Site icon PALAPILII-THAILAND

::Climbing to the peak of Mt.Fuji from base:: เดินทางไกลไปฟูจิ

:: รีวิวแรกครับเลยไม่อยากเรียกว่ารีวิว เอาเป็นว่ามาเล่าให้ฟังนะครับ หลังจากลาออกจากงาน ผมก็เลยมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ ผมไปปีนฟูจิมาครับ …….. แล้วมันแปลกตรงไหนหรอ?? มันแปลกตรงที่ผมไม่ได้เริ่มปีนจากชั้นที่ 5 เหมือนที่ส่วนใหญ่เค้าไปกัน แต่ผมเริ่มเดินจากในเมืองตั้งแต่สถานีรถไฟ ผมขอเรียกมันว่าชั้นที่ 0 เพื่อไปให้ถึงยอดเขา ::

Reviewed by : Hiran Chulo
::และเนื่องจากไม่ใช่กระทู้รีวิว ผมเลยไม่ลงรายละเอียดในเรื่องการเดินทางนะครับ จะบอกแค่จุดสำคัญๆนะครับ
อย่างที่เกรินนำไป ผมลาออกจากงาน ทริปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว 10 วันเลยถือกำเนิดขึ้นมา ทริปปีนภูเขาไฟฟูจิจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งจากความสนุกของ 10 วันนี้ แต่มันดันเป็นทริปเปิดตัว ทำให้ตลอดทั้งทริป ขาระบมไปหมด::
::และก็เริ่มทริปนี้จากที่นี่เลยครับ สถานีรถไฟฟูจิซัง(富士山駅) จากความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 800 กว่าๆ ไปที่ ความสูง 3776 ระยะทางวัดจากกูเกิลแล้วประมาณ 25 km แต่ๆๆๆๆ เป็น 25 km ที่เดินขึ้นตลอด และจากรูปเดินออกจากสถานีรถไฟ ลงเนินแล้วเลี้ยวขวาไป 1 ไฟแดง เพื่อเริ่มต้นทริปอย่างเป็นทางการ ตอนนี้พลังเยอะมาก ทั้งอากาศก็ดี วิวก็สวย คนก็ไม่เยอะวุ่นวาย วันนี้แม่งวันของผมชัดๆ
::เห็นแล้วจุดหมายในวันนี้ของเราตอนลงรถมาคิดว่าวันนี้ไม่เหงาแน่ คงมีเพื่อนเดินเยอะแยะ แต่ที่ไหนได้ ทริปนี้มึคนเดินขึ้นไปพร้อมกันแค่ 4 คน นี่มันไร้ความนิยมขนาดนี้เลยหรอ(คิดในใจ)พร้อมทั้งเดินต่อแบบชิลๆ ก็บรรยากาศมันได้อ่ะ
::เดินตรงมาเรื่อยๆจนสุดทาง เจอไฟแดงแล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอกับนี่เลยศาลเจ้า(北口本宮冨士浅間神社) หลังจากเดินตากแดดร้อนๆตอน 10 โมง พอเลี้ยวเข้าศาจเจ้านี่อากาศเย็นขึ้นมาทันทีเลย ร่มรื่นมาก ต้นไม้ใหญ่มาก โตมาได้ไงขนาดนี้
::ก็ตามระเบียบครับไหว้พระขอพรกันไป ขอให้ภูเขาไฟไม่ระเบิด ขอให้หินไม่ถล่ม ขอให้ฝนไม่ตก นี่ขอจริงๆนะ มาเที่ยวคนเดียวแบบนี้ที่พึ่งทางใจสำคัญสุดๆ
::ไหว้พระขอพร เดินดูศาลเจ้าเสร็จก็เดินชิดขวาเลยครับ จนเจอป้ายนี่หล่ะ หลังจากนี้จะเริ่มของจริงกันแล้ว
::หลังจากนี้ทริปเดินตามป้ายก็เริ่มขึ้น คือหลุดจากศาลเจ้ามา หมู่มวลมนุษย์ก็หายไปหมด เหลือตัวคนเดียวของจริงละ
::เดินตามถนนไปแปปนึงก็จะเจอทางเข้าอยู่ด้านขวา เลี้ยวเข้าไป มีคาเฟ่เล็กสไตล์ญี่ปุ่นน่านั่งชิลมาก แต่มันใช่เวลามะ รีบเดินเถอะไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกเท่าใหร่ ถ้ามืดค่ำกลางป่ามาจะลำบาก ว่าแล้วก็เดินตาละห้อยผ่านคาเฟ่ไป
::เดินผ่านคาเฟ่ไปซักพักก็จะเจอกับป้ายนี้ ก็เตรียมตัวเลี้ยวตามป้ายเข้าไป แต่เดี๋ยวก่อน นี่มันอะไร จะเอาชีวิตมาทิ้งไว้กลางป่าญี่ปุ่นหรอว่ะ เมื่อกี้ก็ไม่ได้ขอพรไม่ให้เจอหมีซะด้วย คือภาพในหนังเรื่อง backcountry เข้ามาในหัวรัวๆ เอาไงดี จะเดินกลับ หรือจะรอคนมาเดินไปด้วยกัน สรุปไม่มีใครเดินมา เดินต่อไปคนเดียว พร้อมคิดตลอดว่ากรูจะแกล้งตาย
::หลังจากผ่านป้ายไป ก็เดินชมวิวไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งมองไปไกลๆ ระวังหมี ตามฟิลครับ คนที่ Trekking บ่อยๆจะเข้าใจ เราก็เดินไปเรื่อย ชมนกชมไม้ มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้คิดอะไร ที่ตอนอยู่ในเมืองไม่มีเวลาคิด
::มีช่วงเป็นถนนตัดผ่านบ้าง ก็ไม่ต้องตกใจ เดินข้ามไป แล้วมองหาป้าย吉田口遊歩道แล้วเดินตามไปเรื่อยๆ ครับ รับรองไม่หลง แต่ป้ายระวังหมีนี่สะเทือนใจทุกครั้งที่ได้เห็น
::เดินมาซักพักใหญ่ๆ ก็เจอกับนี่เลยครับ ร้าน nakanochaya(中ノ茶屋) ผมพักที่นี่เป็นที่แรกหลังจากเดินมาซักพัก กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ หิวขึ้นมาจะเดินกันไม่ไหว อ่อๆๆ ลืมบอกไป ตุนน้ำเปล่าตุนของกินมาตั้งแต่ในเมืองเลยนะครับ ตลอดทางจนถึงชั้นที่ 5 ไม่มีน้ำขาย ที่นี่เป็นที่สุดท้ายที่จะมีอาหารขาย(แต่ไม่มีน้ำเปล่าขาย) กินเสร็จรอย่อย เข้าห้องน้ำให้เสร็จ เพราะห้องน้ำข้างบนไม่สนุกแน่ ถ้าปวดมาก็เข้าป่าอย่างเดียวหล่ะ
::ออกจากร้านมาก็เดินต่อครับ ข้ามสะพานตามทางไปเรื่อยๆ
::ที่จริงจะเดินตามถนนไปเรื่อยๆก็ได้ครับ แต่มา trekking ทั้งทีจะให้เดินบนถนนก็ไม่ใช่ พยายามมองขวาไว้ครับ ตรงไหนเลี้ยวเข้าไปได้ เข้าเลย ผมเข้าตรงนี้หล่ะ แยกใหญ่หน่อยไม่พลาดชัวหลังจากเลี้ยวเข้าไปก็จะเจอทางคลายๆกับช่วงแรกๆก็ตามทางนั้นไปอีกยาวๆครับ เหมือนเดิมครับมองไกลๆ ระวังหมีมาแหรก
::แล้วก็มาถึงตรงนี้ จุดสุดท้ายที่รถยนต์จะมาได้ หลังจากนี้พ่อใหญ่แค่ไหนก็ต้องเดิน ช่วงนี้ก็จะเจอพวกนักวิ่งเทรลที่มาวิ่งขึ้นยอดเขากันตอนเข้าค่อยๆทยอยกันลงมา
::เจอป้า 2 คนนี้มาเป็นอาสาสมัคร เรียกเข้าไปกินน้ำกินขนมฟรี ญี่ปุ่นมีอะไรแบบนี้ให้เห็นตลอดจริงๆ คุยกับป้าได้แปปเดียวก็ต้องรีบไปต่อกลัวจะมืด นี่ก็จะบ่ายแล้ว ส่วนฝรั่งสองคนเดินมาถึงไร่เรี่ยกับผม ผมถามว่ามาทางไหนทำไมผมไม่เห็นเค้าเลย เค้าบอกเค้าเดินมาตามถนน ไม่ได้เดินทางในป่า โถ่ ก็ปล่อยให้เหงาเดินในป่าซะตั้งนาน (คุยภาษาอังกฤษระดับเหี้ยมมากๆ เนื้อหาแค่นี้กรูพยายามคุยตั้งนาน)
::หลังจากนั้นก็รวมแก๊งกะฝรั่ง 2 คนนี้ ถึงจะคุยกันไม่ค่อยเข้าไป แต่จุดหมายคือที่เดียวกัน งั้นเราไปด้วยกัน ถึงแล้ว ฟูจิซังชั้นที่ 1 เคยเห็นกันยังครับ สภาพบ่งบอกถึงความไม่นิยมของเส้นทางมากๆ แต่ผมว่าเส้นทางนี้ สวยและมีเสน่ห์มากๆนะ
::เดินๆไปก็เจอแบบนี้ตลอดทาง ไม่รู้มันคืออะไร แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นฝายกั้นน้ำ ที่นี่ถ้าฝนตกหนักน้ำคงไหนแรงมากเพราะภูเขาเป็นทรงกรวยทุกอย่างคงจะไหลลงมาอย่างแรง ต้องชลอมันไว้หน่อย ตอนนี้ก็เริ่มเดินลำบากแล้วครับ ทางมีแต่ขึ้นอย่างเดียวจริงๆ ไม่มีให้พักหายใจกันเลย ข้างหน้าจะเห็นลุงคนนึงเดินนำไป ลุงอายุ 70 กว่าละแต่เดินเร็วกว่าพวกผมอีก ลุงบอกแกมาปีละหนเอง อะไรนะปีละหนเอง แกบอกเส้นทางนี้สมัยก่อนเป็นทางแข่งวิ่งเทรล สมัยหนุ่มๆ แกเคยได้แชมป์หนนึง แล้วก็ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีก็เพิ่งได้มาอีกหนนึงในรุ่นผู้สูงอายุ (ภาษาญี่ปุ่นผมระดับเทพครับ 5555)
::ชั้น 2 แล้ว ดูจากความใหญ่ของบ้าน เมื่อก่อนน่าจะฮิตไม่ใช่เล่น สมัยนี้มีรถบัสไปถึงชั้น 5 เลยไม่มีใครสนใจทางที่ลำบากกว่าแต่สวยกว่า สวยจริงๆนะ คือประเทศนี้ทุกอย่างพร้อมใจกันเรียบร้อยไปหมด มองไปทางไหนก็สวยไปหมด ขนาดป่ายังสวย ช่วงนี้สบายใจเรื่องหมีละมีเพื่อนเดิน ถ้าหมีมาก็ผลักฝรั่งไปให้หมีมันแหรกก่อนเลย
::ชั้น 3 ละ เหลืออีก 7 ชั้น รีบเล่าเดี๋ยวยืดยาว ระหว่างชั้น 2 กะ 3 มีห้องน้ำให้เข้าอยู่แต่ไม่ค่อยสะดวกเท่าใหร่ ถ้าปวดก็ควรเข้าเพราะต้องไปอีกไกล
::เอาตรงๆนะหาชั้น 4 ไม่เจอหว่ะ แต่ตรงจุดที่นั่งพักเนี่ย เหมือนมันเคยมีอะไรมาก่อน ถ้าไม่พลาดแถวนี้น่าจะชั้น 4 ตอนนี้เริ่มท้อละทางแม่งชันมาก กระเป๋าหนักมาก คือของที่จะใช้เที่ยวทั้งหมดแม่งอยู่บนหลังเนี่ยหล่ะ 10 กว่ากิโล คือจะลงอีกทางไง คือไม่ได้จองโรงแรมไง คือต้องแบกไปด้วยไง ดีนะซ้อมวิ่งไว้เยอะ แรงขาเหลือ แรงแรงใจเริ่มหมด นั่งถอนหายใจยาวๆ บอกฝรั่งให้ไปก่อนเลย กรูพักแปป กระเป๋ากรูหนัก แล้วมันก็เดินมายกกระเป๋า แล้วทำหน้าอึ้งๆ แล้ววางลง พร้อมเดินไปบอกแฟนมันว่าไปเถอะ โถ่ ทิ้งกรูจริงๆ
::แต่จะยอมแพ้ก็ไม่ได้แล้วเพราะเดินกลับแม่งไกลพอๆกับไปข้างหน้าหล่ะ ไปต่อดีกว่า ชั้น 5 (เก่า วงเล็บไว้หน่อยชั้น 5 มันเยอะจริงๆ )ชั้นนี้ก็เลิกใช้งานไปละ ระหว่างทางก็มีป้ายบอกมาตลอดว่าเมื่อก่อนตรงนี้เป็นอะไร ยังไง ตลอดทาง มีที่นึงบอกว่าเป็นร้านขายบุหรี่ ทุกคนรวมกันที่ร้านนี้เพื่อดูดบุหรี่ ประเทศนี้ระเบียบจัดมาตั้งแต่รุ่นพ่อเลยทีเดียว
::พอหลุดจากชั้น 5(เก่า)ไปก็จะต้องเดินขึ้นถนน ก็ตามทางไปจนเจอทางขึ้นเล็กๆ นี่หล่ะครับตามป้ายไปไม่มีหลง ประเทศแห่งป้าย ละเอียดสุดๆ เป็นการเดินป่าที่สบายใจสุดๆ
::หลังจากตามทางมาเรื่อยๆ ก็มาถึงชั้น 5(佐藤小屋) อ่านไม่ออกเหมือนกัน แต่มันคือหนึ่งในบรรดาชั้น 5 ที่ยังเปิดให้บริการ ใกล้ถึงที่ๆผมจะพักละ ผมรีบออกเดินเพื่อไปให้ถึง ชั้น 5 subaru line (スバルライン五合目) จากตรงนี้เดินออกขวาแล้วตรงยาวๆ แต่ถ้าใครไม่พักอยากขึ้นยอดเลยก็ตรงออกไป แล้วเลี้ยงซ้ายขึ้นก็จะไปชั้นที่ 6 ต่อไป แต่ผมเวลาเยอะไปนอนเอาแรงดีกว่า
::ถึงจุดหมายวันแรกแล้วครับ ทัวร์ลงกันแบบรัวๆ ตอนนี้ก็หาที่นั่งพักนั่งเล่นไวไฟฟรีกันไปยาวๆ จากรูป ด้านซ้ายมือจะมีทางลงไปห้องน้ำ และมีห้องพักฟรีสามารถเข้าไปนั่งพักได้เลย แถมในห้องพักมีไวไฟฟรีอีก สบายครับ ได้ที่นอนแล้ว สรุปออกเดินทางประมาณ 10 โมง ถึงจุดนี้ก็ 4 โมงเย็นแล้วครับ วางกระเป๋านั่งพัก ต้มมาม่ากิน ใช่ครับ พกเตาสนามเล็กๆไปด้วย พกไปทุกอย่าง ทริปนี้ประหยัดสุด
::อิ่มแล้วก็ออกสำรวจ เอาของสำคัญออกจากกระเป๋า ทิ้งกระเป๋าไว้ในห้องนั้นหล่ะ ถ้าหายก็ถือว่าซวยไป แต่ดันไม่หาย ที่นี่มีม้าให้นั่ง ได้รับความนิยมจากทัวร์จีนสุดๆ แต่คนจนอย่างเราก็แค่ถ่ายรูปพอ หลังจากนี้ฝนจากที่ไหนไม่รู้ก็เริ่มปลอยๆลงมา อากาศจากเย็นๆ ก็เริ่มหนาว ผมนี่รีบกลับไปที่ห้องพักเลย สรุปคืนนั้นก็กางถุงนอนบนเก้าอี้แล้วก็หลับไปยาวๆ ที่สำคัญของไม่หายเลยเว้ย ตื่นมาอยู่ครบ แจ่มมาก
::ตื่นมาอีกทีก็ตี 5 ขายังระบมอยู่นิดๆ แต่ดีกว่าเมื่อวานตอนเดินมาถึงใหม่ๆเยอะ เปิดห้องออกมาก็มีวิวนี้อยู่ตรงหน้า โรงแรมข้างหน้าพักได้มีห้องอาบน้ำ แต่ไม่ได้กินเงินผมหรอก รีบไปล้างหน้าแปลงฟัน เก็บข้าวของเตรียมเดินต่อแบบยาวๆ วันนี้งานหนักครับ เราจะไปเหยียบจุดที่สูงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นกัน แหม่ทำซะยิ่งใหญ่ ปีๆนึงเค้าขึ้นเป็นหมื่นคน 5555
::ก่อนออกเดินทางมาแนะนำชุดที่ถูกต้องกันครับ ควรใส่เสื้อกันหนาว หรืออย่างน้อยๆก็กันลมครับ เพราะลมแรงตลอดทาง ควรสวมรองเท้าหุ้มข้อมิดชิดครับ หินภูเขาไฟเม็ดเล็กๆ คมๆ และชอบเข้ารองเท้า ไม่รู้เป็นโรคอะไรของมัน
::คราวนี้มาดูชุดที่ผิดมั่งครับ แบบไอ้นี่หล่ะ ผิดหมด แต่งชุดนี้เดินไปถึงชั้น 8 หนาวจนทนไม่ไหวต้องเอาเสื้อมาใส่อีกตัว รองเท้าแบบที่ เร แมคโดนัล เป็นพรีเซนเตอร์ เดินทางราบก็สบายดีครับ ขึ้นเขาลงเขานี่นรกชัดๆ หินเข้ารองเท้าตลอดเวลา เจ็บและชินไปเองกันเลยทีเดียว อ่อและที่สมควรมี ไม้เท้าครับ ช่วยได้เยอะ ส่วนผมก็เก็บมาจากในป่าตั้งแต่เมื่อวาน ของฟรีเยอะจริงประเทศนี้ รูปนี้คือรูปที่เริ่มเดินออกมาจากที่พักเมื่อคืน อากาศ 10 องศานิดๆ ชิวๆ
::ทางสำหรับขึ้นเขาครับ เราจะไปทาง yoshida route(吉田口) ตามป้ายไป หรือถ้าไม่ชัวตามคนอื่นไปได้เลยหลังจากนี้เพื่อนเดินเยอะครับไม่มีหลง
::ใช้เวลาแค่แป๊ปเดียวก็มาถึงชั้นที่ 6 ครับ มันหลอกให้เราตายใจครับหลังจากนี้ เดินขึ้นไปนรกครับ
::เนี่ยทางประมาณเนี๊ยเดินง๊ายง่าย สบ๊ายสบาย อยากจะโยนเป้ทิ้งทุกๆ 10 นาที อีภาระ
แก้ไขข้อความเมื่อ 
::ชั้น 7 อยู่แค่เอื่อม ใครใคร่พัก ก็ พัก แต่ฉายเดี่ยวแบบผม แถมเครื่องร้อนจี๋ พักครับ!!! กระเป๋ามันหนัก ขอวางแปป พักไม่ถึง 5 นาทีกลัวเครื่องเย็นตามอากาศก็ไปต่อ ช่วงนี้ก็จะมีพวกที่ไปรอดูพระอาทิยต์ขึ้นเดินสวนลงมากันบ้างแล้ว ก็ทักทายครับ เช้าๆ ก็ โอฮาโย กันไป พอสายหน่อยก็ คนนิชิวะ ทักทายพอให้มีกำลังใจเดินต่อไป
::ทางขึ้นชั้น 8 จะโหดไปไหน คุณต้องการอะไรจากผม ถอดใจไปหลายที แต่พอเด็กๆ เดินสวนลงมารู้สึกอายไง ต้องฮึดต่อ อายเด็กมัน
::ชั้น 8 ที่ 3100 เมตร ผมคิดในใจเลย อะไรว่ะชั้น 8 ละ กระจอกชิบเป๋ง เหลืออีก 2 ชั้นก็ยอดละ ผมรีบเดินออกมาโดยไม่พักเพื่อหวังไปพักที่ยอดทีเดียวเลย
::รีบเดินมาเพื่อ………เจอชั้น 8 อีก 1 ชั้น โอเค กรูพักก็ได้ ตอนนี้เริ่มหนาวจริงจังเอาเสื้อมาใส่อีกตัว ช่วยได้ม๊ากมาก
::ไปกันต่อ ดูดิว่าเค้าจะมีลูกเล่นอะไรอีก วิวข้างหน้า ที่จะไปก็ทำท่าจะไปไม่ไหว วิวข้างหลังถ้าจะกลับก็อายเค้าเดินกันมาเป็นแถวเชียว ตอนเช้าแซงเค้ามา ถ้าย้อนไปตอนนี้โดนล้อตาย
::ถึงแล้วชั้น 9 แน่นอน………ป่าวไม่ใช่นี่ก็ชั้น 8 นี่แม่งมีชั้น 8 ทั้งหมดกี่ชั้นสารภาพมา เรียนนับเลขใหม่มั๊ย กรูเริ่มท้อแล้วนะ วางกระเป๋าแล้วนั่งลงแบบสำรวม กินช็อคโกแล๊ต จิบน้ำ แล้วเตรียมไปต่อ ต่อไปชั้น 9 แน่นอนผมเชื่ออย่างงั้น
::ยังครับยังมีชั้น 8 อีก ยังไม่หมด คนญี่ปุ่นเป็นคนตลก แต่ตอนนี้เริ่มตลกไม่ออกละ เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เป้ก็หนักขึ้น(หนักขี้นได้ไง งง)
::เดินผ่านเมื่อกี้มาก็เจอกับนี่เลย ชั้น 8 จริงๆ ป้ายเค้าเขียนไว้แบบนั้น ต่อไปก็ชั้น 9 แล้วโว้ย สู้ตาย พร้อมกับเดินลากเท้าไปแบบช้าๆ หายใจม่ายออก
::หลังออกจากชั้น 8 มาก็มาเจอเข้ากับนี่เลยครับ ชั้น 8.5 โอเค ตามใจพี่เลย อยากจะทำอะไรก็ทำไป ผมรอไปนับที่ยอดเขาทีเดียวละ
::คราวนี้ชั้น 9 จริงๆละ หน้าตาเป็นแบบนี้ คือถ่ายได้แค่นี้ ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น เหนื่อยไม่เท่าใหร่ แต่หายใจไม่ทัน ใครไม่ฟิต อย่าลืมออกซิเจนกระป๋อง ฝึกใช้ด้วยนะ ส่วนผมสายประหยัด ต้องฟิตเท่านั้น
::คราวนี้ก็มุ่งหน้าสู่ยอดเขาแล้วครับ จากชั้น 9 ถึงยอดเขา ผมพักค่อนข้างบ่อย เพราะกระเป๋าหนัก ตอนนี้เริ่มปวดหลังนิดๆนะ เดิน 1 โค้ง พักทีนึง แต่พักแค่แปปเดียว เดี๋ยวเครื่องเย็นแล้วเดินไม่ไหว
::ถึงยอดเขาแล้ว ชักภาพเป็นที่ระทึกไว้ซักหน่อย ดูไอ้ตัวเล็กมันหัวเราะเยาะผม ใช่ซิยังไม่แก่ไม่เข้าใจหรอก หมดแรงครับ ถึงยอดแล้วนั่งพักยาวๆ แต่ยังไม่จบครับ เราจะไปจุดที่สูงที่สุด ตอนนี้ถึงแค่ยอดเขาฝั่ง yoshida route
::แล้วจุดสูงสุดของญี่ปุ่นอยู่ตรงไหนหรอครับ อยู่ตรงข้ามนู่นอ่ะครับ เดินข้ามจังหวัดกันเลยทีเดียว ตอนนี้อยู่จังหวัดยะมะนาชิ เดินข้ามไปจังหวัดชิซุโอกะครับ แต่ตอนนี้เหนื่อยมากๆ เดินแทบจะไม่ไหวละ ออกมาตอน 6 โมง นี่ก็เที่ยงละยังไม่ได้กินข้าวเลย ว่าแล้วก็หามุมต้มมาม่ากิน ตามซอกหิน
::ระหว่างทางไปยอดเขามีนี่เลยครับ ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น จัดการส่งโปสการ์ดกลับบ้านเป็นที่ระทึกอีกเช่นเคย
::ทางขึ้นยอดเหมือนเดินขึ้นเขาอีกลูก แถมลื่นสุดๆ เอาเป็นว่าเดินมาตลอด 2 วัน มาล้มตรงนี้หล่ะ ดีนะคนอื่นก็ล้มเขิลไปด้วยกัน
::ถึงแล้วสูงสุดในญี่ปุ่น ที่ 3776 เมตร เหนื่อยแต่คุ้ม มาเถอะเชื่อผมก่อนเข่าเสื่อม มากันหลายๆคนช่วยๆลากกันมา มาคนเดียวแบบผมต้องตั้งสติดีๆ ถอดใจคือจบ
::ตอนแรกตั้งใจว่าจะนอนบนนี้รอดูแสงแรก แต่ดูท่าไม่ดีฟ้าครึ้มมาก็เลยกลับ ลงไปนอนที่ชั้น 5 แล้วฝนก็ตกจริงๆ ถือว่าโชคดีมากๆที่กลับลงมา สรุปคืนนี้นอนถุงนอนที่ประตูหน้าห้องครัวเพราะเป็นที่เดียวที่ฝนไม่สาดรองจากห้องน้ำ ตอนเข้านั่งรถบัสรอบ 9 โมงไปแช่ออนเซ็นหลังจากไม่ได้อาบน้ำมา 3 วัน ฟินสุดๆ ถ้าใครกลับทางเดียวกับผม (Fujinomiya route) แนะนำครับ hananoyu(花の湯)ออนเซ็นนี้แจ่มครับ แล้วหลังจากนี้อีก 7 วันผมก็ตะลอนๆ ไปทั้ว ไปในโซนที่ไม่มีทัวร์ลง ไปงานเทศกาลฤดูร้อน ญี่ปุ่นฤดูร้อนก็มีอะไรเที่ยวเยอะแยะครับ แถมสนุกด้วย จบครับ ขอบคุณที่ติดตาม ครั้งแรกอาจจะไม่ดี ครั้งต่อไปจะเอาให้ยิ่งใหญ่อลังการ
Exit mobile version