กินหรูอยู่สบาย 3 วัน 2 คืน ที่มัลดีฟ ด้วยเงิน 50,000 บาท

:: ผมไม่รู้จะเริ่มต้นเรื่องราวกับทริปๆ นี้ยังไงดี แต่เอาเป็นว่าก่อนเดินทางไป 8 วัน ผมบอกเลิกกับแฟนที่คบกันมานานถึง 6 ปี สภาพจิตใจตอนนั้นบอกเลยว่าไม่ไหว เดินทางไปร้องไห้ไป ทั้งเสียใจทั้งสับสน จาก Budget ที่ตั้งไว้คร่าวๆ คนละ 25,000 บาท เลยกลายเป็นทริปบ้าๆในงบ 100,000 บาท ภายในไม่กี่ชั่วโมง…

— Follow Me —
Youtube : https://goo.gl/rVqoVe
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34

DAY 1 (29/07/2015)

:: ด้วยต้นเรื่องที่กะจะมากันแบบถูกๆ ก็เลยจองตั๋วโปรของ Malaysia Airlines ในราคาไป-กลับ มา 9,xxx บาท
ซึ่งคิว่า ยังไงทริปนี้  25,000  ยังไงก็อยู่ อย่างมากคงไม่เกิน 30,000 แน่นอน ซึ่งแพลนตอนแรกจะเป็นประมาณนี้ครับ

– เดินทางไปและกลับ กับ Malaysia Airlines งบ 9,000 บาท
– เดินทางจาก Airport ไปที่พัก Fihalhohi Resort ด้วยเรือ Speed Boat ไปกลับ งบ 5,000 บาท
– ค่าที่พักจองในช่วงเดือน ก.ค. จะอยู่ที่ 5,000 – 6,000 บาท/ คืน รวม Vat ก็ประมาณ ไม่เกิน 7,000 บาทต่อคืน (หารสอง)
– ที่พักเป็นแบบ Halfboad อยู่แล้ว จึงจะเสียค่ากินแค่มื้อเดียวคือมื้อเย็น คิดไปมื้อละ 1,000 บาท 2 มื้อ
– ที่เหลือก็คือให้เป็นค่ากิจกรรมบนเกาะ อยากทำอะไรก็ทำกันในงบที่เหลืออยู่

:: แพลนข้างบนสามารถใช้ได้จริงๆ ครับ ผมได้ทำแบบสรุปสั้นๆ 9 ข้อไว้ให้เพื่อนๆ หลายคนได้อ่านกัน
ยังไงลองตามเข้าไปอ่านในลิงค์นี้ครับ : http://goo.gl/acf6zj

:: กลับมาที่เรื่องของเราต่อครับ ในความคิดของผมแล้ว มัลดีฟ เป็นอีกที่หนึ่งที่น้อยคนนักจะ Backpack ไป เพราะเมืองๆ นี้ ไม่ใช่ที่สำหรับ Backpacker ซึ่งผมก็พิสูจน์มาแล้ว ว่าแม่ม จริง! ไปแบบเงินพร้อม กายพร้อม เด็ดกว่าเยอะ และข้อมูลจำเป็นคร่าวๆ ที่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับมัลดีฟ อยู่ข้างล่างนี้แล้วครับ

1. ตั้งอยู่ที่ไหน : มัลดีฟเป็น สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ตั้งอยู่ทางใต้ของศรีลังกากลางมหาสมุทรอินเดีย เมืองหลวงคือมาเล่ เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ภาษาที่ใช้คือภาษาอังกฤษ

2. ต้องใช้วีซ่า?: เป็นประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่า อายุ Passport ต้องไม่ต่ำกว่า 6เดือนก่อนการเดินทาง

3. สึนามิเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ เวลาเกิดตัวตัวมัลดีฟส์จะกระทบเพียงคลื่นที่มาจากการสั่นสะเทือนของผิวใต้น้ำค่ะ เพราะฉะนั้นน้ำจะพัดเข้าหาตัวเกาะและอาจจะพัดเอาของพวกเก้าอื้ หรือโต๊ะ แม้กระทั่งคน พัดไปตามคลื่นค่ะ แต่ก็แค่พักแล้วผ่านไป เมื่อเทียบกับภูเก็ตเพราะภูเก็ตเป็นชายฝั่ง เมื่อคลื่นสึนามิพัดผ่านมันจะกระทบกับตึกและภูเขา ทำให้เกิดความเสียหาย รุนแรง เพราะฉะนั้นสึนามิที่มัลดีฟส์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

4. ช่วงไหนที่ควรเดินทาง: ช่วง NOV-APR เป็น High Seasons, MAY-SEPT จะเป็นช่วง Low Seasons (หน้าฝน) และ ต้น May จะเป็น High Shoulder ,Sept จะเป็น Low Shoulder
**จากที่ถามๆ มา ถ้าอยากไปและได้ราคาที่ถูก แนะนำช่วง Shoulder น้ำใสและปะการังสวย**

5. เดินทางช่วงLow สามารถเล่นน้ำได้มั๊ย?: ช่วงหน้าฝนสามารถเล่นน้ำ ดำน้ำดูปะการังได้ตามปกติ ถ้าฝนตกอาจจะรอให้ฝนหยุดแล้วรอให้น้ำกลับมาใสสักประมาณ1ชั่วโมง ก็สามารถลงเล่นน้ำได้ตามปกติ ฝนที่นี่จะตกคล้ายๆสิงคโปร์ประมาณ15-30นาที แล้วจะกลับมาแดดจ้าเหมือนเดิม หรือถ้าฝนตกตอนเช้า ตอนเย็นจะไม่ตกแล้ว

6. เวลาในมัลดีฟส์: เวลาที่นี่จะช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 2ชั่วโมง

7. สายการบินจากไทยไปมัลดีฟ : มีสามสายการบิน คือ ศรีลังกาแอร์ไลน์ แบงกอกแอร์เวย์ และมาเลเซียแอร์ไลน์

สำหรับ Bangkok Airways : http://www.bangkokair.com
กรุงเทพ BKK – มัลดีฟส์ MLE (PG 711) เวลา 09.30  – 11.45 น. ออกเดินทางทุกวัน
มัลดีฟส์ MLE – กรุงเทพ BKK (PG 712) เวลา 12.40 – 19.05 น. ออกเดินทางทุกวัน

สำหรับ Srilanka Airlines : http://www.srilankan.com
กรุงเทพ BKK – โคลอมโบ CMB (UL 405) เวลา 07.15 – 10.55 น. ออกเดินทางทุกวัน
โคลอมโบ CMB – มัลดีฟส์ MLE (UL 115) เวลา 13.30 – 14.35 น

**แวะจอดพักเครื่องที่ Hambantota ประมาณ 1 ชม. (ไม่ต้องลงจากเครื่อง)**

มัลดีฟส์ MLE – โคลอมโบ CMB (UL 104) เวลา 20.45 – 22.40 น. ออกเดินทางทุกวัน
โคลอมโบ CMB – กรุงเทพ BKK (UL 404) เวลา 01.30 – 06.25 น.

Malaysia Airlines : http://www.malaysiaairlines.com
จะยกเลิกเที่ยวบินภายในเดือนสิงหาคมปี 2015 นี้

8. ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเริ่มต้นอยู่ที่ 50,00-60,000 จนถึง 200,000-500,000บาทต่อคน

ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับรีสอร์ตที่เลือกพัก

9.  มีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง:
– กิจกรรมหลักของมัลดีฟส์คือการดำน้ำตื้น (Snorkling) /พายเรือแคนู /พายเรือคายัค
– ดำน้ำลึก (Scuba Diving) /ล่องเรือดูพระอาทิตย์ตกดิน /ตกปลา /ดำน้ำดูฉลามวาฬ (Whale Shark)/ Picnic (ทั้งนี้กิจกรรมบางอย่างรวมอยู่ใน Package และบางอย่างไม่รวมอยู่ใน Packageสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่บนเกาะได้)

10. ค่าเงิน: เงินประจำชาติใช้เป็นรูเฟีย (แต่ทั้งนี้พนักงานยินดีรับ USD มากกว่า)

11. การทิปพนักงาน: สามารถทิปได้ตามอัธยาศัย และตามความประทับใจส่วนตัว ตั้งแต่ $1-$100

หมายเหตุ : อ้างอิงข้อมูลบ้างส่วนจาก http://maldives-experts.com [Maldives Expert]

DAY 2 (30/07/2015)

:: หลังจากที่เครื่องลงจอด…. มองผิวเผินกุคิดว่าอู่ตะเพา อิฮ่าาาา.. สนามบินเล็กมาก ตั้งอยู่กลางเกาะๆ หนึ่ง ซึ่งมีแค่สนามบิน กับบ้านเรือนชุมชนเล็กน้อยที่ต้องขับรถไปอีกฟาก ข้างๆ เกาะจะเป็นเมืองหลวงชื่อมาเล่ ซึ่งต้องนั่งเรือไป การเดินทางครั้งนี้ผมได้ตัวช่วยสำคัญคือพี่ๆ ทีมงาน Maldives Expert ผมซื้อ ทริปกับพี่แก เลยแอ๊ดไลน์ไว้คุยกันเวลามีปัญหา พอไปถึงสนามบิน บริเวณด้านนอกจะมี Counter แต่ละรีสอร์ทที่เราจองมาครับ ก็ให้เดินไปที่ Counter หมายเลขนั้น อย่างของผมจอง Vilamendhoo ไว้ อยู่หมายเลข 55 ก็เดินไปหา แล้วก็ไปแจ้งเค้าว่ามาถึงแล้ว ซึ่ง Package ที่จองมาสำหรับทริปนี้ของผมคือห้อง Jacuzzi Water Villa Sun Set View + Sea plane + All inclusive ซึ่งเป็นแบบ Max สุดของที่นั้น รวมราคาคืนละประมาณ 38,000 บาท อ่อเกือบลืม สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับทริปไปมัลดีฟ ยังไงลองติดต่อไปที่ Maldives Experts ดูนะครับ พี่ๆ เค้าจัดการให้ได้หมดเลย ตั้ง Target ไปให้เค้า ว่าเราอยากเดินทางแบบไหน งบเท่าไหร่ ไปกี่คืน อยากนอนรีสอร์ทแบบไหน บลาๆๆๆ พี่เค้าจะจัดให้เรา แล้วเราก็มาพิจารณาเลือกอีกทีครับ เวิร์คสุดๆ

:: จากนั้นเค้าก็จะพาเราไป Check in ที่ Trans Madivian Airlines นั่นก็คือ Sea plane นั่นเองครับ ปกติค่าใช้จ่ายในการนั่งเครื่องบินไปกลับรีสอร์ท จะเริ่มต้นที่ 10,000 บาทครับ แจ้งชื่อชื่อเค้าไป แล้ว Load กระเป๋า เค้าก็จะไปส่งเราที่ Terminal โดย Mini Bus ครับ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก หลังจาก Check in เราก็จะได้ตั๋วโดยสารตามปกติ ให้เราสังเกตุว่า เราต้องลงจอด Terminal ไหน อย่างของผม Terminal A ก็ต้องลงตอน Bus จอด ที่ Terminal A ยังไงสังเกตุดีๆ อย่าเพลินจนหลับ แล้วไปตื่นอีกทีที่ Terminal C ไม่งั้นจะงานเข้า ซึ่งพอไปถึง Terminal ก็จะมีพนักงานมาต้อนรับ และถามเราว่า เราจะไปรีสอร์ทอะไร ของผม Vilamendhoo เค้าก็จะเชิญไปที่ห้องรับแขกของรีสอร์ท ข้างในห้องรับแขกพวกเราสามารถทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มได้ทุกอย่าง ตามต้องการเลยหละ

:: ระหว่างที่นั่งรอเวลาออกของเครื่องบินน้ำ พนักงานก็จะเอาใบตอบรับของรีสอร์ทมาให้เรากรอกเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เพราะเมื่อพอไปถึงรีสอร์ทแล้ว เราจะได้ยื่นใบยินยอมเงื่อนไขให้กับพนักงานที่นู้นเลย จากตัวสนามบินไป Vilamendhoo Resort ใช้เวลาเพียง 25 นาที ทริคเน้นๆ ให้นั่งหน้าสุดชิดหน้าต่าง ซ้ายหรือขวาก็ได้ วิวนิแบบ โอ้โหหหหหหหหหหห ไหนพื้นดิน ๕๕๕๕ และไม่ช้าไม่นาน เราก็มาถึง…

:: อารมณ์การนั่ง Seaplane กับเครื่องบินธรรมดาต่างกันครับ เพราะเวลาขึ้นหรือลงมันนิ่มกว่า นิ่มกว่ามาก แล้วมันให้อารมณ์แบบเป็นกันเอง คือแบบ ที่นั่งคนขับกับผู้โดยสารแม่มก็ไม่ได้แบ่งเขตอะไรแบบเด็ดขาด เราสามารถดูการควบคุมของนักบินได้ ถ่ายรุปได้ แต่ก็อย่าให้รบกวนการทำงานของเค้า พอเครื่อง Landed เรียบร้อย นาทีของการมีชิวิตใหม่ ก็เริ่มขึ้น…

:: พนักงานต้อนรับ ล่องเรือมารับเรากลางทะเล และพาล่องเรือไปยังรีสอร์ท ทุกคนดูน่ารัก ยิ้มแย้มกันทุกคน เมื่อถึงฝั่ง เค้าก็จะให้เรายื่นใบที่เขียนยอมรับเงื่อนไขตอนที่แจกที่ห้องรับแขกของรีสอร์ทก่อนบินให้เค้า เพื่อทำการเช็คอิน น้ำมะพร้าวสดๆ ถูกเสิร์ฟมาเย็นๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีแต่ทะเล และกลิ่นอายของโอโซน ให้ตายเถอะ…

:: พนักงานอธิบายเกี่ยวกับแผนที่ของรีสอร์ท ว่าตรงนี้คืออะไร ดำน้ำตรงไหนได้บ้าง คุณทานอะไรได้บ้าง บลาๆๆๆ พร้อมกับคอยคุยเป็นเพื่อนเราตลอดทาง เธอน่ารักมาก ผมจำชื่อเธอไม่ได้ แต่ตอนกลับ ผมก็ถ่ายรูปคู่เธอไว้เป็นที่ระลึก เธอบอก Follow me! ผมเข้ามาถึงรีสอร์ทตอน 9 โมงเช้า ยังทันเวลา Breakfast เธอพาผมไปที่ภัตตาคาร แล้วแนะนำทุกอย่าง ด้วยความที่หิวมากๆ และตื่นเต้นกับอะไรหลายๆ อย่างที่เรียกว่า Buffet เลยจัดฮ่าไปยกหนึ่งแบบลืมถ่ายรุป ๕๕๕

(บริเวณด้านหน้า Madivian Bar)

:: คราวนี้ผมจะมาอธิบายศัพท์ที่ทุกคนควรรู้ เวลาจองหรือพักในรีสอร์ทที่มัลดีฟ เรื่องแรกคือ Set อาหาร ที่นี่เวลาจองที่พัก จะมี Set ของอาหารรวมอยู่ในที่พัก หรือไม่รวมอยู่เลย ตามชนิดต่อไปนี้

– breakfast อันนี้ ให้แค่อาหารเช้า
– halfboard อันนี้ให้อาหาร 2 มื้อ
– Fullboard อันนี้รวม 3 มื้อเลย
– All inclusive อันนี้คือรวมแม่มเกือบทุกอย่าง อาหารทุกมื้อ cocktail ทุกแก้ว ไวน์บางอย่าง กิจกรรม Activities บางอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น kayaking, windsurf, snorkeling เป็นต้น

(สระว่ายน้ำบริเวณภัตตาคารที่ทานอาหารเช้า)

:: อะไรคือ All Inclusive Package (AIP) มันคือการเหมาจ่าย ทั้งค่าอาหาร เครื่องดื่ม Soft drink Alcohol บางพวก และ Cocktail บางอย่าง ให้เราได้สุขสำราณในช่วงเวลาที่อยู่บนเกาะสวรรค์แห่งนี้ ที่ Vilamendhoo ชาร์จค่า AIP เพิ่ม คนละ 50$ ต่อคืน แต่รับรองเถอะ ว่าคุ้มเหนือคุ้ม ยิ่งอารมณ์ของผมแบบนี้ Cocktail กระจาย ไม่ได้โม้ ๕๕๕

(sunset bar : บาร์ประจำของผมสำหรับทริปนี้)

:: เพื่อนๆ คงเริ่มจะรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับที่นี่แล้วหล่ะ หลังจากกินข้าวเสร็จ กุญแจก็มาส่งถึงโต๊ะ เราจะไปดูห้องนอนของเราสองคืนนี้กันว่ามันจะสวยเหมือนในภาพฝันที่วาดเอาไว้รึป่าว แต่แค่บรรยากาศตอนเดินไปที่พัก ก็ทำให้ผมอดที่จะถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้จริงๆ

:: ผมพักห้องหมายเลข 319 เป็นห้อง Jacuzzi Water Villa – Senset View + Seaplane + API  ราคาต่อคืนต่อคน 38,000 บาท ใช่ กุนอน 2 คืน เฉพาะค่าที่พักก็ปาไปจะ 80,000 อยู่แล้ว ทริปนี้ต้องเอาให้ถึง ไหนๆ ก็เจือกดื้อดึงมาคนเดียวแล้วหนิ เอาต่อสิวะ ๕๕ พอเข้ามาในห้องก็ต้องทรุดนิดหนึ่ง ห้องสวยมาก ใหญ่มาก แบ่งสัดส่วนได้อย่างลงตัว เตียงโรยด้วยดอกชบา คล้ายกับว่าจะมีคู่รักมานอนคืนนี้แน่ๆ แต่… ไม่ อิสึส กุมาคนเดียว แต่เตียงนอนได้สองคน ความ Sad เริ่มแทรก กุเลยหาอะไรแดกให้รีบลืมๆ เรื่องนั้นไป ในห้องมี Fruit set + Rosse wine มาต้อนรับการมาเยืนอของเราครั้งนี้ ผมจัดหนัก เปิด wine พร้อมกับตะโกนดังลั่นบ้าน…

:: ถัดมาก็มาดูสิว่า All inclusive Package มันมีอะไรให้บ้าง ในตู้เย็นและบนซิงค์ตรงนี้ แดกได้เกือบหมดครับ มันจะมี list บอกอยู่ ว่าอันไหน อยู่ในกรุ๊ปของ AIP ผมยิ้มบวกกับทำปากเป้ไปที่ 9 นาฬิกา คืนนี้ เสร็จกุ!!! 5555

:: เดี๋ยวไม เมิงตั้งสติก่อน ตอนนี้ยังไม่มืด และก็ยังไม่เที่ยง ผมดึงสติตัวเองกลับมาอีกครั้ง เพื่อจะแพลน Alone Trip ในครั้งนี้ สาว Receptor ให้เอกสาร และข้อมูลผมมาเยอะ เพื่อให้ผมมาเตรียมการวางแผนว่า อยู่ 3 วัน จะทำอะไรบนเกาะนี้บ้าง ผมมาถึงวันพฤหัสบดีพอดี เหลือบไปมอง Activities ด้านบ้าน Whale Shark ที่อยากไป ก็เลยมาแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ก็เลขวางแผนไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ไปเลย โดยแพลนคร่าวๆ สำหรับ 3 วัน 2 คืนของผมคือ

Day 1 : 30 July 2015

12:00 – Sightseeing Vilamendhoo resort
15:00 – Go to drunk till the world is end

Day 2 : 31 july 2015

06:00 – Snorkeling
11:30 – Cayaking
13:15 – Massage
14:00 – Whale shark
18:00 – Night snorkeling

Day 3 : 1 Aug 2015

07:00 – snorkeling
10:00 – Windsurf
12:00 – Check out
13:00 – Chill by the beach
16:00 – Sea plane to Airport
22:00 – Back to Thailand

Day 4 : 2 Aug 2015

11:00 – Hello Thailand

:: เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับแผนการของผม พอได้มั้ย ถ้าคิดว่าได้แล้ว มันก็ถึงเวลาจัดหนักตามตารางแหละหละ ๕๕๕

:: ด้วยอารมณ์อยากจัดหนักอยู่แล้ว บวกกับบรรยากาศที่สวยเหี้ยๆ แบบนี้ ไวน์สองขวดที่เค้าให้มา กับผลไม้ทั้งจาน จึงหมดไปในชั่วพริบตาผมเดินออกจากห้องด้วยความเซไป แล้วก็เซมา เจ้างูเอ๋ย… กินน้ำบ่อ… พ่อง! ไม่ใช่เจ้างูเอ๋ย อิเชี้ยย! ผมเดินออกจากห้องด้วยความมึน จะบอกว่าเมาแล้วก็ได้ แต่เมาไม่ได้ ต้องไปเอาให้เมาต่อเนื่องเด่วไม่คุ้ม ผมไปที่ Senset  Bar แล้วสั่ง Cocktail มาจิบต่ออีก 3 แก้ว

:: เวลาสั่งแต่ละครั้ง จะสั่งไม่ซ้ำกันด้วย มันมี 40 กว่าอย่าง ก็ไล่ตั้งแต่อย่างแรกเลย จาก 3 แก้วเป็น 5 แก้ว นั่งแดรกเหงาๆ ก็มีบาร์เทนเนอร์นิแหละให้บ่นเป็นเพื่อน เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ยิ้มใส่กันไป เออๆๆ ตลกดี บรรยกาศแม่มก็ดี๊ดี ฝนไม่ตก ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไปนั่งอยู่ริมสระ อยากลงไปถ่ายรุปแบบ สระไร้ขอบอวดเพื่อนในเฟสบ้าง แต่เขี้ยยยยยยย!!! ไม่มีใครถ่ายให้ ยกซดหนักๆ เหลือบไปเห็นคู่รักกำลังจู๋จี้กัน กุนิแทบลงไปนอนชัก ถ้าเมิงจะขี่กันขนาดนี้ เมิงกลับไปปี้ กันที่ห้องมั้ย อิเชี้ย! ฮืออออออๆๆๆๆๆๆๆ

:: เฮิร์ตหนัก กลับมาที่ห้อง เบียร์เหลือ 4 ป๋อง ก็จัดต่อ จัดให้อย่ารู้สึกไปเลย เทกรอกมันตรงนั้น เปิดเพลง Bodyslam เอาให้ช้ำตายไปเลย นอนเกรือกนอนกลิ้ง ตะโกน โหยหา กุทำเชี้ยอะไรวะเนี่ย ด้วยความคึกจนถึงขีดสุด จับฟินได้ ใส่ Mask แล้วกระโดดลงไปจากระเบียง…

:: ช่ายยยย… ไปให้อาหารปลา ๕๕๕๕ ดำน้ำก็ไม่ไหว ทุกอย่างมัวหมด ตอนนั้นเกือบ 6 โมงเย็นแล้วยังกินอยู่เลย วันแรกที่มัลดีฟของกุ คือการนอนตายอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ข้าวเย็นไม่กิน ฟันไม่แปรง น้ำไม่อาบ นอนตายอยู่กลางพื้น

:: คืนนี้มันไม่ได้จบลงง่ายๆ กุโดนของเค้าให้แล้วไงหล่ะ… อยู่ดีๆ ก็สลบไป และตื่นเพราะมีเสียงเท้าเดินข้างเตียง ในความรู้สึกคิดว่ามากกว่า 1 คน ที่เหี้ยกว่าคือเป็นเสียงผู้หญิงซุบซิบๆ คุยกันเบาๆ ด้วยความที่งงว่าเข้ามาได้ไง ก็เลยพยายามจะดึงตัวเองออกจากเตียง แต่… ขยับตัวไม่ได้แล้ว โดนทับแขนสองข้าง จับขาอีกหนึ่ง จะสู้กุใช่มั้ย!?

:: คาถาห่าเหวอะไรกุท่องไม่เป็นอะ แต่กุดึงตัวเองสุดแรง พยายามลืมตาก็ได้แค่นิดเดียว ครั้งนี้มาแรงจิง เห็นหน้าด้วย เป็นหญิงผิคล้ำ หน้าตาดี และก็หญิงผิวสีอีก 2 คน สู้แรงจนหลุดออกไปได้ ลุกขึ้นแล้วไล่มันไป เตะเข้าให้แล้วถีบซ้ำ มันก็พูดภาษาอะไรไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่กุโกรธมาก คือตอนแรกก็เดินได้อยู่ดีๆ ซักพักคลานเหมือนผี อยู่ตรงประตูหน้าห้องกุนี่แหละ…

:: สุดท้ายคือถีบๆๆๆๆ มันก็ร้องๆๆ แต่มันไม่ทำไรแล้วนะ แล้วมันก็กลิ้งออกไปทั้งสามตน กุรีบปิดประตู ทั้งกลัว ทั้งโมโห คือรู้ว่าอำปนฝัน แต่มันก็เปนแบบนี้บ่อย แล้วพอทุกอย่างจบไปก็ตื่นขึ้นมาจริงๆ เดินดูรอบห้องเลย อิฮ่า โมโหมาก เลยพูดลอยๆ ไปว่า ถ้าคืนพรุ่งนี้มาอีก กุจับปี้ให้ผีท้องเลยคอยดู…

DAY 3 (31/07/2015)

:: ตื่นแต่เช้า… ปลุกตัวเองด้วยเพลงเพราะๆ สักเพลงหนึ่ง จากแผ่นที่เธอเขียนให้เราเมื่อวันก่อน อ่านหนังสือ…. บทกวีที่เธอเคยร้องไห้เมื่อได้อ่าน จะเก็บเวลานี้ไว้ให้นานเท่านาน… โห้ โฮ้วววว โห้โอ้วววว แดดส่งสะท้อนนนน ดอกไม้ แยมบาน ลมโชย พัดผ่านนนน หยาดน้ำค้าง พร่างพราย แพรวพราย โหหหหห…โห โห้วววววววว โห เวลาดีๆ อย่างนี้ หื้มฮืมมมม ” เ ธ อ อ ยู่ ห น า ย ย ย . . . . ”

IMG_4580

:: ผมตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้น และเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่า พระอาทิตย์ขึ้น ไม่ได้สวยงามทุกที่เสมอไป พระอาทิตย์จะขึ้นสวยที่สุดก็ต่อเมื่อเราอยู่บนยอดดอย ภูเขาอะไรทำนองนั้น ตอนมันขึ้นเหนือจากน้ำ ผมรู้สึกว่ามันว่างเปล่าเกินไป เมื่อคืนคงฮาร์ดคอไปหน่อย แต่ก็ไม่มีผลอะไรกับร่งากายของผลอยู่แล้ว ผมแข็งแรงมาก จริงๆ สาระ ไม่ได้โม้ เอาหล่ะ ช่วงเช้าเราจะมาดำน้ำตื้นกันสินะ มาดูสิ ว่าหลังบ้าน เรามีอะไรน่าสนใจบ้าง…

:: นี่แค่หลังบ้านยังสวยขนาดนี้ ถ้าลงไปดำน้ำลึกจะสวยขนาดไหน คำเตือนสำหรับคนมาดำน้ำที่มัลดีฟ ใส่เสื้อซะ เพราะแดดแรงมากกก รอบแรกกะจะเก็บแถบหลังบ้านตัวเองให้หมดครับ ดำไป ชิวไป มองแต่ใต้น้ำจนรู้สึกเหนื่อย และคิดว่าอยากได้ Dome (อุปกรณ์กล้อง) มาถ่ายรูปใต้น้ำ เลยขึ้นไปที่หลังบ้านของตัวเอง ถอดฟินแล้วโยนมันขึ้นไปบนระเบียงดังป้าง! รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เขี้ย! ใครมาปิดประตูหลังบ้านกุไว้วะ? ใจคอชักไม่ดี เดินไปเลื่อนประตูกระจกออก ศาสสสสสสสสสสสสสสส…. มีผู้หญิงมานอนอยู่บนเตียงกุ เขี้ย! ทำไงดี กุจะเข้าไปนอนกับเค้า เห้ย! หรือยังไงดี ในใจคิดอะไรไม่ถูกเลย กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปแล้วไปบอกเค้าว่า “คุณเข้ามาในห้องผมได้ยังไงครับ?” ระหว่างที่ก้าวเท้าซ้ายไปก้าวแรก ก้าวขวากำลังตาม สายตาเลื่อนไปมองด้านขวาผนังห้อง อิสึส! 321 กุเข้าผิดห้อง T T

:: ผมรีบย่องลงมา แล้วใส่ฟินเบาๆ ในใจพรางคิด เมิงกุเจือกหลับแบบไม่รู้เรื่องเขี้ยไรเลยนะแม่น๊างงงง เห้ออออ… นึกแล้วก็ขำ ดีนะเมิง ไม่เอาฟินไปฟาดหัวเค้า ดำไปดำมาจนผมรู้สึกแสบหลังและคันพอสมควร เพราะแดดที่นั้นแรงมาก เลยจะกลับขึ้นไปที่ห้อง คราวนี้เช็คหมายเลขห้องเรียบร้อย เออ ต้อง 319 สิว๊ะ ผมใส่เสื้อเตรียมจะมาดำน้ำต่อ แต่เห้ยยยย… เวลาประมาณนี้ แดดแบบนี้ มันทำให้มัลดีฟสวยเ_ี้ยๆ เลยครับ ช่วงที่มัลดีฟ สวยสุดๆ จะเป็นช่วง 10 – 11 โมงเช้าครับ แดดกำลังจ้า ไม่อ่อนไป ไม่แรงไป เพื่อนๆ จะได้ภาพที่สวยสุดลูกหูลูกหา ใช้กล้องฮ่าเหวอะไรถ่ายก็สวย ผมเลยจับน้องชายของผมที่แบกเอามาด้วย แล้วโยนมันขึ้นไปบนฟ้าาาาา….


:: หลังจากพาลูกบินทั่วฟ้า ก็ลงน้ำกันต่อเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา คราวนี้ใส่เสื้อละ น่าจะป้องกันได้ไม่มากก็น้อย ผมดำดูปะการังตั้งแต่หลังบ้านอีกฟากหนึ่ง จนมาอีกฟากหนึ่ง พี่ๆ เค้าแนะนำบอกให้เลาะไปเรื่อยๆ จนไปถึง Asian Walk แต่ซึ่ง แค่นี้ผมก็พอแล้ว ผมเห็นสัตว์หลายอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นกระเบน ฉลาม เต่า ปลาไหล ปลาหลากสี บลาๆ ตื่นเต้น ละก็ดีใจมากๆ รู้สดสดชื่นดี แต่ก็ถ่ายรูปมาไว้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันก็น่าเสียดายอยู่นะ ฮืออออ…

asdf

asdfew

:: เคยสังเกตุมั้ย เวลาเรามองมาจากด้านบน พื้นรีสอร์ทจะเป็นสีฟ้าๆ และก็เป็นสีน้ำเงินลงไปเลย ตรงนั้นแหละ เป็นเหวเลยครับ น่ากลัวมากๆ  ผมดำไปอยู่ระหว่างช่องนั้น ระหว่างพื้นสีฟ้ากับพื้นสีน้ำเงิน ไปคนเดียว เปลี่ยวชิดหาย แต่สุดท้าย ก็ดำดิ่งมันลงไป แล้วเราก็ได้พบกับอีกโลกใบใหม่ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน…

cats

:: ภาพมันสื่อได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ถ้าเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปเอง แล้วเพื่อนๆ คงจะได้สัมผัสอะไรที่มหัศจรรย์ที่นั้นแน่นอน ผมรู้สึกเสียดาย ที่ตอนกดถ่ายไม่เจออะไร แต่ตอนไม่กดถ่ายเจือกเจอ… เห้อ ก็อย่างว่านะ ขนาดมาที่นี้ ยังมาผิดคิวเลย T T

:: ขี้เกียจดำน้ำละ คราวนี้ก็ไปพายคายัคกันต่อเลย คายัคถูกรวมอยู่ในชุด AIP อยู่ แล้ว เลยไม่ต้องเสียตังค์เพิ่ม ซึ่งปกติ ราคาเช่าต่อชั่วโมงจะอยู่ที่ 12$ ครับ เห็นความคุ้มของ AIP แล้วรึยัง หึหึ ผมก็พายเล่นพายหัวไป จะบอกว่าน่าเบื่อมั้ย มันก็น่าเบื่อแหละ เพราะแม่ม ไม่มีคนคุยด้ว แต่อย่างที่เห็น วิวแม่มล้านแปด ๕๕๕

IMG_4668

IMG_4741

:: ช่วงบ่ายหลังทานข้าวกลางวัน ผมมีนัด Welcome massage จากทางรีสอร์ท คือทางรีสอร์ท จะมีบริการนี้ติดมากับที่พักด้วย ผมก็เลยหยุดพายคายัค แล้วเดินไปที่ Spa Zone เพื่อที่จะไปผ่อนคลายกับกลิ่นอะโลเวล่า นอนหันหลังเอาหน้ามองดูน้ำทะเล โอ้ยยย ฟินมากกก แต่เค้าให้แค่ 15 นาที นั้นมัน 15 นาทีสวรรค์ชัดๆ ไม่ต้องพูดถึงรุปถ่าย ไปคนเดียว ไม่มีใครถ่ายให้ จะให้หมอนวดมาถ่ายให้ก็กะไรอยู่ แล้วอีกอย่าง เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ไม่ควรมายุ่งกับเรื่องถ่ายรูป ชิวเ_ี้ยๆ บอกเลอออ > <

:: ช่วงบ่ายสอง ผมมีนัดจะเดินทางไปดูฉลามวาฬกลางทะเลครับ ก็ลุ้นอยู่เหมือนกัน ว่าจะได้เจอมั้ย เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นเลย ระหว่างทางเดินจากที่พักไปเกาะกลาง วิวข้างทางประจำของผม มักจะเป็นวิวนี้ครับ ดูหน้าหมั่นไส้ แต่แม่ม จริง ๕๕๕

:: แล้วคือ มันจะมีคอกปลาคอกหนึ่ง ที่แบบเยอะมาก น้องฉลามตัวเล็กก็มาป้วนเปี้ยนให้เราเห็นทั้งวัน อีนกกระยางก็คอยมาดักกินปลากระเบนก็มา ปะการังก็มี เอาเป็นว่า แค่ตรงริมหาดตรงนั้นอยู่ได้ทั้งวัน ไม่ต้องไปไหนก็ได้ วิวนิแบบทำลายทะเลไหนๆ ไปเลย

:: ช่วงบ่าย หลังจากที่เล่นกิจกรรมตอนเช้า และอิ่มแปร๊ กับ Buffet ตอนกลางวัน ก็นั่งรอที่โซน Reception เตรียมโดนเรียกตัวขึ้นเรือ ต้องบอกว่า ช่วงที่ผมอยู่ที่นั้น ว่างเมื่อไหร่ ผมสั่ง cocktail มาไว้ในมือตลอดครับ เฉลี่ยวันละ 7 – 10 แก้ว จริงๆ นะ อันนี้ไม่ได้โม้เลย กินได้เรื่อยๆ ปกติอยู่ไทยกินเพียวกับเพื่อนบ่อย แค่นี้เลยธรรมดาไป พอเวลาเข้าใกล้บ่ายสอง ก็จะมีพนักงานเรียกไปบรีฟ Fin – Mask – Snorkel เราเอาไปเองนะครับ อย่างที่บอกไว้ตอนแรก เอา Set ดำน้ำ ไปเองดีสุดครับ จะได้ไม่เสียค่าเช่าให้เปลื่องตัง และเมื่อถึงเวลา เรือก็ออกเดิน…

:: ระหว่างที่เรือแล่นได้ไม่ทันไร ก็มีโลมามาว่ายแข่งกับหัวเรือ พวกมันดูสนุก ผมถ่ายวีดีโอเก็บไว้ด้วย มันน่ารักมาก น่ารักกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ เราใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ กัปตันก็บอกวันนี้ท่าทางจะไม่เจอ ไกด์ก็เรียกทุกคนมารวมตัวกันในเรือ แล้วพูดเชิงประมาณว่า วันนี้โชคไม่เข้าข้างพวกเราเลย เราไม่เจอฉลามวาฬ แต่เด่วเราก็จะดำน้ำบริเวณที่มันเคยมา ถ้าโชคดี… เด่วเราคงเห็นมันเอง

:: เราคงโชคไม่ดีจริงๆ ก็แหงหละ เมิงโชคไม่ดีมาตั้งแต่ต้นทริปแล้วอิไมเอ้ยยยยยย ดำน้ำจะดูฉลามวาฬ
เจอแต่ปะการังสีคราม ใต้ท้องทะเล เห้ออออ…

:: เรือตีกลับด้วยความผิดหวัง ความฝันว่าจะได้ถ่ายคู่กับปลาวาฬพังทลาย เหือนในนิยายที่จะได้ยืนอยู่ตรงนั้นคู่กับเธออ โถ่วว อิสึส! เมิงก็ลากเข้ามาได้ ช่วงอากาศแบบนี้ แดดมันอุ่นนัก โลมายังคงสลับวนเวียนว่ายมาเยือนให้เราได้ชื่นใจอยู่บ้าง ผมลงไปนั่งบนหัวเรือ แล้วก็นอนหลับตาลงไป ผู้คนต่างแตกตื่นถ่ายรูปกับฝูงโลมาที่แหวกว่ายเข้ามาหา ผมควรรู้สึกตื่นเต้น แต่ในใจแม่มมันว่างเปล่าโค๊ดๆ อารมณ์ตอนนั้นคือ กลับไป กุจะจัดให้หนัก ฮือๆๆๆๆ

:: จากแก้วสองแก้วสาม ไปแก้วสี่แก้วห้า แล้วยาวไปเรื่อยๆ จนถึงสี่ทุ่ม ผมวนเวียนอยู่ที่ Madivian Bar ทั้งคืน เพราะคืนนี้มีการแสดง มันคือการแสดงพื้นเมืองของคนที่นี้ เอากลองมาตี เอาปี่มาเปา นั่กท่องเที่ยวสลับปรับเปลี่ยนกันเข้ามาโยกย้ายส่ายสะโพก ซึ่งนั้นก็รวมตัวผมด้วยอีกหนึ่งคน อยู่กันจนการแสดงจบ ผมก็ย้ายไปนั่งที่ Sunset Bar ต่อ แล้วก็ยาวจนไปถึงตีสอง คืนนี้ ยังอีกยาวไกล…

DAY 4 (1/08/2015)

:: เมื่อคืนผีมาเข้าฝันบอกว่า มันท้องแล้ว พ่อง! ไม่ใช่ละ เช้าวันสุดท้าย กับการใช้ชีวิต บนดินแดนสวรรค์แห่งนี้ ผมตื่นมาแช่ Jacuzzi แล้วก็จิบ Cocktail ที่สั่งมาแช่ตู้เย็นไว้ตั้งแต่เมื่อคืน (เอาเป็นว่าขาดไม่ได้เลย) จิบพรางแช่น้ำอุ่นๆ ท่ามกลางบรรยากาศคูลๆ เห้อออออ… จริงๆ มีเวลามากพอที่จะ Snorkeling ได้ แต่ขอบายแล้วกัน ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยยย ช่วงสาย ผมมีนัดเรียน Windsurf ครับ ซึ่งกิจกรรมนี้ ก็รวมอยู่ใน All inclusive Package เรียบร้อย…

:: หลังจากอาบน้ำแต่งตัว ทำตัว Slow life อยู่ในบ้านราวๆ เกือบ 2 ชั่วโมง ก็ออกไปทานข้าวเช้าตามปกติ ถ่ายรูปเล่น ดูวิวบรรยากาศสวรรค์บนดินแห่งนี้ก่อนกลับ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกใจหาย เหมือนเพิ่งมาเหยียบที่นี่เมื่อวานนี้เอง แต่วันนี้จะต้องไปแล้วหรอ ชีวิตแม่มเศร้า โค๊ดไม่ชอบเลยการจากลา ไม่ว่าจะเป็นกับคนหรือสถานที่ เคยเป็นมั้ย? เวลาไปเที่ยวเรามักจะเจอเพื่อนใหม่ เจอสถานที่ใหม่ๆ เรามักจะติด Contact กันไว้ เพื่อหวังว่า สักวัน… เราจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง แต่การบอกลาครั้งนั้น มันคือการบอกลาที่ไม่รู้ว่าจะเจอกันเมื่อไหร่ ชีวิตของนักเดินทาง มันเจ็บก็ตรงนี้

:: ผมไปที่ Windsurf House แต่ปรากฏว่า วันนี้งดสอน เนื่องจากว่าไม่มีลมเลย คือขนาดมาหน้าฝน ลมไม่มี บางทีกุก็โชคดีไปนะ ๕๕๕๕ เอาหละ ผมจะต้องออกจากที่นี่เวลาบ่ายสอง ผมมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเกาะแห่งนี้ในวันสุดท้าย จะไปไหนก็ได้ ดำน้ำ หรือทำอะไรก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะนอนอยู่เฉยๆ ริมชายหาด แล้วสั่ง Cocktail โค้งสุดท้ายให้หนักที่สุด ๕๕๕๕

:: เมื่อถึงเวลา Departure พนักงานต้อนรับคนเดิมของวันแรกเธอก็มารับผม It’s time to say goodbye อิสึส! น้ำตากุจะไหล ถึงกุจะมาที่นี้แบบเมาๆ แต่กุก็จำได้ว่าใครช่วยอะไรกุไว้บ้าง แต่ซึ่งไม่ได้เล่าลงไปในรีวิวตัวนี้ ผมลืมเอาสายชาร์จ Gopro ไป ก็มีเพื่อนใจดีให้ยืม ซึ่งมารู้ทีหลัว่าเป็น Co-Operator ที่นี่ เค้ายังชวนให้ผมกลับมาอีก เค้าบอกว่ากลับมาคราวนี้ ให้พาแฟนมาด้วย เค้าจะดูแลอย่างดี ผมรู้สึกว่าสวรรค์บนดินแห่งนี้กลายเป็นบ้านของผมไปโดยปริยาย ทุกคนดูจริงใจ ยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี แต่ทุกคนมีหน้าที่ต้องกลับไปทำ ผมกอดเพื่อนที่ชื่อ Ali ครั้งสุดท้าย และ Say Goodbye ให้กับ Receptor สาวสวยคนนั้น ก่อนที่จะลงจากเรือแล้วไปขึ้น Seaplane เพื่อบินกลับไปที่ Male แล้วกลับไปเผชิญโลกอันโหดร้ายที่เรียกว่า Real life ในประเทศไทย ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ เรื่องราวของผมเป็นเรื่องจริง ไม่มีการแต่งขึ้นมาเพื่อเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น อาจมีปรุงแต่งให้น่ากินน่าอ่านบ้าง แต่ยังคงตั้งอยู่ใน Base Story แน่นอน ขอบคุณทุกคนครับ : )

สรุปงบประมาณ

20,000 บาท : สำหรับค่าตั๋วเครืองบิน 2 คน
80,000 บาท : สำหรับค่าที่พัก พัก 2 คืน แต่จ่ายราคา 2 คน (Jacuzzi Water Villa Sunset View + All Inclusive Package + Sea Plane)

2,000 บาท   : สำหรับค่า Whale Shark ที่ต้องซื้อเพิ่ม
3,000 บาท   : สำหรับที่พักคืนแรกที่ Male

รวมทั้งสิ้น 105,000 บาท (ทั้งทริป)**ดังนั้น หากเพื่อนๆ ไปกันเป็นคู่ ราคาทริปนี้จะถูกว่าที่ผมไปคนเดียว ซึ่งจะอยู่ในราคาคนละ 50,000 – 60,000 บาทเท่านั้น**
Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *