กินเที่ยว ไทเป 3 วัน 2 คืน ด้วยเงิน 6,000 บาท [ ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ]

จริงๆ ไต้หวันเป็นเมืองผิวเผินที่เที่ยวง่าย ดูเหมือนว่าจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก็ยังไม่ได้ไปสักที ที่ว่าเที่ยวง่าย เพราะมันใกล้บ้านเรา บิน 3 ชั่วโมงก็ถึง ค่าเงินก็ไม่ต้องคิดเยอะ 1 ดอลลาร์ไต้หวัน = 1 บาทไทย ไหนจะอุณหภูมิที่คล้ายบ้านเราอีก แต่ที่ดีงามและแปลกตาคือเรื่องวัฒนธรรม ที่เหมือนรวมทั้งจีนและญี่ปุ่นมาไว้เมืองเดียว และที่พลาดไม่ได้ คืออาหาร ที่ถูกปากคนไทยแบบมากๆ หากถามว่าอยากกลับไปเที่ยวอีกครั้งที่ประเทศไหน คงทำให้ใครหลายคน List ไต้หวันไว้เป็นอันดับต้นๆ

จริงๆ ทริปนี้เป็นทริป 3 วันก็จริง แต่เราเที่ยวกันจริงๆ แค่ 2 วันเต็มครับ นอกนั้นคือเวลาเดินทาง ก็ถูกแล้วล่ะ กะมาเที่ยวแค่เสาร์อาทิตย์ เนื่องจากเราทำงานประจำ ไม่มีวันหยุดบ่อยๆ เหมือนคนอื่นเค้า การมาทริปไต้หวัน จึงเป็นอะไรที่เป็นไปได้ที่สุดสำหรับ Weekend แบบนี้

ข้างบนคือแผนการเดินทางที่เพื่อนๆ สามารถ copy ตามรอยได้อย่างง่ายดาย ผมทำวันเวลาที่จะไปแต่ละสถานที่ให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ๋จะเป็นจุด Landmark ต่างๆ ถ้าร่างกายไหว ก็คงไปได้หมด แต่เดี๋ยวพอถึงหน้างานค่อยว่ากัน อาจเที่ยวได้น้อยกว่าแพลน หรือเที่ยวเยอะกว่าแพลน ไม่มีใครรู้ได้ คิดว่าเพื่อนๆ น่าจะอยากเห็นของจริงที่ไม่ใช่ตารางเที่ยวแล้ว เอาเป็นว่าเราไปกันเลยดีกว่า มา!!

เนื่องจากเราไปกัน 4 คน 3 วัน และบินกันเช้าตรู่มากๆ หากจะขับรถไปก็เกรงจะอันตราย เอารถไปจอด ก็คงจะเสียค่าจอดราวๆ 1,000 บาท พอมาคิดแบบนี้ การมีคนมารับส่งไปกลับสนามบินคงจะง่ายกว่า และสะดวกอีกด้วย ด้วยความที่ใช้ Traveloka บ่อยมาก เลยเหลือไปเห็นช่อง “บริการรับส่งสนามบิน” นี่ก็เลยลองกดใช้ดูเลย

เราก็ทำการจองให้มารับทั้งขาไปและขากลับเลย ราคามีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับรถที่เราเลือกครับ พี่เค้าบริการดีมากๆ ยกกระเป๋าให้ และขับปลอดภัย ที่สำคัญคือมารับเวลาไหนก็ได้ อย่างเรานัดมารับเที่ยงคืน ก็มีรถมารับที่พีคคือ ขับมาหน้าลิฟท์ที่พักเลย ๕๕๕๕   ส่วนขากลับ ก็จะมีป้ายชื่อมารอรับที่สนามบินเลย ก็ดูแลกันไปจนถึงบ้าน เรียกได้ว่าตอนนี้ Traveloka เค้าใกล้คำว่า Travel One Stop Service มากขึ้นเรื่อยๆ

ทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Nokscoot เป็นสายการบินมาตรฐาน ราคาดี คุณภาพสูง ที่หลายคนมักสับสนว่าคือนกแอร์ แต่เปล่าเลย Nokscoot ก็คือ Nokscoot ไม่ใช่นกแอร์ โดย Nokscoot เองเป็นเครื่องบินราคาประหยัดอีกสายการบินหนึ่งที่เวลาบินดีมากๆ สำหรับขาไป คือบินเช้ามืดแล้วตื่นมาเช้าที่ไทเปเลย ที่สำคัญ ราคาต่อเที่ยวอยู่ในเรทที่จับต้องได้ 2,000 – 5,000 บาท เรียกได้ว่าหว่านหาได้ทั่วไปเลยล่ะ ทริปนี้เราบิน Flight XW182 จะถึงไปเปราวๆ 8 โมงเช้าพอดี

ในห้องผู้โดยสารของ Nokscoot จะแบ่งออกเป็นสองส่วนนะครับ คือชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด ซึ่งต้องขอบอกข้อดีอย่างหนึ่งของ Nokscoot ไว้ตรงนี้เลยว่า มีช่องวางขาที่มีพื้นที่เยอะมาก นั่งสบาย สะดวก เข่าไม่ติดเก้าอี้ และในชั้นประหยัดเองก็มีอยู่สองโซนด้วยกัน จะมีโซน General กับโซน Silent ครั้งนี้เราก็เดินทางกันโดยนั่ง Silent Zone ครับ จะเป็น Zone ที่มีม่านปิดแบ่งโซนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวน และไม่ให้เด็กน้อยนั่งบริเวณโซนนี้ครับ

พอถึงสนามบินเถาหยวนก็รับกระเป๋าแล้วออกไปโซน Arrival ทันที ฝั่งซ้ายจะมี Sim Card ขายครับ ซึ่งราคา 3 วัน จะเป็นเน็ตไม่จำกัดบวกค่าโทรให้อีก 100 TWD ราคาประมาณ 250 บาท เอกสารที่ใช้ ก็จะมี passport แค่นั้น สามารถใส่ซิมได้เลย โดยไม่ต้องตั้งค่าอะไร

เอาล่ะ เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าเมืองไต้หวันกันแล้ว จริงๆ มากัน 4 คน แต่ตอนนี้เราบินมา 3 เพราะอีกหนึ่งคนตดธุระ จะบินตามมาในวันพรุ่งนี้ จากตัวสนามบินใช้เวลา 45 นาที สำหรับ Taxi และเวลาราวๆ 1 ชั่วโมง สำหรับการนั่งรถไฟเข้าเมือง

ที่พักของเราในค่ำคืนนี้คือ New Stay Inn 2 ครับ จองผ่าน Traveloka ได้ราคาดีมากๆ นอนได้ 4 คน ที่พัก 2 คืน อยู่ที่ราคา 5,500 บาท อยู่ใจกลางเมืองเก่าของไทเปเลย ซึ่งถือว่าโอเคมากๆ เพราะเดินทางง่าย และอย่างที่บอกว่า ห่างจากสนามบินเพียง 45 นาทีเท่านั้น

ที่พักสำหรับผม ถ้าที่ไหนดี นั่นหมายถึงว่า ต้องมีชุดแปรงฟัน ให้เราครับ และที่นี่ ก็ตอบโจทย์ได้อย่างดีที่เดียว หาไม่ยากครับ อยู่ใน Location ที่ดีจริงๆ แต่หากเพื่อนๆ ยังไม่โอเคกับสถานที่นี้อย่างผม ก็สามารถหาที่พักราคาถูก และดูแผนที่ประกอบตามย่านต่างๆ ที่เราต้องการพักได้ผ่านทาง Traveloka ได้เลย เพราะสะดวก จองง่าย และมีช่องทางชำระเงินเยอะมากกกกก

จากสนามบินเข้ามาใน Downtown Taipei จนมาถึงที่พักของเราในทริปนี้ ราคาประมาณ 700-900 บาท แต่ถ้านั่งรถไฟฟ้าจะอยู่ที่ 150-200 บาท ซึ่งก็ต้องเดินต่อมาอีกราวๆ 1 กิโลเมตร อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคนเลยนะครับ อย่างเรามากันหลายคน มา Taxi น่าจะสะดวกและประหยัดเวลากว่า ไม่นานก็มาถึงที่พัก ซึ่งก็ยังเข้าพักไม่ได้ ได้แค่ฝากกระเป๋าไว้ เราไปถึงตั้งแต่ก่อน 9 โมงเช้า แน่นอนว่าต้องหิว มีร้าน Local หน้าที่พัก อ่ะไหนขอดูหน่อย

เป็นร้านข้าวต้มครับ เค้าก็จะทำกับไว้ แล้วก็ต้มข้าวต้นไว้หม้อหนึ่ง ข้าวต้มที่นี่กลิ่นหอมแปลกมาก แล้วตัวเนื้อข้าวก็แปลกกว่าไทยเยอะ ออกไปทางแป้งๆ หน่อย แต่รวมๆ แล้ว อร่อย หมอ กินง่าย ค่าเสียหาย 200 บาท ( ขอใช้หน่วย “บาท” เลยแล้วกันนะครับ เนื่องจาก 1 ดอลลาร์ไต้หวัน เท่ากับ 1 บาทไทย)

เอาล่ะ… หลังจากที่หนังท้องอิ่มกันแล้ว คิดว่าคงมีแรงเหลือๆ วันนี้ทั้งวัน เราขอเปลี่ยนตารางทริปโดยหยิบเอาทริปของวันที่สองมาไว้ในวันที่หนึ่ง นั่นก็คือจะเดินทางรอบตัวเมืองตามแพลน เท่าที่จะทำได้ ลำดับอาจสลับกัน แต่ก็ประมาณนี้ โดยทริปนี้ เราขออนุญาตนั่ง Taxi ตลอดทั้งทริป เพราะไม่อยากเสียเวลานั่งรถไฟ อีกอย่าง เรามากัน 3 คน ในวันแรก หารค่า Taxi กัน ก็คงไม่แพงกว่านั่งรถไฟเท่าไหร่ และขอสรุปไว้ก่อนเที่ยวเลยว่า ค่า Taxi รอบเมืองวันแรก หมดไปประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น

แต่ถ้าหากใครที่ไม่ได้มาเยอะ มาคนสองคนแล้วอยากประหยัดค่าใช้จ่าย ก็สามารถ Save แผนที่รถไฟตัวนี้ไปได้เลยครับ รับรองว่าได้ใช้แน่ ผมว่าเรื่องที่ห่วงคงยังไม่หมดแค่นี้หรอก เดี๋ยวงคงมีแทรกๆ ไปตามการเดินทางเรื่อยๆ อ่อ… อีกเรื่องคือปลั๊กที่นี่ เป็นรูปเรียบสองรูนะครับ เหมือนบ้านเราเลย แต่หากใครเครื่องใช้ของใครเป็นรูกลม ก็นำ Adapter มาด้วยแล้วกัน

D A Y 1: Taipei’s sightseeing

Destinations: Dadaocheng – Huashan 1914 Creative Park – National Chiang Kai-shek Memorial Hall – Red 99 Individual Spicy Hot Pot – Songshan Cultural and Creative Parkk – Xiangshan (Elephant Mt.) – Takemura Izakaya

จากแผนที่ด้านบน เราตัด Wulao Hotpot, Taipei Fish Market ออกไปในวันแรก แล้วจะไปเก็บวันที่สอง ส่วน Ximending Walking Street นี่คือไม่ได้ไปเลย เพราะเที่ยวรอบเมืองทั้งวัน บอกเลยว่าเหนื่อยมาก Taipei คือร้อนพอๆ กับบ้านเรา แล้วคือหน้าร้อน เรียกได้ว่า อบอ้าวสุดๆ เพราะเป็นเมืองติดทะเล เอาล่ะ เรามาเริ่มที่แรกกันเลยดีกว่า

Dadaocheng

Local Location Search: 103台北市大同區南京西路237號

ย่านนี้จะเป็นย่าน Old Taipei ครับ คือเป็นฝั่งตะวันตก ติดริมน้ำ เป็นเมืองเก่าของไทเป เป็นย่านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่รูจัก เพราะคน Local เท่านั้นจะมาที่นี่ และนี่เป็น Main หลักของทริปนี้ครับ  เราพยายามจะมาที่ที่ Local มากันเยอะที่สุด เดินทางที่พักของเราไม่ไกลเลย ราวๆ 800 เมตร

เรียกได้ว่าเดินชมเมืองเก่าไปครับ และไทเปคือไม่ว่าจะเป็นถนน ตรอก ซอกซอยไหน จะมีร้านอาหาร ร้านขายของทุกร้าน ไม่จำเป็นต้องไปย่านดัง หรือมีชื่อก็ได้ ยิ่งเข้าไปในจุด Local จริงเจอของ Local และวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบ Real Life ของคนที่นี่ ทริปนี้ต้องปรบมือให้พ่อกับแม่ครับ อายุเยอะแล้ว แต่ก็เดินไหว เพราะตื่นเต้นกับการมาต่างเมือง

ด้วยความเซี้ยน อดไม่ได้จริงๆ ที่จะซื้อชาไข่มุก ต้องบอกแบบนี้ครับว่า ชานมไข่มุกที่ไต้หวันเยอะมากกกกกกก Mission อีกอย่างในทริปนี้คือ กินชานมไข่มัุกของไต้หวัน ที่ไม่มีในไทยครับ คือจะพยายามกินทุกร้านเท่าที่กินได้ อย่างเห็นความต่าง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่ต่างมาก แค่ได้ฟีลลิ้งว่า มากินที่เมืองต้นกำเนิดเฉยๆ ว่าแต่… ร้านนี้อร่อยนะ ไข่มุกหวานหอมกำลังดี และนมที่ใช้คุณภาพดีมากกกก

เดินตรงขึ้นมาทางเหนือของถนนอีกนิด จะเห็นตลาดครับ เป็นจุดที่เน้นขายของสด และเอาของสดมาทำกินกันสดๆ เลย มีหลายอย่างมาก เรียกได้ว่า ไม่มาไม่ได้แล้ว และจุดที่คนสนใจต่อคิว นั่งกันเต็ม Bar ก็คือจุดนี้ครับ

เป็นร้านขายปลาสด และอาหารทะเลสด นี่ไม่รู้จะสั่งอะไร เลยเอาข้าวหน้าปลาแซลมอนมาลองเชิง ราคาชามละ 240 บาท ก็เอาเนื้อมาแร่กันสดๆ น่าทานสุดๆ

ต้องบอกว่าตัวเนื้องแซลมอนนุ่มลิ้น หอม และละมุนละลายในปากมาก แต่ข้าวที่เค้าใช้เนี่ย ต่างจากข้าวญี่ปุ่นที่เราทานกันครับ คือมันจะเป็นข้าวที่มี Texture เป็นแบบไทย แต่มี Taste เป็นแบบญี่ปุ่น คำแรกที่เอาเข้าปากคือแปลกมาก แต่พอเคี้ยวไปนานๆ แล้ว หวาน หอม สรุปคือ มาแดก!!!

Huashan 1914 Creative Park

Local Location Search: 100台北市中正區八德路一段1號

หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ Dadaocheng มาสักพัก ก็นั่ง Taxi 100 กว่าบาทมาที่ Huashan 1914 Creative Park ครับ ซึ่ง Huashan 1914 Creaative Park นี่เป็นจุดจัดนิทรรศกาล งานแสดง รวมถึงเป็นอีกจุดที่คู่รุกที่กำลังจะแต่งงานมักมาถ่าย Pre-Wedding กันที่นี่ เป็น Creative Park ที่อยู่ในโซนของ Old Taipei ที่กลุ่มเด็กแนว Designers มาเดินเยอะมากๆ

อย่างตอนเราไปก็มีคู่แต่งงานมาถ่ายรูปกันครับ แล้วก็มีนิทรรศกาลต่างๆ เต็มไปหมด อารมณ์มันจะเหมือนโกดังที่มีหลายโกดัง ซึ่งแต่ละโกดัง ก็จะถูกเช่าเพื่อจัดนิทรรศกาลครับ แต่ละนิทรรศกาลไม่ได้อยู่ตลอดไป ขึ้นอยู่กับว่า จะเช่าถึงช่วงเวลาไหนเท่านั้น โดยจุดเด่นที่สังเกตุได้ง่ายคือ โกดังที่มีต้นไม้เรื้อยคลุมอย่างในภาพนี้เอง

แต่ละนิทรรศกาลก็มีทั้งชมฟรี และเสียเงินครับ แล้วแต่เวลา และความตั้งใจของเราเลยว่าอยากมาชมอะไร แต่อย่างผม มาด้วยความเพราะอยากรู้ว่าที่นี่คืออะไร และพอเข้าใจ Concept บ้างแล้ว ก็ไม่ได้อินอะไรเบอร์นั้น แต่ไหนๆ มาแล้ว ก็ขอเข้าไปชมผลงานของใครคนใดคนหนึ่งหน่อยเถอะ และก็เดินมาถึงตรงนี้ครับ จุดที่เข้าฟรี ไม่ต้องเสียเงิน

ภายในนิทรรศกาลนี้เป็นการ Design อย่างมีเอกลักษณ์ที่เอามาประยุกต์ใช้กับสิ่งของประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น เคสโทรศพท์ หม้อหุงข้าว ไม้กวาด เตารีด เฮียแกเอามา recap ใหม่หมด และยังใช้ได้อยู่จริงๆ คือมันพูดยากนะ เรื่องจินตนาการ หลากความคิดครับ แต่โดยรวมถือว่าผลงานของคนคนนี้ดังพอตัว น่าจะเรียกได้ว่าเป็นตัว Top ของ Taipei อยู่เหมือนกัน

 

นอกจากมีนิทรรศกาลแล้ว ก็ยังมีโรงหนังที่ฉายหนังแนวใต้ดินเหมือนบ้านเราด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสั้น หนังโดยผู้กำกับสมัครเล่น ที่นี่มีเวทีให้ทุกคนแสดงผลงานหมดเลย แต่เราไม่ได้เข้าไปดูนะ เวลาไม่พอ

เดินต่อมาเรื่อยๆ จะเจอ Shop Coffee และของกินอยู่ด้านหลังครับ แต่คืออ่ิมมากแล้วจากย่านตะกี้ ไม่สามารถซื้ออะไรยัดเข้าไปได้แล้ว จนมาถึงจุดหนึ่งเป็นโซนของเล่นที่เจ๋งสุดๆ แม่ผมชอบโซนนี้มากเลย เป็นการเอา Design เก๋ๆ ทำเป็นของเล่นควบกับ วิทยาศาสตร์ มีอไรให้ลองทำเยอะมาก อย่าพลาดโซนนี้เลย คิดว่าใครหลายคนคงหลงรัก

ขอบอกว่าไม่ใช่เฉพาะเด็กที่ชอบโซนนี้ ผู้ใหญ่อย่างแม่ผมนี่พูดแล้วพูดอีก ถึงขนาดขอให้ถ่ายรูปกับบรรยากาศในร้านเลยล่ะ ในร้านมีของขายด้วยนะ หากใครสนใจซื้อเป็นของฝาก ผมว่าดีเลยทีเดียว พอออกมาจากโซนของเล่น ก็นั่งพักเลยครับ เมื่อยขามาก Creative Park ดูเหมือนไม่ใหญ่มาก แต่เดินไปเดินมา ถึงขั้นเมื่อยเลยล่ะ

นั่งพักได้สักพัก ก็ถึงเวลาเดินทางไปจุดอื่นต่อแล้วครับ ซึ่งจุดที่เราจะไปต่อไปนี้ เรียกได้ว่าเป็น The Must ของ Taipei เลย เป็นจุดที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองๆ นี้อย่างแท้จริง

National Chiang Kai-shek Memorial Hall

Local Location Search: 100台北市中正區中山南路21號

ที่นี่คือหอลำรึกเจียงไคเช็ค สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1976 เพื่อเป็นการรำลึกและเทิดทูนอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเชก เป็นอาคารสีขาวทั้ง 4 ด้านมีหลังคาทรง 8 เหลี่ยมสีน้ำเงินแบบสถาปัตยกรรมแบบจีน ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางของจตุรัสเสรีภาพ (Freedom Square) มีบันไดด้านหน้า 89 ขั้นเท่ากับอายุของท่านประธานาธิบดี

ภายในจะมีรูปปั้นทำจากทองสัมฤทธิ์ของท่านในท่านั่งขนาดใหญ่ที่มีใบหน้ายิ้มแย้มต่างจากรูปปั้นของท่านในที่อื่นๆ ซึ่งจะมีทหารยืนเฝ้าไว้ 2 นายตลอดเวลา มันจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทหารเค้าจะกระแทกปืนดังๆ เพื่อให้ผู้คุมมาตรวจสอบหรออะไรสักอย่าง คือรู้สึกสงสารทหารสองนายมาก แบบ ต้องยื่นนิ่งเหมือนหุ่นเลยอ่ะ

ถ้าสังเกตุที่กำแพงด้านในหลังจะมีข้อความปรัชญาทางการเมืองการปกครองของท่านอยู่ 3 คำ คือ จริยธรรม ประชาธิปไตย และวิทยาศาสตร์ ซึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดในการมาเที่ยวชมอนุสรณ์สถานเจียงไคเชก คือพิธีเปลี่ยนเวรทหาร ซึ่งจะมีทุกๆต้นชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10:00-16:00 ของทุกวัน นอกจากนี้ก็จะมีพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาในตอนเช้าตรู่และในตอนเย็นด้วย คือเวลา 06:00 และ 18:10 ในช่วงเดือนเมษายน-เดือนกันยายน อีกช่วงคือเวลา 06:30 และ 17:10 ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม ซึ่งทหารที่ทำหน้าที่นี้จะผลัดเปลี่ยนกันมาจาก 3 เหล่าทัพซึ่งจะมีสีของชุดยูนิฟอร์มไม่เหมือนกัน โดยจะทำหน้าที่กันครั้งละ 4 เดือน

ที่ชั้นล่างของอนุสรณ์สถานจะเป็นห้องจัดแสดงประวัติของอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเชก ซึ่งจะมีภาพถ่ายต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ไปจนถึงรถยนตร์ส่วนตัว และฉากจำลองการทำงานของท่าน ไปจนถึงเรื่องราวของการพัฒนาไต้หวันในด้านต่างๆให้ชมกันด้วย ที่สำคัญ คือมีภาพคู่ในหลวง ร.๙ ของพวกเราด้วยนะ

 

บอกเลยครับว่าเที่ยวในเมืองไทเปเหนื่อยมาก พ่อผมเดินจนปวดขาเลย ไม่ไหวถึงขนาดต้องนั่งพัก แต่คือมาจุดนี้แล้ว ยังไงก็ต้องเดินต่อครับ ขอเตือนว่าหากใครมาได้หวัน สิ่งจำเป็นและสำคัญที่ควรเอามาก็จะมี ร่มกันแดด แว่นกันแดด ครีมกันแดด และเสื้อกันฝน ที่ไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาเมื่อไหร่ เอาล่ะ หิวแล้ว ไปมื้อเที่ยงที่เราจองกันไว้ดีกว่า

Red 99 Individual Spicy Hot Pot

Location Local Search: 106台北市大安區延吉街131巷7號

ชาบูหม้อไฟ ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาไทเปครับ ซึ่งสายเนื้ออย่างเรา ไม่พลาดแน่นอน วันแรกเราขอมาร้านนี้ก่อนแล้วกัน Red 99 Individual Spicy Hot Pot ไม่ดังเท่าไหร่แต่ได้เรื่อง เป็นร้านชาบูที่มีซุปพิเศษโดดเด่นอยู่สองตัว นั่นก็คือ ซุปหม่าล่า และซุปสมุนไพรจีน โดยหม่าล่าจะออกเป็นน้ำแดงๆ สีน้ำตาล เหมือนเวลาที่เราไปกินก๋วยเตี๋ยวที่จีน ส่วนสมุนไพรจีน จะเหมือนต้มข่าไก่บ้านเรา แต่ใช้สมุนไพรจีนมาแทนนั่นเอง

เดินทางไม่ยากครับ นั่ง Taxi จาก Creative Park มาราวๆ 200 บาท โดยการ Search คำว่า ” 106台北市大安區延吉街131巷7號 ” หรือยื่นคำนี้ ให้ Taxi ดูเลย เพราะคนขับ Taxi ไต้หวันส่วนใหญ่เป็นคนสูงวัย และมักพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

มื้อนี้เราเลือกเซตคอมโบพรีเมียม + น้ำอัดลม (สาขา Yanji) ราคาหัวละ 720 บาท (ยังไม่รวม VAT) จะมีน้ำซุปให้เลือก ชุดผัก ชุดเครื่องต้ม และเนื้อหลัก ที่จะเป็นหมูและวัว เรียกได้ว่า เด็ดมากๆ ผมชอบน้ำซุกหม่าล่าสุดๆ

ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ร้านนี้ผมให้ 8 เลย คือดีมาก ร้านเล็ก แต่คุณภาพไม่เล็กเลยนะ ถึงแม้ว่าพื้นที่จะน้อย แต่ก็ดูแลเราดีมาก เป็นร้านไม่ดังเท่าไหร่ แต่เอาใจผมไปเลย น้ำจิ้มนี่คือสุด ที่สำคัญ อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอีกที่ที่เรากำลังจะไปด้วย เอาล่ะ ทานกันอิ่มแล้ว ก็เดินออกจากร้านกัน แต่…. ด้านหน้ามีร้านชานมไข่มุกขายอยู่

ร้านนี้ตกแต่งเก๋ เจ้าของร้านหน้ารัก แต่รสชาติพอกินได้ ถ้าเทียบกับร้านเมื่อเช้าแล้ว เมื่อเช้าชนะขาดแบบใสๆ เอาล่ะ ใกล้ๆ นี้ มี Creative Park อีกที่ ที่คนนักท่องเที่ยวไม่นิยมเท่าไหร่ ส่วนใหญ๋จะเป็น Local People เป็น Creative Park ที่มีสวนสาธารณะเก๋ๆ ห่างจากจุดที่เรายืนอยู่ 1 กิโลเมตร ก็ถือว่าเดินย่อยไปแล้วกัน

Songshan Cultural and Creative Park

Location Local Search: 110台北市信義區光復南路133號

จุดนี้เองจะคล้ายๆ กับ Creative Park 1914 ที่แรก แต่จะอยู่ในโซน New Taipei นะครับ ซึ่ก็จะเป็นอาคารสำหรับการจัดแสดงเหมือนกันโดยแต่ละอาคารก็จะมีทั้งเสียค่าเข้าและไม่เสียค่าเข้า ซึ่งวันนี้ เราจะพาไปดูในโซนไม่เสียค่าเข้ากัน

ณ จุดนี้ พ่อกับแม่ขอนั่งรถเลยครับ เพราะ Creative Park ใหญ่มากๆ และเพื่อไม่ให้พ่อแม่รอนาน ขอเข้า นิทรรศกาลสักหนึ่งจุดแล้วกัน ซึ่งจุดที่ผมเข้าไป จะเป็นจุดที่ Effect เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนครับ

ภายในงานมีหลายบูธมากๆ และก็มี Video Presentation ของแต่ละกรุ๊ปมานำเสนอ โดยแต่ละเรื่องน่าสนใจมากๆ บางอย่างเข้าไม่ถึง และบางอย่างก็เข้าถึงง่าย และคิดว่าสามารถนำไปใช้ได้ด้วย อย่างเช่น โซนพับกระดาษเป็นรูปตะเกียบหรือช้อนแบบนี้

ปัจจุบันหากเพื่อนสังเกตุ ทั้งช้อนทั้งตะเกียบ จะถูกผลิตจากพลาสติกชนิดแข็งซึ่งย่อยสลายยากมากๆ และมากไปกว่านั้นบางที่ยังนำไม้ไผ่มาทำตะเกียบด้วย ซึ่งหากไม่ได้ปลูกไผ่เพื่ออุตสาหกรรแล้ว เพื่อนๆ คิดว่า เค้าไปเอาต้นไผ่มาจากไหนล่ะ ฉะนั้น หากได้กระดาษแข็งสักแผ่น และโครงรอยประสำหรับพับเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้บางอย่างได้ มันก็ดีไม่ใช่หรอ จุดนี้เป็นจุดที่เข้าใจง่าย และชนะใจผมมากที่สุดในการแสดงโชว์ของงานทั้งหมดในห้องนี้ครับ

เวลาผ่านไปราวสี่โมงเย็น ผมว่าถึงเวลาอันสมควรที่เราจะขึ้นไปยัง The Must อีกที่ของไทเปครับ นั่นก็คือ เขาช้างนั่นเอง ซึ่งเขาช้างนี้ถือเป็นจุด Highlight ของการมาไทเปของใครหลายๆ คนเลยก็ว่าได้

โดยระหว่างทางไปเราจะเห็นเมือง Taipei ใน Location ใหม่ คือฝั่งตะวันออก ซึ่งมีตึกสูงเต็มไปหมด และเช่นเดียวกันกับตึก 101 ครับ ตั้งตระหง่า สมคำร่ำลือ เป็นตึกที่มีความสูงที่สุดในเมืองนี้ เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ซื้อน้ำสักคนละขวด แล้วเตรียมตัวกันเลย

Xiangshan (Elephant Mt.)

Location Local Search: 110台北市信義區信義路五段150巷401弄31號

เข้าช้าง เป็นภูเขาที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแถบชานเมืองไทเป ที่มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ค่อนข้างดี มีบันไดสำหรับปีนเขาช้างนี้อยู่หลายเส้นทาง เป็นจุดวิวเมืองไทเปยอดนิยมอีกจุดหนึ่งโดยเฉพาะที่จุดสูงสุดของภูเขาที่ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาถ่ายรูปเมืองไทเปและตึกไทเป 101 กันมากมาย โดยเฉพาะเหล่าตากล้องทั้งหลาย ซึ่งถ้าให้ผมแนะนำ คือควรมาช่วงเช้าตรู่ และตอนเย็นไปเลยครับ จะได้วิวดีมากๆ ส่วนเราในทริปนี้ ขอมาชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่แล้วกัน

อย่างที่บอกว่าทางขึ้นมีหลายจุด แต่เรามาขึ้นตรงจุดหลักจุดนี้เลยครับ นั่นคือ 110台北市信義區信義路五段150巷401弄31號 จาก Creative Park นั่ง Taxi มา 200 บาท โดยจากจุดนี้ เราจะผ่าน View Point 3 ที่ มาดูกันว่าแต่ละที่เป็นยังไงกันบ้าง โดยรูทเส้นทางการเดินของเรานั้น ไม่ไกลเลยครับ ไปกลับ ไม่ถึง 2 กิโลเมตร

 

เริ่มแรก เดินไปประมาณ 300 เมตร ทางซ้ายจะมีวัดครับ ตอนแรกเป็นห่วงพ่อกับแม่มาก เลยบอกให้พ่อกับแม่นั่งรถที่นี่ แต่พ่อกับแม่บอกว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปด้วยกัน ไปให้สุด อ่าาา…. ได้ งั้นก็เดินรอๆ กันไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงวัดนี้ มีแมลงแบบนี้เต็มไปหมดเลย

เดินไปเรื่อยๆ ธรรมชาติเริ่มบดบังวิวครับ คือป่าไม้เมืองนี้อุดมสมบูรณ์มากๆ  ถามว่าเดินขึ้นชันมากไหม สำหรับผมมองว่าไม่ชัน แต่สำหรับพ่อกับแม่ผมหรอ ถึงขั้นคลานสี่มือบางช่วงก็มี

 

และเราก็มาถึงจุด View Point ที่ 2 ครับ เป็นจุดที่มีระเบียงยื่นออกไปให้ถ่ายรูปพอดี บังเอิญเจอคนไทยครับ เลยได้รูปครอบครัวมาหนึ่งรูป ต้องขอบคุณมากเลย แล้วถ้าสังเกตุที่มือของพ่อกับแม่ผม ใช่ครับ หักไม้ที่แห้งแล้ว เอามาเป็น Trekking pod เสียเลย ช่วยได้จริงๆ ครับ

จาก View point 2 ถึง View point 3 ไม่ไกลกันมาก ราวๆ 300 เมตร เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จะเห็นป้าย ” เขาช้าง ” ซึ่งจุดนี้ ผมว่าน่าจะชันที่สุดแล้ว และ View Point 3 นี้เอง ที่เป็น Landmark ของเขาช้างไปแล้ว เรียกได้ว่า ใครที่มาเขาช้าง ต้องมาถ่ายกันมุมนี้ทุกคน

ขอนั่งสวยๆ ชักภาพสักหนึ่งใบก่อนลงไปแล้วกัน จริงๆ อยากอยู่ต่อจนมืดเพื่อถ่ายเมืองไทเปตอนกลางคืนแบบสวยๆ นะ แต่ไม่ไหวแล้วอ่ะ ยุงเยอะ แล้วก็อยากให้พ่อกับแม่นอนพักด้วย พออาทิตย์อัสดง เราก็ลงเขากันทันที

   

หลังจากลงมาจาก Viewpoint เสร็จ ไม่ไกลจากจุด Start ราวๆ 800 เมตร มีซอยๆ หนึ่งตรงร้าน Takemura Izakaya ที่มีวิวที่เรียกว่า Hidden point ที่สุดใน Location ของ Taipei ที่จะเห็นตึก 101 จากริมถนน ไปดูกัน

Takemura Izakaya

Location Local Search: 110台北市信義區松仁路253巷1弄2號

ร้านนี้เป็นร้านอาหารแนวนั่งบาร์ครับ เรียกได้ว่าเป็นพวกนั่งชิลริมถนน บรรยากาศร้านดีนะ อยู่ในซอยเล็กๆ แต่จุดเด่นเรื่องอาหารผมไม่รู้เลย รสชาติเป็นยังไง เพราะผมไม่ได้เข้าไปนั่งทาน แต่ร้านนี้เอง มีวิวที่สวยงามหลบอยู่ในซอยของร้าน ไปดูกัน

ซึ่งจุดนี้เอง ทำให้คู่บ่าวสาวป้ายแดงที่นี่มาถ่าย Pre-Wedding กันเยอะมาก จะบอกว่านักท่องเที่ยวน้อยมากเลยนะ ส่วนใหญ่ที่เห็นคือมีแต่ตากล้องคนไต้หวันอ่ะ ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิด ที่ปักหมุดสถานที่นี่ไป แต่ก็นั่นแหละ ไม่อยากงก อยากแบ่งปัน ยังไงไปดูบรรยากาศกัน ว่าสวยงามขนาดไหน

สำหรับคืนนี้ ถ้าตามแผนแล้ว เราจะไป Ximending Walking District กันต่อครับ แต่หากเพื่อนๆ ตามเรากันมาตั้งแต่เช้า จะรู้เลยว่า ไต้หวัน เป็นทริปเดินไม่แพ้สิงคโปร์เลยก็ว่าได้ ถ้าผมมาคนเดียว ผมคงไป Nightlife ต่อแล้ว แต่ไม่ไหวครับ ขอกลับบ้านนอนดีกว่า เพราะพรุ่งนี้ คือทริปใหญ่ของจริงอีกหนึ่งวันในไทเปของเรา ราตรีสวัสดิ์

D A Y 2: EXPLORE TAIPEI

Taipei Fish Market – Yehliu Geopark – Shifen Old Street – Shifen Waterfall – Jiufen Old Street – Wu Lao Guo Hot Pot

ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า วันที่สองนี่คือไม่อยากพลาดแม้แต่ที่เดียว แต่ก็ต้องตัด Bitoujiao Lighthouse ทิ้งไปครับ เพราะเวลาไม่พอ และขอบอกว่าแต่ละที่เดินเยอะมากๆ ทุกคน Day Trip ครั้งนี้ เราใช้บริการรภถของคุณ Ben Tseng นะครับ เป็นรถส่วนตัว ที่จะบริการเรา 8 ชั่วโมง หากเกินเวลา จะคิดชั่วโมงละ 500 TWD ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ราคา 3,000 – 4,000 TWD แล้วแต่จะคุยได้ คือเรียกได้ว่า ไป 4 คน หมดคนละไม่ถึง 1,000 บาทครับ ซึ่งวันที่สอง พี่ผมก็เดินทางมาเจอกันเรียบร้อยแล้ว และสำหรับใครที่ต้องการรถคันเดียวกันกับผม สามารถติดต่อคุณ Ben Tseng ได้ที่ เบอร์ +886-937929293 เบอร์นี้สามารถติดต่อได้ทั้ง We Chat และ What’s app เลย

Taipei Fish Market

Location Local search: 104台北市中山區民族東路410巷2弄20號

ที่นี่คือแหล่งรวมอาหารทะเลสดๆ ที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน หรืออีกชื่อที่เรียกกันมาอย่างคุ้นหูว่า  Addiction Aquatic Development เรียกย่อๆ ว่าตลาด ADD สถานที่แลนด์มาร์กอีกหนึ่งที่ของไต้หวัน คือเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังจากการปรับปรุงพื้นที่ตลาดเดิมเมื่อปี 2012 ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นสไตล์ญี่ปุ่นขนาดใหญ่ มีทั้งอาหารด ทั้งของทะเล, ผัก, ผลไม้และขนมต่างๆ จัดให้บริการเป็นโซน และคือทีเด็ดอยู่ตรงนี้ หากมีเวลา เราสามารถเลือกสัตว์ทะเลมาให้พ่อเครือทำให้ทานกันสดๆ ได้เลย

ทางเข้าออกจะเป็น One Way ครับ ฉะนั้น พอเราเข้าไป เราจะเห็นเป็นโซนของสดก่อนเลย ซึ่งดึงดูดมากๆ บริเวณนั้นก็จะมีพ่อครัวถือมีด หั่นนุ่นนี่นั่นตาม Order ของลูกค้า แต่คือถ้าให้ทำใหม่กันสดๆ เวลาเราคงไม่พอ ฉะนั้น ดูของคนอื่นและของสดพอสังเขป ก็เพียงพอ ทีสำคัญ ที่นี่ เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า แต่ปิดเร็วหน่อยนะ ปิด 2 ทุ่ม

ถัดเข้ามาอีกหน่อย จะเป็นโซนอาหาร ที่ทำไว้เรียบร้อยเป็นถาดแบบสดๆ คือซ์้อแล้วออกไปนั่งทานโต๊ะด้านนอกได้เลย ราคาแต่ละอย่างคือประมาณไทยนะ แต่บางอยู่ก็ถูกกว่า และไม่มีแพงกว่าบ้านเราแน่นอน

เอาจริงป้ะ พิมพ์อยู่ตอนนี้คือน้ำลายไหล เอาล่ะ พอเดินผ่านโซนนั้นมา ก็ถึงจุดที่เรานำเสนอแล้ว นั่นก็คือ การมานั่งบาร์ซูชิ สั่งอาหารกันให้พอครัวเฉือนกันสดๆ นี่แหละ ซึ่งเมนูที่เราสั่งจะเป็น SET ของ Seafood ในราคาราวๆ 1,600 บาท แล้วก็เบียร์ 2 แก้ว เป็น Draft Beer รสชาติดีแก้วละ 150 บาท เบ็ดเสร็จมื้อนี้ หมด 2,000 กว่าบาท ไปดูบรรยากาศกัน

รูปเยอะเลยที่นี่ คือมันดีมาก ให้ 10/10 โดยไม่ต้องมีคอมเม้นท์ใดๆ ระบบจัดการดี เด็กเสิร์ฟดี อาหารสด รสชาติอร่อย เบียร์กลมกล่อมจนพ่อกับแม่ที่เลิกดื่มไปแล้ว ขอดื่มด้วย คือสุดยอดจริงๆ ครับ เราให้คุณ Ben ขับมารับที่หน้า Fish Maket เลย ที่สำคัญคือแกสามารถที่พูดภาษาอังกฤษได้นะ ขอบอก

คือในเงื่อนไขการจองต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เราไม่สามารถเลือกสีรถ เลือกรุ่นรถ หรือแบรนด์ของรถได้ มาแบบไหน ไปอย่างนั้น แต่เหมือนว่าเราโชคดีครับ ได้ Benz มา แล้วคือนั่งได้ 7 คนเลย ทั้งๆ ที่จองมาแค่ 4 ที่นั่งเท่านั้น เพื่อนๆ สงสัยไหมว่า ปกติ บ้านเราจะขับรถเที่ยวเองกัน แต่ต้องขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ คือประเทศไทย ล่าสุด ถูกแบน ไม่ให้ขับรถในไทเปแล้วนะ รู้ยัง เสียใจมากกก แต่ก็มีคข่าวดี คือไต้หวันต่อฟรีวีซ่าให้ไทยอีกหนึ่งปีแหนะ

อ่ะออกเดินทางกันครบ 4 คน ภานในรถกว้างมากนะ มีที่ชาร์จแบตฯ ให้ด้วย จาก Taipei Fish Market ที่แรกที่เราจะไปจอดก็คือ Yehliu Geopark ถ้ารถไม่ติด ใช้เวลาราวๆ 45 นาที ก็ถึงครับ

Yehliu Geopark

Location Local Search: 207新北市萬里區港東路167-1號

นี่คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไต้หวัน ที่เป็น The Must ครับ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของเมืองนิวไทเป (New Taipei City) ด้วยความโดดเด่นทางธรณีวิทยากับหินรูปร่างแปลกตา ซึ่งภูมิทัศน์หินของเย่หลิวถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่งเลยนะ จากข้อมูลคือเกิดจาก 2 ล้านปีที่แล้ว เกิดการแยกตัวของหินปูน แล้วจู่ๆ แผ่นดินทั้งสองก็มากระแทกชนกัน ผ่านร้อน หนาว ลม ฝน จนทำให้เกิดหินรูปร่างแปลกตาอย่างที่เห็น

ค่าเข้าคนละ 80 บาท จะมีแผนที่อยู่ด้านหลังให้เดินตาม ซึ่งหลักๆ จะมีอยู่สอง Zone คือ Zone เดินชมหินแปลกตา กับ Zone Trekking ขึ้นไปบน Lighthouse แต่อย่าดีกว่า มาดูแค่จุด Highlight พอ ซึ่งจุด Highlight คือหิน No.16 ครับ จะมีรูปร่างเป็นเศียรราชินีนั่นเอง

ขาเล่าแทรกอะไรหน่อย ระหว่างทางไปเย่หลิว คือดีมากนะ ถนนสวย แล้วก็มีหาดให้ลงเล่นน้ำกันด้วย ใครอยากจะมาพักชายทะ แถวนี้ ก็ดีเลยนะ เพราะมีอาหารทะเลระหว่างทางเยอะด้วย ยังไงลองแพลนกันดีๆ อันนี้ของเรามาแบบวันลาน้อย เลยไปหยุดอยู่แค่ที่ Highlight เท่านั้น

คือมันหินรูปร่างแปลกตาเยอะมากๆ นะ ผมจำไม่หมด ยังไงลองจินตนาการเอาเอง หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก google ด้วยก็ได้ การมาเที่ยวไต้หวันสองวันนี้ ทำให้ผมเห็นว่า สาวไต้หวัน หน้าตาดีมากๆ ครับ คิดว่าชายไทยหลายคนคงชอบ ช่วงที่อยู่เย่หลิว ผมกับครอบครัวหลงกันครับ คือคนเยอะมาก แล้วก็ร้อนสุดๆ

ข้ามสะพานมาอีกหน่อย จะถึงจุด Highlight ของเราครับ นั่นก็คือ “เศียรราชินี” นั่นเอง บอกไว้ก่อนเลยว่า งดงามมากๆ ไม่รรู้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ธรรมชาติแม่งคือความน่ากลัวแต่สวยงาม

อย่าหวังว่าจะได้ถ่ายรูปคู่ด้วยง่ายๆ ครับ เพราะคนรอต่อคิวถ่ายด้วยเยอะมาก แต่ละหินก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดคอยสะงัด เป่านกหวีด เวลาจะมีคนเอามือไปสัมผัส มันต้องแบบนี้สิ ไม่เหมือนบ้านเรา เข้าไปในถ้ำหรืออะไรแบบนี้นะ เอามือจับกันเป็นว่าเล่น รู้ไหมว่า เนื้อเยื่อของมนุษย์ จะมีเซลล์ชนิดหนึ่ง ที่ทำให้หยุดการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อย นี่ขนาดหินปูนที่นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับเซลล์มนุษย์เลยนะ เค้ายังไม่ยอมให้คนเข้าใกล้เลย ดูการให้ความสำคัญสิ ดูค่าาาาา

แค่จุดแรกแทบเป็นลม ขึ้นไปบนรถคงนอนหลับกันแ่นนอน การันตี แต่ระหว่างทางคือต้องยอมรับว่า ไทเป หรือ ประเทศไต้หวันทำถนนดีมากครับ สวยงาม ไม่สามารถอธิบายหรือถ่ายภาพมาให้รู้สึกได้ แต่คือต้องลองไปเองจริงๆ ถนนดีมาก สวย จัดวางได้อย่างเป็นระเบียบ บางจุดจำเป็นต้องเลาะทะเลก็เลาะไป ซึ่งเห็นทะเลสีทองด้วยนะ แต่ก็ไม่ได้ว้าวขนาดนั้น และบางจุดยอมที่จะระเบิดบางส่วนของภูเขาทำเป็นอุโมงค์ถนน ให้รถลอดไปได้ เรื่องถนน ให้ 10/10 แต่การจราจรติดขัด เชี่ย…. ก็ให้ 10/10 เหมือนกัน ถึงรถจะติด แต่ก็ดูติดแบบมีเหตุผล ไม่เหมือนบ้านเราอ่ะ เห้อออออออ

Shifen Old Street

Location Local Search: 226新北市平溪區十分老街

ผมอยากมาที่นี่มาก แบบอยากที่สุดในทริปนี้ ซึ่งบริเวณนี้แต่ก่อนเป็นเส้นทางลำเลียงถ่านหินสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันอยู่ สถานีสร้างด้วยไม้ ยังคงถูกรักษาไว้ อย่างดี รวมถึงทิวทัศน์ภูเขาน้อยๆ กับสะพานแขวนสูงๆ ก็เป็นจุดที่น่าสนใจในการถ่ายภาพ ประมาณตลาดร่มหุบบ้านเรานะ ผมว่า เพราะสองข้างทางเป็นบ้านเรือนของชาวบ้าน ของกินเยอะมาก

ตรงจุดนี้จะเป็นไม้ไผ่แห่งความหวังครับ เพื่อนๆ สามารถซื้อมาเขียนขอพร แล้วผูกติดไว้กับรั้วของรถไฟได้ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว รถไฟอีกราง ก็ยังใช้งานได้จริง อยู่นะ เพื่อนๆ ที่ไม่ได้เอารถมาเหมือนเรา สามารถเดินทางมาทางรถไฟได้ โดยนั่งรถไฟ TRA  จากไทเปเมน มาที่สถานี Ruifang และซื้อ One day pass   ที่สถานีรุ่ยฟาง และเปลี่ยนขบวนไป Pingxi Line ได้เลยอย่างง่ายดาย

สำหรับใครที่อยากจะปล่อยโคมก็สามารถมาอธิษฐานขอพร ปล่อยโคมกันได้ค่ะ แต่ก่อนโคมจะมีสีเดียวแต่อาจจะเพราะให้ขายนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น จรึงมีการแยกสีมากมายเลยทีเดียว 1 โคมมี 4 สี ขอได้ 4 เรื่องกันไปเลยจ้ะ

อย่างที่บอกว่ารถไฟ ก็ยังใช้งานได้อยู่ ระหว่างนี้ เราจะพาเพื่อนๆ ไปชมถนนเส้นนี้กัน ว่ามีความสวยงามขนาดไหน ทำไมผมถึงอยากมาที่นี่มากขนาดนั้น

ของกินคือเยอะมาก และต้องยอมเค้าจริงๆ เพราะที่นี่ มักมีไข่มุก ใส่กับทั้งของคาว และของหวานเยอะมากๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นภาพปรุงแต่ง หรือภาพทำมาล้อเทรนด์ธรรมดา แต่พอมาจริงๆ เชียยยย… ของจริงจริงๆ ด้วย

การปล่อยโคมที่นี่ ราคาเริ่มต้นที่ 200 TWD ครับ ซึ่ง ก็จะมีหลายสีให้เลือก โดยแต่ละสีคือมีความหมายต่างกันออกไป จะเอาสีเดียวก็ได้ เอาสี่สี หรือเอาแม่งทุกสีเลยก็ได้ ซึ่งพอได้มา เค้าก็จะมาขึงให้เราเขียนคำอวยพร ก่อนที่จะหล่อยให้คำอวยพรของเรานั่นลอยขึ้นฟ้า และให้มันเป็นจริง

ถัดไปจาก Shifen Old Street ไปอีกไม่ไกล เราสามารถเดินไปชมความงามของน้ำตก Shifen ได้ และอย่าดูถูกไปนะครับ น้ำตกแห่งนี้ สวยพอที่จะทำให้เพื่อนๆ เสียเวลาเดินลงไปชมวิวด้านล่างกันเลยล่ะ

Shifen Waterfall

Location Local Search: 226新北市平溪區乾坑10號

ต้องบอกว่าน้ำตกแห่งนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดของไต้หวันและเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ตั้งตามชื่อของครอบครัวดั้งเดิมผู้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ในปัจจุบันสืบเนื่องจากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นทางรัฐบาลไต้หวันจึงได้เข้ามาควบคุมพื้นที่น้ำตกเพื่อจัดการดูแลความเรียบร้อยไปโดยปริยาย

การจะไปเห็นน้ำตกได้เนี่ย จะต้องเดินผ่าน Guanpu Suspension Bridge ข้ามแม่น้ำ Keelung ไป แล้วเดินไปต่อราวๆ 300 เมตรเท่านั้น ก็จะถึงโซน Visitor’s Center เพื่อนๆ สามารถสอบถามข้อมูล ณ จุดนี้ ได้ และจุดนี้เอง ก็เป็นจุดถ่ายรูปอีกหนึ่งจุด ที่สวยงามไม่แพ้ด้านล่างเลยนะ

เดินต่อไปอีกหน่อย เป็นรูท Trekking ที่มีบันไดให้ราวๆ 200 เมตร ก็จะถึงด้านล่างที่สามารถชมวิวน้ำตกได้แล้ว ซึ่งน้ำตกซือเฟิ่นสูง 20 เมตร กว้าง 40 เมตร ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไนแองการ่าแห่งไต้หวัน” (Taiwan’s Niagara Falls) เนื่องด้วยลักษณะของขอบน้ำตกโค้งรูปเกือกม้าและมีน้ำไหลลงสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่คล้ายกับน้ำตกไนแองการ่าของประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเองนาจา

เอาล่ะ… ไม่รู้เพื่อนๆ จะมีแรงเดินต่อหรือเปล่า แต่ Destination ถัดไป เชื่อว่าหลายๆ คนจะต้องเคยเห็นผ่านหูผ่านตาตามโฆษณา หรือ ฺBlogger Review ทั่วไปกันบ้างล่ะ ที่ต่อไปคือ ” เมืองโบราณจิ่วเฟิ่น ” เป็นเมืองเล็กๆ กลางหุบเขานั่นเอง

Jiufen Old Street

Location Local Search: 224新北市瑞芳區基山街

จิ่วเฟิ่นเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนภูเขา คือหากใครอ่านรีวิว หรือหาข้อมูลไต้หวัน จะต้องเห็นสถานที่นี้แน่นอน ส่วนใหญ่คนมาเที่ยวที่นี่ก็จะมาเดิน Jiufen Old Street ถนนเก่าเเก่จิ่วเฟิ่น ถนนเส้นนี้ ก็จะมีพวกของขายมากมาย มีพวกของกิน , ของฝาก , Hand-made ต่างๆ มีที่พักด้วยสำหรับคนจะมาค้างคืน คือหากใครมีเวลาเหลือ จุดนี้เองก็น่าสนใจไม่น้อย

เพื่อนๆ คือของมันเยอะมาก เราพยายามจะลองกินทุกอย่าง แต่ไม่ได้จริงๆ ท้องไม่สามารถรับไหวได้ และบางร้านคือแถวยาวมาก ยาวจนแบบยอมแพ้ ซึ่งร้านที่แถวยาวๆ มักจะขายของแปลกๆ ที่บ้านเราไม่มี จริงๆ อยากลองชิมมากเลยนะ แต่ก็ทำได้แค่มอง ๕๕๕๕

และแน่นอน ว่าเราไม่ลืมที่จะลองทานชานมไข่มุกเป็นแน่แท้ ผมไม่รู้ว่าผมเอียนหรือเกิดอะไรกับลิ้นของผม ตอนนี้ ไม่สามารถบอกรสชาติอะไรได้ทั้งนั้น คือมันคงอร่อยแหละมั้ง แต่เข้าใจป้ะ พอคนอ่ิมอยู่ เอาอะไรยัดเข้าไป มันก็ไม่รู้สึก ฮาๆๆๆ

เดินมาอีกหน่อยก่อนถึงจุดชมวิว เพื่อนๆ จะเห็นทางแยกลงไปทางขวามือแบบมีโคมไฟเต็มไปหมด และนี่เอง คือจุดที่หลายคนแวะเวียนมาที่นี่ คือมันสวยจริงๆ นะ มาถ่ายรูปเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องมาซื้อของกิน จุดนี้สวยอย่างบอกไม่ถูก คือเข้าบรรกาศคำว่าโบราณสุดๆ

และนี่คือจุด Highlight ของที่นี่ครับ เป็นภาพวิวร้านอาหารร้านหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่า ร้านที่อยู่ตรงข้ามได้ประโยชน์ไปโดยปริยาย เพราะคนอยากจะนั่งอยู่ตรงข้าม เพื่อนั่งชมวิวร้านแห่งนี้ คือมันสวยจริงๆ นะ มันสวย แต่ถามว่าจำเป็นต้องมาถ่ายจุดนี้ไม่ ก็ไม่จำเป็นอีกอ่ะ เรียกได้ว่า แล้วแต่ใครสะดวกเลย

เดินกลับขึ้นไปคืนที่เราแยกมาทางขวา แต่เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จุดสุดถนนโบราณฯ แล้วครับ เป็นจุดชมวิว 180 องศา ที่สวยงามจุดหนึ่ง เรียกได้ว่า มาทันแสงสุดท้ายของวันสุดท้ายของทริปพอดี สวยงามมาก เห็นทะเลแต่ไกล รู้สึกทริปนี้ สมบูรณ์อย่างบอกไม่ถูก

หลังจากที่จบ Day Trip เราทำเวลากันได้ 8 ชี่วโมงเป๊ะครับ ดีนะ ที่ตัด Lighthouse ออก บอกตามตรง ผมว่ามันเหนือยเกินไปถ้าจะอัด Lighthouse เข้ามาด้วย คือมันเดินเยอะมากจริงๆ นะ เอาล่ะ มาถึงที่นี่แล้ว ถ้าไม่ไปลอง Wu Lao Guo คงเรียกได้ว่ามาไม่ถึงไทเป ก่อนกลับเอาหน่อย อยากรู้ ว่าจะอร่อยเท่า RED 99 ที่ไม่มีชื่อเสียงเท่าหรือเปล่า

Wu Lao Guo Hot Pot

Location Local Search: 104台北市中山區中山北路二段36-1號

ที่นี่ดูมีความสะดวกสบายกว้างขวางและเป็นส่วนตัวกว่าร้านแรกที่เราไปทานนะ ให้ความรู้สึกของการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากร้านอาหารสไตล์จีนทั่วไปเล็กน้อย มีความเป็นวัยรุ่นขึ้นมาหน่อย มีแสงไฟสลัวจากโคมประดับน้อยใหญ่ เป็นร้านที่ต้องโทรสั่งจองมาล้วงหน้า ประวัติของร้านไม่รู้มาก แต่รู้เพียงว่า เป็น The Must ของคน Local ไทเป สำหรับชาบูเลยล่ะ คือถ้าจะไม่ลอง ก็คงไม่ใช่ และถ้าจะขายของให้เค้าหน่อย คือเรียกได้ว่าถ้าไม่มา ก็เหมือนไม่ถึงไต้หวัน

เอาจริงป้ะ ผมชอบบรรยากาศร้านและ Service ของเค้ามาก ไม่ว่าจะเป็น Design ต่างๆ ของภาชนะ และเมนู หรือแม้กระทั่งโต๊ะ ก็ทำให้รู้สึกว่าคิดมาดีแล้ว ตัวน้ำซุปเอง ก็มีสองแบบให้เลือก เป็นแบบสมุนไพรจีนและหม่าล่า และแน่นอนว่า ครั้งนี้ เอาหม่าล่าอีกเหมือนกัน จะได้วัดกันไปเลยว่า ร้านไหนอร่อยกว่ากัน

ราคาจะค่อนข้างแพงกว่าสองเท่า ก็สมอยู่ เพราะที่นี่ ดูแพงกว่าเยอะจริงๆ และตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้มาเป็นวัตถุดิบ ก็มีเกรดที่ค่อนข้างสูงกว่า อย่างมื้อนี้ เนื้อที่แพงที่สุดของร้านคือ “เนื้อวากิว A5” ที่มีราคาห้าชิ้นที่ชิ้นละ 150 TWD คือยอมจ่ายเลย และขอบอกว่า นุ่ม ละลายในลิ้นโดยไม่ต้องเคี้ย…จะบ้าหรอ!!! ไม่ใช่ลูกอม แต่เอาเป็นว่า ความรู้สึกต่าง มันชัดเจนจริงๆ

ระหว่างทาน จะมีน้ำผลไม้ปั่นมาเสิร์ฟฟรีๆ แก้เลี้ยนให้เราเรื่อยๆ น้ำจิ้มเดินไปตักเอง และสามารถปรุงได้ ข้าวเปล่าสามารถตักได้ตลอด มีน้ำซุกที่เป็น Base Ingredient ไว้ให้เราเติมเองเมื่อไหร่ก็ได้ ในน้ำซุกชนิดใดก็ได้ เรียกได้ว่า ตอบโจทย์ลูกค้ามากๆ

โอ้ยคุณเอ้ยยยยย แพงแค่ไหน มื้อนี้ก็ยอมจ่าย รสชาติอาจไม่ต่างจาก RED99 แต่ประสบการณ์การได้สัมผัสกับอะไรที่เป็น Mass ของ Local ผมถือว่าคุ้มค่ามากๆ มื้อนี้ขนาดว่ากินจากที่อื่นมาเยอะแล้ว สั่งมาพอเหมาะพอควร หมดไป 4,300 กว่าบาท เรียกได้ว่า จ่ายก่อนกลับได้หนักจริงๆ

คงเดากันได้ใช่ไหม ว่าผมจะไปถนนคนเดินตอนกลางคืนต่อหรือไม่ ขอตอบเลยว่า ไหวก็เหี้ยแล้ว เหนื่อยก็เหนื่อย อิ่มก็อิ่ม ไว้มาโอกาสหน้าแล้วกัน วันนี้ขอตัวกลับไปนอนพักร่างและเตรียมตัวกลับตอนเช้าเพื่อไม่ให้ตกเคร่อง ขากลับพอไปถึงสนามบิน รถรับส่งกลับบ้านของ Traveloka ก็มารอรับเรากลับบ้านเพื่อปิดทริปโดยสวัสดิภาพ และสำหรับสรุปรายจ่าย เลื่อนไปด้านล่างเลย

สรุปร่ายจ่ายทริป ไต้หวัน 2 วันนี้

** ขอไม่รวมค่าตั๋วนะ เพราะแต่ละคนจองมาได้ราคาไม่เหมือนกันแน่นอน **

DAY 1

ค่า Sim Card คนละ 256 บาท ** รายหัว **

ค่า Taxi ออกจากสนามบินเข้าที่พัก 900 บาท

ค่าที่พักสำหรับสองคืน 5,500 บาท

ค่ากินช่วงเช้า ราวๆ 500 บาท

ค่า Taxi ไป Creative Park 1914 170 บาท

ค่า Taxi ไป Memorial Hall 150 บาท

ค่า Taxi ไป Red 99 250 บาท

ค่า Hot Pot RED 99 คนละ 742 บาท ** รายหัว **

ค่า Taxi ไปเขาช้าง 200 บาท

ค่า Taxi กลับที่พัก 250 บาท

DAY 2

ค่า Taxi นั่งไป Fish Market 120 บาท

ค่ามื้อเช้าที่ Fish Market 2,200 บาท

ค่า DAY TOUR 3,452 บาท

ค่าเข้า เย่หลิว คนละ 80 บาท ** รายหัว **

ค่ากินทั้งวันคร่าวๆ 500 บาท //กินน้อยมาก เหนื่อย แบบกินของเล่นอ่ะ

ค่าปล่อยโคม 200 บาท

ค่า Taxi นั่งไป – กลับ Wu Lao Guo 340 บาท

ค่ากิน Wu Lao Guo 4,300 บาท

ค่า Taxi กลับสนามบิน 1,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 23,602 บาท

** หาร 4 ตกคนละ 5,900 บาท สำหรับทั้งทริปต่อคน **

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *