณ (ปัจจุบันไม่มีหลงเหลือแล้ว) มีร้านค้า ร้านอาหาร และป้ายโฆษณานีออนที่โด่งดัง โดยเฉพาะป้ายโฆษณานีออนของกูลิโกะ บริษัทผลิตขนมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งเราจะตามหากัน เผื่อคืนพรุ่งนี้ขี้เกียจเดินเล่น ๕๕๕๕

เดินมาเรื่อยๆ ก็ถึงคลองโดตมโบริแล้ว ที่นี่ดูทำดีกว่าคลองแสนแสบบ้านเราเยอะ หรือคลองที่ผ่านตัวเมืองโซลในเกาหลีใต้ ตอนนี้เริ่มสงสัยแล้วว่า ประเทศอื่นเค้าทำให้คลองน้ำเน่าดูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ แล้วทำไมบ้านเราถึงทำไม่ได้วะ เห้ออออ…

ซึ่งรู้เปล่าว่า กว่าเราจะเดินไปถึงจุดนั้นก็ตีหนึ่งแล้ว ร้านอาหารบางร้านยังมีคนมาต่อคิวกันอยู่เลย ซึ่งเอาจริง ก็อยากจะต่อคิวกินด้วยนะ แต่คืออิ่มไปแล้ว มากด้วย

 

และที่สุดสุดท้าย เราก็เจอป้ายกูลิโกะจนได้ครับ บอกไว้เลยว่า ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย มันก็แค่ป้ายธรรมดา แทบจะไม่อยากยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป แต่ก็นะ เอาหน่อย ก่อนกลับไปนอน

ค่าใช้จ่าย DAY 2 (1 JPY = 30 THB)

  • ค่าข้าวปลาไหลที่เสาแดง 3,100 JPY //หารสี่
  • ค่าน้ำเปล่า ค่ากินจิปาถะ 1,000 JPY //หารสี่
  • ค่าเข้า Harukas 407 THB
  • ค่าบุฟเฟ่ปิ้งย่าง 10,325 JPY //หารสี่
  • ค่าที่พัก 2,400 THB  //หารสี่ (ใช้ส่วนลดจาก booking ลดเหลือ 1,400 บาท เงินจะเข้าในรอบบินถัดไป)

ตกคนละ 3,411 THB (คิดแบบแปลงค่าหน่วยให้แล้ว)

DAY 3: Universal Studio Japan Day

วันที่สามขอบอกว่ามันคือวันสุดท้ายจริงๆ ของเราครับ วันที่สี่คือไม่ต้องไปนับมันเลย เพราะว่า เรากลับกันตอน 8 โมงเช้า เพื่อที่จะไปทำงานต่อในช่วงเย็นของอีกวัน ซึ่งสำหรับวันนี้ เราแยกกับอีกสองคนในช่วงเช้า โดยเราจะอยู่ USJ กันสัก 6 ชั่วโมง ก่อนที่เราจะไปเจอกันอีกทีที่ตลาดปลาชื่อดังที่ยืนหนึ่งในย่านนี้

การเดินทางแสนจะง่ายครับ เพราะการจะนั่งรถไฟไป USJ มีรถไฟสายเดียวเท่านั้น ซึ่งบัตร Kansai Thru Pass ไม่ได้รองรับด้วย แต่ก็แค่ราวๆ รอบละ 160 JPY ครับ อย่าคิดเยอะ ไปกลับก็ประมาณ 100 THB เดินทางจากที่พักเรา ไปถึง USJ ราวๆ ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ขอบอกว่า คนเยอะมากๆ นะครับ ซึ่งเราก็โชคดี ที่จองตั๋วกับ kkday ไว้เรียบร้อยแล้ว เลยไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋วอะไรให้เสียเวลา เปิดเมลล์ เอา barcode มา Scan แล้วเข้าได้เลย

บรรยากาศครึกครื้นไปด้วยเสียงเพลง และการแต่งตัวของผู้คนครับ หลากหลายคนแต่งตัวตามสีสันของการ์ตูนหรือตัวแสดงที่ตัวเองชอบ มากไปกว่าคือใส่ชุดปลอมตัวเป็นตัวการ์ตูนมาเล่นสวนสนุกเลย USJ ใหญ่มากๆ ครับ และก็มีเครื่องเล่นแบ่งเป็นโซนๆ เหมือนกับทุกที่ เช่น โซน New York, Holly wood, อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งเราสามารถหยิบแฟนที่สวนสนุกบริเวณหน้างานได้เลย ไม่งั้นหลงนะ

ตัวเด็ดของที่นี่คือ Flying Dinosaur ครับ ถ้าอย่าง USJ ก็จะเป็น Transformer ใช่ป่าว อันนี้ก็ประมาณเดียวกัน คนต่อคิวแถวยาวมาก เรียกได้ว่า ใครไปแล้วไม่ได้เล่นเครื่องเล่นนี้ ถือว่ายังมาไม่ถึง USJ นะครับ

แต่ Highlight ที่นี่มีเยอะครับ อย่างหมู่บ้าน Harry Potter อย่าง โรงเรียน Hogwarts ก็ถูกสร้างขึ้น และมีเครื่องเล่นอยู่ข้างในนี้ด้วย สวยน่าดูครับ แต่เราตัดเครื่องเล่นใน Harry Potter ออกครับ เพราะรอคิวนานมากกกก

ปฏิเสธไม่ได้ ว่าโซนที่ผมชอบที่สุดใน USJ คือโซนนี้แหละครับ เพราะมีเบียร์เนย หรือ Butter’s Beer มีของจากในภาพยนต์มาขาย มีการซื้อไม้กายสิทธิ์มาให้เราร่ายเวทมนต์ตามจุดต่างๆ ซึ่งถ้าร่ายถูก ก็จะมีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนไป ผมว่าอยู่ตรงนี้ได้ทั้งวันเลยนะ เอาจริงๆ

คิดไม่ออกเลยว่าถ้ามาหน้าหนาวจะดีขนาดไหน นี่แค่หน้าร้อน ยังติดใจขนาดนี้เลยนะ แต่ก็นั่นแหละ เวลาเราน้อยครับ และถึงจะมีเวลาเหลือเยอะให้อยู่ทั้งวันก็ไม่ไหวครับ เพราะร้อนมา… แต่!!! เนื่องจากเป็นหน้าร้อน ที่นี่เค้าจะมี event ที่เกี่ยวกับน้ำครับ ปกติสวนสนุกเค้าจะมีการแสงโชว์เป็นริ้วขบวน แต่ที่นี่ ฤดูนี้ การแสดงโชว์ของเค้า เราต้องเตรียมปืนฉีดน้ำมาสู้ด้วยนะ มาดูสิ ว่าทำไม

ใช่ครับ แม่งคือสงกรานต์ดีๆ นี่เอง แต่แค่ย้ายจากกรุงเทพมาเล่นในสวนสนุก แล้วคือดีมากๆ ด้วยบรรยากาศ สีสัน ผู้คน การเต้น การรำ เพลง และสายน้ำที่ถูกฉีดจากด้านบนลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เราลืมไปเลยว่ากูร้อนอยู่ ๕๕๕๕

เอาล่ะ เราพึ่งเล่นเครื่องเล่นได้ตัวเดียวเอง นั่นก็คือ Flying Dinosaur แต่เราก็ไปเก็บ Minion และตัวสุดท้ายคือ Backdrop Coaster ด้วยนะ ซึ่งสำหรับผม Backdrop Coaster สนุกกว่า Flying Dinosaur อีกแห๊ะ

สรุปอยู่หกชั่วโมง ได้เล่นเครื่องเล่นสามตัว กินป๊อปคอร์นไปหนึ่ง แล้วก็เล่นน้ำก่อนกลับ แค่นี้จริงๆ ครับ อ่อ… มีเบียร์คนละแก้วด้วย คือจริงๆ ก็หิวข้าวนะ แต่แถวยาวเหลือเกินนน

คิดแล้วก็ตลก ที่เครื่องเล่นพวกนี้ ทำให้คนเล็กคนโต หรือคนที่แก่กว่าผม กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง หลังจากนั้นเราไลน์หากันครับ แล้วนัดกันไปเจอที่ตลาดปลาทันที เพราะหิวมากกกกก

ตลาดคุโรมง โอซาก้า (Kuromon Ichiba Market, 黒門市場) เป็นตลาดที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซากา เรียกได้ว่าเป็นครัวของโอซาก้า(Osaka’s Kitchen) กันเลยทีเดียวเพราะมีร้านอาหารสดเยอะมากๆ ไม่ใช่แค่พวกสัตว์ทะเลนะ รวมถึงเนื้อดีๆ แดงๆ น่าทานมีเต็มเลย บรรยากาศก็จะเป็นทางเดิน แล้วมีร้านต่าง ๆ กางของขายเต็มไปหมด ทีเด็ดคือปิด 18.00 น. และช่วง 30 นาทีก่อนเวลาปิด จะมีหลายร้าน ลดราคาสิ้นค้าสด ยังไงรอจังหวะดีๆ ๕๕๕

จริงๆ มีหลายร้านที่รับทำกันสดๆ แล้วเข้าไปนั่งทานในร้าน แต่ด้วยความที่หิวมาก ร้านไหนทำเร็วสุด และน่าทานที่สุดชนะครับ ซึ่งเราไปเจอร้านๆ หนึ่ง เหมือนเป็นธุรกิจครอบครัวครับ เราเข้าไปเลือกๆๆๆๆ แล้วก็คิดตังค์ แกะ แล้วนั่งทานกันเลย

วันนี้เราสั่งก้ามปูนึ่ง หอยเชลล์ ซูชิรวม และซาชิมิแซลมอน รวมๆ แล้วตก 5,000 JPY สดจริงครับ แม้ว่าเราจะไปถึงเกือบ 18.00 น. แล้ว แต่รสชาติและความหวานหลังกัด ยังระเบิดลงมาที่ลิ้นให้เราสัมผัสรสชาติได้อยู่

นอกจากอาหารสดแล้ว บริเวรนั้นยังมีของหวาน ของซื้อเล่น ของฝาก เสื้อผ้า ราคาถูกขายด้วยนะ แต่เราไม่สนหรอก เราสนอยู่ร้านหนึ่ง เป็นร้านชาไข่มุกที่น่าเข้ามากๆ และหลังจากที่สั่งมาลองทาน ก็ต้องบอกว่า เด็ดดวงมากๆ แต่รูปอยู่ในมือถืออ่ะ ไม่มีให้ดู เดี๋ยวไว้อัพเดทอีกที เสร็จจากตรงนี้เราก็ไปใจกลางเมือง ย่านธุรกิจอย่าง Umeda Sky Building

จากสถานีต้องเดินผ่านผู้คนในวันทำงาน ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคน โอซากาอยู่บ้าง ประมาณ 400 เมตร ถ้าจำไม่ผิด เยื้องจาก Osaka Station เราก็จะเห็นยอดตึก Umeda ทันที

 

ตัวตึกมีความสูงของตัวอาคาร173 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมอาคารสูงที่งดงามในย่านคิตะของโอซากาที่มีรูปร่างที่เป็นเอกลักษ์เฉพาะตัว ซึ่งข้างบนเป็นจุดชมวิวชื่อดังอีกจุดหนึ่งนะ ถ้าใครอยากชมวิวทิวทัศน์ของเมืองโอซกามุมสูงอีกจุดหนึ่ง ซึ่งจุดชมวิวอยู่ชั้นที่ 39 มากไปกว่านั้นคือในตึกนี้มีชั้นใต้ดินที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร Takimi-koji ซึ่งออกแบบจำลองถนนของญี่ปุ่นในสมัยต้นโชวะ ชั้นอื่นๆและเป็นที่ตั้งของสำนักงานต่าง ๆ มากมายอีกด้วย ตอนเราไปคือเหนื่อยล้าเต็มที่ ไม่มีอารมณ์จะขึ้นหรือลงไปไหนทั้งนั้น ๕๕๕๕

ขากลับเราเดินกลับเข้ามาใน Osaka Station เห็นสถาปัตยกรรมของตัวอาคารที่สวยงาม การจัดตกแต่ง และผู้คน รวมไปถึงมีลานกว้างให้นักดนตรีอิสระมาเล่นเปิดตัว และผลงานของตัวเองกันด้วย

หลังจากจบสถานที่ท่องเที่ยวจุดสุดท้ายที่ผมตั้งใจจะมาเก็บในโอซากา ผมก็ทิ้งกล้องไว้ที่ห้อง แล้วออกไปใช้ชีวิตแบบตัวเปล่าสักที จำได้ว่าคืนนี้เละมาก ๆ เราไปร้านอาหารแบบสุ่มเลือก เอาที่โลคอลสุด ๆ เอาที่เป็นกึ่งบาร์ เปลี่ยนร้านไปมา เดินเล่นไปป้ายกูลิโกะอีกครั้ง แล้วกลับมากินข้าวหน้าเหนือ กลับมาห้องตอนตีสอง แอบนอนห้องเพื่อน เรียกได้ว่าพัก แล้วตื่นตีสี่ครึ่งนั่ง JR ไปสนามบิน เพื่อบินกลับ Flight เช้ารอบ 8 โมง เป็นอีกทริปบ้าๆ ทริปหนึ่งเลยก็ว่าได้ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

ค่าใช้จ่าย DAY 3 (1 JPY = 30 THB)

  • ค่าเข้า USJ คนละ 2,151 THB
  • ค่าของกินเล่นใน USJ 1,500 JPY //หารสอง
  • ค่าอาหารที่ตลาดปลา 5,500 JPY  //หารสอง
  • ค่า JR ไป-กลับ USJ คนละ 320 JPY
  • ค่ากินตอนเย็นมื้อหนัก 6,000 JPY //หารสี่
  • ข้าวหน้าเนื้อก่อนกลับห้อง 320 JPY
  • ค่า JP กลับไปสนามบินเช้าวันที่ 4 ราคา 920 JPY

ตกคนละ 3,337 THB (คิดแบบแปลงค่าหน่วยให้แล้ว)

รวมทั้งทริป 4 วัน 3 คืน จะใช้เงินเฉลี่ยที่คนละ 18,417 บาท

 

 

 

 

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *