กินเที่ยว ฮอยอัน – ดานัง 3 วัน 2 คืน ด้วยเงินคนละ 4,000 บาท [ ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ]

กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาที่เคาราพ เวียดนามถือเป็นอีกประเทศที่ไม่ว่าจะรุ่นไหนวัยใดก็ไปได้ และเหมาะมากๆ สำหรับคนที่เริ่มเดินทางท่องเที่ยวต่างแดน ทริปนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปเยือน ดานังและฮอยอันประเทศเวียดนาม จริงๆ จะแวะไปเก็บเมืองเว้ด้วยก็ได้หากมีเวลา

สมัยก่อนขอบอกเลยว่า การจะมาเที่ยวที่นี่นั้น ไม่ใช่ว่าจะเดินทางกันมาง่ายๆ ถ้าจะมาด้วยวิธีการบิน ก็ต้องบินไปลงฮานอย หรือโฮจิมินต์ แล้วก็บินภายในประเทศต่อมาที่ดานัง หรือถูกหน่อยก็นั่งบัสภายในประเทศมา แต่ถ้าจะมาแบบ Low cost ก็สามารถนั่งบัสเข้ามาทางปากเซ หรือสุวรรณเขต ก่อนที่จะโผล่เข้ามาที่ตัวเวียดนามได้เหมือนกัน แต่อาจต้องใช้เวลา 1-2 วันเดินทาง

สมัยก่อนเดินทางลำบากจริงๆ แต่ความลำบากก็เป็นเสน่ห์ประเภทหนึ่งของการท่องเที่ยวแหละ เพราะยิ่ง Process การเดินทางมีมากเท่าไหร่ สิ่งที่เราจะได้พบเจอระหว่างทางก็แปรผันตามไปด้วย หากใครอยากจะเดินทางเหมือนสมัยก่อน ก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่ทุกวันนี้ การเดินทางมันสะดวกขึ้น เพราะดานัง มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพโดยใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น

การเตรียมตัว

ทริปนี้เราเดินทางโดยสายการบิน VietJet Air ครับ เป็นสายการบินคุณภาพอีกสายการบินหนึ่งสำหรับการเดินทางจาก กรุงเทพฯ ไปยังจุดต่างๆ ในเวียดนาม ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ ดานัง คือ Destination ของเรา มีเที่ยวบินให้เลือก 3 เที่ยวบินต่อวันทั้งไปและกลับครับ

ซึ่งในกรณีที่ผมไปในช่วงวันแม่ ราคาก็จะแพงเป็นปกติครับ แต่หากเพื่อนๆ สะดวกไปในช่วงวันธรรมดาละก็ ราคานี่เรียกได้ว่าสวรรค์เลยครับ อย่างรูทตัวอย่างที่ผมลองกดดูวันพรุ่งนี้ เดินทางเวลาดีๆ ช่วง 09:55 น. ถึงตอน 11:35 น. จ่ายค่าตั๋วเพียง 9 บาทเท่านั้น ใช่ครับ 9 บาท ไม่หลอก ซึ่งเมื่อรวมภาษีน้ำมันและค่าธรรมเนียมทั้งไปและกลับ ก็จะตกอยู่ที่ ไปกลับเพียง 2,700 บาท ถือว่าคุ้มมากๆ

ในตัวห้องโดยสารเองก็ค่อนข้างกว้างครับ พนักงานยิ้มเก่ง น่ารักสดใสตามวัย ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงดานังอย่างปลอดภัย เพื่อนๆ คนไหนสนใจเดินทางโดยสายการบิน VietJet Air อย่างผม ก็สามารถเข้าไปจองตั๋วกันได้ที่ https://booking.vietjetair.com นะครับ

ในส่วนของการเดินทางในทริป ครั้งนี้เรารวมตัวกันได้ 10 คน เนื่องจากเป็นช่วงวันแม่ แต่ละบ้านเลยพาพ่อแม่มาเที่ยวด้วย การจะเช่ารถมอเตอร์ไซต์ครับ หรือรถยนต์ครับ หลังจากที่หามาหลายๆ ข้อมูล ดูแล้วไม่ค่อยเวิร์คครับ มอเตอร์ไซต์ในดานังค่อนข้างหายากครับ และอันตรายด้วย ส่วนรถยนต์เช่าขับก็ค่อนข้างแพง หากใครจะไปหลายคนเหมือนพวกเรา แนะนำให้เช่ารถพร้อมคนขับเลย ของเราเลือกบริษัท Da Nang Car Rental เป็นรถ Mini Bus พร้อมคนขับ ราคาทั้งทริป 285 USD  ตีเป็นเงินไทย ตกเพียง 8,000 บาทเท่านั้น ซึ่งพอมาหากต่อวัน ก็อย่างราวๆ 2,600 กว่าบาท หารสิบคน ก็จ่ายเพียงแค่คนละ 260 บาทต่อวัน ซึ่งคุ้มมากๆ ซึ่งราคานี้ รวมคนขับ ค่าจอดรถ ค่าน้ำมัน และค่ารถทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หาข้อมูลเพิ่งเติมได้ที่นี่เลย https://danangcarrental.com/

เรื่องที่พักก็คงจะหนีเว็บประจำตัวอย่าง www.booking.com ไม่ได้ เพราะใช้งานบ่อยจนได้ระดับขั้นเป็น Genius Level 2 ซึ่งสามารถลดราคาที่พักได้ 15% ในส่วนที่ร่วมรายการ แล้วมากไปกว่านั้น หากเพื่อนๆ คนไหนใช้ลิ้งค์ https://www.booking.com/s/palapi11 ก็จะได้รับส่วนลด 1,000 บาท เป็นเครดิทเงินคืนเข้าบัตรเครดิทของเพื่อนๆ ไปเลย เพียงแค่ผูกบัญชีผ่านบัตรฯ ก่อนจองเท่านั้น ใช้ได้แค่คนละครั้ง และต้องจอง Booking ในราคา 2,000 บาทขึ้นไป

แผนการเดินทาง

ทริปนี้เมื่อรวมเวลาเดินทางแบบหลวมๆ เราจะมีเวลาเที่ยวตัวดานังหนึ่งวัน และฮอยอันหนึ่งวันครับ ถามว่าเพียงพอไหม ตอบได้เลยว่าเพียงพอในระดับหนึ่งเลยล่ะ

DAY 1

  • Lunch (Bánh Xèo Bà Dưỡng)
  • Basket Boat
  • Dinner
  • Hoi An Old Town

DAY 2

  • Hoi An Old Town
  • Beach
  • Linh Ung Temple
  • Lunch
  • Bana Hill
  • Dinner

เราอยู่ที่นี่สามวันก็จริงครับ แต่ในวันที่สามเนื่องจากเป็นช่วงวันแม่ ทำให้ตั๋วขากลับช่วงเย็นเต็มทุกไฟลท์ เราจึงจำเป็นที่จะต้องกลับช่วงเช้า วันที่สามของเราจึงไม่ได้เที่ยว แต่เป็นวันเดินทางกลับแทน ตอนนี้คิดว่าเพื่อนๆ พร้อมแล้ว เอาล่ะ เราไปดูวันแรกของการเดินทางกันเลย!!!

DAY 1 ฮอยอัน ฉันรักเธอ

ใช้เวลาไม่นาน ชั่วโมงกับอีกสี่สิบนาทีก็มาเหยียบสนามบินดานังครั้งแรกในชีวิตครับ จริงๆ เคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้บินมา นั่งบัสมา ความสนุก ความลำบากตอนนั้น ยังจำไม่ลืม (อ่านทริปดานังแบบนั่งบัสได้ที่นี่) เก็บกระเป๋าแล้วก็เดินออกมาในโซน Arrival สายตากวาดหาชื่อตัวเองที่ทางรถเช่าฯ เค้ามารอเรียก

หลังจากที่เจอกันแล้ว เราก็นั่งรถไปยังร้านห้ามพลาดร้านแรกของเราในทริปนี้เลย ที่นี่เป็นร้าน Local Food ที่ไม่ว่าคนในคนนอกล้วนแล้วแต่มาทานกลางวันกันที่นี่ เป็นร้านไม่ติดถนน ต้องเดินเข้าไปในปากซอยกว้างเพียง 1.5 เมตร เข้าไปลึกถึง 150 เมตรถึงจะเจอร้าน

ที่นี่คือ ร้าน Ba Duong (Bánh Xèo Bà Dưỡng) เป็น ร้าน Local Food ที่มีชื่อเสียงในระดับที่เรียกว่า พอเดินเข้าไป เจอทั้งไทย ทั้งเทศ และก็ทั้งคนเวียด ให้ตายเถอะ ร้านที่อยู่ในซอกหลืบขนาดนี้แต่มีโต๊ะและที่นั่งราวๆ 50 ที่นั่ง มันไม่ใช่ขี้ๆ แล้วนะ ซึ่งทุกโต๊ะที่เราเดินผ่าน จะสั่งคล้ายๆ กันเลย นั่นก็คือแหนมเวียดนามครับ

และหากดูในเมนู เค้าจะมีอยู่ 4 เมนูที่เป็น Highlight ของเค้า นั่นก็คือ ผัดเนื้อ,  Spring Roll ไข่, เฝอหมู และก็เจ้าแหนมเวียด Set ใหญ่ที่มาพร้อมหมูพันไม้ไผ่ย่าง เรียกได้ว่า มือนี้ ลงแขกกันสุดๆ

เพียงมื้แรกเราก็หมดกันไปหลักล้านแล้วครับ ซึ่งที่เวียดนามเนี่ย จะใช้เงินสกุล “เวียดนามดอง (VND)” ให้แนะคือควรแลก USD มาจากไทย แล้วมาแลก VND ที่สนามบินด้านนอก จะได้เรทถูกกว่า และวิธีคิดสำหรับการใช้จ่ายอย่างง่าย คือ 10,000 VND = 15 บาท ครับ คิดเป็นตัวเลขกลมๆ แบบนี้ จะได้ไม่งง

ถัดจากนั้นก็เดินทางกันไปที่ฮอยอันเลย ระหว่างทางจะได้เจอกับสภาพบ้านเมืองที่กำลังพัฒนาขั้นสุด โดยเฉพาะริมทะเลจีนใต้ที่มีโครงการใหญ่ๆ กำลังผุดขึ้นมาหลายโครงการมาก คือต่างไปจากห้าหกปีที่ผมมาครั้งแรกเลย และฝั่งตรงข้ามเดียวกันก็จะเป็นงานแกะสลักหิน แร่ธาตุ พลอย ซึ่งดานังถือว่าขึ้นชื่อมากๆ

ราวๆ 45 นาที เราก็มาถึงกิจกรรมต่อไปครับ หากใครมาฮอยอัน แล้วไม่ได้มาสัมผัสกิจกรรมเรือโบราณอย่างเรือกะลา หรือ Basket Boat แปลแบบตรงๆ คือเรือตระกร้าแล้วละก็ ถือว่ามายังไม่ถึงฮอยอันแบบสมบูรณ์ครับ ไม่จำเป็นต้องจองไปก่อนนะครับ เพราะว่ามีเยอะมากๆ แต่หากว่าเดินทางไปเยอะจริงๆ แบบ 10 คนขึ้นไป ก็ควรจองก่อน โดยสามารถสอบถามข้อมูลผ่านทางนี้ได้เลย

ซึ่งที่นี่เค้าเป็นแนววิสาหกิจชุมชนนะ คนที่ติดต่อเราก็จะเป็นอีกชุดหนึ่ง คนที่พายก็จะเป็นอีกชุดหนึ่ง และก็มีฝ่ายเอนเตอร์เทนต์ที่รออยู่ระหว่างทางก็จะเป็นอีกชุดหนึ่ง คาดว่า เงินที่เราจ่ายหัวละ 100,000 VND จะถูกชำแหละแบ่งจ่ายกันเป็นส่วนๆ ก็สามารถจองผ่าน Hoi An Basket Boat ได้

สังเกตจากคนที่เอนเตอร์เทนริมทางละระหว่างทาง เค้าจะศึกษามาดีมาก ถ้าคนญี่ปุ่นไป เค้าก็จะเปิดเพลงญี่ปุ่น ถ้าคนจีนไป ก็จะเปิดเพลงจีน และถ้าเรา คนไทยพายผ่านไป เตางอยเอย ขอใจแลกเบอร์โทรเอย มาหมดเลยครับ ทั้งการโชว์หมุนเรือ และร้องคาราโอเกะ พวกเค้าทำการบ้านมาดีมากๆ ซึ่งหลังจากให้ Tips เค้าก็จะจดไว้ (อันนี้สังเกตุเอาเอง) เพื่อนำมาเป็นส่วนกลางแบ่งจ่ายในลำดับต่อไป

นักท่องเที่ยวเยอะครับกิจกรรมนี้ บ้านเราจะเป็นป่าโกงกาง แต่บ้านเค้าจะเป็นป่าต้นจากมั้งผมเรียกไม่ถูก ซึ่งก็ไม่ได้รับข้อมูลเชิงระบบนิเวศเท่าไหร่ ได้อย่างเดียวคือ ตัวอยู่บนเรือ และเห็นคนพื้นที่สนุกครับ แต่หมู่บ้านริมน้ำเค้าก็ชิลดีนะ ถ้ามีเวลาเยอะๆ ควรค่าแก่การยกเบียร์สักขวดนั่งชิลดูวิวริมน้ำไปพลางๆ

กิจกรรมดังกล่าวควรมาหลัง 4 โมงเย็นนะครับ ไม่งั้นร้อนๆ เหี้ยๆ อ่อๆๆๆ หมวกเวียดนาม ในเรือมีให้ลำละสองใบนะครับ ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้ แต่หากอยากได้ไว้เป็นที่ระลึกหรือใช้งานบังแดดจริงๆ ละก็ 3 ใบร้อยครับ ถ้าแพงกว่านี้อย่าเข้าไปยุ่งเชียว ๕๕๕๕๕

เสร็จจากกิจกรรม Basket Boat เราก็เข้าห้องพักก่อนเลย ห้องพักของเราคืนนี้บอกเลยว่าสวยมากๆ เป็นที่พักเก่าอยู่ห่างจากย่าน Old Town เพียง 300 เมตร เรียกได้ว่า เดินไปแป็บเดียวถึงแหล่งเลย ที่พักราคาไม่แรงด้วยครับ ตกคืนละ 1,000 บาท พร้อมอาหารเช้า มีสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลาง

ในตัวห้องพักตกแต่งแสดงโบราณหน่อย มีแอร์ให้ มีแปลงฟัน มีของใช้จำเป็นทุกอย่างที่โรงแรมควรจะมี ที่สำคัญคือพนักงานโรงแรมบริการดีมากๆ แต่มีข้อเสียอยู่อย่างเดียวคือ ไม่มีจักรยานให้เช่า ต้องไปหาเช่าเอาด้านนอก สามารถจองที่พัก Thanh Van 1 ผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรฯ เพื่อรบส่วนลด 1,000 บาท ได้เลย แต่ต้องเป็นครั้งแรกในการจอง และยอด Booking 2,000 บาท ขึ้นไปนะ

เอาล่ะ… สำหรับเย็นนี้ก่อนเดิน Old Town เราจะพาเพื่อนๆ ไปทานร้านดังใน Hoi An กัน ซึ่งร้านนี้ถ้าโชคดีเราจะไม่ต้องต่อคิวยาวครับ แต่เอาจริงๆ คือ ร้านดังๆ ส่วนใหญ่ใน Hoi An จะต้องต่อคิวยาวมาก ซึ่งเราโชคดีที่วันนั้น เราไปในตอนที่คนลุกออกจากโต๊ะพอดี

ร้านนี้ชื่อ Con Linh เป็นร้าน Local Food ที่หน้าตาอาหาร และการตกแต่งดูดี และเมนูหลากหลายกว่าร้านเมื่อเที่ยงครับ ผมจำไม่ได้แล้วว่าสั่งอะไรมาบ้าง แต่รสชาตินี่คือดีงามสุดๆ บรรยากาศร้านก็ดี  ราคาอาหารก็พอตัว แต่ไม่ถือว่าแพง

เมนูที่ผมชอบที่สุดในร้านนี้คือ Fried Spring Roll เป็นปอเปี๊ยะทอด ซึ่งที่นี่เค้าไม่ใช้แป้งห่อหนาเหมือนบ้านเราครับ เค้าจะใช้แป้งที่ไว้ทานกับแหนมอ่ะ บางๆ มาห่อ แล้วคืออร่อยมาก แป้งมันบางแต่กรอบ แล้วไส้ด้านในคือดี มีส่วนผสมของเนื้อและผักที่พอเหมาะ จิ้มน้ำจิ้มพื้นเมืองไปละก็ หู้ววววว…. เลิศ!!!

ร้านนี้อาหารอร่อยครับ หน้าตาดี ถ่ายรูปสวย จะไปหรือไม่ไปก็ได้ ซึ่งถ้าไปหากมีโทรศัพท์ แนะนำว่าควรโทรไปจองก่อนเลย กลัวเดินไปถึงแล้วต้องรอเก้อหน้าร้าน เดี๋ยวเสียเวลาเดินย่าน Old Town ครับ

ฮอยอัน หรือ โห่ยอาน (เวียดนาม: Hội An) เป็นเมืองขนาดเล็กริมฝั่งทะเลจีนใต้ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดกว๋างนาม มีประชากรอาศัยอยู่ราว 80,000 คน ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเมืองท่าบนปากแม่น้ำทูโบน ซึ่งมีชื่อว่า “ไฮโฟ  ” ตอนนั้นเป็นศูนย์กลางทางการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และอินเดีย ตอนเราไปจะเห็นบ้านเรื่องมีลักษณะแบบหลุดเวียดนามไปเลย

ซึ่งเดิมทีเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายหนึ่งคั่นอยู่กลางเมือง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นที่อีกฝั่งหนึ่งของคลอง ตัวสะพานสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และในปี พ.ศ. 2542 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า ” เป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ รวมถึงอาคารต่างๆ ภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี ”

เรียกได้ว่าดูเมืองเพลินเลยล่ะ ทุกวันนี้ฮอยอันยังคงเป็นเมืองขนาดเล็กเช่นเดิม แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก เอาจริงๆ คือมากขึ้นทุกปี เอาแค่คืนนี้ที่เราเดินเล่นก็เบียดเสียดกันจนไม่รู้ว่าอนาคตสถานที่แห่งนี้จะเป็นยังไง

เดินมาเรื่อยๆ เราจะเจอแม่น้ำที่กั้นเขตสองฝั่ง บริเวณนี้เองเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวมาปล่อยกระทง และล่องเรือกันครับ คือล่องเรือชมเมืองสองฝั่ง ราคาไม่แรงมาก แต่ตอนเราไปไม่ได้ล่อง เพราะแค่เดินอยู่ด้านบนก็ลายตาแล้ว คนเยอะมากๆ

ขากลับเจอร้านหนึ่งคนเต็มหน้าร้านเลย ชื่อร้านตามป้าย MOT HOI AN คือเป็นน้ำสมุนไพรที่เอาหลากศาสตร์ตารวมกัน เสริฟด้วยแก้วกระดาษพร้อมหลอดกระดาษ ราคาแก้วละ 20,000 VND รสชาติแปลกดีครับ

สรุปค่าใช้จ่ายวันแรก

(ทริปนี้เราเดินทางกัน 10 คนครับ)

  • ค่าอาหารกลางวันร้าน Ba Duong 760,000 VND
  • ค่ารถ 285 USD = 6,630,000 VND
  • ค่า Busket Boat 1,000,000 VND
  • อาหารเย็นร้าน Con Linh 1,110,000 VND
  • กินเล่น Old Town 212,000 VND
  • ค่าที่พักคืนแรก 4,510,000 VND

รวมเป็นเงินคนละ ‭1,885 THB

DAY 2 ดานัง น่ารักน่าชัง

เช้านี้เราเช่าจักรยานคนละ 30,000 VND ปั่นดูเมืองตอนเช้าครับ จริงๆ ช่วงเช้าของที่นี่จะมี Cafe ที่นั่งเป็นเก้าอี้ซักผ้าเต็มไปหมดเลย เพื่อนๆ สามารถหาร้านที่คิดว่าโอเคนั่งได้ บริเวณสะพานญี่ปุ่นก็มี แต่เช้านี้ของเรา ขอกลับไปที่ที่เคยมาครั้งแรกหน่อย ไม่ไกลจากที่พักมากครับ เป็นร้านกลางสี่แยกเลย

เหตุผลที่เลือกร้านนี้ เพราะชอบดูคนที่นี่ขับรถครับ คือใครเคยมาเวียดนามจะรู้วัฒนธรรมการขับรถของคนที่นี่ เหมือนจะชนกันแต่ก็ไม่ชนกัน เหมือนบีบแตรด่ากัน แต่ก็ไม่เชิง กินอาหารเช้าไป ซิปกาแฟรสโปรด แล้วดูรถวิ่งผ่านไปผ่านมา ชิลดีครับ และไม่แน่เช้านั้น เราอาจเป็นผู้มีประโยคช่วยคนจากอุบัติเหตุด้วย

เมื่อคืนเป็นยังไง ตอนเช้าก็ประมาณนั้นครับ แต่จะเห็นสถาปัตยกรรมของที่นี่ชัดเจนขึ้น ได้เห็นรอยแตกของตึกรามบ้านช่องที่บอกว่าสถานที่แห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแค่ไหน เมื่อวานไม่ได้พาไปดูสะพานญี่ปุ่นประวัติศาสตร์ วันนี้เลยจะพามาชมสักหน่อย

ที่นี่เป็นอีกที่ีที่คนเวียดฯ ชอบมาถ่าย Pre-Wedding กัน จึงไม่แปลกที่เราปั่นจักรยานอยู่ จะเห็นคู่รักถ่ายรูป Pre-Wedding กลางเมืองนี้

ปั่นไปริมน้ำ ภาพเมื่อคืนกับตอนเช้าต่างกันลิบลับ กลางคืนวุ่นวายมาก พอตอนเช้านี่เป็นกระจก Reflect เมืองได้อย่างงาม แนะนำให้มาถ่ายรูปบริเวณริมน้ำเลยถ้าเป็นช่วงเช้า สวยงามมากๆ

ถ้ามีเวลาอยากให้ตื่นเช้ามาปั่นจักรยานเล่นที่เมืองนี้นะครับ สำหรับไมถือว่าสิ่งนี้คือ Bucket List ของการมาเยือน Hoi An เลย ที่สำคัญคือควรศึกษาสถานที่ต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาด้วย เราจะได้อินกับสถานที่กันจริงๆ ซึ่งในรีวิวเอาภาพมาให้ดูแค่บางจุดนะ ระหว่างที่เราปั่นเล่น เจออะไรสวยงามเยอะมากเลย แต่จอดถ่ายได้ไม่หมดจริงๆ

และเนื่องด้วยข้ามถนนไปอีกฝั่ง เราก็จะเจอทะเลแล้ว หากไม่ไปทะเลก็เหมือนมาไม่ถึง Hoi An เหมือนกัน เอาเข้าจริงๆ ใครที่มาแล้วมีเวลามากกว่าเรา ควรมากๆ สำหรับสถานที่พวกนี้ ไปนั่งชิล เล่นน้ำช่วงเย็นนะครับ ดีมากเลยขอบอก แต่เราเวลาน้อย มานั่งช่วงสายดูความสงบของที่นี่สักครึ่งชั่วโมง ก็โอเคแล้ว

ที่นี่คิดค่าใช้เก้าอี้ชายหาดด้วยนะ คนละ 150,000 VND ฝั่งราคาแล้วตกใจนิดหน่อย สำไรผมถือว่าแพงมาก ไม่แปลกที่ฝรั่งบางคนนั่งง่ายๆ ริมหาดไปเลย มาก็เอาเสียหน่อย สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มาคลายร้อนกันจ้าาาา

ที่ต่อไปเราจะตรงดิ่งไปที่ดานังเลยครับ ซึ่งดานัง หรือ ด่าหนัง (อังกฤษ: Da Nang; เวียดนาม: Đà Nẵng) เป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลางตอนใต้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ อยู่ในเขตร้อนชื้นมรสุม โดยทั่วไปจะมีอุณหภูมิสูงและมีความผันผวนน้อย ฤดูฝนฤดูฝนตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม และฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคมโดย จะมีฤดูหนาวเป็นช่วงๆ เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ค่อยหนาว ส่วนใหญ่จะร้อนและมีฝนมากกว่า เพราะติดกับทะเลทางฝั่งตะวันออก

ไม่นานนักก็มาถึงสถานที่ต่อไปของเรา นั่นก็คือ Linh Ung Temple ที่นี่มีเจ้าแม่กวนอิมแกะสลักหินอ่อนสีขาว ความสูงเท่ากับตึกขนาด 30 ชั้น จุดรวมสายตาจากทุกมุมของเมืองดานังที่เราเห็นมาแต่ไกลตอนขับรถมา

ที่นี่สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 2010 ใช้เวลาสร้างนาน 6 ปี โดยรูปปั้นองค์เจ้าแม่กวนอิมนั้นมีความสูงถึง 67 เมตร ตั้งอยู่บนฐานดอกบัวกว้าง 35 เมตร คือเห็นแบบนี้นี่เป็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยนะ ซึ่งชาวดานังสร้างเจ้าแม่กวนอิมพระองค์นี้ขึ้นเพื่อให้ท่านปกปักษ์รักษาดานังจากภัยธรรมชาติ และพายุไต้ฝุ่น ที่เคยเข้ามาทำลายเมืองในหลายปีก่อนหน้านั่นเอง

ช่วงบ่ายเราจะไป Bana Hills กันครับ แต่ก่อนไป จะพาเพื่อนๆ เข้าไปในตัวดานังก่อน ซึ่งจะมีโซนหนึ่งที่เรียกว่าเป็น One Stop Service คือจอดรถที่เดียว ได้ทั้งร้านข้าว คาเฟ่ และสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งจุด ขึ้นรถ แล้วเดินทางกันต่อเลยง

จอดแรกที่เรามาคือร้านอาหารครับ ร้านนี้ชื่อ KOME’s Vietnamese Traditoinal Food มองดูด้านนอก เหมือนไม่มีอะไร แต่บอกเลยว่า ต้องโทรจองนะครับ คือคนจะเต็มตั้งแต่ชั้นสองเป็นต้นไปเลย ช่วงที่เราไปต้องขึ้นไปกินชั้นสามแหนะ

ร้านอาหารที่นี่เป็นร้านอาหารเวียด แบบดั้งเดิมจริงๆ นี่แหละ ราคาอาจจะแรง แต่เหมือนพิจารณาจากรูปลักษณ์ รสชาติ รวมถึง Location บอกเลยว่าสามผ่าน อาหารในเมนูจะทำเป็น Set ให้เพื่อนๆ เลือก แต่หากไม่เอาเป็นรูปแบบ Menu Set สามารถสั่งเป็นอย่างๆ ตามความต้องการได้

จริงๆ ภายในร้านเค้าก็ตกแต่งดีนะ เอาจักสานมาทำเป็นเพดานลดแสงสว่างจากไฟ ตัวผนังเป็นโทนขาวเหลือง โต๊ะก็เป็นไม้ แล้วม่านบังแดดก็เป็นหวายจักสานสวยๆ เรียกได้ว่า แม้จะอยู่ในเมือง แต่เพิลนความเป็น Old Town จริงๆ

ในตรอกข้างๆ ร้านอาหาร มี Cafe’ หน้านั่งอยู่ร้านหนึ่ง เป็นร้านที่ดูภายนอกไม่ต้องให้คนมาเรียกให้เข้า ก็จะเข้าไปเองนี่แหละ เพราะเพียงด้านนอก ก็น่าเข้าสุดๆ ไปแล้ว โดยตัวร้านมีอยู่สองชั้นด้วยกัน

ภายในร้านคือโทนแสงโทนสีดี มีความดิบของปูนเปือย มีความจัดวางดอกไม้ แต่ตัดสีแดงน้ำเงินให้ Contrast กับ Background ต่างๆ ที่เป็นสีหม่น เมนูมีหลายเมนู พอเข้าไปกลิ่นกาแฟฟุ้งเลย

 

มาเวียดนามห้ามพลาด Coconut Coffee นะครับ เค้าบอกว่าเด็ด และอีกเมนูหนึ่งที่เราแนะนำสำหรับร้านนี้คือ Ice cream with black coffee คือดีมาก รสชาติของกาแฟที่นี่จะแตกต่างจากเมืองหลายๆ เมืองที่เราเคยไปมาแน่นอน อยากให้ลองสักเมนูสองเมนู ก่อนไปถ่ายรูปเล่นที่จอดสามกัน

จอดสามคือโบสถ์ดานังครับ คือด้วยความที่มีประวัติมากมายทั้งเมืองขึ้นเอย มีการย้ายคนข้ามฟาก ย้ายถิ่นฐาน จึงไม่แปลกหากคนที่นี่จะมีหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรม หากมีเวลา อยากให้แวะไปดูความสวยงามของโบถท์สีชมพูกลางเมืองแห่งนี้ดูครับ

เดินเล่นให้ย่อยกันหน่อย ก่อนจะไป Highlight อีกที่ของดานัง ซึ่งคิดว่าหลายคนในช่วงหลังมาดานังเพราะสถานที่แห่งนี้ครับ การเดินทางไป Bana Hills ใช้เวลาไม่นาน ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ซึ่งระหว่างทางเพื่อนๆ จะได้เห็นวิวภูเขาตั้งตระหง่าขนาดใหญ่ และหากใครตาดี อาจเป็นเมืองฝรั่งเศสจำลองบนยอดเขาด้วย

เขาว่ากันว่า Bana Hills หากอยากได้หมอกตอนช่วงขึ้น Cable Car ควรมาตอนเช้าตรู่ครับ จริงๆ ทุกคนรุ้แน่นอน แต่เวลาที่เหลือของการเที่ยวของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ตอนบ่ายมา Bana Hills ก็ไม่ได้แปลกอะไรใช่ไหม ๕๕๕๕

เพื่อให้เข้าใจ Bana Hills แบบสั้นๆ ได้ใจความ ขออธิบายเป็น 9 ข้อควรรู้ ง่ายๆ ให้ได้พอเข้าใจ Concept ของที่นีกัน มาเริ่มข้อแรกกันเลยนะ

  • ทางขึ้น… เป็นกระเช้าไฟฟ้าประเภทไม่มีการหยุดแวะระหว่างทางที่ยาวที่สุดในโลกที่ 5,801 เมตร
  • ข้างบนมีหลายโซนให้เลือกเล่นมากมาย เรียกได้ว่าถ้าเที่ยวจริงๆ คือหนึ่งวันอาจเก็บไม่หมด โซนที่ฮิตฮ็อตที่สุดตอนนี้คือ Golden Bridge มือที่อุ้มสะพานเอาไว้ (เหมือนในวีดีโอ)

  • หากต้องการหลีกหนีผู้คนจำนวนมาก แนะนำให้จองที่พักด้านบน ข้างบนมีที่พักอยู่สองเจ้า ที่สำคัญ ราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 2,300 บาท (ซึ่งเพื่อนๆ สามารถจองผ่าน https://www.booking.com/s/palapi11 แบบผูกบัญชีบัตรเครดิท เพื่อรับส่วนลดเงินคืน 1,000 บาท ใช้ได้แค่คนละครั้งเท่านั้น)

  • ตั๋วปกติ ซื้อราคา 750,000 VND แต่หากไปช้าหรือตั้งใจไปช่วงเย็น 4 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม ตั๋วจะลดราคาลงมาเหลือ 600,000 VND ซึ่งการซื้อตั๋วแนะนำให้ซื้อจากเว็บไปก่อน ไม่งั้นจะรอคิวนานมากในบางวัน (ซื้อ online ได้ที่ https://www.kkday.com/en/product/26212?cid=6193) ส่วนตั๋วสำหรับเด็ก ราคาจะลดหลั่นกันไป และต่ำกว่า 100 cm. เข้าฟรี
  • นอกจากโซน Golden Bridge ยอดฮิต ก็มีโซนเอาใจเด็กๆ เป็นสวนสนุกกลางหุบเขา มีเครื่องเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Coaster, Giant Drop, Dancing game, Climbing คือเยอะมากๆ

  • เวลาที่ดีที่สุดคือช่วงเช้าก่อน 8 โมง กับช่วงเย็นตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม จะถ่ายรูปสวยมาก
  • Cable Car เที่ยวแรกคือ 7.30 น. รอบสุดท้ายหมดที่เวลา 22.00 น. อย่าเที่ยวเพลิน เช็คเวลากันดีๆ
  • ข้างบนอากาศดี อุณหภูมิเหมือนเปิดแอร์ในห้องที่ 20 ต้นๆ และจะต่ำลงถึงราวๆ เลข 10 ปลายๆ ในช่วงกลางคืน
  • Lunch Buffet ข้างบนดีมาก ของกินดี แต่ราคาถูก อันนี้แนะนำสำหรับคนที่แพลนขึ้นมาทานมื้อกลางวันด้านบน

 

คือจะบอกว่านี่เป็นแค่ข้อมูลคร่าวๆ นะ ซึ่งหากแนะนำจริงๆ ก็นั่นแหละ ควรมานอนข้างบนเลย จะได้ถ่ายรูปตอนคนน้อยๆ แล้วก็ห้ามพลาด Lunch Buffet ของที่นี่ด้วย จริงๆ วันนี้เราหมดแล้วนะกิจกรรม แต่มาดานัง ก็ห้ามพลาดอาหารทะเลนะ ซึ่งเราหาที่พักติดทะเลเลยคืนนี้

กลับลงมาจาก Bana Hills ก็มืดพอดีครับ เอาของลงจากรถ เช็คอิน และเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้ชื่นใจกันก่อน คืนนี้เรานอนกันที่ Chu Hotel นะ เป็นโรงแรมสองดาว ที่ผมคิดว่า ดีระดับหนึ่งเลย

คือตัวห้องพักใหญ่มาก เตียงนุ่ม หมอนนอนสบาย ที่สำคัญคือห้องน้ำสะอาด พื้นเดินไม่มีฝุ่นติดเท้า และมีอาหารเช้าบริการให้

จาก Chu Hotel เดินไปไม่ไกลครับ ราวๆ 3 นาที เราจะได้ร้านกิน Sea Food เลย ซึ่งร้านนี้ถือว่าใหญ่มากๆ มีของทะเลสดๆ ให้เราเลือกเป็นบ่อๆ แล้วก็สั่งให้พนักงานทำเดี๋ยวนั้นเลย ร้านชื่อ Hai San Tu Chon ครับ อยู่ริมทะเลเลย

เมนูวันนี้เราเลือกของสดหลายอย่างนะ ไม่ว่าจะหอย ปลา กุ้ง รวมถึงของแปลกๆ ที่เราไม่เคยกิน บวกกับสั่งเป็น Sea Food Hot Pot มาอีก 3 หม้อ

รสชาติดีทุกเมนูเลยนะเอาเข้าจริงๆ แล้ว แต่ถ้าจะใหบอกว่าอันไหนอร่อยสุด เห็นจะเป็นเส้นมาม่าตอนที่เอาจุ่มใส่ Soup Seafood แล้วก็เนื้อปลาหมึก ที่สดจริงๆ วางลงไปในน้ำเดือดๆ แค่ 10 วิ ก็เอามากินได้แบบเด้งดึง รสชาติหวานปากมาก

 

ทริปนี้สนุกดีครับ อีกอย่างที่ไม่ได้บอกไปคือเบียร์ Local ที่นี่ถูกมากนะ ราคาขวดละ 20 บาท จึงไม่แปลก ที่สั่งทานกันเป็นว่าเล่น นี่ไง เราเที่ยวได้แค่นี้จริงๆ ว่าวันน้อย เวลาน้อย เดี๋ยวพรุ่งนี้เรากะจะตื่นสายๆ แล้วก็บินกลับกันช่วงบ่ายเลย แต่หากเพื่อนๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ มีแรงเหลือ ไปต่อได้นะ ดานังยังไมีอะไรให้เที่ยวที่ใช้เวลาเพียงครึ่งวันอีกเยอะเลย

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่สอง

//วันแรกจ่ายคนละ 1,885 THB

  • มื้อเช้า 510,000 VND
  • เช่าจักรยาน 180,000 VND
  • เครื่องดื่มริมทะเล 270,000 VND
  • ร้าน Kome’s 1,225,000 VND
  • Cafe 320,000 VND
  • Bana Hills 750,000 VND
  • Sea Food 3,641,000 VND
  • ค่าที่พัก 3,780,000 VND

รวมวันที่สองจ่ายคนละ 1,420 THB

รวมทั้งทริป จ่ายคนละ 3,305 บาท

 

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *