แบกเป้เที่ยว ” ดอยผาฮี้ ” อ.แม่สาย จ.เชียงราย 2 วัน 1 คืน ด้วยเงิน 1,000 บาท

พออายุเริ่มเยอะ จะใช้คำว่า มึง เหมือนสมัยก่อน ก็รู้สึกกระดากปาก เอาเป็นว่า ขอแทนพวกมึงทุกคน ว่าคุณแล้วกันนะ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเหมือนมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูกหลังจากเห็นอายุตัวเองในบัตรพนักงาน เวลานี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ

บทความนี้เป็นการพูดถึงบทสรุปของการเดินทางจากเชียงราย ไปดอยผาฮี้ ฉะนั้นจึงไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายที่เดินทางขึ้นมาจากที่ไหน ๆ คือยึดเชียงรายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้เลย ซึ่งหากจะไปผาฮี้แล้ว ระหว่างทางเราจะได้แวะ ถ้ำหลวงขุนนางนอน และดอยผาหมีด้วย ซึ่งในทริปนี้ เราจะ Focus แค่ ” ด อ ย ผ า ฮี้ ” เท่านั้น

ดอยผาฮี้ อยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย อารมณ์คือหมู่บ้านกลางเขาที่อยู่ระหว่างเขตแดนไทยและพม่า ตัวหมู่บ้านจะอยู่ตามช่องแคบของภูเขา ซึ่งเป็นวิวที่แปลกตามาก คนที่นั่นเป็นชาวไทยภูเขา (อาข่า) ที่อพยพมาจากพม่าและจีน อยู่ที่นี่นี่มาหลายรุ่นแล้ว ทุกคนพูดภาษาประจำถิ่น แต่ก็มีภาษาไทยเป็นภาษากลาง

อยู่มาหลายรุ่น จนสมเด็จย่ามาพบ สมเด็จย่าจึงทำเรื่องมอบพื้นที่ทำกินให้กับชาวอาข่า และก็ตามมาด้วยสัญชาติไทย คนที่นี่รักสมเด็จย่ามาก จริง ๆ ที่นี่เป็นโครงการหลวงก็ไม่เชิงนะ แค่ไม่ได้จัดทำให้เป็นพิธีรีรองแค่นั้น

การเดินทาง

การเดินทางขึ้นมาที่นี่ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางมาได้หลายรูปแบบมาก ๆ รถสองแถวก็เหมาขึ้นมาวันละ 2,000 บาท++ ส่วนรถเช่าส่วนตัวอันนี้ก็แล้วแต่ประเภทรถ ซึ่งถ้าหากอยากเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ก็มีอยู่สองแบบให้เลือกเก๋ ๆ คือนั่งบัสประจำทางแบบธรรมดาหัวละ 39 บาท หรือรถตู้ 50 บาท มาลงแม่สาย และจากตัวแม่สายไม่มีรถประจำทางขึ้นไปดอยผาฮี้นะ ต้องโทรเรียกเจ้าของที่พัก หรือคนที่อยู่ข้างบนลงมารอบ รอบละ 250 บาทต่อคน ไปกลับก็ 500 บาท แต่ช่วงที่เราไปคือนั่งบัสพัดลมไปจอดหน้าทางขึ้นดอย แล้วโลกรถขึ้น เลยไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายตรงนี้

จริง ๆ ระยะทางไม่ได้ไกลอะไรมาก แต่ถนนหนทาง ต้องบอกก่อนว่าแคบ พื้นที่น้อย และชันพอสมควร ระหว่างทางเราจะผ่านหมู่บ้านผาหมีก่อน ซึ่งจุดนี้จริง ๆ ก็สามารถท่องเที่ยวและพักผ่อนได้ หากมีเวลาก็ลองไปแวะพักกันดู จากผาหมีไปผาฮี้ ห่างกัน 7 กิโลเมตร

ที่นี่เป็นสถานที่ปลูกกาแฟชื่อดังของเชียงราย มีร้านค้าและคาเฟ่หลายเจ้าสั่งเมล็ดกาแฟจากที่นี่ ไม่ใช่เฉพาะแค่ประเทศไทย แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย แม้แต่คนที่ไม่ทานกาแฟอย่างผม พอได้ชิม ก็จำแนกถูกว่ารสชาติดี

กิจกรรมหลัก ๆ ที่ขึ้นมาที่นี่แล้วห้ามพลาดคือ

  • ชมทะเลหมอกช่วงเช้า จุดไหนก็ได้สวยหมด
  • ลองชิมกาแฟ Original ของที่นี่
  • เรียนรู้วิถีชีวิต ศึกษาประวัติ ทำความเข้าใจ
  • ลองแต่งตัวเหมือนชาวอาข่า มีชุดให้ฟรีนะ ตามร้านกาแฟ
  • สั่งกาแฟดริปมาลองทำเอง จากเครื่องคั่วโบราณที่ทางร้านมีให้
  • อาหารพื้นเมืองที่นี่ ห้ามพลาดเลย อร่อยมาก โดยเฉพาะน้ำพริก
  • ชมพระอาทิตย์ตกที่ดอยช้างมูบ
  • เล่นชิงช้าชาวดอย และเครื่องเล่นต่าง ๆ ที่มีไว้ให้เล่นเยอะมาก
  • จริง ๆ ปิดมือถือได้เลยจะดีมากนะ ถือว่าชาร์จแบตฯ ตัวเองไปนตัว

ที่พัก

เรื่องที่พัก จริง ๆ ที่นี่มีผู้บุกเบิกอยู่สามเจ้าด้วยกัน แต่หลัง ๆ เริ่มผุดมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จะแนะนำสามที่พักที่เปิดมาก่อนชาวบ้านเค้า

  1. วิถีกาแฟ เราพักกันที่นี่ เป็นบ้านไม้ไผ่ทั้งหลัง ทำเลดี แต่ไม่เหมาะกับดูทะเลหมอก ติดต่อได้ที่เบอร์ 096-686-7333
  2. ผาฮี้โฮมสเตย์ ตรงนี้วิวสะหรับดูทะเลหมอกน่าจะเป็นจุดที่เหมาะที่สุด แต่ที่พักจะเป็นกึ่งไม้ไผ่ กึ่งปืน ติดต่อที่ พ่อหลวงอรัญ 089-431-7479
  3. ภูผาฮี้ โฮมสเตย์ อีกจุดที่หลายคนชอบไปถ่ายรูปกับร่มเขียว แล้วนั่งห้อยขา คือเป็นบ้าน ที่มีคาเฟ่อยู่บริเวณด้านล่าง พักได้เหมือนกัน ติดต่อคุณนัท 090-948-2784

เหมือนที่นี่เค้ารู้จักกันหมด ที่พักเลยราคาเดียวกันนะ หัวละ 750 บาท รวมอาหารเช้า (ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวต้ม) และอาหารเย็น (จะเป็นขันโตกชาวดอย อาหารพื้นเมือง) ยังไงลองไปสวมรอยเป็นชาวอาข่าดูสักคืนครับ เอาล่ะ เรามาเริ่มเดินทางไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

DAY 1 – โบกรถขึ้นดอย

เอาจริงเหอะ รู้นะว่าจะได้กลับมาเชียงรายอีก แต่ก็ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาแบบนี้ ทำไมหรอ… ก็คุณกิติฯ เค้าจองตั๋วผิด จริง ๆ จะไปงานวิ่งที่แม่ฮ่องสอน แต่นางดันจองมาเชียงราย พวกเราเลย Cancel ทริปวิ่ง แล้วมานั่งฉิ่งฉับกันงง ๆ ที่เชียงรายกันนี่ไง ไม่รู้จะเดินทางไปไหนด้วย เลยหาใน google มั่ว ๆ สรุปมาจบที่ดอยผาฮี้นี่แหละ

เราออกจาก Hostel ที่เราพักในตัวเมืองเชียงรายตอนสาย ๆ เลย จริง ๆ ก็มี Part ที่เดินกาดหลวง เที่ยวตัวเมืองเชียงรายอยู่บ้าง แต่ลืม ๆ มันไปซะ ไม่อยากให้เรื่องราวมันยาวไปมากกว่านี้ การเดินทางของเราบอกไว้ก่อนว่าด้านชาสุด ๆ ด้วยความที่มันไร้แผนอยู่แล้ว ก็เอาให้สุด ฉะนั้นการท่องเที่ยวครั้งนี้ จะเรียกว่า Super Slow Life เลยก็ว่าได้

เราไปที่ บขส.เชียงราย ถามพี่ ๆ เค้าว่าจะไปดอยผาฮี้ต้องขึ้นสายไหน เค้าก็บอกว่า แม่สาย งั้นโอเค เราขอไปด้วย แต่ขอลงตรงปากซอยนะ กะว่าจะโบกรถขึ้นไปดอย พี่ ๆ เค้าก็เตือนมาว่า ตรงนั้นไม่มีรถนะน้อง นาน ๆ ทีจะมึคนขึ้นไป เอาน่าาา… พี่ ผมไม่รีบ ถ้าไม่มีรถเดี๋ยวเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ เอง แต่ในใจลึก ๆ คือยังไงก็โบกได้เชื่อ สัญชาตญาณมันบอกมางี้

นั่งรถบัสคันเขียว เป็นรถไม่รีบ ไม่รีบแบบไม่รีบจริง ๆ จอดทุกป้าย จอดทุกครั้งที่มีคนโบก เป็นรถพัดลม เปิดหน้าต่าง เย็นดี ระยะทางจากตัวเมืองไปปากซอยทางขึ้นดอยผาฮี้ราว ๆ 30 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางร่วม 2 ชั่วโมงได้ เอาสิ ถ้าไม่ชิลจริง นั่งรถเรื่อย ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ระหว่างทางก็น่ารักนะ เราลึกให้คนแก่นั่งด้วย นาน ๆ จะได้ทำแบบนี้ที

และแล้วก็มาถึงปากซอยทางขึ้นผาฮี้ พี่เค้าก็ให้พรขอให้เราโชคดี มีคนรับขึ้นดอย เอาล่ะ รถผ่านไปคันแรก โบกไม่รับ รู้สึกเสียขวัญ… ป่าว เราเฉย ๆ แต่คุณกิติเค้าไม่เคย เค้าไม่กล้าแม้จะยกมือขึ้นมาโบก เราเข้าใจแหละ เพราะมันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งจริง ๆ นะ เรื่องโบกรถเนี่ย แต่ไม่นานมาก เรียกได้ว่าไม่นานแบบคันที่สอง เราก็ได้รถแล้ว

พี่ ๆ เค้าเป็นคนเชียงราย กำลังจะไปร้านกาแฟ ” สวนคุณปู่ ” เป็นร้านกาแฟที่ดังมาก ๆ ในขณะนี้ของเชียงราย คือเพื่อน ๆ เชื่อไหมว่า พอเราไปถึงร้านนี้ รถจอดเต็มริมถนนเลย ซึ่งเราเองก็มีโอกาสเข้าไปพร้อมกับพี่ ๆ เค้าด้วย ไหน ๆ ก็มาแล้วไง เลยเข้าไปดูวิว และบรรยากาศเสียหน่อย แต่ในส่วนของกาแฟสวนคุณปู่ เราจะเก็บไว้โพสต์หน้าในเพจเราแล้วกัน เพราะมันเป็นแค่ทางผ่านของการเดินทางเท่านั้น

ใช่ การเดินทางมันยังไม่จบ ที่เค้ามาเพื่อหยุดอยู่ตรงนี้ แต่เราต้องไปต่อ กาแฟนสวนคุณปู่อยู่ดอยผาหมีครับ ซึ่งห่างจาก ดอยผาฮี้ราวๆ 7 กิโลเมตร จากจุดนี้เองรถเริ่มน้อยแล้วล่ะ การโบกก็ยากขึ้น เราเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ กันไว้ก่อน เพื่อไม่มีรถสักคันขับขึ้นมา จนสุดท้าย โบกคันที่สี่ ถึงได้รถขึ้นครับ เป็นรถกระบะที่เต็มไปด้วยวัยรุ่น ซึ่งเค้ากำลังจะไปหมู่บ้านดอยผาฮี้พอดี

ไม่นานมากนักก็ถึงดอยผาฮี้ แต่บ้าไปแล้ว เรามาในช่วงที่เค้าจัดประเพณีปีใหม่ของชาวอาข่าอยู่ เรียกได้ว่า มาถูกช่วงถูกเวลาเลย ที่นี่เค้าจัดประเพณีขึ้นปีใหม่กัน 5 วัน เราเดินทางมาถึงวันที่สองของงานพอดี บรรยากาศคือมีน้อง ๆ โล้ชิงช้า และกำลังแสดง บวกกับเสียงเพลงที่ครึกครื้น

คืนนี้เราพักที่วิถีกาแฟครับ เป็นที่พักที่แรกเมื่อไปถึงบ้านผาฮี้เลย ตอนแรกพี่เค้าบอกว่าช่วงนีไม่รับนักท่องเที่ยว แต่ดีที่น้องโทรมาบอกก่อนว่าไม่มีที่พัก (เราพึ่งโทรมา่ก่อนขึ้นดอยมา ๕๕๕) นั่นแหละ เค้าเลยให้เราพักแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าที่พักหัวละ 750 บาท รวมอาหารเช้าและเย็น บวกกับมีเครื่องดื่มบริการตัวเองฟรี รวมถึงกาแฟด้วย

ที่พักเดี๋ยวไว้ค่อยดู เราสนใจกิจกรรมที่น้อง ๆ กำลังเล่นมากกว่า ก็เข้าไปพูดคุยกับน้อง ๆ แล้วก็ดูบรรยากาศได้สักพัก พี่เจ้าของก็เข้ามาคุยแล้วบอกว่า ที่นี่ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตก ให้ไปที่ดอยช้างมูบนะ อยู่ห่างจากที่นี่ราว ๆ 2 กิโลเมตร ทางชันหน่อย ผ่านค่ายทหารไปก็เจอ ว่าแต่น้อง ๆ มายังไง

” โบก… ”

พี่เค้าไ่มเชื่อว่าเราโบกรถมา แต่สุดท้ายแก็ชมว่าสุดยอด บอกว่าไม่เคยมีใครโบกรถขึ้นมา ก็นี่ไง เราเป็นพวกแรกที่โบกมา แล้วก็โบกขึ้นมาได้จริง ๆ ด้วย พี่เค้าเลยให้เรายืนมอเตอร์ไซต์ครับ ขับไปที่ดอยผามูบ และกำชับว่า ขับแข็งนะ เพราะทางมันชัน จริง ๆ

ทางชันจริง ๆ และโค้งเยอะมาก แต่เฉย ๆ อ่ะ เราผ่านมาหลายที่แล้ว ล้มที่เวีียดนามก็เคย ถ้าล้มที่ไทยก็คงไม่เสียหายอะไร ไม่นานก็มาถึงดอยช้างมูบครับ บรรยากาศ 270 วิวพาโนรามา ส่วนสุด ๆ เลย แต่ที่นี่คือปิดเปิดตามใจทหารนะครับ เวลาไม่แน่นอน ถ้าติดภาระกิจ ไม่มีคนเผ้า เค้าจะปิดจุดชมนี้ทันที อย่างตอนเราไป ก็ปิดดื้อ ๆ ตอน 18.00 น.เลย ไปดูบรรยากาศกัน

คืนนี้เราขอทานอาหารหน้าบ้านครับ จริง ๆ เค้าจะต้องจัดขันโตกลงไปส่งให้ที่ระเบียงห้องพัก แต่เราอยากอยู่กับบรรยากาศชาวบ้านมากกว่า เลยทานกันหน้าบ้านเลย คือหน้าบ้าน ก็คือหน้าหมู่บ้านเลยล่ะ ก็อย่างอย่างที่บอกว่าที่พักตรงนี้เป็นจุดแรกของหมู่บ้าน น้อง ๆ ก็เต้นรำกันไป คนโล้ชิงช้าและเครื่องเล่นต่าง ๆ ระงมกันไปหมด

ไม่พูดถึงอาหารไม่ได้เลย มากันสองคนแต่จัดให้หนักมาก และที่สำคัญคืออาหารรสชาติดีมากเลยนะ โดยเฉพาะน้ำพริกเนี่ย อร่อยมาก คืออร่อยทุกอย่าง และทุกอย่างคือเป็นอาหารประจำถิ่น แต่ขอประกาศไว้ตรงนี้เลยว่า เราทานกันไมหหมดนะ เพราะมันเยอะมาก ๆ ซึ่งเจ้าของบ้านก็ดันใจดีอีก รินเหล้าต้มดองโสมมาให้ลอง พร้อมกับเบียร์อีกคนละกระป๋อง มาที่นี่ แทบไม่ได้ใช้เงินเลย

คืนนี้จบไปแบบรู้สึกดี พี่ ๆ เค้าเกริ่นว่า พรุ่งนี้เช้า มีประเพณีล้มควาย ซึ่งเป็นประเพณีประจำหมู่บ้าน เราตื่นเต้นมาก ที่จะไปร่วมประเพณีนี้ แต่ต้องตื่นตีห้าเลย ฉะนั้นแล้ว คืนนี้ รีบนอนก่อนนะ ฝันดี

DAY 2 – ประเพณีล้มควาย

ตั้งปลุกตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ออกจากบ้านตีห้า อิสัส!!! มาเร็วไป สรุป เค้าล้มควายกันตอนหกโมงเช้า แล้วพี่บอกผมทำไมว่าตีห้าเนี่ย คือช่วงที่ล้มควาย เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการล้มควายเนี่ย เป็นกุสโลบายของผู้เฒ่าผู้แก่ ให้คนในหมู่บ้านสามัคคีกันครับ คือสองเหตุการณ์มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ไม่รู้จะเล่าอะไรก่อนดี เอาเป็นว่า เพื่อความจรรโลกใจ เราไปดูหมอกยามเช้ากันก่อนดีกว่า

จุดนี้เป็นจุดยอดฮิตของดอยผาฮี้ เรียกว่ากาแฟห้อยขา เป็นร้านกาแฟที่อยู่กลางหมู่บ้านชื่อ “ภูผาฮี้” คือวิวสวยดีครับ เด็ดตรงที่มีร่มสีเขียวเป็นจุดจำได้ของนักท่องเที่ยว ตรงนี้เองจะเห็นหมอกสองมุมเลย

เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเราแนะนำให้สั่งกาแฟนดริป มาจัดเองกับเครื่องดริปโบราณ คือบอกเลยว่า ได้บรรยากาศสุด ๆ แล้วคือด้านล่าง ของร้านนี้มีการจำลองวิธีทำกาแฟแต่ละเสต็ปตั้งแต่ต้นจนจบให้เราได้ศึกษาด้วยนะ ยังไงลองไปซึมซับบรรยากาศดู

มากไปกว่านั้น ยังมีชุดชาวดอย หรือชาว “อาข่า” ให้เราใส่กันฟรี ๆ เพื่อรูปที่ถ่าย จะได้ออกมาชิค ๆ แต่บอกเลยว่าพวกเราเป็นสายไม่สนพร๊อพ ชอบความเป็นจริง นาน ๆ ทีถึงจะทำอะไรแบบนั้น เอาเป็นว่า ทำอะไรแล้วสบายใจ ทำเลยครับ แต่ถ้าใส่ชุดชาวอาข่า ภาพจะออกมาสวยกว่าของผมแน่นอน เพราะมันเข้ากันมากกว่า

ตัดมาที่ประเพณีล้มควายกันบ้าง ตะกี้ดูหมอกนุ่ม ๆ ก็ตัดมาโหดเสียแล้ว เอาจริงถ้าถามว่าเรื่องนี้สมัยก่อนหน้ากลัวหรือน่าหดหู่ไหม ก็คงไม่ เพราะการที่เราจะทานเนื้อสัตว์ เราก็ต้องฆ่ามันอยู่แล้ว แต่ด้วยยุคสมัยเดี๋ยวนี้ ผู้คนจะเห็นเนื้อก็ตอนที่อยู่ในห้างหรือ Super Market กันเลย เลยไม่ได้รู้ว่า Process จริง ๆ มันเป็นอย่างไร กิจกรรมนี้ก็ถือว่ามาดูคนสมัยก่อนแล้วกัน ว่าการที่เค้าจะกินเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่ง เค้าต้องทำอย่างไรกับมันบ้าง

ซึ่งประเพณีล้มควายของชาวอาข่า เป็นกุสโลบาย ทำให้คนในชุมชนสามัคคีกันครับ จะจัดงานทั้งที ก็ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจ และร่วมด้วยช่วยกันของคนในหมู่บ้าน โดยเอาควายหนึ่งตัวมาเป็นสื่อกลาง ให้คนลงเงินกันมาซื้อควายเพื่อมาล้ม ก็จะเริ่มต้นที่คนละ 400 บาทครับเคสนี้ แต่หากใครจะเอามากว่าหนึ่งกอง ก็ต้องทบไปเป็น 800 บาทเลย เพราะขายที่กองละ 400 บาท

ซึ่งเนื้อแต่ละกอง จะได้อวัยวะทุกชิ้นส่วนของควายเท่ากันหมดเลยนะ ตับ ไต ไส้ พุง เนื้อส่วนต่าง ๆ คือต้องเท่ากันหมด วิธีการฆ่า ก็ไม่ได้มีพิธีอะไรมาก เอามีดปลายแหลมหรือหอกมาจ้วงให้ควายเสียเลือด แล้วก็ทุบหัวให้หลับไป แต่หากใครอยู่ตรงนั้นเหมือนผมแล้ว จะรู้สึกถึงความทรมานเลยล่ะ เพราะก่อนตาย ควายมันดิ้น และชักแบบหมดลมหายใจสุดท้าย เป็นภาพที่หดหู่มาก

แต่นี่คือประเพณีของเค้านะ ใครกำลังเสพย์อยู่ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย จากตรงนี้ไป ก็คงไม่ได้ไปไหนแล้วล่ะ เราไม่รถ และต้องโบกรถลงไปที่ตีนดอยด้วย ระหว่างเดินกลับที่พัก เจอวิวอีกจุดที่ทำให้ต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอีกรอบ นั้นก็คือวิวของร้านกาแฟ หมื่นแล

ร้านกาแฟหมื่นแล เป็นร้านที่ไม่ได้เห็นจากที่ไหน แต่ดันเป็นร้านที่มีวิวที่สวยงามพาต้องมนต์จริง ๆ เราเห็นร้านนี้ต้องแต่เมื่อเย็นแล้วล่ะ และคิดว่าช่วงเช้า มันต้องสวยแน่นอน และก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ สวยมากครับที่นี่ เจ้าของน่ารักด้วย ไม่กล้าขอถ่ายอ่ะ เขิลเจ้าของร้าน

อ่าา… ว่าแต่ เพื่อน ๆ ยังไม่เห็นที่พักของเราเลยอ่ะดิ มาาา…. เราจะมาดูที่พักของเรากันหน่อย และขอเคลมไว้เลยว่า เพื่อน ๆ จะต้องชอบแน่นอน เพราที่พัก สวยระดับถูกใจใครหลายคนเลย เป็นบ้านไม้ไผ่ มีบันไดไต่ลงไปตามเชิงเข่า มีไม่กี่ห้อง เล็กกระทัดรัด พร้อมกับวิวมุมหมู่บ้านจากด้านข้าง

ในตัวที่พักมีไม้ไผ้แขวนให้เขียนขอพรด้วยนะ แต่ยังน้อยอยู่ คาดว่าจำนวนไม้ไผ่ที่แขวนอาจจะเท่ากับจำนวนกรุ๊ปหรือคนที่มาพักทีนี่

ส่วนตัวห้องพักก็มีห้องน้ำในตัว มีฟูกมาปูให้นอน พร้อมกับหมอนสองใบ มีผ้าเช็ดตัวให้ด้วยนะ แล้วก็มุ้งมากันยุงสวย ๆ แต่เอาจริง บนเขามีมุ้งด้วยหรอวะ ไม่น่ามีนะ แต่ก็นั่นแหละ ตอนกลางคืนเย็นมากถึงขั้นหนาวนะ ใครมาหน้าหนาว เตรียมชุดมาดี ๆ เลย

ช่วงเช้าเค้าจะเสิร์ฟข้าวต้มกับไข่ต้มร้อน ๆ ให้เราทานกับวิวบรรยากาศอาหาศบริสุทธิ์ตอนเช้าครับ ชื่นใจ และรู้สึกถึงความสบายปอดกันมาก ที่สำคัญ รสชาติดี แต่ก็นั่นแหละ ทานอะไรอุ่น ๆ ในบรรยากาศแบบนี้ มันก็ฟินหมดอ่ะ

และนี่ก็เป็นอีกทริปสั้น ๆ พักผ่อนอีกทริปของผมกับคุณกิติฯ ครับ แอบบอกได้ไหมว่าอยากมาอีกนะ และคงจะกลับไปอีกช่วงเดือนธันวาคมครับ ใครไปช่วงั้น เราน่าจะได้เจอกัน และสุดท้ายนี้ แม้ว่าผมไม่ได้และไม่เคยตั้งใจจะมาที่นี่เลย แต่ตอนนี้ ผมก็หลังรักหมู่บ้านนี้เข้าแล้วล่ะ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้

  1. ค่ารถบัสเขียว ไปลงปากซอยทางขึ้นดอย คนละ 39 บาท
  2. ค่าที่พักคนละ 750 บาท
  3. อยู่ที่นั่นแทบไม่ได้สั่งอะไรทานเลย ฟินกับบรรยากาศ เพราะที่พัก จะมีกาแฟให้จิบฟรี
  4. ซื้อของทานเล่นช่วงเช้า เอามาเป็นพร๊อพถ่ายรูปสวย ๆ 60 บาท
  5. ตอนขึ้นดอย กับลงดอย พวกเราโบกรถ เลยไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
  6. ค่ารถตู้กลับเชียงราย คนละ 50 บาท

รวมทั้งทริปใช้เงินไปคนละ 699 บาท

ก็ถือว่าแบ๊งค์พันมีทอนนะทริปนี้ แล้วเจอกันระหว่างทางครับ : )

:: FOLLOW US ::

Youtube : goo.gl/Tk9uHo
Fan Page : goo.gl/kDE9eh
Facebook : goo.gl/S42XZq
Instagram : goo.gl/EkTxZT
Twitter : goo.gl/wx2I34
Pinterest : goo.gl/P1FsxN
Google+ : goo.gl/uQrGS9
Website : www.palapilii.com/

#palapilii
#wanderlust
#YOLO

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *