[PALAPILII X Gopro Thailand] ANNAPURNA BASE CAMP

ถ้าจะให้พูดถึงดินแดนต้องมนต์ ดินแดนที่ใครหลายคนนั้นอยากจะลองไปสัมผัสประสบการณ์การ trekking ซักครั้งในชีวิต ก็คงจะหลีกเลี่ยงประเทศที่มีภูเขาน้อยใหญ่เป็นส่วนประกอบกว่า 70% ของภูมิประเทศอย่างเนปาลไม่ได้ ใช่แล้วครับ วันนี้ผมจะมาพูดถึงดินแดนสวรรค์บนพื้นดิน จุดหมายปลายทางที่เหล่านักเดินทางทั่วโลกมุ่งหมาย สถานที่ที่ใช้พิสูจน์ความท้าทาย สถานที่ที่พิสูจน์มิตรภาพระหว่างทาง สถานที่แห่งนี้คือ Annapurna Base Camp

สวัสดีครับ ผมชื่อไม ภูวนาท ทานะ จากเพจ PALAPILII Thailand เพจเล็กๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบประหยัด เที่ยวแบบไปตายเอาดาบหน้า  หรือเรียกอีกอย่างว่าคลับท่องเที่ยวแบบหารเฉลี่ยนั่นเอง ผมเริ่มรักการท่องเที่ยวตั้งแต่กลับมาจากโปรแกรม Work and travel ที่สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้ไปเห็นโลก ได้ไปเห็นอะไรใหม่ๆ  สิ่งแวดล้อมที่อยู่ตรงหน้าของผมตอนนั้น ก็เปลี่ยนทัศนคติของผมให้เป็นคนละคน ผมเริ่มจากการท่องเที่ยวไทยในวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกอาทิตย์ และบอกกับตัวเองไว้ว่า จะเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากที่สุดก่อนเรียนจบ…

ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า ABC ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย ในชีวิตผมรู้จักแค่ Everest และเขาสองสามลูกในประเทศไทย ด้วยความที่ไม่ใช่สาย trekking หรือนักท่องเที่ยวที่ตามเทรนสถานที่ของโลกใบนี้ เลยไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรที่เค้าแชร์มา ในใจคิดว่า เขาห่าอะไรวะ ชื่อ ABC ฮาๆๆ แล้วมีอยู่วันหนึ่งในหน้า New Feed Facebook กระทู้เกี่ยวกับ ABC Trekking ก็เด้งขึ้นมา เอาหละ ลองคลิ้กเข้าไปดูดิ ว่ามันคืออะไร…

โอ้โหหหหห… นี่มันสวรรค์ชัดๆ ABC ที่เคยผ่านหูผ่านตามาหลายเดือน จริงๆแล้วมันชื่อ Annapurna Base Camp มันคือภูเขาลูกหนึ่งในเมืองโพคารา ประเทศเนปาล มันเหมือนภาพในฝันที่คนแถวบ้านมักจะเอามาติดผนังหรือเอามาทำเป็น wallpaper ให้ตายเถอะ สถานที่แบบนี้มันมีอยู่จริงในโลกใช่ไหม? ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นภาพตรงหน้า มันคือภาพภูเขาน้ำแข็งที่มีแสงส่องมาจากฟ้า มันถือชายคนหนึ่งที่กำลังเดินอยู่บนหิมะ ท่านกลางพื้นหลังที่ขาวโพลน มันคืออยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว กุต้องไปที่นั่นให้ได้ ฮาๆๆ

ผมเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวการ trekking ABC ดูว่าการที่เราจะขึ้นไป Base Camp ของเขาลูกนี้ เราต้องเตรียมตัวอย่างไหร่ ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องขออนุญาตหรือไม่ วิธีการเดินทางเป็นอย่างไร งบประมาณที่ใช้จ่ายประมาณไหน พร้อมกับหาเพื่อนรู้ใจร่วมทริปไปกับทริปครั้งใหญ่ทริปนี้

ผมรวมกลุ่มกันได้ 6 คน แล้วแบ่งกันหาข้อมูลสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับการเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางไป Trekking หุบเขาที่ชื่อ Annapurna นั้น เราจะต้องบินไปเมืองกาฐมาณฑุ (Kathmandu) ประเทศเนปาล ใช้เวลาราวๆ 6 ชั่วโมงโดยการบินจากประเทศไทย จากนั้นก็เดินทางต่อโดยทางรถหรือบินข้ามภูเขาไปเมือง โพคารา (Pokhara) ก็ได้ ซึ่งระยะเวลาในการเดินทางจากเมืองกาฐมาณฑุ (Kathmandu)  ไปโพคารา (Pokhara) นั้น ถ้าบินไปจะใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมง แต่หากนั่งรถไป เราต้องใช้เวลารายๆ 6 – 8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพจราจรในตอนนั้น ซึ่งเส้นทางที่ไปนั้นค่อนข้างอันตราย มีโค้งหลายโค้ง เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีแต่ภูเขา บวกกับถนนที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ ระหว่างทางจะมีหมู่บ้านตลอดทาง ซึ่งการเดินทางโดยรถยนต์ เราสามารถเหมารถได้ในราคาราวๆ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากการบิน และเหมารถไป ยังมีรถสาธารณะให้บริการด้วย แต่กว่าจะไปถึงโพครานะหรือ ใช้เวลากว่า 12 – 15 ชั่วโมง ถูกก็จริง แต่ถ้าใครไหว ก็เชิญครับ

เมื่อเรามาถึงโพคารา (Pokhara) ความรู้สึกมันจะเหมือนอยู่กับอีกโลกหนึ่ง โพคราน่าอยู่กว่ากาฐมาณฑุ (Kathmandu) เยอะครับ เป็นเมืองที่อากาศดีมากๆ เพราะอยู่ค่อนข้างขึ้นมาทางตอนเหนือของประเทศ สำหรับเมืองนี้ เป็นคล้ายๆ จุดเตรียมตัว ก่อนการเริ่ม Trekking เมืองนี้จะมีอุปกรณ์การ Trekking อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาว รองเท้าบูท ถุงมือ กระเป๋าเป้ ถุงนอน Pod trekking  เต็มไปหมดครับ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการ Trekking มีทั้งให้ซื้อและให้เช่า และที่เมืองโพครานี่เอง ที่เราจะต้องมาทำใบผ่านทาง ขออนุญาตขึ้นเขา Annapurna ลูกนี้ ราคาในการทำใบ Permission อยู่ที่คนละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ เอกสารที่ใช้คือรูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 1 นิ้ว 1 รูป และ สำเนาพาสปอร์ต 1 เล่มครับ สามารถติดต่อทำใบอนุญาตก่อนมาที่นี่ได้ผ่าน Agency ครับ แต่อาจจะโดนชาร์จถึง 40 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนของแต่ละคนด้วย สำหรับผม เดินทางมาทำด้วยตัวเองเลย จ่ายคนละ 20 ดอลลาร์สหรัฐสบายๆ และก็อย่าลืมเรื่องการแลกเงินมาใช้ที่เนปาลนะครับ ประเทศนี้ใช้เงินสกุลรูปีครับ แลกมาก่อนจากประเทศไทยเลย เพราะถ้ามาแลกที่นี่ เรทจะแพงกว่าปกติครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สามารถใช้เงินดอลลาร์สหรัฐแทนเงินรูปีได้เช่นกัน แล้วแต่สถานการณ์ครับ

เมื่อทุกอย่างพร้อม การเดินทางครั้งนี้ก็เริ่มขึ้นครับ เราจะต้องนั่งรถต่อจากโพครา (Pokhara) ไปยังจุดเริ่มต้นการเดินเท้า ซึ่งจุดเริ่มต้นการเดินทางนั้น มีอยู่หลายจุดด้วยกัน แต่ในครั้งนี้ เราจะเริ่มต้นเดินทางจากหมู่บ้านนายาบุล (Nayabul) ครับ ต้องบอกแบบนี้ครับ การเดินทางในสายของ Annapurna Base Camp นั้น ระหว่างทางจะมีหมู่บ้านตั้งอยู่ ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะห่างกันราวๆ 1 – 2 ชั่วโมง และสภาพภูมิประเทศก็มีแต่ภูเขาและทางชัน บางช่วงอันตราย เพราะเป็นเหวลึก บวกกับสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ นักเดินทางที่ไปจึงต้องเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ทั้งอุปกรณ์ และร่างกายของตนเองที่พร้อมจะรับกับสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงระหว่างการเดินทางได้อยู่เสมอ เอาหละ อ่านมาถึงตรงนี้ ผมว่าทุกคนคงพร้อมแล้ว ที่จะเดินทางไปพร้อมๆ กันผม เอาเป้แบกขึ้นหลัง แล้วเดินไปพร้อมๆ กันเลยครับ…

จากโพคารา (Pokhara) มานายาบูล (Nayabul) ใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงครับ ขนของลงมาจากรถ เช็คของ แล้วแบกเป้ใส่หลัง เอาหละ มันกำลังจะเริ่มขึ้น พวกเราทุกคนกางแผนที่แล้วคุยกันอีกครั้ง ปรึกษากันว่าแต่ละวัน เราจะเดินไปถึงหมู่บ้านไหน แล้วแต่ละช่วง มีวิธีการเดินทางแบบไหนได้บ้าง อาจจะเป็นม้า หรือรถ JEEP ที่คนพื้นที่มีให้เช่า แต่ก็ไม่ได้ทุกช่วงการเดินทางเสมอไป ตัวช่วยที่เราพูดมาสองทางเลือกนั้น มีแค่เฉพาะในช่วงแรกของการเดินเท้าเท่านั้น จากนายาบูล (Nayabul) ที่แรกที่เราจะต้องไปคือหมู่บ้านสิไว (Siwai) ครับ ซึ่งสอบถามจากคนพื้นที่ สามารถเช่ารถ JEEP ย่นระยะเวลาการเดินทางได้ ซึ่งต่อราคาได้ 2,500 รูปี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วแต่สภาพจราจรครับ ต้องเกริ่นก่อนเลยว่า สภาพถนนเสียหายร้ายแรงพอสมควร ไม่มีลาดยาง ไม่มีปูน เป็นดินล้วนๆ ผสมลูกลัง วันไหนฝนตกไม่ต้องพูดถึง เละครับ เราขนของขึ้นรถอีกคัน แต่คราวนี้เป็นรถ JEEP ขับเข้าเมืองนายาบูล (Nayabul) แล้วทะลุออกไปสู่จุดเริ่มต้นการเดินทางที่แท้จริง นั่นก็คือสะพานเหล็กที่มีผ้ามนต์ห้อยเต็มสะพาน แล้วเชื่อมผ่านระหว่างตัวหมู่บ้านกับจุดเริ่มต้นการเดินเท้า บริเวณนั้นจะมีป้อมเจ้าหน้าที่ คอยตรวจสอบนักท่องเที่ยวที่จะผ่านถนนเส้นนั้นไป ใครจะผ่านได้ ต้องมีใบ Permission Card หลังจากที่เรายื่นแสดงหลักฐานกันเรียบร้อย ล้อของรถ JEEP ทั้ง 4 ล้อ ก็หมุนอีกครั้ง บรรยากาศใยนช่วงแรกไม่มีอะไรที่หน้าตื่นเต้นเท่าไหร่ มีภูเขา มีชาวบ้าน มีนักเดินทางที่ไม่ใช่รถเดินขึ้นเขาเรียบถนนกันไป และในที่สุดเรื่องจริงก็มาถึง เราเดินทางมาถึงหมู่บ้านสิไว (Siwai) เราจะเริ่มเดินเท้ากันจากตรงนี้…

การเดินทางไปถึง Annapurna Base Camp แล้ว ปกติจะใช้เวลา 8 วันครับ แต่ครั้งนี้ เนื่องจากเราเวลาไม่เยอะขนาดนั้น เราต้องลากงานกันไปเราจึงวางแผน ว่าเราจะใช้เวลาเดินทางแค่ 6 วัน โดยใช้เวลาเดินขึ้น 4 วัน และใช้เวลาเดินลง 2 วันครับ สำหรับทริปครั้งนี้  เราจะไม่พูดถึงเส้นทางไป Poon Hill ครับ เราจะเดินสายตรงขึ้น Annapurna Base Camp ที่เดียวเลย ระยะทางรวมไปกลับอยู่ที่ 80 กิโลเมตร และจุดที่สูงที่สุดที่เราจะไปคือบริเวณธงมนต์บน Annapurna Base Camp ที่ 4,130 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

วันแรก : หมู่บ้านสิไว (Siwai) – หมู่บ้านจินนุกาณฏา (Jhinnukanda)

ช่วงแรกของการเดินทาง ทุกคนร่าเริงแจ่มใสครับ เพราะวิวทิวเขาที่นั่นมันยิ่งใหญ่กว่าบ้านเราเยอะ สภาพภูมิประเทศสวยงาม บรรยากาศดี เดินกันไปคุยกันไปชิวๆ ระหว่างทางจะมีแพะ มีแกะ ที่ชาวเขาเค้าเลี้ยงไว้ แล้วปล่อยทิ้งไว้ตามทุ่งหญ้าด้านล่าง ตลอดทางมีแม่น้ำเคียงขนานตลอดครับ ชาวบ้านทำการเกษตรกัน บางช่วงจะมีบันไดหินเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว สำหรับวันแรกมีประมาณ 2,000 ขั้น ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงชุมชนหนาแน่นอยู่ เหมือนเดินชมชีวิตชาวเขา ดูวีถีชีวิตความเป็นอยู่ และเป็นการวอร์มร่างกายให้กับตัวเองในช่วงเริ่มต้นการเดินทาง

วันที่สอง : หมู่บ้านจินนุกาณฏา (Jhinnukanda) – หมู่บ้านโดแวน (Dovan)

ช่วงนี้สภาพภูมิประเทศเริ่มจะเป็นป่าเฟิร์นครับ ทางจะชันมากในช่วงออกจากจินนุกาณฏา (Jhinnukanda) เรียกว่าเหนื่อยเอาเรื่องเลยครับ แล้วก็จะสลับขึ้นๆ ลงๆ เรื่อยๆ ตลอดทาง ป่าจะเริ่มทึบลงเรื่อยๆ มีน้ำตกเล็กๆ ตามไรทาง มีสะพานข้ามแม่น้ำอยู่ประมาณ 3 สาย คือแม่น้ำนี่ก็มาจากข้างบนเทือกเขา Annapurna ครับ เกิดจากน้ำฝน และน้ำที่ละลายจากหิมะ ส่งผ่านไปยังตัวเมืองเนปาล ให้ชาวบ้านได้ใช้ในชีวิตประจำวันกัน และช่วงนี้แหละ ที่นักเดินทางจะเริ่มเห็นดอกกุหลาบพันปีข้างทางเรื่อยๆ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ชันที่สุดในการเดินทางครับ

วันที่สาม : หมู่บ้านโดวาน (Dovan) – เบสแคมป์มาชาปุแช (MBC : Machhapuchere Base Campe)

ช่วงนี้เริ่มแรกก็ข้ามสะพานกันมาเลย ทิ้งกลิ่นอายความเป็นป่าดิบชื้นได้ไม่นาน ทุกอย่างจะเริ่มแปรเปลี่ยนสภาพเป็นสีเหลืองครับ ป่าไม้ที่เคยกลายเป็นสีเขียวบนภูเขา ก็จะเริ่มแห้งกลายเป็นสีเหลืองขาว เกิดจากการคายน้ำ เพื่อให้ตนเองอยู่รอด เพราะบรรยากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ ความดันอากาศเริ่มต่ำลง ความสูงจากระดับน้ำทะเลสูงมากกว่า 2,500 เมตร อาการแพ้ความสูง ลักษณะอาการจะเริ่มวิงเวียนศีรษะ ปวดหัว เหนื่อยง่าย ละอยากอาเจียน เป็นต้น ระหว่างทางของรูทวันนี้ จุดคลายแม็กซ์อยู่ที่ฟิชเทลครับ (Fish tale) อยู่บริเวณสะพานที่สองของช่วงนี้ครับ ตอนเดินอยู่ก็อย่ามัวแต่หันไปข้างหน้าครับ หันมองรอบข้าง และหันหลังกลับมาบ้าง แล้วจะรู้ว่าความงดงามที่เรียกว่ามหัศจรรย์ มันเป็นยังไง สภาพภูมิประเทศจากเหลืองๆ ก็จะถูกทับถมด้วยสีขาวจากหิมะในช่วงปลายทางของวันนี้ครับ และจุดพักของคืนที่สามนี่เอง ที่เราจะได้เห็นยอดเขามาชาปุแช (MBC : Machhapuchere Base Campe) อย่างใกล้ชิด และคืนนี้แหละ ที่เราจะได้นอนในอุณหภูมิติดลบ ท่านกลางภูเขาหิมะ

วันที่สี่ : เบสแคมป์มาชาปุแช(MBC : Machhapuchere Base Campe) – อันนาปุนะเบสแคมป์ (Annapurna Base Camp)

วันนี้เราจะต้องรีบตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อนเดินขึ้นไปที่ Base Camp เหตุก็เพราะ ถ้าไปสายกว่านี้ แดดจากดวงอาทิตย์จะแรงมาก และเมื่อส่งมากระทบกับหิมะ จะทำให้เราตาลาย หรือตาพร่าไปเลย ทุกคนควรเตรียมแว่นกันแดดมาด้วย และอีกเหตุผลหนึ่ง เราต้องรีบทำเวลาเดินลงมาคืน เพราะอากาศข้างบนหนาวพอสมควร ระหว่างทานงจะมีแต่หิมะขาวโพลนตลอดเส้นทางเดินเลยครับ ไม่ไกลมาก แต่จะเหนื่อยเร็ว เพราะว่าสภาพความกดอากาศต่ำ ทุกคนที่ไปเดินทางรูท Annapurna Base Camp จะต้องพกยาแก้ปวดหัว และยาแก้แพ้ความกดอากาศต่ำหรือความสูงไปด้วย แต่รับรองว่าภาพที่คุณจะได้เห็น มันคุ้มค่าเกินราคาจริงๆ

หลักๆ ก็จะมีสี่วันนี้นี่แหละครับสำหรับการเดินทางในเส้นทางสวรรค์บนดินแห่งนี้ หลังจากนั้นก็เดินลงกลับมาเส้นทางเดิมตามปกติ อาหารในแต่ละมื้อที่เราทานกันข้างบนส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบเดิมๆ ครับ ซุปมันสำปะหลังบ้าง ผัดผักบ้าง อาหารพื้นเมืองบ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นอะไรพวกนี้ครับ รสชาติจะจืดๆ แล้วทุกที่มักจะมีนมสด นมร้อน และชานมให้ดื่มกันครับ น้ำเปล่าต้องซื้อ ทุกอย่างต้องซื้อหมดเลย อยู่ข้างบนไม่มีของฟรีครับ อาหารราคาจะอยู่ที่มื้อละประมาณ 200 บาทถ้าคิดเป็นเงินไทย แต่ก็แล้วแต่การดำรงชีวิตของแต่ละคนครับ แต่ถ้าจะให้แนะนำอะไรซักอย่างเกี่ยวกับอาหารละก็ อย่าลืมพกน้ำปลาและพริกผงไปด้วย ชีวิตจะดีขึ้นเยอะ ฮาๆๆ

จากประสบการณ์การเดินทางครั้งนั้นของผม ผมสรุปการเดินทางคร่าวๆ ได้ดังนี้

–    ไม่จำเป็นต้องจ้างไกด์นำทาง เพราะทางที่เราไป ใช้เพียงแค่ใบ Permission ใบเดียว ก็สามารถเดินทางไปถึงแคมป์หรือหมู่บ้านระหว่างทางได้โดยง่าย อีกอย่าง เส้นทางมีป้ายบอกทางชัดเจน และมีเส้นเดียวเท่านั้น แต่หากเพื่อนๆ อยากอุ่นใจ มีไกด์นำทาง ค่าไกด์จะอยู่ราวๆ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันครับ
–    ไม่ว่าจะมาโดยสายการบินอะไร หลังจากลงมาถึงเนปาลแล้ว การเดินทางต่อของเราคือไปโพคารา (Pokhara) ซึ่งผมแนะนำอยู่สองทาง คือบินไป แพงหน่อย แต่รักษาเวลาได้ หรือเหมารถไป อันนี้ราคาถูกและเหมาะสำหรับคนที่มีเวลาเยอะครับ แต่เราก็จะได้เห็นบรรยากาศระหว่างทางของเมืองเนปาลไปด้วย เรียกได้ว่ามีข้อดีข้อเสียที่แตกจ่างกันครับ
–    สำหรับอุปกรณ์ Trekking ของเหล่าขาจร หรือกลุ่มนักเดินทางที่ไม่ได้ออกเดินป่าปีนเขาเป็นประจำ แนะนำให้มาเช่าที่โพคารา (Pokhara) ครับ ราคาไม่แพง แถมคุณภาพถึงด้วย

สำหรับคนที่เดินทางเป็นประจำ รูทนี้สามารถใช้เวลา 5 วันก็เพียงพอครับ โดยหลักๆ จะเดินทางตามเส้นทางดังนี้

วันที่หนึ่ง : Siwai – Jinnukhanda
วันที่สอง : Jinnukhanda – Dovan
วันที่สาม : Dovan – MBC
วันที่สี่ : MBC – ABC แล้วลงมาที่ Dovan
วันที่ห้า : ลากยาวจาก Dovan ลงมาถึง Siwai จุดเริ่มต้นในการเดินเท้า

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ทริปเส้นทางสวรรค์บนดินแห่งนี้ น่าสนใจพอที่จะทำให้เพื่อนๆ อยากที่จะจัดของยัดใส่กระเป๋า แล้วแบกใส่หลังนั่งเครื่องบินมาลงที่ประเทศเนปาลแห่งนี้หรือเปล่า แต่สำหรับผม ทริปสวรรค์บนดินครั้งนั้น ยังจำมาถึงวันนี้ไม่เคยลืมเลย แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

Print Friendly, PDF & Email
3 Comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *