Backpack ซิดนีย์ – เมลเบิร์ล 8 วัน ด้วยเงิน 20,000 บาท [รวมตั๋วเครื่องบิน]

A U S T R A L I A 1st  T I M E

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน นานๆ ทีผมจะได้ไปเที่ยวประเทศไกลๆ กับเค้าบ้าง ก็ด้วยภาระและอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงต้องทำงานประจำวันจันทร์ถึงศุกร์ จึงทำให้การออกทริปใหญ่ๆ หรือไกลๆ สักครั้ง ต้องรอโอกาสวันหยุดยาวบวกลาเพิ่มทับเข้าใจ เชื่อว่าใครหลายๆ คนก็คงจะเป็นเหมือนผม และนี่ก็เป็นอีกครั้ง ที่ผมฟลุ๊คไปเจอตั๋วเครื่องบินไปกลับออสเตรเลียราคาไม่ถึงหมื่น ใช่ ฟังไม่ผิดครับ แม่งเก้าพันปลายๆ ไม่ถึงหมื่นจริงๆ

ทริปนี้ผมเลือกบินโดยสายการบินแอร์เอเชีย บินจาก ดอนเมืองไปลงมาเล แล้วต่อมาเลไปที่ซิดนีย์ ขอบอกว่าตูดบวมมาก แพลนคร่าวๆ ก็คงจะเป็นเที่ยว Sydney เลาะไปเรื่อยๆ จนไปถึง Melbourne ครับ จากนั้นก็บินจาก Melbourne กลับไทย และกะว่าเอาให้ถึงวันทำงานพอดีเปะไปตอกบัตรแปดโมงเช้าได้ทันเวลาเหมือนชาวบ้านเค้า แต่…

ทริปนี้ ผมอาจจะเล่าเรื่องเยอะหน่อย เพราะมันมีเรื่องให้เล่าเยอะมาก คงไม่ใช่รีวิวที่บอกวิธีนั่นนี่โน้นเหมือนบทความก่อนๆ เพราะว่าทริปครั้งนี้ มันพิเศษสุดจริงๆ พิเศษแบบว่า กดตังไปหมื่นหนึ่ง แต่แม่งใช้เงินไม่หมดครับ จะรอช้าอยู่ใย ไปสิคะพี่สุชาติ!!!

D A Y 0

ต้องบอกก่อนเลยว่า ผมไม่มีโปรอะไรเพื่อให้ได้ตั๋วเครื่องบินถูกหรอก แล้วรีวิวนี้ก็ไม่ได้ค่ารีวิวสายการบิน หรืออะไรเลยแม้แต่เจ้าเดียว กูอยากไป กูไปเอง ไม่ต้องจ้าง ฮาๆ คือเรื่องมันเกิดขึ้นมาแบบเร็วมาก ในวันทำงานปกติช่วงที่โคตรเบื่อนั้น ผมเปิดปฏิทินชีวิตผม แล้วเห็นว่าในช่วงวันหยุดปิยะมหาราชของ 2015 มันยังว่างอยู่ ก็เลยเปิด google map ดูแผนที่โลก ดูสิว่าประเทศไหน ที่วันหยุด 3-5 วันมันจะพอไปได้บ้าง อ้าว ออสเตรเลีย น่าจะเป็นไปได้ ไปขำๆ แล้วกัน ก็เลยเปิดดูแอพลิเคชั่นจองตั๋วเครื่องบินทั่วไป เพื่อดูว่ามีสายการบินไหนบ้าง ที่สามารถบินไปที่นี่ได้บ้าง ปรากฏว่าก็เจออยู่สายการบินหนึ่ง มีปีกสีแดง ผมกดปิดแอพฯ แล้วเช้าไปในเว็บของสายการบินโดยตรงเลย เลื่อนผ่านดูเล่นๆ อ้าวสัส สามพันบาท มันใช่หรอวะ ขากลับอีก สี่พันบาท อ้าวเห้ย ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงมาก คือแบบ นี่มันตั๋วไปเชียงใหม่รึป่าว หรืออะไรยังไง เผลอแป๊บเดียว กดจองไปแบบไม่บอกใครเลย ฮาๆ รวม VAT เบ็ดเสร็จก็เกือบหมื่น คือโคตรคุ้ม แล้วบินแบบ Muti city ด้วยนะ คือบินจาก กรุงเทพไปลงซิดนีย์ แล้วกลับจากเมลเบิร์ล โอ้วแม่เจ้า ไว้ไปตายเอาอาบหน้า…

D A Y 1

เรียกว่าวันนี้คือวันเดินทางดีกว่า จำไม่ได้ว่าขึ้นเครื่องที่ไหน แต่ที่จำได้แม่นเลยคือมีปัญหาเรื่องการเดินทางนิดหน่อยซึ่งไม่สามารถบอกได้ หลังจากใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงกว่า ผมก็มาถึงมาเลเซียตอนเย็นๆ ครับ ผมดูนาฬิกาแล้วคือหกโมงเย็นของที่นั่น ก็เนื่องจากว่า เมเลเซียเวลาเร็วกว่าบ้านเราหนึ่งชั่วโมงครับ จริงๆ บินบ่ายสามต้องถึงราวๆ ห้าโมงเย็น พอเป็นประเทศเค้า ก็ปัดขึ้นไปอีกหนึ่งชั่วโมง แล้วผมต้องบินต่อจากเมเลเซียไปซิดนีย์ตอนสามทุ่มครับ ผมมีเวลาสามชั่วโมงอยู่ในมาเลเซีย ทริปนี้มันต้องสนุกดิ เพราะแม่งมันมั่วมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมก็เลยสอบถามเจ้าหน้าที่ภาคพื้นบริเวณนั้นว่า ถ้าผมจะเข้าไปในเมืองอ่ะ เพื่อไปถ่ายรูปกับ Pretonus Tower (ตึกแผดปิโตรนัส) จะกลับมาทันไหม เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า อาจจะไม่ทัน ขึ้นอยู่กับสภาพจราจร เออ ขู่กูใช่มั้ย คือเราดูจาก Maps.me เช็คการเดินทาง แล้วคำนวณเวลา เราคิดว่ายังไงก็ทัน แต่จะทันแบบต้องแอบวิ่งขึ้นเครื่อง คือเรียกได้ว่าถ้าโชคดีคือมาก่อน Borading Time 30 นาทีอ่ะ ด้วยความที่อยากรู้ และอยากลอง เลยตัดสินใจออกไปนอกสนามบินครับ ตั้งคำถามให้ตัวเองว่า ถ้าตกเครื่องเมิงจะรับได้มั้ย คำตอบแม่งไม่ต้องใช้เวลาเลย ได้!!!

ผมตัดสินใจซื้อตั๋วรถไฟ Rapid KL หรือ KLIA Express ผมจำไม่ได้ ราคา 35 ริงกิต ใช้เวลา 20 นาทีถึง KL Sental จากนั้นก็ต่อ Komuter ไปลง KCLL แล้วเดินไปที่ตึกแฝดเลย ผมให้เวลา 40 นาที ในการเดินทางไป และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตึกปิโตรนัสวันนั้นสวยงามมากครับ ถึงแม้ว่าผมจะมามาเลเซ๊ยบ่อยก็จริง แต่การที่ได้มาเห็นตึกแฝดตอนกลางคืน ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก

เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงชิลๆ ครับ สำหรับการกลับไปสนามบิน จะเที่ยวต่อดีมั้ย ไม่ดีกว่า แต่จะกลับเลยด้วยการนั่ง KLIA Express ก็กลัวว่างบจะบานปลาย เลยตัดสินใจเสี่ยงนั่ง Shuttle Bus ราคา 11 ริงกิตดูครับ เค้าบอกว่า ราวๆ 45-60 นาที จะถึงสนามบิน เอาสิ มันคงไม่เหลทถึงชั่วโมงครึ่งหรอก และแล้ว ผมก็กลับมาสนามบิน กิน Wendy’s ต่อได้อีกหนึ่งชุดใหญ่ๆ ก่อนที่จะบินต่อไปที่ซิดนีย์อย่างสบายใจ และสำหรับการเที่ยวมาเลเซียของผมเพื่อไปถ่ายรูปกับตึกแฝดในครั้งนี้ ผมเสียเงินไปแค่ 47 ริงกิต หรือ 375 บาทเท่านั้น รวมค่าอาหาร ก็ถือว่าเป็นการเที่ยวมาเลเซียในงบ 500 บาทที่คุ้มค่าโคตรๆ

D A Y 2

ถ้าผมจำไม่ผิด ราวๆ สิบโมงเช้า ผมก็เดินทางมาถึงออสเตรเลียแล้วครับ ตื่นเต้นโคตรๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเดินทางคนเดียว แต่มันก็อดตื่นเต้นไม่หายจริงๆ ประเทศนี้เป็นประเทศที่ต้องขอวีซ่า และวีซ่าสามารถทำผ่านอินเตอร์เน็ตได้ง่ายมากๆ เอกสารทุกอย่าง ผมถ่ายรูปแล้วอัพโหลดไปให้เค้าครับ และคือที่พีคกว่านั้นคือ เพิ่งส่งก่อนเดินทางสองอาทิตย์ แล้ววีซ่าถูกอนุมัติก่อนเดินทางสองวัน ฮาๆๆ ชีวิตนี้แม่งไม่เคยวางแผนห่าอะไรเลย ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเสมอ จริงๆ ควรเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต แต่วีซ่าที่นี่เราไม่จำเป็นต้องส่ง passport ตัวจริงไปให้สถานฑูตเพื่อติดเอกสารวีซ่าครับ เค้าจะส่งใบ VISA มาเป็นไฟล์ PDF เรามีหน้าที่แค่ปรินท์ติดตัวไปเท่านั้น

ผมแม่งขี้งก ไปเที่ยวมาหลายที่มากๆ แต่ไม่เคยซื้อ SIM โทรศัพท์เพื่อใช้ในการติดต่อเลย แต่ครั้งนี้คงต้องซื้อ มาคนเดียว และเป็นประเทศที่คิดว่าคงต้องใช้โทรศัพท์ในการติดต่อครับ ก็ไปซื้อ SIM ที่สนามบินนั่นแหละ 10 AUD เล่นได้สี่วัน อินเตอร์เน็ต 2 GB คิดว่าพอแหละ จากนั้นก็โทรหาเพื่อนก่อนเลยครับ บอกมันว่ากูถึงแล้ว เล่ามาถึงตอนนี้จำเวลาได้แล้วครับ ว่าตอนโทรหาเพื่อนตอนเที่ยงของที่นั้น หลังจากโทรไปเสร็จ คือเราแม่งไม่รู้เลยว่าต้องลงที่ไหนอะไรยังไง ไม่รู้แบบไม่รู้จริงๆ เพื่อนบอกไปลง Town Hall แล้วค่อยว่ากัน ฮาๆ เอาล่ะ ไปก็ไป แล้วค่อยไปตายเอาดาบหน้า

โอ้วพระเจ้า รถไฟของที่นี่ทำไมมันดีงามขนาดนี้ คือเบาะมันสามารถปรับได้แบบหันไปทางไหนก็ได้ แล้วคือมีสองชั้น แล้วคือเป็นทั้ง MRT, BTS และ Train ในตัวเดียวกัน เรียกได้ว่า ประเทศไทยยังต้องพัฒนาอีกเยอะ ผมได้สามีภรรยาออสเตรเลี่ยนช่วยชีวิตไว้ครับ ตอนแรกไม่เชื่อเพื่อน อยากนั่งรถ Van ไปในตัวเมือง พอเปรียบเทียบราคา กลายเป็นว่านั่งรถไฟคุ้มกว่า แพงหน่อย แต่ก็คุ้มกว่าครับ ยอมรับว่าบ้านนอกมาก ตอนนั้นแค่เบาะที่นั่งรถไฟ ยังตื่นเต้นเลย ฮาๆ

คือในเมืองซิดนียร์ ผมจะมีคนช่วยชีวิตผมสามคนด้วยกันครับ เพื่อนพี่และเพื่อนที่อยู่จังหวัดเดียวกันกับผม เค้ามาเรียนและมาทำงานที่นี่ คนแรกชื่อพี่เอ เคยตีเทนนิสด้วยกัน คนที่สองชื่อนิล สาวหมวยน่ารักที่พักใจมาเรียนต่อที่นี่ และคนสุดท้ายคือไอ่โบ้ มาตามหาฝันพร้อมกับกีต้าร์คู่ใจที่นี่ ทุกคนดูจะไม่รู้จักมาก่อน และทำงานคนละแบบกันเลย ผมบอกว่าเราจะต้องได้เจอกัน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และในคราวเดียวกันก็ชวนทุกคนไปเที่ยวด้วย แต่ใครจะไปเที่ยวกับผมนะ มารอดูกัน

หลังจากมาถึง Town Hall กูก็เงิบเลยครับ เมืองแบบนี้ไม่เคยมาจริงๆ จะเหมือน New York ก็ไม่ใช่ หรือจะคล้ายสิงคโปร์ก็ไม่เชิง ซิดนีย์แม่งคือซิดนียร์ ผมเปิด maps.me เพื่อหาที่พักไว้วางกระเป๋า เดินวนอยู่รอบตัวเมืองกว่าหนึ่งชั่วโมง ทุกที่ที่ผมไปเต็มหมดครับ คือผมชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้วล่ะ เพราะเวลาผมไปไหน คำว่าจอง ไม่เคยมี ถ้าไม่ได้เอาผู้ใหญ่มาด้วย และที่สุดท้ายนี่แหละ ผมได้รับความช่วยเหลือจากหนุ่มเกาหลีครับ เค้าคงเห็นผมมาคนเดียว และก็ดูทีท่าความประหม่าของผม คุยกันได้ไม่กี่คำ เค้าก็เดินนำผม แล้วบอก follow me เชื่อไหม เดินประมาณกิโลกว่า เพื่อไปหา Hostel ให้ผมอยู่ พอผมเข้าไปถาม ปรากฏว่าเต็ม เค้าก็บอกว่า Sorry เราก็แม่งโคตรเกรงใจเค้าเลย ก็เลยบอกเค้าประมาณว่า เราโอเค และขอบคุณมาก ถ้ามีอย่างอื่นต้องรีบไปทำ ไปทำเลยนะ เด่วเราจัดการเอง คือมันก็เหมือนไล่อ่ะเนอะ แต่ไม่รู้จะใช้ศัพท์อะไร ฮาๆ สรุป เลยต้องโทรถามพี่เอ พี่เอก็เลยบอก เมิงลองไปหาย่าน Thai Town ดูดิ และแล้ว ผมก็ได้ที่พักคืนละ 23 AUD (จำชื่อที่พักไม่ได้)  เป็นเตียงรวม 6 เตียง เข้าไปแบบ OMG สาวๆ ใส่บิกินีนอนแผ่หล่าอยู่กลางห้องเต็มไปหมด ใช่ กุผู้ชายคนเดียว ไม่กล้าทำไรเลย ภาษาก็ไม่ค่อยได้ ได้แต่เอาของไม่จำเป็นไปวางไว้บนที่นอน แล้วก็เดินออกมาอย่างสุภาพบุรุษ ฮาๆๆ ไอ่กากกกก

ช่วงเย็นผมนัดเจอนิลครับ แล้วดึกๆ ผมนัดเจอพี่เอ คือทุกคนกำลังทำงานกันอยู่ ผมก็เลยอาศัยจังหวะนี้ sightseeing ตัวเมือง Sydney ไปเลย ด้วยการเดินนี่แหละ เค้าบอกว่ามี Sightseeing Bus นะ แต่กูไม่กล้า ฮาๆ กุเดินก็ได้ ก็ไล่ไปตั้งแต่ Hyde Park , Saint Mary’s Cathedral, Sydney Opera House, Circular Quay, Habour Bridge และ Observatory Park เรียกได้ว่า เที่ยวจนมืด เที่ยวจนเดินต่อไม่ไหวครับ คือแบบจะกลับห้องไปนอนละ ไม่ไหวจริง

ระหว่างที่กำลังจะเดินกลับห้อง มีสายๆ หนึ่งโทรเข้ามาพอดีครบ ไอ่โบ้มันชวนมาเจอ มันถามเราว่าเรากำลังจะไปไหน มันอยู่ร้าน great southern ให้ไปเจอกันที่นั้น ขอบอกก่อนเลย ว่าตอนนั้นผมยังไม่เล่น ไลน์ การเดินไปหานิคือลำบากสัสๆ คือไม่มีการแชร์โลมาห่าเหวอะไรทั้งนั้น พี่นี่ดู maps.me ตลอดทั้งทริป แล้วสุดท้ายเราก็ได้ไปเจอกันครับ ไอ่โบ้ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันเป็นเด็กเรียนไม่เก่งครับ มันอยู่ห้องท้ายๆ แต่แม่งดีดกี่ต้าร์เก่งชิบหาย คือมันมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ แต่มันมีกีต้าร์อยู่ตัวหนึ่ง มันจะดีดกีร์ต้าเพื่อแลกเศษเหรียญก่อนไปทำงานแถวๆ opera House ทุกวัน คือทำงานเป็นคนถูกพื้นล้างจานอะไรทำนองนี้ แต่อย่าไปดูถูกมันนะครับ มันหาเงินได้เยอะมากๆ คือน่าจะเยอะกว่าเด็กจบตรีบ้านเราประมาณ 3-4 เท่าตัว หรือมากกว่านั้นครับ

เจอกันครั้งนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี มันก็ติดตามผลงานผมอยู่ ผมก็ติดตามผลงานกันอยู่ ต่างคนต่างดูกันอยู่ห่างๆ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กัน และเอาสิ่งนั้นมาร่วมประยุกต์ในการใช้ชีวิตของเราทั้งสองคนครับ ชีวิตแม่งไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ  อยู่จังหวัดเดียวกันแท้ๆ แต่มาเจอกันที่ต่างประเทศ และค่ำคืนนั้น มันเป็นคนเลี้ยงเบียร์วิศวกรไทย ที่ทำงานมีหน้ามีตาคนนี้ครับ

ระหว่างที่ปลีกตัวออกจากไอ่โบ้ พี่เอก็โทรมาพอดีครับ บอกว่าเมิงไม่ต้องเอาของไปเก็บหรอก มาที่ร้านพี่เลย คือเฮียแกเป็น Bartender อยู่ที่ V-Bar ครับ แกบอกให้ไปนั่งรอแกที่นั้นแหละ เด่วเลี้ยงข้าวเลี้ยงเบียร์ นิก็พูดไป กุรอไปรอมา ตีสองครับอิห่า แล้วคือไม่ได้กลับเลยนะ พาผมกับเพื่อนๆ ที่ทำงานไปกินเนื้อย่างกันต่อที่ร้าน Dae Jang Kum Korean BBQ แต่ขอบอกเลย ว่าร้านนี้เด็ดจริง ห้ามพลาดมากๆ

สรุปคืนนั้น กุกลับไปนอนบ้านพี่เอ ไม่สิ เรียกว่ากลับเช้าเลยดีกว่า  แล้วทิ้งเงินที่จองห้องพักไปเลย 23 AUD พระเจ้า กว่าจะกลับถึงบ้านพี่เอก็หกโมงเช้าของอีกวัน และคือระหว่างที่กินแดจังกึม ก็ชวนกันไปเที่ยวที่เมือง New Castle ด้วย เอาล่ะ สำหรับคืนนี้ ลาก่อยยย ขอนอนสักสองชั่วโมงก่อนออกไป ฮาๆ

D A Y 3

สองก็แย่แล้วครับอิห่า ตื่นมาอีกทีเกือบเที่ยง และกว่าจะรวมตัวกันได้ ก็ปาไปบ่ายหนึ่ง คือเรารู้แค่ว่า เราอยากไปเล่น Sand borading ครับ เค้าว่ากันว่ามันอยู๋ที่ Anna Bay เมือง New Castle ซึ่งระหว่างทางก็จะมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากๆ ครับ แต่เราไม่แวะสักที่ เพราะกลัวจะไม่ทัน ไม่คิดว่ามันจะไกลขนาดนี้ครับ จอดแค่ที่เดียวคือเห็นดอกไม้สีเหลืองเต็มถนนเลยจอดถ่ายรูป

แล้วเพื่อนๆ เชื่อมั้ยคับว่า  เราไปไม่ทันเค้าเล่น Sand boarding คือขับรถไปสี่ชั่วโมง แต่ไม่ได้ทำไรเลยครับ ฮาๆ คือจริงๆ แล้วที่ Anna Bay เนี่ย เพื่อนๆ สามารถเล่น Surfboard, Sand boarding และขี่อูฐได้ด้วยครับ

คือมันมีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างเยอะครับ แต่พวกผมตื่นสายกันเอง ก็เพราะเมื่อคืนเลย คืนนี้เรามีงานเลี้ยงวันเกิดของสาวแฝดที่ร้าน V-Bar ครับ ซึ่งผมก็ไม่ได้ถูกเชิญอะไรหรอก แต่ด้วยความว่าไปกับพี่เอ เลยมีโอกาสได้เข้าไปร่วมงานๆ นี้กับเค้าด้วย

ขากลับผมเป็นคนขับครับ คือถนนที่นี่ขับง่ายมากๆ รถไม่เยอะเหมือนบ้านเรา แต่จะมีช่วงหนึ่งที่รถเกือบคว่ำ ช่วงที่อยู่บนสะพาน Habour Bridge ผมมองไม่เห็นเกาะกลางถนนครับ เกือบคล่อมกลางเกาะ ดีที่หักหลบทัน เรียกได้ว่าพี่ๆ ที่ไปด้วยนิแบบ ขวัญหายกันไปหมด และแล้วไม่นานนัก เราก็มาถึงร้าน เพลินเพลิน ในย่าน ไทยทาวน์ครับ คือคนเยอะมาก

ส่วนใหญ่จะมีคนลาวกับคนไทย แล้วคือที่นี่ คนไทยกับคนลาวเค้าดองกันครับ คนลาวเป็นแฟนคนไทยเยอะครับที่นี่ ดูดีมีความสุข ร้านอาหารที่นี่อร่อยไม่แพ้ที่ไทยเลยครับ และก่อนกลับ ก็ร่วมเป่าเค้กวันเกิดให้กับสองสาวมิ้นกับมิว ขออาศัยพื้นที่ตรงนี้อวยพรปีที่แล้วเลยนะ ขอให้มีความสุข อายุมั่นขวัญยื่น กลับไทย ไปเที่ยวกันเน้อ

คืนนี้ผมดูเหตุการณ์แล้ว ท่าจะไม่ได้นอนเหมือนเมื่อคืนครับ เพราะพี่เอกับเพื่อนๆ ชวนกันไป After Party ที่ Mr.B ต่อ ซึ่งสถานนที่แห่งนี้ คนไทยในออสเตรเลียจะรู้ดีว่าเป็นอย่างไร ก็เริ่มกันตั้งแต่สี่ทุ่มยันตีสองตีสามครับ ผับที่นี่จะเปิดแต่เพลงไทยครับ แล้วคือผมไม่เข้าใจ คนลาวกับคนไทยที่นี่ทำไมหน้าตาดีกันจังเลยวะ ฮาๆ เหมือนก๊อปปี้เมื่อวานมา เสร็จจากผับ ก็มากินร้านแดจังกึม แดกเสร็จไม่พอ ไปต่อกันที่คอนโดของเพื่อนคนลาว X ไทย ผมไม่มั่นใจนะ แต่แบบ เหมือนอยู่กันห้องใหญ่ๆ แต่มีหลายห้องนอนอ่ะครับ เพราะที่นี่ ค่าเช่าบ้านแพงมาก เค้าก็เลยช่วยๆ กันหากที่พักกัน ดูดีมีความสามัคคีไปอีก เค้านั่งคุยกัน ผมคุยไม่รู้เรื่อง เค้าต้มมาม่ากินกัน แต่ผมอิ่มแล้ว เค้าเมากันต่อ แต่ผมแม่งง่วงนอน ตื่นมาอีกที ตีห้า อิสัส เช้านี้ ต้องนั่งรถไปนอกเมือง เพื่อไปที่ Blue Mountain เมือง Katoomba และเป็นอีกคืนที่แม่งไม่ได้นอน โถชีวิต T T

D A Y 4

เมื่อคืนเพื่อนคนลาวคนไทยมีหลายคนมากครับ ผมจำชื่อไม่ค่อยได้สักคนหรอก นานแล้ว ลืมแล้ วแต่จำหน้าได้นะ แต่มีอยู่คนหนึ่ง จำได้แม่นและไม่ลืมเลย เพื่อนคนนี้ชื่อแดเนียลครับ เป็นคนลาวตัวอ้วนๆ หน่อย เค้าบอกว่า รอไปพร้อมเค้า เด่วเค้าต้องไป Central เหมือนกัน ต้องนั่งรถไฟกลับบ้าน ซึ่งผมก็ต้องนั่งรถไฟไปเมือง Katoomba เหมือนกัน การเดินทางใช้เวลาราวๆ 2-3 ชั่วโมงครับ ราคาบัตรโดยสารตอนนั้ น ยอมรับว่าจำไม่ได้ แต่การซื้อตั๋วค่อนข้างง่ายครับ กดๆ หยอดเหรียญเสียบแบ๊งค์เหมือน BTS บ้านเราเดะ อีก ไม่กี่นาทีรถไฟจะออก ผมเข้าไปรอในรถ แต่ระหว่างนั้นเกิดปวดฉี่ ก็เลยทิ้งกระเป๋า และเดินหาห้องน้ำครับ เจ้าหน้าที่บอกว่าห้องน้ำอยู่โบกี้ถัดไป ผมก็เลยเดินไปโบ้กี้ถัดไปเพื่อไปทำธุระอย่างว่า หลังจากเสร็จจากธุระ ระหว่างที่ผมกำลังจะก้าวออกจากโบกี้หนึ่ง ไปอีกโบกี้หนึ่ง ก็มีเสียง warning ดังขึ้นมาว่า

The door is closing, แล้วก็อะไรต่อไม่รู้ ระหว่างนั้นคือ คิดไรไม่ออก เลยกระโดดออกไปครับ แล้วกะว่าจะวิ่งมาเข้าอีกโบกี้หนึ่งที่ทิ้งกระเป๋าไว้เหมือนบ้านเรา อิสัส รถไฟมันไม่เปิดประตูให้ ไม่เหมือนรถไฟไทยเว้ย กุวิ่งตามรถไฟยังกับละครช่องสาม พนักงานที่อยู่โบกี้ท้ายสุดงง แล้วถามว่า ทำไมเมิงไม่ขึ้นมา สัส กุจะตอบยังไงล่ะ ก็กุออกมาเพิ่อมาขึ้น แต่เมิงไม่เปิดประตูให้กุ แม่งบอกว่า Next train สัส พีค กระเป๋ากู ทุกอย่างอยู่ในนั้น เงิน พาสปอร์ท เสื้อผ้า บลาๆ

ตั้งสติได้ อ้าว มือถืออยู่ในกระเป๋า รีบติดต่อ พี่เอ เพื่อขอเบอร์แดเนียล ติดต่อไปมา พี่เอโทรหาแดลเนียลให้ แล้วบอกให้เรารอขบวนถัดไป แม่เจ้า กุจะบ้าตาย แล้วคือระหว่างที่รอก็คิด ว่าทำไมกูถึงไม่เปิดประตูระหว่างโบกี้วะ จะออกมาทำไม สัส ก็ตอนนั้นมันเปิดไม่ได้ บิดประตูไม่เป็น ๕๕๕ เออ เสียค่าโง่เป็นเวลาไปแล้วกัน ไม่นานนัก ก็มีเบอร์แปลกติดต่อมา ปรากฏว่าเป็นแดลเนียล ก็คุยกันสักพัก สรุปคือ แดลเนียลจะยอมเสียเวลานั่งรถย้อนกลับมาเพื่อเอากระเป๋ามาส่งให้ สัส น้ำตากุไหล เมิงใจดีจัง ถ้าไม่ได้เมิง กระเป๋ากูคงไม่ถึงสุดสาย แล้วกุต้องนั่งรถไปเอา แล้วทั้งวันวันนี้ กุคงไม่ต้องไปเที่ยวไหนเลย ขอกราบขอบพระคุณ ณ ที่นี้นะ บักแดเนียล

สองสามชั่วโมงผ่านไป ผมมาอยู่ทีสถานี Katoomba หลังจากลงมาจากสถานี เพื่อนๆ ไม่ต้องกลัวหลังเลยครับ มีป้ายบอกทางสถานที่ท่องเที่ยวยอย่างชัดเจน เมืองนี้สวยมาก น่าอยู่มาก ผมชอบมาก ผมเปิด maps.me เพื่อความชัวร์อีกครั้ง แล้วจากนั้น ก็เดินเท้าไปสถานที่ต่างๆ ที่มันเรียกว่า Attraction หลักๆ ก็จะมี  Queen Elizabeth Lookout, Spooners Lookout

จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ ครับ บอกได้คำเดียวว่าไกลโคตร เดินเข้าป่าเข้าดงไปเลย เพื่ออยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ ผมเดินเข้าป่าข้างทางที่ชื่ออะไรไม่รู้ แต่แบบ ผมเดินตาม route นี้ครับ Jamieson Lookout Lila falls, Linda Falls, Coplands Lookout, Fossil Rock Bridal Veil Falls คือตอนไป น้ำก็ไม่ค่อยมีนะครับ แต่สวยครับ ยอมใจเลย

หลังจากนั้นผมก็เดินกลับมาทางเมืองอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูแผนที่แล้วเราอยู่ใกล้สถานที Leura ครับ ก็เลยเดินมาที่นี่เลย แล้วก็รอรถไฟเพื่อที่จะนั่งกลับไปที่ตัว central อีกครั้ง ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ ก็มีลูกเพจทักมาใน inbox ครับ บอกว่าจะพาเที่ยว แล้วถามว่าเราจะไปไหนต่อ เราก็บอกเค้าไปว่าช่วงบ่ายๆ เราจะไป Bondi Beach ครับ เราอยากไปเล่น surfboard ที่นั่น เค้าก็บอกว่าอยากพาเที่ยว และอยากเจอ (ตอนนั้นคือคลิป roam “ Maldives “ alone ผมดังมาก หลายคนรู้จักผมจากคลิปนี้)

ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ ผมก็เปิด map ของเมืองนี้ แล้วดูวิธีการเดินทางครับ ง่ายมากๆ เพื่อนๆ สามารถ google ได้อย่างง่ายดายคัรบ ผมใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เดินทางมาถึง Bondi Beach แต่แล้วก็ได้เมสเซจจากพี่คนนั้นครับว่า เธอไม่สะดวกแล้ว เธอติดธุระด่วน ฮาๆๆ เอาล่ะ ตอนแรกกะว่าจะมีคนมาเฝ้าของตอนเล่นเซิร์ฟสะหน่อย คราวนี้เลยอดเลย เพราะกลัวของหาย การเดินทางในครั้งนี้ผมเอากระเป๋ามาแค่ใบเดียวซึ่งกระเป๋าแม่งก็รวมของสำคัญทุกอย่างไว้ ถ้าหาย คือไม่คุ้มมากๆ ตอนนี้เลยทำได้เพียงแค่ชม Bondi Beach ไปพราวๆ และคิดว่ามาครั้งหน้า จะมาเล่น Surfboard ที่นี่ให้ได้

เออ ลืมบอกครับ คนไทยอีกคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่คือ เมธัส ครับ และความบังเอิญคืออะไรรู้มั้ย มันก็เป็นเพื่อนจังหวัดเดียวกับผมครับ นั่นคือจังหวัดสุรินทร์นั่นเอง สรุป การเดินทางครั้งนี้ ผมต้องมาเจอเด็กสุรินทร์ถึงสี่คนด้วยกัน เรานัดเจอกันเพราะพรุ่งนี้เช้า ผมจะต้องบินจากซิดนีย์ไปเมลเบิร์ลครับ เรานัดกันที่ Town Hall คือระหว่างสองวันที่ผ่านมา ผมก็ชวนทุกคนเที่ยวนะครับ คือผมกะจะไปเมลเบิร์ลอยู่แล้ว ก็ชวนทั้งพี่เอ โบ้ นิล เมธัส แต่มีคนหนึ่งที่ไปกับผมครับ ให้ทายว่าใคร

ตัดบทมาที่ Town Hall ผมเจอเมธัสละ คืนนี้เมธัสบอกว่าจะพาเดินเล่นรอบตัวซิดนีย์ ผมบอกไม่ต้อง กุเดินหมดแล้ว ๕๕๕ แต่มันจะพาผมไปกินอาหารจีนร้านหนึ่งที่มันบอกว่าเด็ดครับ และก็เด็ดอย่างที่มันบอกจริงๆ ครับ ที่สำคัญไปกว่านั้น คืนมันเลี้ยงผมด้วย ๕๕๕ เสร็จจากตรงนั้น ผมก็บอกมันว่า “ กูนอนบ้านเมิงได้ไหม “ มันก็บอกว่าได้ แต่เด่วขอเช็คกับคนที่ช่วยแชร์ค่าห้องก่อนว่าได้ไหม คุยไปคุยมาก็ได้ครับ แต่มันบอกว่า ห้องเล็กมาก แล้วคือ พอเราเดินทางไปถึงห้องมันครับ ราวๆ ตีสองกว่าๆ ถ้าจำไม่ผิด คือมาที่นี่ กูเหมือนไม่ได้นอนจริงๆ คือห้องมันเล็กมากกกกก แบบมากๆ ครับ คือแบบประมาณ 2 x 3 เมตร อันนี้จริงๆ ไม่ตอแหล คือแบบ เล็กมาก แล้วคือพีคกว่านั้น มันให้ผมนอนเตียงเล็กๆ แล้วมันบอกว่า มันนอนพื้นเอง เมิงมาทั้งที ก็นอนดีๆ ไป แต่ดีสุดได้แค่นี้แหละ เด่วกุนอนพื้นเอง คือแบบซึ้งแล้วน้ำใจสาวชัยภูมิ ผมบอกมันว่า กุคงนอนได้แค่สามชั่วโมงเท่านั้น แล้วเด่วประมาณตีห้า กุต้องออกไปสนามบินนะ ก่อนนอนผมเลยถ่ายรูปคู่กับมันครับ และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในซิดนีย์แบบไม่มีแพลนของผมในตอนนั้น

D A Y 5

นาฬิกาปลุกดังเบาๆ แต่ถูกปลุกด้วยแรงเขย่าแขนของเมธัสครับ  ผมตื่นและถอดสายชาร์จ gopro รวมถึง iphone ออก เมธัสบอกวิธีการไปสนามบินอีกครั้ง เพื่อย้ำว่าผมจะไม่ไปผิดทาง ผมแพ็คของเสร็จ แล้วร่ำลาเมธัส

“ไว้เจอกันที่ไทยนะเมิง” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของผมที่ทิ้งไว้ให้มัน จนตอนนี้ผ่านไปหนึ่งปีกูมานั่งเขียนเรื่องราวตอนนี้ ก็ยังไม่ได้เจอและยังไม่ได้คุยกับมันเลย ๕๕๕ //อัพเดท ตอนนี้สองปีแล้ว จริงๆ รีวิวนี้เขียนหลังจากกลับมาหนึ่งปี แต่ตอนนี้เอากลับมาเขียนอีก กินเวลาไปสองปีแล้ว//

ผมลงไปที่สถานีใต้ดินพร้อมกับความไม่พร้อม กดซื้อตั๋วไปสนามบิน แต่ตู้ที่นี่ไม่รับแบ๊งค์ ต้องเดินขึ้นมาใหม่แล้วไปซื้ออะไรสักอย่างมาให้ได้เศษเหรียญ คงหนีไม่พ้นหมาฝรั่งเก๋ๆ ที่ช่วยแปรงฟันให้ผมในยามเช้า ไม่นานนักผมก็ถึงสนามบิน

นิลเมิงอยู่ไหนวะ เมิงตื่นยัง รีบมาได้แล้วเด่วตกเครื่อง

เออๆๆ กูกำลังไป แฟนกูมาส่ง

ใช่แล้วล่ะ คนๆ นั้นคืออีนิล ฮาๆๆ ตรบมือให้มันสักสามรอบ ที่ยอมลางานมาเที่ยวกับผม อินิลเนี่ย จริงๆ แล้วเราไม่สนิทกันเลยครับ ตอนเรียนอยู่มัธยมมันอยู่ รร ญ ล้วน ผมอยู่ รร ช ล้วน เจอหน้ากัน ก็ไม่เคยคุยกันเลย ไม่เคยแบบจริงๆ จนเรียนจบเข้ามหาลัย ได้อยู่มหาลัยเดียวกัน แต่คนละวิทยาเขต อิสัส กุเลือกเขตผิด เราทั้งคู่เรียนอยู่ มก. ครับ มันอยู่บางเขน ผมอยู่กำแพงแสน ช่วงรับน้องจังหวัด เป็นครั้งแรก ที่ผมได้คุยกับมันแบบคุยกันจริงๆ และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่คุยกัน หลังเรียนจบ ได้มีโอกาสคุยกันอีกครั้ง ก็เลยชวนไปเที่ยวด้วย และนั่นคือทริป messy summer ที่ทำให้ผมได้สนิทกับมันมากขึ้น ผมชอบมัน มันแม่ง สาวห้าว สเป็คผมเลย

หลังจากที่พวกเราเดินทางไปถึงเมลล์เบิร์ล ผม check in เรียบร้อย เพื่อนๆ เชี่อมัย มีลูกเพจทักมาหาผมประมาณ 3-4 กลุ่ม บอกว่าเด่วพาเที่ยว ตอนนั้นแม่งโคตรปลื้มอ่ะ แต่ก็นัดเวลากันแหละ ว่าจะเจอกันกี่โมงอะไรยังไง แล้วก็คอยถามตลอดว่ามาเมลเบิร์ลต้องไปไหน พวกเราก็เดินเล่น ตาม maps.me ไปเรื่อยๆ ครับ ก็ไล่ไปมั่ว ไม่รู้ว่าไปที่ไหนบ้าง

จนไปเจอกับพี่เค้าที่ China Town และนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมเจอกับพี่ แชมพู พี่ที่ดูแลเราตั้งแต่ต้นจนจบตลอดเวลาที่อยู่เมืองนี้ มาดูกันครับ ว่าเธอทำอะไรให้เราบ้าง

ในการเจอกันครั้งแรก ผมก็สวัสดีและทักทายด้วยการจับมือปกติครับ พี่แกเอาเพื่อนมาด้วยอีกสองคน แล้วบอกว่า มีร้านแนะนำแถว China Town ก็เดินตามกันไป จนไปถึงร้านครับ ก็สั่งมาทานแล้วก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ อาหารอร่อยดี เด่วจะมาเฟิร์มอีกทีว่าร้านชื่ออะไร คือหลังทานเสร็จ ก็ amarican share ครับ ตกคนละ 25 AUD

ถ้าผมจำไม่ผิด แล้วหลังจากนั้น พี่แชมพูก็พาเราทัวร์ทั่วเมลเบิร์ลเลยครับ และก็ทำให้ผมได้เจอกับเพนกวิ้น เจอกับอะไรที่ไม่เคยเห็นอีกเยอะเลย และที่สำคัญ ผมเพิ่งรู้ว่าเมืองนี้  เป็นเมืองที่จัดอันดับว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกครับ ไปดูบรรยากาศกัน

ระหว่างที่เที่ยวกันอยู่ ผมก็จองที่พักผ่านทาง Hotelquickly ครับ พักโรงแรม Mercure ในเครือ ibis ที่พักโอเคมาก นี่ก็ไม่ได้ค่ารีวิวนะครับ แต่อยากบอกเฉยๆ ว่าผมแม่งชอบแอพนี้จริงๆ ฮาๆ

เราก็นอนพักกันสำหรับคืนนี้ครับ เออ แล้วช่วงที่เจอพี่แชมพู พี่แชมพูมาเรามาซ้อ Day trip Great Ocean Road ครับ ตอนนั้นราคาเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่อย่าเกิน 60 AUD ครับ และถ้าเป็นไปได้ เช่ารถขับไปกันเอง สนุกกว่าครับ สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์

D A Y 6

เราตื่นตั้งแต่  6 โมงเช้า และเดินจากที่พักมาบริเวณ Downtown กลางเมืองครับ เนื่องจากว่าทัวร์จีน นัดเรามาที่นี่ ส่วนใหญ่ก็มีแต่ทัวร์จีนครับ ที่เลือกทัวร์จีนเพราะมันราคาถูกกว่าที่อื่นนี่แหละ ก็ไปเหมือนกัน ต่างกันแค่พูดภาษาจีน และเมื่อถึงเวลา เราก็เริ่มเดินทางครับ ก็ไล่ไปตั้งแต่…

  • Anglesea

  • Apolo Bay

  • 12 Apostle Marine National Park

  • The Island Archway

เรากลับมาถึงที่นี่ราวๆ สี่ห้าโมงเย็น อินิลมันบอกอยากกินอาหารไทย ขอกินอาหารดีๆ สักวัน ผมก็ใจอ่อน ตามใจมันครับมันสั่งส้มตำหมูกรอบ เท่าที่ผมจำได้ เป็นอีกมื้อที่ดีมากๆ อาหารอร่อย ได้พูดภาษาไทย รู้สึกดี แดกแล้วคิดถึงบ้านแล้ว ระหว่างทานข้าวกันอยู่ก็เม้าท์มอยกันเสียงดังมากค่ะเอดอก

คืนนี้เราเขยิบมาหน่อย มานอนใกล้ย่านดาวน์ทาวน์ และเป็น Hostel ราคางามๆ ที่คนละ 30 AUD ห้องน้ำรวม มีอาหารเช้าให้ แต่แม่งจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร จำได้ว่ามันมีสีเขีย… เอ้ย จำได้และ มันชื่อ Greenhouse Backpackers Melbourne อันนี้แหละๆ

ที่นี่จะเป็นเตียงสองชั้น อินิลนอนชั้นบน ผมนอนชั้นล่าง ห้องน้ำแยก ที่ Breakfast อยู่ชั้นบน เป็นศูนย์รวม Comunity แล้วเด่วพรุ่งนี้เช้า พี่แชมพูจะพาเราไปเที่ยวรถไฟห้อยขา เป็นอีกที่ที่มีชื่อเสียงที่นี่

D A Y 7

เช้านี้เรานัดกันที่ Federation Square ครับ พี่แชมพูจะพาเราไปนั่งรถไฟห้อยขา และเราต้องทำเวลา เพราะอินิลต้องบินกลับซิดนีย์รอบบ่ายไปทำงานต่อ หลังเจอกันแล้ว เราก็เดินเข้าสถานี  Flinders Street ครับ อย่างที่บอก สถานีนี้เป็นสถานีประวัติศาสตร์และสวยงามมากๆ เราจะนั่งไปลง Belgrave เพื่อไปนั่ง Puffing Billy ครับ

แต่คือระหว่างการเดินทางเหมือนมีอะไรไม่อยากให้เราไปครับ รถไฟเสีย และเหมือนจะไม่เสียจริงๆ เค้าบอกว่าประเทศนี้คนชอบฆ่าตัวตายด้วยวิธีการกระโดดให้รถไฟเหยียบ เลยทำให้รถไฟหยุดชะงักนานมาก เค้าบอกให้เราลง แล้วจะมีบัสมารับไปต่ออีกที่หนึ่ง ก็คือ บัสก็ส่งเราไปอีกที่ครับ ก็คือสถานี ถัดจากตรงนั้น ตรงที่เกิดเหตุ เราใช้เวลานานเกินไปกว่าจะมาถึง Belgrave ครับ

พอดูเวลาที่จะต้องใช้ในการนั่งรถไฟห้อยขา มันไม่พอแน่ๆ เพราะอินิลต้องรีบกลับซิดนีย์ครับ สรุป เราทำได้เพียงแค่ถ่ายรูปกับป้ายสถานีก่อนกลับเท่านั้น

เรานั่งรถไฟกลับมาและไปส่งนิลที่ Souhtern Croos Station ครับ ให้นิลนั่งบัสไปสนามบิน แม่งคงคิดถึงมันอ่ะ ผมอยากจะกอดมันให้แน่นกว่านี้จัง ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ไว้เจอกันใหม่นะเมิง แล้วผมกับพี่แชมก็หันหลังเดินออกมาเลย แม่งเศร้า ฮาๆ

เอาล่ะ กลับมาที่การเดินทางของผมกับพี่แชมพูครับ มันยังไม่จบ เราเดินข้ามมาอีกฝั่งของ  Southern Cross Station/Collins St. ครับ เพื่อนั่งสุดสายไปลงที่ Cook Street พี่แชมพูจะพาผมไปที่นี่ครับ Pink lake ใน  Westgate Park คือมันต้องเดินผ่านทางรถไฟ คล้ายๆ กับเป็นที่ลับยังไงไม่รู้ แล้วมันจะมีช่วงไม่กี่เดือนเท่านั้นซึ่งผมก็จำไม่ค่อยได้ เพื่อนๆ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน google เอาล่ะ เรามาดูทะเลสาบสีชมพูกันดีกว่า ไปกันเลย

แต่มันไม่เป็นสีชมพูครับ ฮาๆๆๆๆๆๆ หลังจากผิดหวังกับ Pink lake ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ไม่อยากไปไหนแล้ว เดินมาทั้งวัน แต่พี่แชมพูก็บอกว่า อยากไป Landmark อีกที่ของเมบเบิร์ลมั้ย อื้อหือออ ไปสิปะ ไหนๆ ก็มาละ ฮาๆๆ

เหนื่อยแค่ไหน พี่แกก็ยังชวนไปนู่นไปนี่ต่อครับ มีอีกที่ที่แนะนำนั่นคือ Hosier Street Art ครับ มันจีงานกราฟิตี้เต็มผนังไปหมด ซึ่งคือสวยมากกก

ระหว่างที่เดินชมความงามบนฝาหนังที่ไม่มีที่ว่างของสีอิฐปูนเลย ก็บังเอิญมาเจอลูกเพจอีกแล้วครับ คราวนี้ก็คุยกัน แล้วก็ ถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก ก่อนจะชวนกันไปทานอาหารญี่ปุ่นใกล้ๆ กับย่าน China Town ครับ นี่คงเป็นครั้งแรก ของการทานอาหารญี่ปุ่นในออสเตรเลียครับ เปิดเมนูมา จะรอช้าอยู่ใย ก็สั่งแบบไม่คิดครับ

ระหว่างสั่ง พี่ๆ ลูกเพจก็ถามว่า ไมบินกลับวัน ไหน ผมบอก คืนนี้ตอนห้าทุ่ม เอออ แม่งโคตรมั่นใจ ระหว่างนั้นคิดได้ เด่ว Check in online ก่อนดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาตอนชึ้นเครื่อง ระหว่างที่เปิดดู Booking No. ที่โหลดมาเป็น PDF file ก็ต้องตกใจครับ และก็ต้องตั้งสติดูอีกครั้ง อิสัส จริงๆ ผมต้องบินตั้งแต่เมื่อวานตอนตีหนึ่งครับ นั้นก็คือต้องบินตอนที่นอนอยู่ Greenhouse Backpackers Melbourne นั่นเอง คือแบบ ตกเครื่อง ตกเครื่อง ตกเครื่อง และคือตกเครื่องครั้งแรกในชีวิต และที่พีคคือในออสเตรเลีย สัส ตอนนั้นไม่คิดอะไร แล้วก็หาวิธีแก้ปัญหาแบบสุดชีวิต ซูชิที่สั่งมา วางคาโต๊ะ แดกไปก็ไม่อร่อยครับ

พี่ๆ ทุกคนก็ช่วยกันแก้ปัญหาครับ เราก็เกรงใจเค้า ก็ให้พี่ๆ กลับไปก่อน เหลือผมกับพี่แชมพู ก็เลยตัดสินใจจองไฟล์บินใหม่เหลย ถ้าจำไม่ผิดหมื่นต้นๆ จึงยืมบัตรเครดิทของพี่แชมพูจ่ายครับ ก็สบายใจไปสักพัก แต่มันไม่ตัดบัตรสักทีครับ ไม่รู้จะทำยังไง เลยไปที่หอสมุดกลางกรุงรอเวลาให้มันตัดบัตร และมันก็ไม่ตัดสักที สุดท้าย เลยตัดสินใจถอน Booking และเดินทางไปสนามบินด้วยเงินที่เหลืออันน้อยติด

พอไปถึงสนามบิน ก็ไปติดต่อขอซื้อตั๋วที่เร็ซที่สุดครับ และพบว่า ตั๋วที่เร็วที่สุดราคา 40,000 บาท พ่อเมิงสิอิเหี้ย ผมด่าพนักงานกลับไปด้วยความโมโห และให้พนักงานเรียกผู้จัดการมารับรู้เรื่องนี้ เพราะคิดว่าตั๋วไม่น่าจะแพงขนาดนี้ หลังจากที่ผู้จัดการมา ก็มีการโต้เถียงกันเกิดขึ้น สถานการณ์ตอนนั้นวุ่นวายมากๆ จนตำรวจเดินเข้ามา และเริ่มจัดการปัญห… สัส!!! ไม่ใช่นะครับ หลังจากเค้าบอกว่า 40,000 บาท ผมก็เลยบอกเค้าไปอย่างสุภาพว่า I have not enough money. Can you find the cheapest price for me? สัส คนละเรื่องกับเรื่องที่แต่งข้างบนเลยนะเมิง ไอ่หน้าใหญ่ ก็นั่นแหละครับ สรุปได้ไฟลท์กลับตอนแปดโมงเช้าของอีกวันราคา 9,000 บาท ของสายการบินปีกแดง เผอิญว่ามีตังค์เหลือถึงพอดี ก็เลยจ่ายสดไปตอนนั้น และตัดสินใจจะนอนรอที่สนามบิน

ระหว่างนอนรอที่สนามบิน ก็ถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยมาไล่ครับ บอกว่าตรงนี้นอนไม่ได้ ผมก็เลยเปลี่ยนที่ไปนอนที่เก้าอี้ นอนไปนอนมา มันนอนไม่ได้ครับ เลยตั้งสเตตัสว่า ตกเครื่องบิน ต้องนอนสนามบิน โอ้วแม่เจ้า ไม่นานนัก

เพื่อนๆ เชื่อมั้ย มีลูกเพจอีกกลุ่มหนึ่งติดต่อมา ถามว่าช่วยอะไรได้ไหม มานอนพักที่บ้านหนูก่อนเปล่า บลาๆ ไอ่เราก็เกรงใจ ไม่เป็นไรหรอกน้อง บ้านน้องมีคนนอนด้วยกี่คนล่ะ ฮาๆๆ สรุปคือ เราเอาเงินก้อนสุดท้ายนั่งไปหาน้องที่ Station และคุยกันผ่านเฟสบุ๊คครับ หลังจากเจอน้องเค้าก็ขอบคุณน้องอย่างมาก และขอใช้พื้นที่ตรงนี้ขอบคุณอีกครั้ง

น้องชื่ออะไรผมจำไม่ได้ แต่น้องพาผมไปกินข้าว ดื่มเบียร์ และให้ที่พักหนึ่งคืนกับผม โคตรซาบซึ้ง น้องๆ กลุ่มนี้น่ารักมาก ผมขอถ่ายรูปกับน้องๆ กลุ่มนี้ด้วย กราบขอบพระคุณอีกรอบ ณ โอกาสนี้ครับ คนไทย ไม่ทิ้งกันจริงๆ

D A Y 8

ผมตื่นตั้งแต่ตีห้า ค่อยๆ ลุกจากเตียง เพราะกลัวน้องๆ จะตื่น ก่อนออกจากห้อง ผมร่ำลาคนที่แอบลืมตามาดูผม คำกล่าวสุดท้ายคือ ขอบคุณมากๆ นะ พี่ไปก่อน แล้วเจอกัน ก่อนที่จะปิดประตู แล้วใช้เงินก้อนสุดท้ายจริงๆ นั่งบัสมาที่สนามบิน

เออ ลืมบอก เงินก้อนสุดท้าย 15 AUD คือเงินที่น้องๆ เอาให้ เพราะเราไม่เหลือตังแล้ว โหดมั้ยล่ะ เรากลัวตกเครื่องมากตอนนั้น รีบไปก่อน Check in แล้วเดินไปรอที่หน้าเกทเลย เป็นอีกทริปที่โหดสัสรัสเซีย และนี่คือท้องฟ้าวันสุดท้ายในออสเตรเลียของผมในทริปนั้น แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

:: follow us ::

Youtube : https://goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : https://goo.gl/kDE9eh
Facebook : https://goo.gl/S42XZq
Instagram : https://goo.gl/60tM0B
Twitter : https://goo.gl/wx2I34
Pinterest : https://goo.gl/P1FsxN
Google+ : https://goo.gl/uQrGS9
Website : https://www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *