{:th} 

 

11110301_815998561815998_5017192966650439747_n

:: สมัยประถมถึงมัธยม ผมก็เป็นเด็กบ้ากิจกรรมคนหนึ่ง มีอะไรประกวดก็ประกวดหมด ลงแข่งหมด เข้าร่วมกิจกรรมแทบจะทุกกิจกรรมเลยก็ว่าได้ ๕๕ หลังจบชีวิตมัธยมเข้าสู่บทมหาวิทยาลัย ก็ยังคงทำกิจกรรมอยู่ แต่ไม่เคยมีความคิดที่อยากจะท่องโลกเลย จนผมได้ไปฟังสัมมนาในงานงานหนึ่ง วิทยากรก็บรรยายเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาผมไปเรื่อย แต่หูผมมันมาตันตรงช่วงที่เค้าพูดว่า “เราเป็นประชากรโลก แล้วทำไมเราไม่ไปให้ทั่วทั้งโลกหล่ะ” ชั่วโมงนั้นผมเหมือนอยู่ในภวังค์ คิดนู่นนี่นั้นโน้น “เออ… จริงหว่ะ จะมาอยู่ที่เดิมๆ ทำไม?” คำถามนี้ ดังก้องในหัวผมตลอดหลังจากจบสัมนา ‘’เฮ้ย อยู่เฉยๆไม่ได้แล้วหละ‘’ ผมต้องหาอะไรบางอย่างเพื่อมาตอบคำถามเหล่านี้ให้หายไปจากหัวผมซะที

:: หลังจากที่ถึงหอพัก ก็เปิดคอมฯ ล็อกอินเฟสบุ๊คเพียงเพราะต้องการจะเริ่มอะไรใหม่ๆ ผมเปิดแฟนเพจ เพื่อชักชวนเพื่อนในโลกออนไลน์ที่มีแนวความคิดคล้ายกัน ไปเที่ยวสนุกๆ ลุยๆ หน่อยตามประสาวัยรุ่น (พูดง่ายๆก็คือ อยากไปเองแต่เงินไม่พอ ถ้ามีคนไปด้วยจะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ๕๕๕) แรกๆ ก็ไปใกล้ๆ แล้วก็เริ่มไกลขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านตะเพินคี่ (ห้วยขาแข้ง) บ้านขุนสมุทรจีน (สมุทรปราการ) ชุมชนคนมอญ (สังขละบุรี) หรือแม้กระทั่งปีนยอดดอยสามหมื่นพร้อมน้องๆ กระเหรี่ยงที่อุ้มผาง(แม่สอด) เป็นต้น วินาทีหลังจากได้ไปทำกิจกรรมและเที่ยวพร้อมกับเพื่อนใหม่ มุมมองชีวิตผมก็เปลี่ยนไป จริงๆ แล้วชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรจริงๆ แค่ได้ไปสัมผัสธรรมชาติ ดำรงชีวิตตามประเพณีท้องถิ่นนั้นๆ เรียนรู้ความเป็นอยู่และวิธีการการจัดการของสังคมในสถานที่ต่างๆ ได้พูดได้คุย ได้แสดงทัศนคติความคิดเห็นกับคนพื้นที่ และได้ให้ เท่านี้ชีวิตเรามันก็ดูมีคุณค่าและมีความหมายที่จะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริงๆ

:: ไฟแห่งการใช้ชีวิตได้ลุกลามร่างกายผมอย่างไม่ยอมมอด ผมมีแผนที่จะไปสถานที่ใหม่ๆเสมอที่มีโอกาส หรือถ้าไม่มีโอกาสก็จะสร้างโอกาสเองซะเลย ๕๕ ความเยอะของผมมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ‘’เที่ยวในประเทศยังเจอความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากมายที่น่าสนใจขนาดนี้ ถ้าไปต่างประเทศและรวมถึงการเดินทางรอบโลกหล่ะ จะน่าสนใจขนาดไหน’’ มันเป็นคำถามที่ยังไงก็ต้องหาคำตอบให้ได้ ช่วงเวลานั้นคิดแค่ว่าจะไปต่างประเทศยังไง กับใคร เมื่อไหร่ ที่ไหน และช่องทางตอนนั้นที่สามารถเป็นไปได้ที่สุดสำหรับวัยรุ่นไทยอย่างผมก็คือ ลุยเดี่ยว Work&Travel ที่ประเทศอเมริกา

:: ช่วงที่ไป Work & Travel นั้นความตั้งใจของผมคือการท่องเที่ยวล้วนๆ ครับ ทำงานเก็บตังค์เพื่อเอาเงินไปเที่ยวต่อ แต่จากการไปครั้งนั้น ผมถูก Agency ทั้งในและนอกประเทศโกงไปเป็นกอบเป็นกำเลย แต่ในความโชคร้ายก็ย่อมมีเรื่องดีครับ ผมเดินทางไปเจอแต่คนดีๆ เจอคนไทยที่นู้น เจอฝรั่งที่รักเมืองไทย ผมแทบจะไม่ได้ใช้เงินตัวเองในการท่องเที่ยวเลย ไม่ว่าจะเป็น California, New Jersey, Washington DC และทัวร์เมืองที่ผมอยู่อย่าง Pensylvania ต้องขอบคุณพวกเค้ามาก จริงๆ ระหว่างที่ผมทำงาน ผมมักจะวางแผนเที่ยวทุกอาทิตย์ ดูว่าเก็บเงินได้เท่าไหร่ แล้วเวลานั้นควรจะไปที่ไหน ผมได้ไป Niangara fall, New York City และได้แวะเที่ยวที่ Korea ขากลับอีกด้วย จากการเดินทางครั้งนั้น ทำให้ผมรู้ว่า โลกเรายังมีอะไรอีกเยอะที่เรายังไม่รู้ ทั้งประเพณีวัฒนธรรม ประติมากรรมของอาคาร การใช้ชีวิตประจำวันและสังคมของประเทศนั้นๆ มันน่าเรียนรู้และน่าสัมผัสจริงๆ ผมร้อนรนเหลือเกินที่ต้องการจะเดินทางไปค้นหาสิ่งที่เราที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชากรโลกควรจะได้รู้ได้เห็น

{:}{:en} 

 

11110301_815998561815998_5017192966650439747_n

ผมชื่อไม ภูวนาท  ทานะ อายุ 24 ปี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ระหว่างที่เรียนอยู่ในมหาลัยก็เป็นเด็กเกรียนๆ เรียนกากๆ เหมือนนักศึกษาน้อยคุณภาพทั่วไป วันหนึ่งหลังเลิกเรียนก็ได้ไปเจอกับบูธของโครงการ Work And Travel ด้วยความสนใจก็เลยขอข้อมูล ศึกษา แล้วตัดสินใจมันไปเดี๋ยวนั้น จำได้ว่าอ้อนแม่หนักมว๊ากกกก โดยการเอาเรื่องภาษาและเงินเก็บกลับมาคืนแม่หลักแสน อิทธิพลจากการเปิดโลกครั้งแรกด้วยตัวเองครั้งนั้น มันทำให้ผมมีมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไป มีแนวคิดแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามา มันเกิดคำท้าทายที่ว่า เราเป็นประชากรโลก เรามีสิทธิที่จะเห็นอะไรก็ได้ ในทุกที่ ทุกมุม บนโลกใบนี้ เหตุการณ์ครั้งนั้นมันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่เล่นเพียงดนตรี ตีแค่เทนนิส แต่กลับมานั่งลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในไทยเพิ่มเข้ามา ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะไปให้ครบทุกที่ที่ลิสต์ไว้ก่อนเรียนจบปริญญา ตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว และกำลังท่องโลกไปเรื่อยๆ ถ้ามีโอกาส มาร่วมเดินทางไปพร้อมๆ กันนะครับ : )

{:}