กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับช้าง | LOCALLICIOUS SURIN

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ถ้านับแบบจริงๆ จังๆ ก็เริ่มเที่ยวแบบเรียกว่าเที่ยวจริงๆ มา 3 ปีกว่าๆ แล้ว ซึ่งแต่ละที่ที่อยากไปก็เก็บครบเกือบจบหมดในไทย มันเลยทำให้มีความคิดที่อยากจะไปเปิดสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้หลายคนรู้จัก รวมถึงตัวเราเองด้วย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ ก็เลยพยายามหาจังหวัดที่แปลกใหม่ที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีใครไปเที่ยวอย่าง “ จังหวัดสุรินทร์ “ บ้านเกิดผมเอง

โดยทริปครั้งนี้ก็ได้โจทย์มาจาก ททท. ที่ท้ามาว่า ไปเมืองรองแล้วให้คนมาเที่ยวเยอะๆ ทำได้ป่าว อื้อหืออออ ผมนี่ขอรับคำท้าเลย ซึ่งต้องเที่ยวใน theme locallicious ด้วย เจ้า locallicious เนี่ย ก็คือการท่องเที่ยวที่ใช้ “อาหารถิ่น” เป็นจุดขาย สร้างการรับรู้ ประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนทั้งไทยและเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเด็ด วัตถุดิบดัง ของหายาก หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ก็จะถูกยิบยกมาในทริปนี้ด้วย มากไปกว่ากินกับเที่ยว ก็ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ อีกด้วย เกริ่นมาขนาดนี้ ตามมาเหอะ อยากพาเที่ยวละ

ตารางทริป

ทริปนี้จะใช้เวลา 2 วัน 2 คืนครับ นั่นคือเดินทางเช้ามืดวันเสาร์ กลับบ่ายแก่ๆ วันอาทิตย์นั่นเอง โดยแต่ละที่ที่ไป เราได้จัดสรรเวลาให้อย่างพอเหมาะ แบบเต็มอิ่ม ไม่มากไม่น้อย ไปดูกัน

DAY1: SATURDAY

00:00 น. – เดินทางออกจาก กทม. โดยรถตู้

06:00 น. – ถึงวนอุทยานพนมสวาย (จุดชมวิวแสงแรก)

07:00 น. – แวะทานข้าวเช้าบริเวณสถานีรถไฟ จ.สุรินทร์

08:30 น. – แซตอมฟาร์ม วัตถุดิบดังในจังหวัดสุรินทร์ ข้าวหอมมะลิ

09:00 น. – พายคายัคน้ำชี สปาปลา ชุมชนเรือโบราณ ดูไม้พันธุ์หายาก และชมเหยี่ยวแดง (เยอะมาก)

12:30 น. – ทำอาหารพื้นบ้าน ปลาน้ำชี ไข่ทอดไข่มดแดง ฯลฯ ของพื้นๆ ที่ชาวบ้านทานกัน

14:00 น. – ชมการแสดงช้าง ที่หมู่บ้านตากลาง

15:00 น. – เยี่ยมชมหมู่บ้านช้าง และคุณทองใบ (ช้างข้างขวด)

16:00 น. – เข้าไป Check in ที่พัก โฮมสเตย์บุญมี

16:30 น. – อาบน้ำช้าง

19:00 น. – ทานมื้อเย็นตามอัธยาศัย

DAY2: SUNDAY

06:00 น. – ตักบาตรกับช้าง

08:00 น. – เยี่ยมชมสุสานช้าง และหอช้างจาพนม (วัดป่าอาเจียง)

10:00 น. – เยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าไหม บ้านท่าสว่าง

12:00 น. – ก๋วยจั๊บร้านดัง หน้าวัดหนองบัว

13:00 น. – ร่วมทำ ร่วมชิม ของฝากชื่อดัง จ.สุรินทร์ กาละแม ศรีขรภูมิ

14:00 น. – ชมปราสาทศรีขรภูมิ

15:00 น. – เดินทางกลับ กทม.อย่างปลอดภัย

เอาล่ะ เมื่อดูจากตารางทริปแล้ว เพื่อนๆ คงจะเห็นภาพกว้างๆ อย่างสังเขป ว่าเราจะไปที่ไหน ทำอะไรกันบ้าง ไมจะไม่ลงรายละเอียดเยอะ จะลงแต่กิจกรรม และสถานที่ที่ต้องไปในทริปนี้กันเลย ตัวไหนที่จำเป็นต้องมีทริคการเดินทาง คร่าวๆ ก็จะใส่เข้าไปให้ และขอย้ำไว้ตรงนี้เลยว่า การเดินทางมาจังหวัดสุรินทร์นั้น หากจำเป็นต้องไปหลายที่อย่างในทริปนี้ แนะนำให้นำรถส่วนตัวมาจะดีที่สุด แต่หากต้องการมาแค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ใช้รถประจำทางได้เลย อย่างจากตัวเมือง ไปนอนหมู่บ้านช้าง ค่าสองแถวแค่ 40 บาทเก๋ๆ คนสายลุยน่าจะชอบ ฮาๆๆ อารมณ์โบกรถได้มีแน่ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอแนะนำสถานที่แรกเลยแล้วกัน!!!

วนอุทยานเขาสวาย

จริงๆ แล้วที่นี่คนจังหวัดสุรินทร์ จะเรียกทับศัพท์ไปเลยว่าเขาสวายครับ เป็นจุดที่คิดว่าน่าจะสูงที่สุดในจังหวัดสุรินทร์แล้วนะ ฮาๆๆๆ บนยอดเขามีพระพุทธสุรินทรมงคลตั้งอยู่งามสง่าสีขาวมองเห็นได้ชัดจากระยะไกล

ซึ่งการที่จะขึ้นไปสักการะ ก็จะต้องขั้นบันไดไป 200 กว่าขั้น ทั้งสองข้างทางขึ้นมีระฆังกว่า 500 ใบ แต่ละใบจะมีลวดลายสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาทั้งสิ้น

ณ จุดนี้เอง วนอุทยานเขาสวาย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นทริปที่ดีที่สุด ภายในอุทยานมีสถานที่ต่างๆ มากมาย รวมถึงวัดพนมศิลาราม ให้ได้กราบไหว้เอาฤกษ์ชัยกันก่อนเริ่มทริปอีกด้วย

Location: https://goo.gl/KBjFAW

เกาเหลาวินสตาร์

เกาเหลาวินสตาร์นี้ถือว่าเป็นร้านเก่าแก่ของจังหวัดสุรินทร์เลยล่ะ เรียกได้ว่าใครที่ไปสุรินทร์แล้วไม่ได้ไปลิ้มลองความอร่อยของเกาเหลาที่มีลูกรอกเป็นตัวเรียกแขกเมนูนี้ละก็ ถือว่าพลาดมากๆ ร้านจะเปิดช่วงเช้า และขายจนกว่าของจะหมด

นอกจะเมนูเกาเหลาลูกรอกจะเป็นเมนูเด็ดแล้ว อาหารตามสั่งอื่นๆ ในร้าน ก็อร่อยไม่แพ้กัน เรียกได้ว่า จอดที่เดียวเก็บหมดแบบอิ่มหนำสำราญพร้อมผจญภัยเต็มวันกันเลยทีเดียว

Location: https://goo.gl/hxPFah

แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม

จากตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางจอมพระ เพื่อไป “แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม “ ครับ ปกติแต่เดิมชุมชนแห่งนี้มีอาชีพเกษตรกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของการเกษตรอินทรีย์ จนมาระยะหนึ่งมีการนำปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลงมาใช้ ทำให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงตัวเกษตรกรเอง ทางฟาร์มฯ จึงได้ริเริ่มและรื้อฟื้นวิธีการผลิตแบบอินทรีย์ดั้งเดิมขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปี 2557 นี้เอง จนปัจจุบันก็กลายเป็นแหล่งวิสาหกิจชุมชนของเกษตรกร และผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเน้นไปที่ ข้าวพื้นบ้าน ข้าวเพื่อสุขภาพเป็นหลัก

บรรยากาศตัวฟาร์มต้องบอกว่าต่างจังหวัดมากๆ คือไม่ใช่บ้านนอกนะ แต่แบบฟีลกู้ดสุดๆ เหมือนได้มาพักผ่อนบ้านญาติ นอกจากมีสินค้าที่เป็นข้าวหอมมะลิต่างๆ ซึ่งต้องขอบอกว่า ข้าวหอมมะลิของ จังหวัดสุรินร์ ถือเป็นสินค้าชื่อดังมากๆ ทั้งไทยและเทศต่างให้ความสนใจและสั่งซื้อกันอย่างได้รับความนิยม ตอนนี้ทางฟาร์มก็กำลังจะพัฒนา rice wine เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นอีกด้วย ตอนนี้อยู่ในช่วงการพัฒนาอยู่

แล้วคือเรื่องนี้ทำให้ผมอึ้งมาก เกิดมาไม่เคยเจอกลุ่มเหยี่ยวแดงเยอะขนาดนี้มาก่อน พี่สุเทนเล่าว่าที่นี่มีสัตว์ธรรมชาติที่ไม่ได้หาดูที่ไหนได้ง่ายๆ เยอะมาก อย่างกลุ่มเหยี่ยวแดงที่บินวนไปวนมาอยู่บริเวณฟาร์ม ก็คงจะเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ทางอ้อมที่พี่สุเทนและชุมชนหันมาปลูกพืชแบบออร์แกนิคไร้สารนี่กระมัง คือดียยยย์

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนสนใจตัวผลิตภัณฑ์ หรือต้องการความรู้เกี่ยวกับข้าวออร์แกนิคเพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อหรือตามรายละเอียดได้ที่ https://www.satomfarm.com/ ภายในมีสินค้าเกษตรอินทรีย์จำหน่ายด้วย เชื่อว่าหลายๆ คนคงชอบ

Location: https://goo.gl/MW1uuk

คายัคน้ำชี

กิจกรรมนี้ต้องบอกว่าขนาดคนสุรินทร์เองยังไม่รู้เลยครับ ว่ามีกิจกรรมแบบนี้อยู่ที่นี่ การพายคายัคล่องไปตามน้ำชีเนี่ย ถือเป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจมากๆ เพราะลำน้ำชีแห่งนี้เนี่ย มีความสะอาดติด 1 ใน 3 ของน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในประเทศเลย ผมจำไม่ได้แล้วว่าเค้าเรียกว่าอะไร แต่ที่เห็นในภาพมันขุ่นๆ อยู่ก็เป็นเพราะฤดูน้ำหลากครับ พี่สุเทนเล่าว่า ลองมาหน้าหนาวสิ อื้อหือออออ สวยใสมองเห็นพื้นดินด้านล่างเลย

ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมต่อช่วงจากฟาร์มฯ ครับ คือลงรถที่เดียวกันเลย สามารถเอารถจอดไว้ที่ฟาร์มได้ แล้วจะมีรถสองแถวพาเราขับลุยทุ่งนาไปเรื่อยๆ และก็มีอะไรให้ตื่นเต้นอีกเช่นเคย

หากเพื่อนๆ สังเกตเห็นสองภาพด้านบน จะเห็นต้นไม้หลังรถ และต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้าเพื่อนของผม ต้นไม้นี่เรียงยาวต่อกันเป็นสิบๆ กิโลเมตร อ้าว แล้วมันน่าแปลกใจตรงไหน อ่า… มันน่ามหัศจรรย์ก็เพราะว่า ทุกต้นเนี่ย คือ “รังปลวก” ครับเพื่อนๆ รังปลวกดินที่คนไทยเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นแหละ คือเค้าขึ้นต่อกันเรียงเป็นสิบๆ กิโลเมตรเลย เรียกได้ว่ามหัศจรรย์สุดๆ

ณ จุดนี้ กิจกรรมนี้ก็จะมีการควบรวมของหลายๆ อย่างมารวมกันครับ ไม่ว่าจะเป็น สปาปลา ธรรมชาติ คือระหว่างที่เราพายคายัคไป จะมีอยู่จุดหนึ่งที่เป็นขอนไม้คั่นกลาง เราสามารถไปยืนบริเวณนั้นแล้วให้ปลาตอดแบบธรรมชาติได้ ซึ่งช่วงที่เราไปเป็นหน้าฝน น้ำเลยขึ้นสูงมาก แต่ก็ยังมีปลามาตอดเรานะ จั๊กจี้ปนเจ็บเบาๆ ทรมานดี ฮาๆๆๆ

จากนั้นก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับพืชพื้นเมือง ต่างๆ ซึ่งก็จำไม่ได้แล้วล่ะ ว่ามีอะไรบ้าง เพราะเยอะมากๆ แต่ระหว่างสองริมน้ำสมบูรณ์มากๆ มีชุมชนเรือไม้เก่าแก่ ที่ชุมชนแถบนี้ใช้เป็นพาหนะในการทำการประมงน้ำจืด รวมไปถึงเจ้าเหยี่ยวแดง ที่มีอยู่ทุกที่ในบริเวณนี้เลย

หลังจากพายคายัคเสร็จก็ขึ้นฝั่ง รอรถไปรับเพื่อทำ work shop อาหารพื้นเมืองครับ ต้องบอกว่า ถือเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้มาเรียนรู้และใช้ชีวิตให้เป็นอย่างคนพื้นที่ ไหนๆ ก็เรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ สัมผัสธรรมชาติของสถานที่แห่งนี้แล้ว การที่ทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบพื้นๆ ที่สามารถหาได้จากแหล่งทำกิน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

สถานที่แห่งนี้ทำให้เราแปลกใจมาก เป็นโรงเก็บของย่อมๆ ของเจ้าของบ้านที่เรียกว่าพิพิธภันฑ์ได้อย่างไม่อายปากเลยล่ะ เพราะมีของโบราณสะสมเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นปืนสมัยสงคราม รถ Jeep เตารีด กล้องถ่ายภาพ ครก ไห สาก กระดานชนวน โอ้ยยย มีหมด คือใครชอบของเก่าแนะนำเลย

ตรงนี้เองถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะเราจะมีโอกาสได้พูดคุยกับชุมชน สอบถามข้อสงสัยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมกับการทำอาหารในแบบบ้านๆ แต่รสชาติไม่บ้านเลยทีเดียว ที่สำคัญ เรานี่แหละ ที่เป็นคนลงมือทำมันกับมือ จะทานได้ไม่ได้ ก็อยู่ที่เสน่ห์ปลายจวักของใครของมันตอนนี้นี่แหละ

และนี่ก็คือหน้าตาของอาหารที่พวกเราทำในมื้อนั้นครับ สำหรับค่าใช้จ่ายกิจกรรม “คายัค น้ำชี” ตรงนี้ ไม่แพงอย่างที่คิดครับ มีเรทราคาที่เหมาะสม คือ 1 ท่านราคา 1,300 บาท 2 ท่าน 650 บาท ถ้า 3-5 ท่านคนละ 450 บาท ราคาก็จะลดหลั่นลงไปเรื่อยๆ สามารถติดต่อพี่สุเทนได้โดยตรงที่ 061-165-1848 ครับผม อ่อ สุดท้ายๆ กิจกรรมนี้ใช้เวลาราวๆ 3-4 ชั่วโมงนะครับ

Location: https://goo.gl/MW1uuk

การแสดงช้าง หมู่บ้านตากลาง จ.สุรินทร์

ต้องขออวดสรรพคุณความสามารถของช้างบ้านตัวเองเลยว่าเก่งมากๆ คือเค้าเก่งจริงๆ ทั้งช้างและคนเลี้ยงช้าง ไม่รู้ทำแบบนั้นได้ยังไง สอนช้างให้เต้น ให้วาดรูป ให้นวด ให้กอดคน ให้อุ้มคน ให้เตะบอล ให้จับโก โหหหหหห บ้าไปแล้ววว ช้าง นะไม่ใช่คน

แล้วซึ่งช้างแต่ละเชือกก็น่ารักมาก ที่นี่ดูเหมือนจะถูกดูแลโดย อบจ.สุรินทร์ครับ ให้เงินเดือนช้างเชือกละ 15,000 – 18,000 ต่อเดือน เพื่อไม่ให้ช้างเร่ร่อนไปไหน ให้อาศัยและหากินอยู่บริเวณนี้นี่แหละ ก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนที่ดี เราเองก็เลยอยากสนับสนุนให้คนไทยหลายๆ คน มาเยี่ยมเยียนช้างที่นี่บ้าง จะได้รู้ว่าช้างบ้านเรามีความสามารถมากแค่ไหน

การแสดงช้างจะเอาช้างตั้งแต่อายุหลักปี จนถึงหลักสิบปีมาแสดงครับ ระยะเวลาการแสดงก็ราวๆ 30- 45 นาที มีสองรอบใหญ่ๆ ด้วยกันคือช่วง 10.00 น. และช่วง 14:00 น. ราคาเข้าชมคนละ 50 บาท เท่านั้น ยังไงถ้ามีโอกาสได้ไปจังหวัดสุรินทร์ ก็อย่าพลาดที่นี่นะครับ

มากไปกว่าการแสดงช้าง ถัดไปจากนั้นไม่กี่เมตรก็จะมีหมู่บ้านช้างที่หมายถึงเป็นบ้านคนเลี้ยงช้างไว้จริงๆ นะครับ คือเค้าก็จะเลี้ยงช้างไว้ใต้ถุนบ้าน หรือหากบ้านหลังไหนมีเงินหน่อย ก็จะทำเป็นโรงช้าง คล้ายๆ โรงเก็บรถบ้านเรานี่แหละ แต่สูงมากๆ ซึ่ง ณ จุดนี้ คุณทองใบ ช้างที่มีงาที่สวยที่สุดในประเทศไทย ก็อาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน และเหตุผลที่ต้องตัดปลายงาออกก็เพราะงามันขบกันทำให้คุณทองใบสุขภาพไม่ดีนั่นเอง ส่วนปลายงาที่ตัดไปนั้น มีใครรู้ไหมเอ่ย… ว่าไปอยู่ที่ไหน ยังไงไมฝากหาคำตอบกันเองแล้วกันนะครับ : )

สำหรับช้างพลายทองใบเนี่ย เป็นช้างเพศผู้ สูง 3.8 เมตร มีงายาว 2.10 เมตร อายุได้ 47 ปี อยู่ในความดูแลของโครงการนำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุริทร์บ้านเกิดอย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้น ซึ่งก็สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสุรนิทร์มายาวนาน  มีบทบาทสำคัญในการเข้าร่วมกิจกรรมและพิธีสำคัญของจังหวัดมาตลอด หากใครสงสัยว่าทำไมคุ้นๆ ก็เค้าคือช้างที่อยู่ข้างขวดเบียร์ช้างนั่นเอง

และสำหรับใครที่ชอบเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกช้างที่ตายแล้ว หรือขนหางช้าง ที่นี่ก็มีจำหน่ายอย่างถูกกฎหมายและราคาไม่แพงครับ ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ แหวน หรือกำไร ที่นี่มีหมด ยังไงลองไปเยี่ยมชมที่นี่กันได้เลย

Location: https://goo.gl/gf5nGc

กิจกรรมอาบน้ำช้างและตักบาตร

จะว่าไป หมู่บ้านใกล้เคียงแถวนั้นก็เลี้ยงช้างกันเกือบหมดนะ รวมไปถึงที่นี่ด้วย หมู่บ้านหนองบัว โฮมสเตย์ บุญเหลือ ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านตากลางแห่งนี้ ซึ่งโฮมสเตย์บุญเหลือนั้นเป็นที่พักราคาย่อมเยาว์คนละ 150 บาท รวมอาหารเช้า ที่พักไม่มีแอร์ แต่รับรองว่าตกดึกเมื่อไหร่ หนาวแน่

ซึ่งการมาพักที่นี่ก็มีกิจกรรมหลักๆ ที่เพื่อนๆ จะต้องชอบแน่นอน นั่นก็คือขี่ช้างจากหมู่บ้าน ไปอาบน้ำที่แม่น้ำหลังหมู่บ้านนั่นเอง เป็นกิจกรรมที่ผมชอบที่สุดในทริปนี้แล้วล่ะ แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้แอบแพงนิดหน่อย คิดช้างเชือกละ 1,000 บาท สามารถนั่งได้ 2 คนต่อเชือก

พี่ๆ เค้าก็จะพาเราขี่ช้างแล้วเดินไปตามหมู่บ้านจนไปถึงแม่น้ำหลังหมู่บ้าน เราก็จัดการล้างช้าง อาบน้ำให้ช้าง แล้วประเด็นคือ ไม่ใช่คนที่สนุก ช้างก็สนุก ช้างดันชอบเล่นน้ำ ดีออกกกกก นี่กลายเป็นว่า กูจ่ายเงินให้มึงไปมีความสุขหรอเจ้าช้าง  ฮาๆๆ แต่ก็นั่นแหละ ถือว่าเป็นอะไรที่ได้ความสุขร่วมกัน

ขากลับก็นั่งช้างกลับเปียกๆ ไปถึงบ้านนี่แหละ แล้วคือช่วงเช้า เราก็สามารถคุยกับโฮมสเตย์ให้จัดช้างหลังบ้านมาร่วมตักบาตรกับเราได้ โดยเราจะหยิบชุดใส่บาตรให้ช้าง แล้วช้างจะเป็นคนที่ทำหน้าที่หยิบชุดตักบาตรจากมือเราใส่บาตรพระเอง ณ จุดนี้ ตื่นเช้ามาแบบอากาศดีๆ ทำบุญ กับน้องช้าง เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ ไปเลย ค่าใช้จ่ายตรงนี้คือช้างเชือกละ 500 บาท

ช้างก็ไม่ใช่ช้างที่ไหน ช้างหลังบ้านพักเรานี่แหละ สามารถไปเล่นกับมันได้ แต่ต้องมีควาญช้างดูแลนะครับ เพราะหากมันไม่คุ้นชิน อาจทำให้เกิดอันตรายกับเราได้ และสำหรับคนที่สนใจกิจกรรมและที่พักจุดนี้ สามารถโทรไปที่เบอร์นี้ได้โดยตรงเลย 081 977 6680 พี่ประชิต

อ่าาาา… อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของที่นี่คือ ส่วนใหญ่คนที่นี่จะมีอาชีพเกษตรกรและหาสัตว์น้ำสัตว์ตามท้องนาทานกันเป็นปกติอยู่แล้ว วันไหนหาได้เยอะ เค้าก็จะมาเดินขายตามบ้าน อย่างครั้งนี้ที่มีป้าคนหนึ่งดักแมงกระชอนได้เป็นสิบโลเลย พี่โชเฟอร์ของเราเลยเหมาซื้อไป 7 kg ด้วยราคา 100 บาท ก็ให้เจ้าของบ้านคั้วแล้วแจกจ่ายกันไปจร้าาาา หวานมัน หอมกรอบ อร่อยยยย แงงงงง. //น้ำลายไหย

Location: https://goo.gl/HpfgzM

วัดป่าอาเจียง

วัดป่าเอเจียง ถือเป็นอีกวัดหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้ว่าเป็นวัดของช้าง ไม่ว่าช้างเชือกไหนจะสิ้นลม ซากศพของช้างทุกเชือกจะถูกฝังที่นี่ ที่นี่จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุสานช้าง และเป็นสุสานช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การที่ช้างหนึ่งตัวตายลง จะต้องขุดหลุมให้ใหญ่พอที่จะถมทับซากศพของเจ้าช้างลงได้ ตัวหนึ่งก็ต้องขุดลึกหลายเมตร สมัยก่อนระดมคนใช้จอบใช้เสียมมาช่วยกันขุด สมัยนี้ดีหน่อย ได้รถขุดดินมาเบาแรง หลังจากถมเสร็จก็จะปล่อยไปนานหนึ่งปีหรือจนกระทั่งมั่นใจแน่แล้วว่าซากเนื้อหรือเซลล์ต่างๆ ได้ย่อยสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้ว

หลังจากนั้นจึงจะนำกระดูกที่ได้ มาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการศึกษาแก่คนรุ่นหลัง หรือฝังไว้ในเจดีย์สุสานช้างที่มีรูปหมวกนักรบสมัยก่อนให้ไว้เป็นที่ระลึก

ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ในบริเวณเดียวกันกับวัดป่าอาเจียงก็มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ช่วยกันนำมูลช้างมาปรับแปรงปรับปรุงให้เกิดประโยชน์โดยการนำมูลของเจ้าช้างมาทำเป็นกระดาษมูลช้าง สร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนไปอีกทาง

Location: https://goo.gl/MJFtws

หมู่บ้านทอผ้าไหม บ้านท่าสว่าง

ตั้งแต่สมัยเรียน แม่จะขับผ่านหมู่บ้านนี้เป็นประจำ ด้วยความที่เป็นคนพื้นที่ในตอนเด็กจึงไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญ จนวันหนึ่งออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านแล้วได้ยินเรื่องราวของผ้าไหมที่ใครต่อใครก็พูดถึง ว่าผ้าไหมที่มาจากหมู่บ้านท่าสว่างจังหวัดของเรา เป็นผ้าไหมที่แพงและดีที่สุดในประเทศ

หมู่บ้านกลุ่มทอผ้ายกทอง ท่าสว่างเป็นหมู่บ้านอาคารเรือนไทยหลายหลัง ภายในร่มรื่นมากๆ มีส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ของสะสมของท่านอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย //คนที่เป็นแกนนำกลุ่มผ้าทอจันทร์โสมา จุดเด่นของผ้าไหมที่นี่คือการนำใยไหมเส้นเล็กละเอียด (ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคโบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตรเหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นลายเทพพนม ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเต้นรำ ลายครุฑยุดนาค และอื่นๆ อีกมากมายมาผสานกับลายผ้าพื้นเมืองสุรินทร์ คือ ลายอัมปรม ลายสาคู ลายสมอ ลายละเบิก ลายลูกแก้ว มีการใช้เส้นไหมกะไหล่ทองปั่นควบกับเส้นไหม ถักทอเป็นผ้าไหมอันวิจิตรงดงาม

การทอผ้าไหมยกทองแต่ละผืนนั้น ต้องใช้ตะกอในการทอถึง 1,416 ตะกอ และใช้คนทอในครั้งเดียวกันถึง 4 คน อีกทั้งยังทอได้เพียงวันละ 4-5 เซนติเมตรเท่านั้น หากใครที่สนใจมาเยี่ยมชมหรือเรียนรู้วิธีการทำผ้าไหมแห่งนี้ ก็สามารถติดต่ออาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทยได้ที่เบอร์ 089-202-7009 สถานที่แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น

Location: https://goo.gl/Qm2PqF

ก๋วยจั๊บอุบลหน้าวัดหนองบัว

ก๋วยจั๊บอุบลหน้าวัดหนองบัวถือเป็นอีกปรากฏการณ์ของหมู่วัยรุ่นสุรินทร์สมัยยุคแรกๆ ด้วยตัวก๋วยจั๊บขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ในราคา 10 บาท แต่สามารถกินอิ่มอยู่ท้อง รวมถึงรสชาตินั่นสุดแสนละมุน เวลาผ่านไปผ่านไปอะไรๆ ก็เปลี่ยนแม้แต่ใจคน จึงทำให้เจ้าของกิจการสุมหัวรวมตัวกันขึ้นราคาก๋วยจั๊บจาก 10 20 30 40 อ่ะ 10 20 30 40 หนูชอบเล่นม้า หนูชอบเล่นหว…เอ้ย!!! ดีๆ ดิว่ะ

ก็เอ่อ…. นั่นแหละ จะสื่อว่า ตอนนี้ก๋วยจั๊บราคาเริ่มต้นชามละ 35 บาทแล้ว สำหรับผมยังคงคุ้มอยู่ และรสชาติเหมือนจะอร่อยกว่าเดิมด้วยนะ ถ้าใครไปสุรินทร์อย่าลืมไปตำล่ะ จะบอกให้!!!

Location: https://goo.gl/eXWBou

กาละแมสดศรีขรภูมิ

คือต้องบอกเลยว่า หนึ่งในของฝากยอดฮิตของจังหวัดสุรินทร์ที่ห้ามลืมซื้อไปฝากเพื่อนคือ “กาละแม” จะว่าก็ว่าเถอะ ขนาดคนสุรินทร์เองยังซื้อมากินกันเล่นเลย ด้วยความที่มีรสชาติดั้งเดิมสุดๆ บวกกับความเหนียวหนึบ หวานมันกลมกล่อม จึงทำให้กาละแมสดศรีขรภูมิดังกระช่อนไปทุกอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง

โดยครั้งนี้เราก็มีโอกาสได้เข้ามา workshop กับทางร้าน ได้เรียนรู้วิธีการทำ ส่วนผสม การกวน รวมถึงการห่อด้วยมือของตัวเอง เรียกได้ว่าสนุกและอิ่มมากๆ ห่อไปกินไป พิมพ์ไปน้ำหลายไหล อกอิแป้นจะแตก

สมเด็จพระเทพฯ ทรงโปรดกาละแมเจ้านี้มากๆ และยังทรงสอนวิธีการกินกาละแมให้ perfect คือต้องดมใบตองก่อนแล้วค่อยเอาเข้าปาก เอาล่ะ ทำไมถึงต้องดมใบตองก่อน ก็เพราะว่าเจ้านี้ เค้าใช้เตารีดถ่านหินสมัยก่อน มารีดใบตองให้แห้งทีละแผ่นๆ เลยจ้า จึงทำให้กาละแมที่หอมหวานอยู่แล้วยิ่งหอมหวลเข้าไปอีก โอ้วแม่เจ้า สามถุงร้อย สามถุงร้อยยย!!!

Location: https://goo.gl/SEyCyL

ปราสาทศรีขรภูมิ

ปราสาทศีขรภูมิแห่งนี้เป็นปราสาทที่สวยที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระธิดาทั้ง 3 (มี หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นต้น) ได้เดินทางมาเยือน และได้ถูกรวมเข้ากันกับอุทยานประวัติศาสตร์กลุ่มปราสาทตาเมือนและปราสาทศีขรภูมิ

เรียกได้ว่าโตมายี่สิบกว่าปีก็พึ่งได้มาเหยียบจริงๆ ครั้งนี้แหละครับ สวยไม่แพ้ที่ใดเลย ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ดีต่อใจสำหรับผมมากๆ ไม่คิดว่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง จะมีปราสาทที่ยังสมบูรณ์ที่พร้อมด้วยบรรยากาศเขียวขจีแบบนี้อยู่ ซาบซึ้งจริงๆ

Location: https://goo.gl/3U49RB

เป็นไงกันบ้างครับทริปนี้ เชื่อว่ามีหลายคนคันไม้คันมืออยากเก็บกระเป๋าแล้วมาเยี่ยมหมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์กันเสียเดี๋ยวนี้เลยล่ะใช่ไหม คือมากไปกว่าบ้านช้างแล้ว ยังมีอาหารแนวโลคอลให้เพื่อนๆ ทำลองทำกันทานแบบกันเอง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ชื่อดังในจังหวัด และของฝากห้ามลืมซื้อกลับไปให้เพื่อนอย่างกาละแมอีก เรียกได้ว่า จ.สุรินทร์ บ้านเกิดของผม พอได้ลงมาสัมผัสในนามนักท่องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ ก็ไม่ได้แพ้จังหวัดอื่นเลยแม้แต่น้อย ถ้ามีโอกาส อย่าลืมมาแวะเวียนเยี่ยมเยือนกันนะครับ แล้วเจอกันระหว่างทางครับผม : )

Print Friendly, PDF & Email

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *